สื่อกับวาทกรรมเลือกปฏิบัติ

เหตุกราดยิงในโบสถ์ของคนผิวสีในเมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 9 คนได้สร้างความตึงเครียดระหว่างคนต่างสีผิวในอเมริกาเพิ่มมากขึ้น พร้อมด้วยคำถามที่ตามมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับปัญหาการเหยียดผิวที่ต่อสู้กันมาหลายสิบปีจนกระทั่งได้ประธานาธิบดีผิวสีคนแรก แต่ปมปัญหา ทัศนคติของคนบางกลุ่มกลับไม่ได้เปลี่ยนตามไปด้วย

คำตอบอาจมีอยู่หลากหลาย แต่ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นสื่อมวลชนจึงอยากมองการทำงานของสื่อต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ มีหลายบทความในคอลัมน์แสดงความคิดเห็นในสื่อชั้นนำของอเมริกาที่มีการตั้งคำถามว่า ในขณะที่เวลาคนผิวสีหรือคนมุสลิมก่อเหตุสังหารคนจะถูกสื่อตราหน้าทันทีว่านี่คือผู้ก่อการร้ายหรือฆาตกรแต่ถ้าผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวขาวสิ่งที่หลุดออกมาจากปากของสื่อลำดับแรกๆคือ เราไม่แน่ใจว่าผู้ก่อเหตุมีความผิดปกติทางจิตหรือไม่

ดีลแลน รูฟ อายุ 21 ปีเป็นชายหนุ่มผิวขาวที่ก่อเหตุกราดยิงในครั้งนี้ จากการสัมภาษณ์เพื่อนที่ได้คุยกับเขาก่อนก่อเหตุรวมถึงข้อความที่เขาได้เคยโพสท์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เชื่อว่าได้ว่า ดีลแลนมีแนวคิดว่าสถานะของคนขาวอยู่เหนือกว่าคนผิวสีอื่นๆ จากข้อมูลระบุว่าดีลแลนได้วางแผนล่วงหน้าและเลือกโบสถ์แห่งนี้ก็เพราะเป็นโบสถ์ของคนผิวสีที่มีประวัติในการต่อสู้เพื่อการเลิกทาส

หลังเหตุการณ์ไม่มีสื่อหลักช่องไหนรายงานว่านี่อาจเป็นการก่อการร้าย ผู้ประกาศของสถานีชื่อดังบอกว่า เรายังไม่รู้สภาพทางจิตของเขา ในขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองบอกว่าเป็นการกระทำของคนๆเดียวที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง นอกจากนั้นสื่อท้องถิ่นกลับตั้งข้อสังเกตนักบวชที่ตกเป็นเหยื่อการสังหารในครั้งนี้ว่าอาจมีพฤติกรรมที่ยั่วยุ แต่ถ้าผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวสีหรือมุสลิมจะถูกมองทันทีว่าเป็นการกระทำที่เป็นระบบมีผู้อยู่เบื้องหลังและตามมาด้วยการเรียกร้องคนผิวสีเดียวกันหรือนับถือศาสนาเดียวกันให้แสดงออกอะไรบางอย่าง

ตามพจนานุกรมเวบสเตอร์ได้นิยามคำว่าก่อการร้ายไว้ว่า การใช้กำลัง หรือการขุ่มขู่เพื่อให้เสียขวัญ รู้สึกถูกคุกคามและถูกข่มเหงโดยเฉพาะการใช้เป็นอาวุธทางการเมืองหรือนโยบาย ในขณะที่กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายฉบับแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐมีชื่อว่า The Klan Control Act หรือกฎหมายควบคุมกลุ่ม คลู คลักซ์ แคน ซึ่งเป็นกลุ่มเหยียดผิวที่ทำร้ายคนผิวสีในอดีต นั่นทำให้นักสิทธิมนุษยชนในเมืองชาร์ลสตันบอกว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระทำครั้งนี้ควรจะเรียกว่าการก่อการร้าย

ในอดีตมีโบสถ์ของคนผิวสีและสุเหร่าของคนมุสลิมตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มเหยียดผิวหลายครั้ง แต่หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ดูเหมือนคนอเมริกันไม่น้อยจะลืมไปว่าการกระทำเหล่านั้นก็คือการก่อการร้าย เมื่อความกลัวหรือระแวงในอิสลามแผ่กระจายไปทั่วสังคมก็ทำให้การใช้คำว่าก่อการร้ายดูเหมือนจะใช้กับผู้ต้องสงสัยที่มีสีผิวที่แตกต่างจากคนขาวเท่านั้น ดีลแลนเด็กหนุ่มที่ก่อเหตุใส่เสื้อแจ๊กเก็ตที่ติดธงที่เป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดผิวเข้าไปในห้าง แต่ไม่มีใครว่าอะไร ในทางกลับกันถ้ามีคนมุสลิมใส่เสื้อที่ติดธงของไอสิสเขาคนนั้นคงไม่มีทางจะผ่านด่านการรักษาความปลอดภัยของห้างไปได้

มีการตั้งคำถามถึงสื่อมวลชนว่าทำไมไม่หาคำตอบว่า อะไรทำให้ชายหนุ่มคนนี้ก่อเหตุรุนแรงกับคนต่างสีผิว เขาไปได้แนวคิดที่ทำให้เกลียดคนผิวสีได้มากขนาดนี้มาจากไหน หรือได้อิทธิพลมาจากสื่อแนวคิดขวาจัดที่สร้างภาพให้คนผิวสีเป็นคนขี้เกียจหรือชอบใช้ความรุนแรง

