Skip to main content

ด้วยธรรมชาติของสื่อที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาทำให้หลายครั้งที่เราจะได้เห็นความคลาดเคลื่อนในการนำเสนอข้อเท็จจริง หลายครั้งหลายหนที่สื่อต้องก้มหัวขอโทษสาธารณะ อย่างไม่มีข้อแก้ตัว และให้ข้อมูลข้อเท็จจริงใหม่ที่ถูกต้องกับสังคม เครก ซิลเวอร์แมน แห่ง poynter.org  เวบไซต์ของ Poynter Institute สถาบันที่ก่อตั้งโดยนักหนังสือพิมพ์ เนลสัน พอยน์เตอร์ เพื่อจัดอบรมให้กับนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพทุกแขนง ทั้งนักข่าว ช่างภาพ บรรณาธิการ รวมไปถึงบรรดาอาจารย์ที่สอนวิชาการสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เคยทำการรวบรวมความผิดพลาดของในปี 2555  ทั้งอาจโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจที่เคยเกิดขึ้นในวงการสื่อสารมวลที่บางกรณีแม้แต่คนทำสื่อยังต้องอึ้ง ว่ามันทำไปได้ยังไง ซึ่ง มีเดีย อินไซต์ เอาท์ ขอนำบางส่วนมาถ่ายทอดต่อ ณ ที่นี้ ด้วยความชื่นชอบในแนวคิดในการจัดทำการรวบรวมครั้งนี้ ที่มิได้ต้องการประจานสื่อใดสื่อหนึ่งเป็นการเฉพาะ และมิได้ต้องการบั่นทอนความน่าเชื่อถือในการทำงานของสถาบันสื่อมวลชน แต่เพื่อให้สื่อได้มองเห็นอีกมุมหนึ่งของตัวเองซึ่งสื่ออาจไม่เคยมองหรือมองแต่เห็นไม่ชัด

ความจริงของเดอะ ซัน วันนี้ คือความเท็จของทั้งสังคมในวันพรุ่งนี้

            กรณีแรกป็นเรื่องของ เดอะ ซัน หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ของอังกฤษ ซึ่งเน้นการนำเสนอข่าวหวือหวา จนหลายครั้งมีการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง และที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นกรณีที่ภายหลังถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เองว่า เป็น “ความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดอะ ซัน”

            The Truth คือ ข้อความตัวโตบนหน้าปก เดอะ ซัน ในวันที่ 19 เมษายน 2532 เนื้อหาของข่าวว่าด้วย “ความจริง” ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในสนามฟุตบอลฮิลส์เบอเรอะ (Hillsborough) ในกรุงเชฟฟิลด์ ระหว่างการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบ semi-final ระหว่างลิเวอร์พูล กับนอตติ้งแฮม ฟลอเรสต์ ที่เกิดเหตุชุลมุนจนแฟนบอลเสียชีวิตในสนามแข่งถึง 96 ราย “ความจริง” ที่เดอะ ซัน บอกกับผู้อ่านในวันนั้นคือเหตุชุลมุนเกิดเพราะ แฟนบอลขี้เมาที่พยายามจะเข้าไปในสนาม แฟนบอลบางคนฉี่รดเหล่าตำรวจผู้กล้าหาญ และ แฟนบอลบางคนล้วงกระเป๋าผู้เสียชีวิต พาดหัวข่าวของเดอะ ซัน ทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงของแฟนบอลลิเวอร์พูล โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิต

            และ The Real Truth คือข้อความบนตัวหน้าปก The Sun ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2555 เป็นเวลานานกว่า 23 ปีเต็ม หลังจากเดอะ ซัน ฉบับ The Truth ออกสู่สายตาผู้อ่านชาวอังกฤษ The Real Truth หรือความจริงที่แท้บอกกับผู้อ่านว่า ตำรวจโยนความผิดให้แฟนบอลเพื่อกลบเกลื่อนความผิดตัวเอง พร้อมทั้งลงบทความแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งสำหรับรายงานที่ผิดพลาด
                                         ซ้าย หน้าหนึ่งเดอะ ซัน เมื่อครั้งนำเสนอความจริง และ ขวา หน้าหนึ่งเดอะ ซัน เมื่อนำเสนอความจริงที่แท้จริง ใน 23 ปีให้หลัง (ภาพ: www.poynter.org)

