Skip to main content

 

 

ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ยูเอ็น วีแมน เอเชียแปซิฟิก (UN Women Regional Office for Asia and the Pacific) ร่วมกับกองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค (UNFPA  Asia and the Pacific Regional Office) และกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ (Media Inside Out Group) จัดการอบรมหัวข้อ สิทธิสตรี สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ และประเด็นการพัฒนาของโลกที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ให้กับผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ 33 คน จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกต กรุงเทพฯ

โรแบร์ต้า คลาร์ก ผู้อำนวยการยูเอ็น วีแมน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตัวแทนประเทศไทยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดอบรมครั้งนี้โดยเน้นย้ำว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์สิทธิสตรีในด้านความเท่าเทียมและการสร้างโอกาสแก่สตรีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางดี กล่าวคือ เป็นที่ยอมรับและถูกลำดับความสำคัญมากขึ้น แต่ผู้หญิงก็ยังคงเป็นเหยื่อของการเลือกปฏิบัติของสังคม และประเด็นของผู้หญิงยังคงไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในสายตาของนักสื่อสารมวลชนทั่วไป

ทั้งนี้ เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอบรมในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนที่เข้าร่วมการอบรมได้ถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านมุมมองมิติด้านเพศสภาพและเป็นการเปิดพื้นที่สร้างความร่วมมือระหว่างนักปฏิบัติการสื่อสารมลชน เพื่อส่งเสริมการนำเสนอประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิสตรีต่อไปในอนาคต

ด้าน วิลเลียม เอ. ไรอัน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารของกองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิคกล่าวว่า ประเด็นสิทธิสตรีและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์เป็นเป้าหมายหลักในการทำงานของกองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร ซึ่งเขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักสื่อสารมวลชนที่ค่อนข้างมีความหลากหลายนั้น จะนำไปสู่การผลักดันประเด็นเหล่านี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพัฒนาได้

ทั้งนี้ มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์, ยูเอ็น วีแมน และกองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการอบรมระยะเวลา 3 วัน โดยมีจิงเจอร์ นอร์วู้ด และดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอบรม

ขณะที่นักข่าว บรรณาธิการ และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์วิทยุที่เข้าร่วมการอบรมแสดงความคาดหวังต่อสิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมการอบรมในประเด็นดังกล่าว อาทิ เรียนรู้การใช้ภาษาอย่างไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ทุกเพศสภาพ, การใช้สื่อเพื่อโน้มน้าวสังคมในบริบทต่างๆ ให้เข้าใจประเด็นสิทธิมนุษยชนและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น

ผลวิจัยเผย ผู้ชายกว่าครึ่งยอมรับ..เคยใช้ความรุนแรงกับคู่รัก หรือภรรยา

ดร.เอ็มม่า ฟูลู นักวิจัยชำนาญการพิเศษ และเจมส์ ลัง ผู้ประสานงานโครงการ Partners for Prevention ที่ใช้เวลา 4 ปีในการทำรายงานการศึกษาเกี่ยวกับความรุนแรงและอาชญากรรมทางเพศที่เกิดกับผู้หญิงในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ได้ร่วมกันนำเสนอผลวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างเพศชายกว่า 1,000 คน ใน 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อทำความเข้าใจต่อต้นตอของปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งพบว่า

  • ผู้ชาย 1 ใน 2 คน เปิดเผยว่าเคยใช้ความรุนแรงทางเพศกับผู้หญิงซึ่งเป็นคู่สมรสหรือแฟนสาว
  • ผู้ชายจำนวนร้อยละ 10 - 62 ของกลุ่มตัวอย่าง เปิดเผยว่า ในช่วงชีวิตได้เคยข่มขืนผู้หญิงหรือเด็กสาว
  • การข่มขืนเหยื่อ เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของชีวิต โดยจำนวนร้อยละ 38 ของกลุ่มตัวอย่าง เปิดเผยว่า พวกเขาเริ่มต้นข่มขืนผู้หญิงเป็นครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น และ ผู้ชายส่วนใหญ่ที่กระทำการข่มขืนนั้น ไม่เคยได้รับบทลงโทษทางกฎหมายจากการกระทำดังกล่าวเลย 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฟูลู เน้นย้ำว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงนั้น เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้โดยให้การศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลตัวอย่างครอบครัวที่ไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงให้การศึกษาแก่วัยรุ่นเพื่อให้เข้าใจถึงการยินยอมหากมีเพศสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และการมีความสัมพันธ์ที่เคารพซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ดร.ฟูลู ยังเปิดเผยต่อไปว่า สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผู้ชายใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง คือ ทัศนคติที่ผู้ชายมักมีความเหนือกว่าทางเพศ เช่น ผู้ชายสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้แม้อีกฝ่ายจะไม่ยินยอมก็ตาม แรงกระตุ้นส่วนตัว และประสบการณ์จากวัยเด็ก ซึ่งรวมถึงการถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและอารมณ์ หรือการที่เด็กชายต้องเห็นเหตุการณ์ที่แม่ถูกล่วงละเมิด

