Skip to main content

 

การเลือกตั้งและการเมืองในภูมิภาคฯในช่วงสองปีที่ฝ่านมา ส่งผลต่อภาพรวมของสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมาเลเซีย ไทย และกัมพูชา และต้องจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียในปลายปีนี้ และการเลือกตั้งพม่าในปีหน้า รวมทั้งประเทศติมอร์ตะวันออก ที่นายกรัฐมนตรี ซานานา กุซเมาได้ประกาศจะวางมือทางการเมืองในเดือนกันยายนปีนี้

นับเป็นช่วงเวลาทีน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายของสื่อในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ว่าจะคลี่คลายไปอย่างไร ในขณะที่ประชาชนใช้สิทธิของตนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง

ผู้สื่อข่าวหลายคนได้สะท้อนความเห็นกับสมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้าในการจัดสัมนา ที่กรุงจาการ์ต้า เรื่องการเลือกตั้งกับสื่อมวลชน เมื่อเดือนกุุมภาพันธ์ไว้ว่า ความท้าทายของสื่อเพิ่มสูงขึ้นตามแรงกดดันทางการเมืองที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ ความเสี่ยงต่อคความปลอดภัย เรื่องจริยธรรมในวิชาชีพ นอกจากนี้ ทักษะทางวารศาสตร์ก็ถูกท้าทายไปด้วย ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมผู้สื่อข่าว เพื่อทำข่าวเลือกต้ั้งเพิ่มมากขึ้น

การทำงานของสื่อในช่วงการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความเป็นเจ้าของสื่อในกัมพูชาและอินโดนีเซีย และรายได้จากการโฆษณาพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าข้อมูลที่ถาโถมกันเข้ามาอย่างมากมาย เป็นข้อมูลที่จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมืองมากกว่าเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติผลงานและพฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมือง

ในบางกรณี การเลือกตั้งนำไปสู่ความตึงเครียดทำให้ผู้สื่อข่าวได้รับผลกระทบ เช่น ถูกคุุกคามและทำร้ายร่างกาย ในกัมพูชาชัยชนะทียังมีข้อกังขาของพรรคประชาชนกัมพูชาของรัฐบาล และ ถูกฝ่ายค้านคว่ำบาตรโดยไม่ยอมรับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้มีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บหลายคนจากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมกับฝ่ายตำรวจที่เข้ามาสลายการชุมนุม

 

ในประเทศไทยวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่ประสบความสำเร็จ เมือเดือนกุุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์หลายแห่งที่ถูกมองว่าอิงขั้วการเมืองได้ถูกท้าทายจากผู้ชุมนุม มีผู้สื่อข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ถูกข่มขู่คุกคามและทำร้ายร่างกาย

ที่ฟิลิปปินส์ มีผู้สื่อข่าวถูกสังหาร 14 คน ในปี 2556 ในจำนวนนี้ มี 10 คนที่มีสาเหตุเกี่ยวโยงกับการทำหน้าที่ นับเป็นอัตราการเสียชีวิตที่สูงเป็นลำดับที่  2 รองจากปี 2552 ดูููเผินๆเหมือนไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่รายงานของศูนย์สิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสือมวลชนของฟิลิปปินส์ระบุว่า มีกรณีผู้สื่อข่าว 25 จาก 68 คนที่ถูกทำร้ายร่างกายและคุกคามที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นและสภาคองเกรส

นอกจากนี้ในช่วงการเลือกตั้งมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การคุกคามสื่ออาจเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง เช่น การออกกฎหมายโดยภาครัฐมากำกับหรือคุ้มครองการทำหน้าทีของสื่อหรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

กฎหมายสื่อมวลชน

พม่าได้เริ่มหันหลังให้กับการใช้กฎหมายปี 2505 ที่มีบทลงโทษรุนแรงในการกำกับดูแลสื่อมวลชน เริ่่มจากการยกเลิกการเซ็นเซอร์จากภาครัฐก่อนพิมพ์ โดยได้ตรากฎหมายหลายฉบับขึ้นมา เพื่อกำกับดูแลสื่อต่างๆและตรากฎหมายสื่อมวลชนมาใช้กำกับดูแลสื่อแทนกฎหมายเดิม

การที่สื่อมีเสรีภาพมากขึ้นเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดตัวหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยในพม่าก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2558 แม้ว่าเสรีภาพทีพอจะมีอยู่จะเกิดจากการที่ภาครัฐไม่ใช้กฎหมายที่กดขี่ข่มเหง การตรากฎหมายสื่อมวลชนก็มิใช่การยกเลิกกฎหมายสือปี2505โดยสิ้นเชิง แต่เป็นเพียงการยกเลิกบางมาตราของกฎหมายฉบับเดิมที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายสื่อฉบับใหม่ ที่สำคัญกว่านั้นคือ รัฐบาลยังคงอำนาจในออกใบอนุญาตสื่อสิ่งพิมพ์ไว้อย่างเข้มข้น

ขณะเดียวกัน ประเทศติมอร์ตะวันออกกำลังจะออกกฎหมายสื่อมวลชน ซึ่งใช้เวลายกร่าง 6 ปีในการตีความตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออก

สำหรับรัฐบาลประเทศอื่นในภูมิภาคได้เริ่มขยับตัวออกกฏหมายควบคุมสื่อออนไลน์และเสรีภาพในการแสดงออกผ่านทางออนไลน์นับตั้งแต่สิงคโปร์ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากที่ออกกฎหมายใบอนุุุญาตกับสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ตามความนิยม ซึึงอยู่นอกระบบการกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุุบัน

ในกรณีของฟิลิปปินส์ หลังจากที่แช่แข็งกฎหมายป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มาปีกว่าๆ ศาลสูงสุดได้ตัดสินให้การตรากฎหมายฉบับนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และยังได้ตัดสินให้ตัดมาตราต่างๆออกไป เช่นการอนุญาตให้รัฐบาลปิดกั้นเว็บไซต์ และการเก็บเมทาดาต้า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินของศาลทีให้การหมิ่นประมาททางออนไลน์เป็นความผิดทางอาญานั้นชอบด้วยรัฐบธรรมนูญได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพและสื่อมวลชนสื่อในฟิลิปปินส์

พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาและลาวด้วยเช่นกัน ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการตรากฎหมายอกกมาควบคุมการใช้เสรีภาพออนไลน์

ทิศทางข้างหน้า

โดยภาพรวม สถานการณ์สื่อมวลชนในภูมิภาคฯยังคงอยู่ที่เดิม ประเทศที่ค่อนข้างมีเสรีภาพยังคงประสบกับปัญหาการละเว้นโทษผู้ใช้ความรุนแรงและใช้แรงกดดันทางการเมืองเพื่อควบคุมสื่อผ่านการคุกคามในรูปแบบต่างๆและการใช้กฎหมายหมิ่่นประมาท

ส่วนประเทศที่สื่อถูกควบคุม ยังคงไม่มีเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสภาพการเมืองไม่เปลี่ยนแม้ว่าการเซ็นเซอร์สื่ออย่างเปิดเผยจะมีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากการควบคุมได้ถูกแทรกซึมเข้าไปในองค์กรสื่อผ่านการเซ็นเซอร์ตัวเองและผ่านผู้สื่อข่าวแต่ละบุคคลที่ไม่ต้องการจะตกงาน

ในแง่หนึ่ง สถานการณ์พม่าในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นทางเลือกที่่สือในพม่ากำลังเผชิญอยู่ คือ จากการถูกควบคุมอย่างแน่นหนาโดยกฎหมายที่กดขี่ ไปสู่การมีเสรีภาพในระดับหนึ่ง โดยที่สื่อสามารถรายงานประเด็นข่าวทีเคยถูกห้ามมาก่อนหน้านี้ได้

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ การเซ็นเซอร์ได้ถูกแทนที่ด้วยการทำร้ายร่างกาย การคุกคามรูปแบบต่างๆ และการฟ้องหมิ่นประมาท ในปัจจุบันผู้สื่อข่าวพม่า ยังคงถูกจับเข้าคุกในข้อหาหมิ่นประมาท ความมั่นคง และการรุกล้ำสถานที่ราชการและขัดขืนขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

เช่นดียวกับประเทศพม่า ความหวังทีดีที่สุดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือการทีสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมต้องยืนหยัดในเสรีภาพ และแก้ปัญหาการใช้เสรีภาพที่เกินเลยผ่านการกำกับดูแลกันเอง

กลุ่มผู้สื่อข่าวพม่าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใช้พื้นทีต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตัวเองอย่างได้ผลในหลายครั้งโดยทดลองใช้พลังที่เกิดขึ้นใหม่รวมตัวเป็นกลุ่มเดินขบวนประท้วงต่อต้านการกลับมาควบคุมของภาครัฐ

ในประเทศเวียดนามก็เช่นกัน บล็อกเกอร์กำลังรวมตัวกันได้อย่างเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น และพยายามใช้การทูตประชาชนเพื่อทำให้ความห่วงกังวลของนานาชาติกลายเป็นแรงสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกเช่นกลุ่มสตรีเวียดนามเพื่อสิทธิมนุษยชน และกลุ่มแถลงการณ์ 258 ซึ่งออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตราของกฎหมายอาญาทีใช้จับกุมบล็อคเกอร์

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะยกระดับการรณรงค์จากระดับประเทศขึ้นเป็นระดับภูมิภาคยังคงริบหรี่ เนื่องจากขาดช่องทางอย่างเป็นทางการในการเข้าไปมีปฎิสัมพันธ์กับรัฐบาล แม้แต่ข้อมูลพื้นฐานว่าองค์กรใดดูแลเรื่องใดก็ยังเข้าไม่ถึง หากอาเซียนไม่เปลี่ยนท่าทีในเรื่องความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม อาเซียนก็จะยังคงเข้าไม่ถึงประชาชนและไม่ตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขา

โอกาศที่อาเซียนจะเป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาเสรีภาพในการแสดงออกได้ถูกแช่แข็งโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะอาเซียนให้ความสำคัญกับกฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกมากกว่า และตัดข้อความ “ข้ามพรมแดน” ในมาตราที่ให้หลักประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกของปฎิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนออกไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปที่ www.seapa.org หรือติดต่อ กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพของซีป้า ที่ 02 2435579 หรือ 081 3734202

สื่อมวลชนกับการเมืองตรงทางแยกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้