            ทั้งนี้หลังโศกนาฎกรรมในครั้งนั้น รัฐบาลอังกฤษได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ผลของการสอบสวนซึ่งออกมาหลังเหตุการณ์ผ่านไป 23 ปี สรุปสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนั้นว่าเกิดจากความล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์ของตำรวจ โดยมีรายละเอียดว่าแฟนบอลถึง 24,000 คน ต้องเบียดเสียดยัดเยียดกันเข้าไปในสนามที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำ มีประตูเข้าออกเพียง 23 ประตู ทางทิศเหนือและตะวันตกเท่านั้น และเจ้าหน้าที่รวมถึงตำรวจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อยและอำนวยการจราจรเข้าออกของแฟนบอลอย่างเต็มที่ และ มีหลักฐานชัดเจนว่า แฟนบอลลิเวอร์พูล ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตแต่อย่างใด

            ในบทความขอโทษผู้อ่าน ซึ่งตีพิมพ์อยู่หน้าในนั้น เดอะ ซัน อธิบายที่มาที่ไปของรายงานข่าวเมื่อ 23 ปีก่อน ที่โยนความผิดทั้งหมดไปให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูล รวมถึง 96 รายที่เสียชีวิตว่า พวกเขาได้ข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่โยนความผิดให้ผู้บริสุทธิ์ สร้างเรื่องใส่ความให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูล แล้วนำข้อมูลนั้นมาให้กับสื่อมวลชน  ซึ่งแม้ผลการสืบสวนของคณะกรรมการหาข้อเท็จจริงจะพบว่าเป็นดังที่ เดอะ ซัน อ้างจริง คือ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และตำรวจพยายามบิดเบือนความจริงและโยนความผิดให้กับแฟนบอล ผ่านทางสำนักข่าวที่เป็นทางการของรัฐ ซึ่งกระจายข่าวต่อให้กับสื่อมวลชนทุกแขนงอีกทอดหนึ่ง แต่ก็มีที่น่าสังเกตว่า ไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นให้ข้อมูลให้กล่าวหาแฟนบอลละเอียดเท่า “ความจริง” ของ เดอะ ซัน เลย ในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ สื่อหลายฉบับต่างก็เล่นข่าวโศกนาฏกรรมนี้ แต่ส่วนใหญ่จะพูดกลางๆ ว่า มีแฟนบอลบางส่วนอาละวาดในสนาม

            แม้ในคำขอโทษของเดอะ ซัน จะยอมรับอย่างชัดเจนถึงความผิดพลาดในการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองว่า “บทบาทของหนังสือพิมพ์คือตีแผ่ความไม่เป็นธรรม การตรวจสอบพิสูจน์ข้อกล่าวหาทั้งหมดของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ แต่ในโศกนาฏกรรมฮิลส์เบอเรอะ พวกเราล้มเหลว” แต่เดอะ ซัน ก็มีคำอธิบายตามมาว่าในขณะที่ เดอะ ซัน เมื่อ 23 ปีก่อน ตีแผ่ “ความจริง” กองบรรณาธิการส่วนใหญ่ของเดอะ ซัน ในวันนี้ยังคงเป็นนักเรียนอยู่ และหลายคนยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ

            เป็นที่น่าสังเกตว่าคำขอโทษอย่างเป็นทางการของกองบรรณาธิการเดอะ ซัน ออกมา 2 วัน หลังจากนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ กล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันที่เขาแถลงผลการสอบสวนของคณะกรรมการต่อต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า “ด้วยน้ำหนักของหลักฐานใหม่ที่ปรากฏในรายงานนี้ เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าในฐานะนายกรัฐมนตรี จะกล่าวขอโทษ (คาเมรอนใช้คำว่า apologise มิใช่ sorry) อย่างเป็นทางการต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 96 ราย สำหรับสิ่งที่พวกเขาต้องทนทุกข์มาตลอดกว่า 23 ปี ข้อเท็จจริงที่ปราศจากข้อสงสัยคือ หลักฐานใหม่ที่พวกเราได้เห็นในวันนี้ทำให้เกิดความกระจ่างว่าครอบครัวเหล่านี้ได้รับความไม่เป็นธรรมซ้ำซ้อน”

            ความไม่เป็นธรรมซ้ำซ้อนที่นายกรัฐมนตรีคาเมรอน พูดถึง คือ ความไม่เป็นธรรมของเหตุการณ์สะเทือนใจ ที่เกิดจากความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา และการต้องรอคอยให้ความจริงปรากฏ โดยที่ตนเองไม่สามารถทำอะไรได้ และความไม่เป็นธรรมในการใส่ร้ายผู้ล่วงลับ ว่าถึงอย่างไรการเสียชีวิตของพวกเขาส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของพวกเขาเอง

            อย่างไรก็ดี หนึ่งวันก่อนหน้าที่เดอะ ซัน จะ ตีพิมพ์แถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ โดมินิก โมฮัน บรรณาธิการคนปัจจุบันของเดอะ ซัน ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หนังสือพิมพ์เดอะ ซัน “ละอายใจเป็นอย่างยิ่งและเสียใจอย่างสุดซึ้ง” ขณะที่ก่อนหน้านั้นในปี 2548 บรรณาธิการผู้จัดการของเดอะ ซัน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี ว่า การนำเสนอข่าวโศกนาฏกรรมฮิลส์เบอเรอะเป็น “ความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดอะซัน” ส่วนเคลวิน แมคเคนซีย์ บรรณาธิการของเดอะ ซัน เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ที่เป็นผู้นำเสนอ “ความจริง” ออกสู่สังคม แม้จะยอมรับและออกมากล่าว “ขอโทษนับร้อยนับพันครั้ง (profuse apology)” ต่อแฟนบอลชาวลิเวอร์พูล รวมถึงยอมรับว่า “ความจริง” ของ เดอะ ซัน ในวันนั้น “ ห่างไกลจากความถูกต้องหลายขุม ผมควรจะพาดหัวว่าคำโกหก มากกว่าจะบอกว่าความจริง”

            แล้วสังคมมองการ “ขอโทษนับร้อยนับพันครั้ง” ของแมคเคนซีย์ และเดอะ ซัน อย่างไร เมื่อ 23 ปีก่อน หลังจาก “ความจริง” ของ เดอะ ซัน ปรากฏ หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ฉบับนี้ถูกบอยคอตโดยชาวเมืองลิเวอร์พูล แต่ไม่ปรากฏข้อมูลว่าการบอยคอตครั้งนั้นกินเวลานานแค่ไหน และมีความรุนแรงระดับใด และเมื่อแมคเคนซีย์ ออกมากล่าวคำขอโทษ เขาก็ยังไม่ได้การให้อภัยโดยเฉพาะจากแฟนบอลผู้สูญเสีย แฟนบอลรายหนึ่ง ซึ่งสูญเสียลูกสาวไปกับเหตุการณ์ครั้งนั้น 2 คนบอกว่า คำขอโทษของแมคเคนซีย์ “เล็กน้อยและสายเกินไป” ขณะที่หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน แม้จะไม่มีการแสดงความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงการกระทำของเพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ฉบับวันที่ 12 กันยายน 2555 ลงข่าวการกล่าวขอโทษของแมคเคนซีย์ พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลในอดีตที่แมคเคนซีย์ เคยกล่าวไว้ระหว่างมื้ออาหารกลางวันที่เป็นส่วนตัวกับสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งว่า “ทั้งหมดที่ผมทำแล้วผิดก็คือการพูดความจริง... ผมไม่รู้สึกเสียใจในตอนนั้น และก็ไม่รู้สึกเสียใจตอนนี้ เพราะผมพูดความจริง”

สุดยอดแห่งคำอธิบาย

            ตามปกติเมื่อได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เป็นความรับผิดชอบของนักข่าวที่จะต้องเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน รอบด้านที่สุด เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและสมบูรณ์ให้กับผู้อ่าน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การเก็บข้อมูลที่ครบถ้วนหลายครั้งกลายเป็นภาระหน้าที่ที่ยากเกินกว่าจะรับผิดชอบของนักข่าว และแน่นอนหากกลับเข้าสำนักงานโดยข้อมูลไม่ครบนักข่าวแต่ละคนจะต้องมีคำอธิบายให้กับบรรณาธิการและผู้อ่าน

            นักข่าวรุ่นใหม่คนหนึ่ง แห่งหนังสือพิมพ์ Rayne Independent หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล็กๆ ในรัฐหลุยส์เซียน่า สหรัฐอเมริกา ต้องประสบกับภาวะคับขันเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำข่าวการแข่งขันซอฟท์บอล ซึ่งเขาไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับสถิติและผลการแข่งขันของทีมนักกีฬาทีมหนึ่งที่ร่วมแข่งได้ เพื่อความกระจ่างในความรับผิดชอบของตนเอง เขาจึงได้อธิบายเหตุผลของการไม่ได้มาซึ่งข้อมูลนั้นลงไปในข่าว ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์อย่างชัดเจนว่าเป็นเพราะ “ความงี่เง่า ตลบแตลง และขี้เกียจของโค้ช” (“due to the coach’s bullshit and laziness”)