ต่อประเด็นนี้ ภาณาณี มัลลิก ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ The Daily Independent จากบังคลาเทศ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเทศของเธอว่าประเพณีที่กำหนดให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายต้องจ่ายสินสอดให้ฝ่ายชายเป็นรากเหง้าของปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงในบังคลาเทศ

Partners for Prevention เป็นโครงการความร่วมมือระดับภูมิภาคระหว่าง UNDP, UNFPA, UN Women และ United Nations Volunteers (UNV) ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก

ความรุนแรงทางเพศ... ปัญหาที่ซ่อนเร้นภายใต้ฐานภูเขาน้ำแข็ง

จิงเจอร์ นอร์วู้ด ผู้ดำเนินการอบรม ได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการอบรม เพื่อระดมความเห็นถึงรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศ อาทิ การเลือกปฏิบัติ, การที่ฝ่ายชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน,  การที่ฝ่ายหญิงถูกบังคับให้แต่งงาน, การถูกข่มขู่, การข่มขืน, การถูกบังคับให้ทำแท้ง ฯลฯ

แต่ทั้งนี้ ผู้ดำเนินการอบรมอธิบายว่า รูปแบบการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ เปรียบได้กับ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผล่พ้นจากผิวน้ำ หากแต่รากหรือฐานที่ยังมองไม่เห็นของภูเขาน้ำแข็งนั้นก็ยังคงอยู่

“นอกเหนือจากความรุนแรงที่ปรากฏ ยังมีรากเหง้าของความรุนแรงที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งคือ บรรดาสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่ดำเนินไปเพื่อให้ความชอบธรรมและซ่อนเร้นการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ให้สามารถคงอยู่ต่อไปในสังคม”

จากนั้นผู้สื่อข่าวทั้ง 33 คนได้ทำกิจกรรมบทบาทสมมุติเพื่อทำความเข้าใจบทบาทของสถาบันทางสังคมต่างๆ ต่อประเด็นความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยได้แบ่งนักข่าวออกเป็นกลุ่มตัวแทนของอคติและความเชื่อของสถาบันทางสังคมต่างๆ ต่อการใช้ความรุนแรงทางเพศ อาทิ ครอบครัว, ชุมชน, สถาบันการศึกษา, หน่วยงานทางเศรษฐกิจ, การเมือง, รัฐบาล, หน่วยงานกฎหมายและระบบยุติธรรม, กองทัพ, ระบบสุขภาพ, และสื่อมวลชน

ซึ่งแต่ละสถาบันล้วนปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ และเพิกเฉย ต่อการร้องขอความช่วยเหลือของเหยื่อ เช่น ชุมชนเป็นห่วงภาพพจน์ของชุมชนซึ่ง (ถูกเข้าใจว่า) อาจสูญเสียไป หากผู้นำชุมชนรายงานการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือบทบาทของสื่อมวลชนซึ่งมักรายงานแต่ความสูญเสียของเหยื่อ โดยละเลยการให้ความสำคัญแก่แง่มุมอื่นๆ เช่น การเรียกร้องในระดับนโยบาย เป็นต้น

อามีเลีย ฟูนิเลอบา ผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้ผลิตรายการทีวี ‘Close UP’ จากประเทศฟิจิที่สวมบทบาทสมมติเป็นตัวแทนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรง กล่าวถึงความรู้สึกในช่วงที่เธอแสดงบทบาทสมมตินี้ว่า

"ฉันรู้สึกหลงทาง ไม่มีเลยสักที่ที่ฉันจะพึ่งพาได้ ตอนแรกฉันคิดว่าสถาบันเหล่านี้ จะช่วยฉันให้ผ่านพ้นปัญหาได้ แต่กลับกลายเป็นพวกเขาเพิกเฉยและวิจารณ์ พวกเขาชี้นิ้วด่าทอและว่ากล่าวฉัน (เหยื่อของการใช้ความรุนแรง)"