ก่อนหน้านี้เคยมีการถกเถียงเรื่องนี้ในวงการฮอลลีวู้ดว่า คนผิวสีมักได้บทที่ตลกโปกฮาไม่มีสาระ ไม่ฉลาด เป็นคนยากจน ไม่มีการศึกษา ขี้เกียจ และเป็นสมาชิกแก๊งค์ข้างถนนฆ่ากันตายไม่เว้นวัน ผู้เขียนยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากเรื่องแบบนี้ไม่น้อย ครั้งแรกที่ไปสหรัฐและเจอร้านอาหารที่เต็มไปด้วยคนผิวสี รู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัย แม้แต่ในหนังประวัติศาสตร์หลายเรื่องก็มักจะสร้างภาพให้คนขาวเป็นคนที่มีอารยะในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆเป็นพวกป่าเถื่อนไร้อารยธรรม เช่นภาพยนตร์เรื่อง 300 ที่ทำให้คนเปอร์เซียแต่งตัวน่าเกลียดน่ากลัว ดูโหดเหี้ยมเกินจริงทั้งๆที่จริงแล้ว เปอร์เซียเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมที่เก่าแก่

หันกลับมามองการใช้ภาษาของสื่อไทย มีหลายจุดที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและเป็นการตีตราประทับตัดสินคนกลุ่มนั้นไปแล้ว จะด้วยความไม่ตั้งใจ รู้เท่าไม่ถึงการ หรืออื่นๆ ผู้เขียนเองก็เคยมีประสบการณ์ในตอนที่เข้ามาทำข่าวใหม่ๆ โดยเฉพาะคำว่าหัวรุนแรงที่เรามักได้ยินใช้กับคำว่า มุสลิม อิสลาม ปาเลสไตน์ หรือประเทศอื่นๆในตะวันออกกลางอยู่เสมอ แต่เราไม่ค่อยได้เห็นคำว่าหัวรุนแรงไปใช้กับศาสนาอื่น หรือประเทศอื่นๆ ไม่มีพุทธหัวรุนแรง ไม่มีคริสต์หัวรุนแรง ไม่มีอังกฤษหัวรุนแรง หรืออเมริกันหัวรุนแรง เหตุที่ใช้คำว่าหัวรุนแรงอาจมาจากการแปลข่าวจากสื่อตะวันตกที่ใช้คำว่า extremist ซึ่งถ้าเปิดพจนานุกรมก็จะเห็นคำแปลว่าพวกหัวรุนแรงทันที เราอาจใช้คำนี้ด้วยความเคยชินโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาว่าการใช้แบบนี้ทุกวันเท่ากับเป็นการตอกย้ำความคิดผิดๆที่ว่า อิสลาม หรือมุสลิมก็เท่ากับความรุนแรง และปฏิเสธไม่ได้ที่มีหลายคนคิดเช่นนั้น

หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 (9/11) เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ผู้เขียนได้รับการทักท้วงจากผู้นับถือศาสนาอิสลามและมานั่งวิเคราะห์แล้วก็เห็นจริงตามที่ได้ถูกทักท้วงมา หลังจากนั้นเมื่อมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้คำว่า  Extremist ก็จะเลี่ยงไปใช้คำว่า กลุ่มแนวคิดสุดโต่งแทน

เหตุการณ์ที่ชาวพม่าที่นับถือศาสนาพุทธลุกฮือขึ้นมาเผาบ้านของชาวโรฮิงญาที่นับถือศาสนาอิสลามรวมถึงสังหารชาวโรฮิงญาเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีคนใช้คำว่าชาวพุทธหัวรุนแรง ซึ่งถ้าเหตุการณ์นี้เป็นคนมุสลิมทำก็อาจมีหลายคนใช้คำว่าคนมุสลิมหัวรุนแรงไปแล้ว ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องราวการเผาบ้านและสังหารชาวโรฮิงญาอย่างเหี้ยมโหด ก็มีผู้ชมทางบ้านเขียนแสดงความเห็นมาว่าทำไมต้องเลือกเอาสิ่งนี้มานำเสนอ มันส่งผลลบต่อการเป็นชาวพุทธ ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนก็คือก็เช่นเดียวกันกับคนมุสลิมที่ต้องมานั่งดูข่าวที่คนมุสลิมเป็นผู้ก่อเหตุ คนมุสลิมที่รักสงบก็ต้องคิดแบบนี้เช่นกัน แต่ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นคือทุกศาสนาไม่ได้สอนให้คนใช้ความรุนแรง ปัจจัยเกลียดชังอาจไม่ได้มาจากศาสนา แต่การที่สื่อมักชอบใช้คำว่าชาวพุทธพม่าและมุสลิมโรฮิงญาก็อาจทำให้ความเข้าใจของผู้รับสารถูกบิดเบือนกลายเป็นความขัดแย้งทางศาสนา

ดังนั้นถ้าสื่อตระหนักและให้ความสำคัญต่อจุดเล็กน้อยเช่นนี้ ลดวาทกรรมที่จะทำให้เกิดความเกลียดชัง เข้าใจผิด และเลือกปฏิบัติ ก็อาจเป็นหนทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงเหมือนอย่างที่เกิดที่เมืองชาร์ลสตันในสหรัฐ และที่อื่นๆอีกในอนาคต

เกี่ยวกับผู้เขียน: ชัยรัตน์ ถมยา ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการข่าวต่างประเทศและผู้ประกาศข่าวค่ำไทยรัฐนิวส์โชว์ทางไทยรัฐทีวี