Skip to main content

"ที่จะพูดทั้งหมดวันนี้คือเรื่องพม่า ไม่เกี่ยวกับที่อื่น แต่อาจจะมีความคล้ายคลึงกับประเทศใด ให้เป็นเหตุบังเอิญ ไม่ใช่โดยจงใจ" สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น (The Nation) เกริ่นนำในเวทีมีเดียคาเฟ่-สื่อสนทนา หัวข้อ "สื่อพม่า-ขบวนการประชาธิปไตย กับนายพล" จัดโดยกลุ่ม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ เมื่อวันพฤหัสที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมสนทนา คือ วินมิตร โยสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาพม่า, โซอ่อง รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษก Forum for Democracy in Burma (FDB)

สุภลักษณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ของสื่อมวลชนในพม่าว่า คนทั่วไปอาจคิดว่าพัฒนามากขึ้น เพราะในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา ด้วยกระแสการปฏิรูป กระแสการเปิดกว้าง กระแสของการเรียกร้องจากต่างประเทศให้พม่ามีการปฏิรูปไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และในทางการเมือง มองเห็นได้ในหลายๆด้าน เห็นบทบาทของอองซานซูจี  การปล่อยนักโทษการเมือง การเจรจาสันติภาพ และบทบาทของสื่อมวลชน รวมทั้งการอนุญาตให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าไปทำข่าวในพม่าได้ ทั้งยังมีการยกเลิกบัญชีดำสื่อมวลชน นักวิชาการ

“แต่ปีนี้มีข่าวการจับกุมสื่อพม่าขึ้นอีก ด้วยข้อหาเดิมๆคือ รายงานข่าวกระทบความมั่นคง เป็นกระแสที่กระทบกระเทือนสื่อพม่า”


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) วินมิตร โยสาละวิน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, โซอ่อง

วินมิตร โยสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาพม่า กล่าวว่า คนในพม่าไม่กล้าพูดการเมือง กลัวจะมีคนข้างๆเป็นสายลับ เวลาฟังวิทยุบีบีซี, VOA (Voice of America) และ DVB (Democratic Voice of Burma) จะฟังกันอยู่ที่บ้านเงียบๆ มีเพียงส่วนน้อยที่กล้าเปิดเสียงดัง

“รัฐบาลไหนทำไม่ดี เขาก็กลัวสื่อ ยุคที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อ เราทำข่าวยากมากๆ ชาวบ้านไม่กล้าพูด แม้แต่เราใช้แค่เสียง ไม่ออกนาม เขาก็ไม่กล้า”

ผู้สื่อข่าวบีบีซี เล่าว่าปัจจุบัน บีบีซีเข้าไปมีสำนักงานอยู่ในพม่าแล้ว และมีการจัดอบรมให้สื่อในประเทศด้วย แต่ก็ถูกจับจ้องอยู่ตลอด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเกือบทุกคนฟังบีบีซี เพื่อให้รู้ว่าถูกตำหนิหรือไม่ จะได้แก้ตัวทัน “นักข่าวคนไหนที่เขียนไม่ดี เขาก็ปิดกั้นวีซ่า”

โซอ่อง รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษก Forum for Democracy in Burma (FDB) เสริมว่า ตอนนี้นักข่าว RFA (Radio Free Asia), DVB, Irrawaddy ต้องออกมาต่อวีซ่านอกประเทศทุกเดือน ทั้งๆที่ปีที่แล้วขอวีซ่าได้โดยไม่ต้องออกจากพม่า และเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเต็งเส่งเพิ่งจะพูดว่าสื่อพม่ามีเสรีภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่อีกสองวันต่อมา มีการตัดสินลงโทษจำคุกนักข่าวที่รายงานข่าวเรื่องอาวุธเคมี โทษหนักถึง 10 ปีและยังมีโทษบังคับใช้แรงงานหนักด้วย

เขาบอกว่าขณะที่นานาชาติยกเลิกการคว่ำบาตรพม่าเพราะเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองพม่าในช่วงแรกเป็นไปด้วยดีนั้น แต่ขบวนการประชาธิปไตยเห็นว่าประธานาธิบดีพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