อุปสรรคและความท้าทายของสื่อมวลชนในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก

ประเด็นด้านสุขภาวะทางเพศและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ (sexual and reproductive health rights) คือ ความรับผิดชอบที่จะมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ศักยภาพและเสรีภาพที่สามารถตัดสินใจในประเด็นทางเพศและการเจริญพันธุ์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะจะมีผลยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิของผู้หญิง แต่ทั้งนี้ในการผลักดันให้สุขภาวะทางเพศและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ยังประสบปัญหาเนื่องจาก ขาดความร่วมมือจากภาคการเมือง การงบประมาณที่ไม่เพียงพอ การขาดแคลนผู้ให้บริการที่มีทักษะ ระบบสุขภาพที่ล้มเหลว และปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ

จิงเจอร์ นอร์วู้ด ผู้ดำเนินการอบรม ได้แบ่งกลุ่มผู้สื่อข่าวตามภูมิภาคเพื่อแสดงความคิดเห็นต่ออุปสรรค และกลยุทธ์ในการผลักดันประเด็นสุขภาวะทางเพศและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ รวมไปถึงบทบาทของสื่อมวลชน

นักข่าวจากกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่าทัศนคติของสื่อมวลชนมักให้น้ำหนักประเด็นการเมืองและการคอร์รัปชั่นมากกว่าประเด็นสุขภาวะทางเพศและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ รวมไปถึงอุปสรรคในเชิงศาสนา

แพทตริเซีย อีวานเกลิสต้า คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ The Inquirer และนิตยสารหลายฉบับในฟิลิปปินส์ กล่าวว่าในประเทศของเธอผู้คนมักไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้มากนัก เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนาคริสต์ที่ปฏิเสธการคุมกำเนิด

ด้านกลยุทธ์เพื่อเอาชนะอุปสรรคนั้น ฟู ตู ตรัง นักข่าวจาก Viet Nam News Agency แสดงความเห็นว่า สื่อมวลชนควรใช้ข้อมูลเชิงสถิติและวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้การรายงานข่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และอาจผลิตสารคดีหรือภาพยนตร์ เพื่อทำให้สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

นักข่าวจากประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เปิดเผยว่าอุปสรรคใหญ่ยังเป็นปัญหาเชิงกายภาพและภูมิศาสตร์ ทั้งการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน อัตราการรู้หนังสือที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้การเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเป็นได้ยาก รวมไปถึงอุปสรรคในเชิงศาสนาและวัฒนธรรม เนื่องจากตามหลักศาสนาคริสต์ปฏิเสธการคุมกำเนิด

นอกจากนี้การทำงานของหน่วยงานในภาครัฐและนักการเมือง ยังมีท่าทีลังเลต่อการร้องขอข้อมูลด้านสถิติจากสื่อมวลชนอีกด้วย ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ตัวแทนของสื่อกลุ่มนี้กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรเอกชนที่ไม่แสดงหากำไร ควรสนับสนุนข้อมูลและข่าวสารที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม นักข่าวจากประเทศกลุ่มเอเชียใต้ ได้แสดงความกังวลว่า อุปสรรคใหญ่ของสื่อมวลชนในการนำเสนอประเด็นดังกล่าว คือ แม้สื่อมวลชนจะพยายามรายงานข่าวมากเท่าใด แต่ก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากนักในสังคม เปรียบได้กับ หยดน้ำในมหาสมุทร

"เราเขียนประเด็นพวกนี้มานานนับสิบปี และบรรณาธิการก็มักถามตลอดว่า ประเด็นพวกนี้มันใหม่ในแง่ข่าวอย่างไร" รีมา นาการาจัน จาก Times of India กล่าว

เพศศึกษาที่มีคุณภาพ, สื่อมวลชน และการทำลายวัฒนธรรมแห่งความเงียบ ช่วยชลอ “เซ็กส์ในวัยรุ่น”

ดร.โจเซฟิน เสาวาริณ ที่ปรึกษาทางเทคนิคด้านเอดส์และสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ในวัยรุ่น ของ UNFPAกล่าวถึง วัฒนธรรมแห่งความเงียบ และภาวะสองมาตรฐานที่ผู้ชายมีเสรีภาพทางเพศมากกว่าผู้หญิง ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สังคมและสื่อมวลชนเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาวะทางเพศในวัยรุ่น

ดร.โจเซฟิน กล่าวต่อไปว่า หลายชุมชนไม่มีพื้นที่คุยกับวัยรุ่นในเรื่องประเด็นทางเพศ ขณะที่ก็ยังมีอีกหลายชุมชนที่มีสองมาตรฐาน คือ วางกรอบความคาดหวังต่อเด็กผู้หญิงว่า จะต้องบริสุทธิ์และรักษาพรรมจรรย์ ซึ่งแตกต่างกับเด็กผู้ชายโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นอีกหลายประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทย เพศศึกษาที่ถูกระบุไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับมักเน้นเนื้อหาด้านชีววิทยาเป็นหลัก

ที่ปรึกษา UNFPA ยังเน้นย้ำถึง ความเข้าใจที่ผิดต่อการเรียนการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน เช่น จะกระตุ้นหรือเร่งให้เด็กนักเรียนมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้ว เพศศึกษาที่มีคุณภาพนั้น จะช่วยชะลอการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นถึง 37 เปอร์เซ็นต์ และยังลดจำนวนคนที่จะมีเพศสัมพันธ์ลงอีกด้วย

"การปฏิเสธที่จะให้การเรียนการสอนด้านเพศศึกษาอย่างครอบคลุมนั้น จะทำให้เด็กหญิงที่ไม่ได้แต่งงานเผชิญกับความเสี่ยงต่อการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย"

นอกจากนี้ ดร.โจเซฟิน ยังกล่าวถึงอุปสรรคในการเข้าถึงการคุมกำเนิดต่างๆ อาทิ ข้อจำกัดด้านอายุที่หลายประเทศกำหนดให้ บุคคลที่มีอายุเกิน 18 ปี และเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น จึงจะขอรับบริการการคุมกำเนิดได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง การขาดแคลนการเรียนการสอนเพศศึกษาที่ไม่ครอบคลุม ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงบริการการคุมกำเนิด และการที่ไม่สามารถต่อรองให้ใช้ยาคุมกำเนิดกับผู้ที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วยได้

จากนั้น ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ได้จัดกิจกรรมให้ผู้สื่อข่าวได้วิเคราะห์ถึงความเข้าใจที่ผิดต่อการเรียนการสอนเพศศึกษาและการใช้ยาคุมกำเนิด เช่น ความเข้าใจว่าการใช้ยาคุมกำเนิดนั้นเป็นหน้าที่ของผู้หญิง หรือการเรียนการสอนเพศศึกษานั้นจะกระตุ้นให้เด็กมีเพศศึกษาก่อนวันอันควร และนักเรียนหญิงที่ตั้งครรภ์ควรให้ออกจากโรงเรียนเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเพื่อนนักเรียน

ต่อประเด็นการให้เด็กหญิงที่ตั้งครรภ์ออกจากโรงเรียนนั้น เอหมัด แอปชีนาส บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ Iran Daily กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในประเทศอิหร่านว่า หากเด็กนักเรียนหญิงตั้งครรภ์ เธอจะต้องเข้าไปศึกษาในโรงเรียนผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเงื่อนไขทางกายภาพของเธอ หรือยังสามารถศึกษาต่อในโรงเรียนเดิมได้ เขาแสดงความเห็นว่า เด็กนักเรียนที่ตั้งครรภ์หรือไม่นั้น ก็ควรได้รับสิทธิในการศึกษา

ขณะที่ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์ The Nation กล่าวว่า การบังคับให้ออกจากโรงเรียนถือเป็นการดึงเด็กคนนั้นออกจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ถือได้ว่าเป็นการลงโทษซ้ำต่อเด็กคนนั้น 

พื้นที่ “ชาย-หญิง” ในหน้าสื่อฯ สะท้อน “ความไม่เท่าเทียม”

จิงเจอร์ นอร์วู้ด กล่าวถึงภาพรวมของความไม่เท่าเทียมทางเพศที่สะท้อนผ่านสื่อ โดยยกตัวอย่างรายงานของ Global Media Monitoring Projects ที่วิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างๆผ่านมุมมองมิติทางเพศสภาพ พบว่าพื้นที่ข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงนั้นมีน้อยมาก

ผลจากการวิเคราะห์องค์กรสื่อ 1,281 แห่ง ใน 108 ประเทศ ในปี 2009 พบว่ามีผู้หญิงเพียง 24 % ที่ปรากฎอยู่ในการนำเสนอข่าวของสื่อ และพบว่าเรื่องราวหรือข่าวสารที่ส่งเสริมอคติและการเหมารวมทางเพศนั้น ในเอเชีย มี 24 % และอัฟริกา  75%

ขณะที่เรื่องราวหรือข่าวที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศมีปรากฎบนสื่อในเอเซียเพียง 3% และบนสื่อในแปซิกฟิกเพียง 1%

นอกจากนี้จำนวนร้อยละ 18 ของผู้หญิงที่ปรากฎในสื่อนั้นถูกกล่าวถึงในฐานะแม่ของลูกหรือภรรยาของสามี (ผู้หญิงไม่ถูกอธิบายหรือทำความเข้าใจในฐานะ "ผู้หญิงที่มีชื่อเป็นของตนเอง") ซึ่งแตกต่างกับผู้ชายที่ปรากฎในข่าว มีเพียงร้อยละ 5 ที่ถูกสื่อมวลชนกล่าวถึงโดยยึดโยงกับสถานะทางครอบครัว

ความลักลั่นของ เป้าหมายสหัสวรรษ ต่อการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเพศ

แม้การเผยแพร่ความเท่าเทียมทางเพศและการพัฒนาบทบาทสตรี จะถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในเป้าหมายสหัสวรรษของสหประชาชาติ แต่ยังมีความเข้าใจที่ยังไม่ถูกระบุถึง และทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะการไม่ระบุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของความไม่เท่าเทียมและการเลือกปฏิบัติทางเพศ

ผู้ดำเนินการอบรมได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมเป็น 8 กลุ่มตามเป้าหมายสหัสวรรษของสหประชาชาติ โดยให้แต่ละกลุ่มวิจารณ์สิ่งที่ขาดหายไปในการเผยแพร่ความเท่าเทียมทางเพศของแต่ละเป้าหมาย

เหมี่ยว ลี ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ CCTV จากประเทศจีนวิจารณ์เป้าหมายการขจัดความยากจนและความอดอยากว่า ละเลยการที่ผู้หญิงในฐานะแม่บ้าน เป็นแรงงานฟรี ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง และควรสร้างหลักประกันว่าผู้หญิงจะสามารถเข้าถึงความต้องการพื้นฐานของได้

เป้าหมายบรรลุการศึกษาขั้นต้น ถูกวิจารณ์ว่า ในระบบการศึกษายังคงมีการเลือกปฏิบัติระหว่างชาย-หญิง โดยเฉพาะการกำหนดโควต้าผู้เข้ารับการศึกษาต่อที่ ผู้ชายมักมีพื้นที่มากกว่าผู้หญิง เป็นต้น

ความเท่าเทียมทางเพศ ต่อความท้าทายด้านประชากร

อังเดร มองเตรส ที่ปรึกษาด้านประชากรและการพัฒนา UNFPA กล่าวถึง ประเด็นด้านความเท่าเทียมทางเพศที่ส่งผลต่อการพัฒนาประชากร และการพัฒนา ซึ่งได้แก่ การเลือกเพศบุตร วัยรุ่น คนชรา และการอพยพภายในประเทศและระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนโครงสร้างครอบครัว

อังเดร กล่าวถึง การเลือกเพศ ว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงการการเปลี่ยนแปลงประชากร ซึ่งจากรายงานของนิตยสาร ดิอิโคโนมิสต์ ระบุว่า ภายใน ปี 2050 จะมีชายชาวจีนกว่า 60 ล้านคนไม่สามารถหาคู่ครองได้ เนื่องจากนโยบาย ลูกคนเดียว ของรัฐบาลจีน ด้านปัญหาคนชราถือเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะหญิงชราที่ในวัยเด็กขาดการศึกษาที่เพียงพอ เป็นผลให้ไม่สามารถเข้าถึงเงินบำนาญและระบบสาธารณสุขได้

ที่ปรึกษาด้านประชากรและการพัฒนายังระบุต่อไปถึง การอพยพย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ผู้หญิงหรือผู้ชายวัยทำงานต้องละถิ่นฐานไปหางานในที่ห่างไกล ทำให้ยายหรือย่าต้องรับภาระเลี้ยงดูหลาน และสุดท้ายการเปลี่ยนโครงสร้างครอบครัว เขากล่าวว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเอเชีย และเป็นสาเหตุให้ภูมิภาคนี้มีอัตราการเกิดที่ต่ำ เห็นได้จากในกรุงเทพฯ ผู้หญิงประมาณร้อยละ 20 เป็นผู้หญิงที่อายุระหว่าง 40-44 ปี ที่ยังคงความโสดอยู่

ผู้สื่อข่าวไทยกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนโครงการณรงค์ระดับประเทศให้ประชาชนใช้ถุงยางอนามัย (ภายใต้คำขวัญ ‘ลูกมากยากจน’)  เป็นผลให้ไทยมีอัตราการเกิดต่ำเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่มีแนวโน้มสนับสนุนให้ประชาชนเพิ่มอัตราการเกิด ทั้งนี้เขาได้ตั้งคำถามถึงทางเลือกการตัดสินใจของผู้หญิงว่า ‘สิทธิของผู้หญิงอยู่ที่ไหน?’