“สิ่งที่ประธานาธิบดีพูดออกมาในด้านนโยบายของประเทศ การหยุดยิง การสร้างสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย การปล่อยนักโทษการเมือง เราเห็นว่าเขาไม่ได้ทำตามที่รับปาก”

โซอ่องกล่าวว่า ปัจจุบันยังมีการสู้รบกันอยู่ในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน และเรื่องที่ประธานาธิบดีเต็งเส่งรับปากว่าสิ้นปี 2013 จะไม่มีนักโทษการเมืองนั้น แต่ปัจจุบัน มี 70 คนที่ติดคุกอยู่ และ 114 คนสู้คดีอยู่ สำหรับเรื่องของสื่อ โดยเฉพาะเรื่องโรฮิงยา บางสื่อต้องเซนเซอร์ ห้ามใช้คำว่า ‘โรฮิงยา’ บอกว่ามีแต่ ‘เบงกาลี’

“สื่อต้องรายงานสิ่งที่จริง ไม่ควรบังคับตัวเองหรือเซนเซอร์ไม่ให้ประชาชนทราบ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก”

โซอ่องเล่าว่า สื่อที่รายงานข่าวว่านางอองซานซูจีกับผู้นำชนกลุ่มน้อยต้องเป็นรัฐบาลกลางในไม่ช้านั้น ถูกจับดำเนินคดีด้วย โดยมีการใช้กฎหมายปี 1950 ที่มีโทษสูงสุดถึง 14 ปี ซึ่งนักข่าวกลุ่มนี้อาจถูกลงโทษมากกว่านักข่าวที่รายงานเรื่องโรงงานผลิตอาวุธเคมี

“ผมเห็นว่าถ้าเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นตลอด เราจะดูที่ไหนว่าปฏิรูปการเมือง เราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร” 

วินมิตร โยสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี วิจารณ์การตัดสินลงโทษผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวโรงงานผลิตอาวุธเคมีว่า กรณีนี้เป็นการตั้งใจฟ้องเพื่อที่จะให้สื่อเข็ด “เขาตัดสินได้ 3-10 ปี แต่เอาหนักไว้ก่อน กระบวนการยุติธรรมไม่มีอิสระ ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคำสั่งว่าเอาอย่างนั้น เรื่องเกี่ยวกับทหารนี่ สื่อแตะไม่ได้เลย แตะเมื่อไรมีเรื่องเมื่อนั้น เรื่องนี้ก็เชื่อว่าน่าจะมีคำสั่ง”

อย่างไรก็ตาม วินมิตรวิจารณ์การทำงานของสื่อด้วยว่า สื่อไม่ค่อยศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา มีปากกาอยู่ในมือ นึกจะเขียนก็เขียน เรื่องที่มีปัญหาขึ้นมาครั้งสุดท้ายนี้ เกี่ยวข้องกับความมั่นคง สื่อแอบเข้าไปถ่ายภาพ แล้วเขียนลอยๆ ไม่มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายใดด้วย


นักข่าวพม่าเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการลงโทษสื่อมวลชนที่เปิดเผยข้อมูลรัฐ

วินมิตรกล่าวถึงสมาคมสื่อในพม่าว่า มีสมาคมเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ทุกกลุ่มปกป้องสื่อมากกว่าข้อเท็จจริง “เพราะบางทีเราสัมภาษณ์ เราก็รู้ว่า [สื่อ]ผิด แต่เขาไม่ค่อยพูดความผิดนั้น จะตำหนิรัฐบาลก่อน สื่อบอกว่าเพราะรัฐบาลกดขี่มานาน เขาก็เห็นว่าผิด แต่พูดไม่ได้ แต่เขาบอกเป็นการภายในกัน”