ที่ปรึกษาด้านประชากรและการพัฒนา UNFPA กล่าวย้ำว่าผู้หญิงควรมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะมีหรือไม่มีบุตร แต่ทั้งนี้ผู้หญิงต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลเสียก่อน

ทั้งนี้ นักข่าวจากประเทศจีนโต้แย้งว่า การที่ปล่อยให้ผู้หญิงมีอำนาจตัดสินใจว่าจะมีบุตรกี่คนนั้น อาจทำให้จำนวนประชากรในจีนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2-3 เท่าของในปัจจุบัน และจำนวนประชากรขนาดนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมอย่างแน่นอน

 “คุณอยู่ตรงไหน” - แนะ สื่อฯ ตรวจสอบอคติตนเอง ก่อนเสนอข่าว 

ผู้ดำเนินการอบรม ได้จัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมแต่ละคนสามารถประเมินความเห็นของตนเองต่อประเด็นด้านเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อผู้ที่ทำงานในองค์กรด้านสื่อสารมวลชน โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถเลือกยืน ณ จุดหนึ่งจุดใด ที่สะท้อนถึงระดับของความเห็นด้วย และความไม่เห็นด้วย ต่อประเด็นดังต่อไปนี้

สื่อมวลชน ควรเป็นกระจกสะท้อนความจริงในสังคม มากกว่าพยายามจะเปลี่ยนแปลงสังคม: ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และบางคนไม่เห็นด้วยอย่างมากต่อข้อความนี้ อาทิ สื่อมวลชนถือเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เห็นด้วยระบุว่า สื่อมวลชนควรสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น และไม่ควรครอบงำหรือชี้นำทิศทางข่าว

อนามัยเจริญพันธุ์และประเด็นด้านเพศ นักสื่อมวลชนเพศหญิงมีศักยภาพในการนำเสนอมากกว่าเพศชาย: ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่ยืนตรงกลาง ขณะที่บางส่วนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

หลิว ยี ผู้สื่อข่าวจาก Beijing Youth Daily  กล่าวว่า นักข่าวชายบางคนก็มีศักยภาพและมีแรงผลักดันที่จะนำเสนอข่าวในประเด็นนี้

การตั้งโต๊ะสตรี ในองค์กรสื่อมวลชน จะช่วยเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเพศและการพัฒนาบทบาทผู้หญิง: ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ยืนอยู่ปลายสุดของด้านเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยนักข่าวจากเนปาล กล่าวว่า การตั้งโต๊ะสตรีไม่ได้ส่งผลมากนักในองค์กรของเธอ พร้อมกับเสนอว่า ประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศควรอยู่ในทุกๆ โต๊ะข่าว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เห็นด้วย เสนอว่า การมีโต๊ะสตรี หมายถึงการมีพื้นที่นำเสนอข่าวมากขึ้น และย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ผู้ดำเนินการอบรมได้กล่าวสรุปกิจกรรมว่า สื่อมวลชนที่ทำงานผลักดันด้านความเท่าเทียมทางเพศ ต้องพร้อมตรวจสอบตนเองเสมอว่ามีความคิดเห็นเป็นอย่างไร เพราะประเด็นด้านเพศสภาพเป็นประเด็นที่แต่ละคนรับรู้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการตีความและการทำความเข้าใจ ฉะนั้น สื่อมวลชนที่ต้องรายงานข่าวอย่างเป็นกลางปราศจากอคติ แต่เมื่อเข้ามารายงานข่าวเรื่องเพศสภาพจะต้องตระหนักถึงความไม่เป็นกลางของตนเองทันที

เกี่ยวกับผู้เขียน: ทสิตา สุพัฒนรังสรรค์ บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้ช่วยวิจัยโครงการ 'Thai democracy in new media context' หลังจบการศึกษา ทสิตาเข้าทำงานเป็นผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ สนใจประเด็นประชาธิปไตยและการเมืองไทย, การพัฒนา, เพศสภาพและวัฒนธรรม ปัจจุบัน ได้รับทุนรัฐบาลและเตรียมตัวศึกษาต่อ

ข่าวผู้หญิง ผู้หญิงในข่าว