วินมิตรกล่าวอีกว่าสมาคมสื่อพม่าที่ตั้งขึ้นนั้นมีลักษณะแบ่งแยกกันตามวัย และสู้กันคนละประเด็น “วัยรุ่นก็เพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม เพราะแต่ละสำนักข่าว ผู้บริหารกดขี่ เขาจะต่อสู้ตรงนี้มากกว่า รุ่นใหญ่ก็จะสู้กับรัฐบาลมากกว่า รุ่นกลางก็จะสู้กับรัฐบาลและพยายามปกป้องนักข่าว”

ผู้สื่อข่าวบีบีซีกล่าวว่า ประเด็นสื่อมวลชนในพม่านั้น ทั้งตัวสื่อเอง ผู้บริโภคสื่อ และเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไม่เข้าใจ สื่อเสรีคงเกิดขึ้นยาก เพราะรัฐบาลกลัว “ปัญหาของพม่า จะแก้ไขในระยะสั้นๆ ง่ายๆ คงไม่มี”

ด้านโซอ่อง กล่าวว่าแม้รัฐบาลจะให้วีซ่า และเปิดให้มีการอบรมสื่อ อบรมสิทธิมนุษยชนได้ แต่คนที่เข้าไปก็อาจถูกฟ้องร้องเมื่อไรก็ได้ และสำหรับกลุ่มหรือองค์กรพลัดถิ่นของพม่านั้นยังไม่ได้รับสิทธิให้ลงทะเบียนในพม่าได้ จึงอาจถูกฟ้องร้องว่าทำผิดกฎหมายได้ตลอดเวลา

“กลุ่มพลัดถิ่นของพวกเรา เราถือว่ารัฐบาลยังไม่ซื่อสัตย์ เขามีลูกเล่นเยอะ เราพูดเรื่องนี้มาตลอดและไม่หยุด จนกว่าเขาจะปฏิรูปการเมืองโดยซื่อสัตย์”


รัฐธรรมนูญพม่าปี 2008 กำหนดให้มีตัวแทนจากกองทัพเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นสัดส่วน 25% ของสมาชิกรัฐสภา

โซอ่องกล่าวถึงการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าด้วยว่า คณะกรรมการกลางพยายามตั้งกฎระเบียบต่างๆที่ทำให้พรรคยูเอสดีพี (Union Solidarity and Development Party) ของรัฐบาลได้เปรียบ ขณะที่นางอองซานซูจีพยายามให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2008 เพื่อลดจำนวนทหารในสภา รวมทั้งข้อบังคับในรัฐธรรมนูญที่ปิดกั้นสิทธิของเธอที่จะเป็นประธานาธิบดี เพราะมีบุตรชายเป็นต่างชาติ

โฆษก Forum for Democracy in Burma (FDB) กล่าวด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ทำในสิ่งที่ทหารอยากได้ นายพลหลายๆคนที่เกษียนจากกองทัพเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคการเมือง รวมทั้งนายพลอาวุโสตานฉ่วยยังมีบทบาทสูงในการเมืองพม่า แต่ไม่ออกมาเบื้องหน้า
“ถ้าเราไม่ไปแตะต้องทรัพย์สินของเขา หรือของลูกหลานเขา เขาก็จะไม่ทำอะไรกับเรา”

สุภลักษณ์ แสดงความเห็นว่า ในกรณีของพม่า คงพูดถึงสื่อลอยๆไม่ได้ เพราะว่าสื่ออยู่ในกระบวนการการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด จึงต้องพูดรวมๆอยู่ในภาพการเคลื่อนไหวและการปฏิรูปที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งในระยะหลังแผ่วเบาลง ผลสะท้อนที่กลับมาหาสื่อ คือเรื่องการจัดกลุ่ม เกิดการลงโทษสื่อ เหมือนกับว่านิสัยเก่าๆ ยังไม่หายไปในสังคมพม่า ทหารและกองทัพคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของรัฐนี้อยู่ เพราะฉะนั้นคนอื่นมีส่วนร่วมในระดับที่ต้องการให้มีส่วนร่วม ถ้าเลยไปกว่านั้นก็จะไม่ยอมแล้ว และก็จะเริ่มการปิดกั้นอีกครั้งหนึ่ง

บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น กล่าวด้วยว่า สังคมพม่าต่อไปในช่วงสั้นๆข้างหน้านี้ จนถึงการเลือกตั้งปีหน้ามีเรื่องที่จะต้องพูดกันมากขึ้น ซึ่งเขาคิดว่าในประเทศไทยควรจะต้องพูดเรื่องพม่ามากขึ้นได้แล้ว

“ปีที่ผ่านมาเราอาจจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องภายในของไทยมาก จนกระทั้งลืมจริงๆ ในความเห็นของผมนี่ สื่อ [ไทย] ก็ลืมเพื่อนสื่อในพม่าด้วยกันด้วย แล้วก็หลังๆก็มีอะไรที่ประดักประเดิดมาก เราต้องออกแถลงการณ์ช่วยสื่อพม่า ทั้งๆที่ตัวเองก็กำลังถูกจับอยู่ มันมีปัญหาสลับซับซ้อนมากจนกระทั่งเราเองก็ไม่ค่อยเข้าในว่าตกลงยังไงกันแน่ เมื่อก่อนสื่อไทยชอบไปเลคเชอร์เรื่องเสรีภาพในประเทศเพื่อนบ้าน สื่อพม่าต้องมีเสรีภาพ ต้องต่อสู้ พอมาถึงตัวเองบ้างก็มีปัญหาไม่กล้าพูดเท่าไร”

สุภลักษณ์ กล่าวว่า สื่อพม่าในความเห็นของเขานั้น ในบางบริบทยังมีเสรีภาพมากกว่าสื่อไทยในปัจจุบัน สื่อพม่าพูดได้หลายเรื่อง ขณะที่สื่อไทยมีหลายเรื่องที่พูดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สุภลักษณ์ ตั้งข้อสังเกตต่อบทบาทของสื่อพม่าในการรายงานข่าวการประชุมอาเซียนครั้งล่าที่กรุงเนปิดอว์ว่า อาเซียนพูดเรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชนมากมาย เป็นประชุมท่ามกลางสถานการณ์ในภูมิภาคซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยถดถอยในหลายแห่ง ประเทศไทย ประเทศพม่านี่ ประชาธิปไตยอยู่ในอาการถดถอยด้วย ก็กลับไม่พูดถึง

“ผมก็เห็นสื่อพม่าเยอะนะ เพื่อนๆที่อยู่ในการรายงานข่าวประชุมอาเซียนคราวนี้ แต่ผมคิดว่าพวกเขารายงานเรื่องที่มันเป็นปัญหาระดับภูมิภาค ผมเห็นนิวไลท์ออฟเมียนม่าออกข่าว ก็รายงานเรื่องอูเต็งเส่งสปีชแค่นั้น ก็ไม่ได้พูดอะไรอื่นมากมาย เช่นบทบาทของพม่าเป็นอย่างไร เขาพูดอะไรกันที่นั่น และประโยชน์ของพม่าเป็นอย่างไรบ้าง แทบไม่มีการพูดถึง”

สุภลักษณ์ บอกว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสื่อพม่า แต่สะท้อนภาพโดยรวมๆของภูมิภาคนี้ด้วย พม่ากำลังพูดอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับตัวเองเท่าไร สื่อมวลชนอาจไม่มีโอกาสพูดถึงบางเรื่องมากนัก บางเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ เช่น ในพม่าเรื่องทหารแตะต้องไม่ได้ เหมือนกับที่ในประเทศไทย แตะต้องเรื่องเจ้าไม่ได้ พอกัน

“การสนทนาวันนี้ เราอาจจะไม่ได้ศึกษาเปรียบเทียบอะไรกันมากนัก แต่พูดโดยรวมๆ สื่อในพม่าเพิ่งจะมีโอกาสที่จะมีเสรีภาพ ซึ่งยังไม่เป็นความจริงเท่าไรนัก และกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นและหยุดชะงักระดับหนึ่ง ช้าลง ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน”  

 

สื่อพม่า-ขบวนการประชาธิปไตย กับนายพล