            ภายหลัง Rayne Independent ตีพิมพ์ข่าวนี้ นักข่าวผู้นี้ก็ถูกไล่ออก โดยไม่ปรากฏรายงานว่าบรรณาธิการมีความรับผิดชอบร่วมต่อเหตุการณ์นี้อย่างไรหรือไม่ และตัวนักข่าวผู้นี้เองก็ได้ทวีตแสดงความเสียใจในการกระทำของตนเอง และหวังว่าจะได้รับการให้อภัยในเร็ววันด้วย www.poynter.org ได้ยกย่อง (หรือเปล่า) ให้การรายงานข่าวชิ้นนี้ของ Rayne Independent เป็นข่าวที่มีคำอธิบายถึงข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนได้ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี 2555

                                                           บน ผลงานการเขียนข่าวแบบไม่อ้อมค้อม ที่ทำให้นักข่าวผู้นี้ต้องถูกไล่ออก และ ล่าง ข้อความแสดงความเสียใจที่เขา     ทวีตบอกกับผู้ติดตาม (ภาพ www.poynter.org)

            สำหรับหนังสือพิมพ์ Rayne Independent นั้นเป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ หนึ่งในสอง ฉบับ ของ Rayne เมืองเล็กๆ ทางใต้ของหลุยส์เซียน่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรเพียงประมาณ 10,000 คน หลังจากขับเคี่ยวกับคู่แข่งมากว่า 45 ปี Rayne Indepedent ก็ต้องปิดตัวลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ผู้อ่านในเมือง Rayne ได้เห็น Rayne Independent บนแผงเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมคำอำลาและคำขอบคุณที่กองบรรณาธิการมีต่อผู้อ่าน

            อีกหนึ่งเรื่องจริงที่ว่าด้วยคำอธิบาย แต่คราวนี้ ซิลเวอร์ แห่ง poynter.org ยกตำแหน่งให้เป็นคำอธิบายยอดแย่แห่งปีให้ โดยเป็นคำอธิบายของนักข่าวที่ชื่อ ไซมอน ทอมลินสัน แห่ง MailOnline เวบไซต์ข่าวออนไลน์ของ เดอะ เดลี่ เมลส์ แห่งเกาะอังกฤษ

            ทอมลินสัน เขียนข่าวที่ภายหลังไม่สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปได้ ออกเผยแพร่ในเวบไซต์ MailOnline โดยรายงานถึงทันตแพทย์สาวท่านหนึ่งที่ถอนฟันอดีตคู่รักเก่าจนหมดปากเป็นการแก้แค้น เมื่อถูกถามถึงที่มาที่ไปที่ทำให้รายงานข่าวชิ้นนี้มาปรากฏบนพื้นที่ข่าวได้ คำตอบของ ทอมลินสัน คือ “ผมไม่มีคำตอบ ว่าทำไมข่าวที่กุขึ้นมาถึงกระจายไปไกลและเร็วขนาดนี้” ขณะที่ฝ่ายต่างประเทศของ The Daily Mail ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลข่าวที่เข้ามาจากสำนักข่าวต่างๆ ก่อนจะถูกคัดเลือกนำไปเผยแพร่ต่อ บอกได้แต่เพียงว่า “โต๊ะข่าวของเราก็ไม่ไน่ใจว่าข่าวมาจากไหนกันแน่”

            ทั้งนี้ ซิลเวอร์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบไว้ว่าข่าวหลายชิ้นของ  MailOnline แห่งนี้ ได้รับการติดอันดับในการรวบรวมความผิดพลาดประจำปีของสื่อของเขามาหลายปี ทั้งเพราะการดึงรูปที่ไม่ใช่ภาพถ่ายจริงจากเฟซบุ๊ค มานำเสนอแล้วบอกว่าเป็นภาพจริง ทั้งการถูกจับได้ว่าขโมยงานเขียนของสำนักข่าวแห่งอื่น และปี 2555 MailOnline ก็ติดอันดับอีกครั้งหนึ่งด้วยตำแหน่งคำอธิบายยอดแย่แห่งปี

ขอโทษแบบมืออาชีพกับแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ

            เรื่องสุดท้ายที่จะนำเสนอในที่นี้ เป็นการรับมือกับความผิดพลาดของสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลก 2 สำนัก คือ CNN และ Fox News เหตุเกิดเมื่อประมาณกลางปี 2555 ในวันที่ศาลฎีกาของสหรัฐลงมติต่อ พระราชบัญญัติค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ (Affordable Care Act -ACA) อันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบบริการสุขภาพของประธานาธิบดีโอบามา เนื้อหาสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้การบังคับให้บริษัทประกันชีวิตต้องรับทำประกันสุขภาพประชาชนในราคาที่ลดลง เพื่อให้ประชาชนมากกว่า 10 ล้านครอบครัวสามารถจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพได้ และบริษัทประกันสุขภาพต้องรับประกันแม้กับโรคที่เกิดกับผู้ทำประกันมาก่อนที่จะมีการซื้อประกันก็ตาม และห้ามไม่ให้บริษัทประกันกำหนดอายุสูงสุดของการประกันชีวิต

            ทั้ง  CNN และ Fox News รายงานข่าวด่วนในเบื้องต้นว่า ศาลสูงสุดตีกลับกฎหมายดังกล่าวเพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ คำตัดสินของศาลสูงดังกล่าว ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนของสำนักข่าวทั้งสองเอง ถูกกระจายผ่านทางทุกช่องทางของสำนักข่าวทั้งสองในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะต้องแข่งกับเวลาแล้วยังต้องแข่งกันเอง  ที่น่าสนใจและเป็นปัจจัยให้ Poynter.org ให้การนำเสนอข่าวนี้ของสำนักข่าวทั้งสองเป็นความผิดพลาดที่โดดเด่นและดังที่สุดแห่งปี 2555 คือ ปฏิกิริยาที่สำนักข่าวทั้งสองมีต่อความผิดพลาดในการนำเสนอข่าวของตนเอง เมื่อภายหลังพบว่าศาลสูงสุดพิจารณารับรองกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผ่านสภาคองเกรสมาก่อนหน้านี้แล้ว ให้มีผลบังคับใช้ได้ ส่วนข้อมูลที่ออกมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาบางคนเท่านั้น

            โดย CNN บอกว่ารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รอให้ผลและความเห็นที่สมบูรณ์ของศาลที่มีต่อกฏหมายนี้ ออกมาก่อนจึงค่อยรายงานข่าว “เราแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในเวลาไม่กี่นาที และขอโทษสำหรับความผิดพลาดในครั้งนี้” ขณะที่ Fox News ยืนยันว่าพวกเขารายงานข่าวตามที่ได้รับข้อมูลจริง และเกทับสำนักข่าวอื่นที่ไม่สามารถหาข่าวได้ไวเท่าตนเอง “เราให้ข้อมูลกับผู้ชมของเราตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น เมื่อผู้พิพากษาโรเบิร์ตพูด และเราอ่าน ว่ากฎหมายนั้นไม่มีผลบังคับภายใต้มาตรการทางพาณิชย์ (Commerce Cause) เราก็รายงานไป บิล เฮมเมอร์ ยังออกมาอธิบายเพิ่ม ว่าให้อดทนขณะที่พวกเขากำลังทำงานกับกฎหมายฉบับนี้ และเมื่อเราได้ยินและได้อ่านว่า กฎหมายฉบับนี้อาจถูกยกเลิกได้ด้วยภายใต้เงื่อนไขการเก็บภาษีของรัฐบาล เราก็รายงานไป  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 2 นาที ในทางตรงกันข้าม สื่อเคเบิลเน็ทเวิร์ก สถานีหนึ่ง ไม่สามารถรายงานข่าวสดได้โดยนักข่าวประจำศาลของตัวเอง ขณะที่อีกสถานีหนึ่งระบุว่าเป็นความล้มเหลวของประธานาธิบดี Fox รายงานตามความจริง อย่างที่มันเข้ามาหาเรา

            ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความผิดพลาดในการรายงานข่าวที่เกิดขึ้นกับสื่อทั่วโลก ในปี 2555 และเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ เครก ซิลเวอร์ รวบรวมเสนอไว้ ผู้สนใจสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.poynter.org/latest-news/regret-the-error/197279/the-best-and-worst-media-errors-and-corrections-of-2012/

เกี่ยวกับผู้เขียน เพ็ญนภา หงษ์ทอง อดีตผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการ เดอะ เนชั่น ปัจจุบันเป็นนักข่าว นักเขียนอิสระ ความสนใจหลากหลาย หมุนไปวนมา ปัจจุบันให้ความสนใจเป็นพิเศษกับประเด็นพุทธศาสนา

แหล่งข้อมูล      

1: http://www.guardian.co.uk/football/2012/sep/12/hillsborough-disaster-david-cameron-apologises

 2: http://www.guardian.co.uk/commentisfree/2011/oct/17/hillsborough-disaster-legacy-lies

3: http://www.guardian.co.uk/football/hillsborough-disaster

4: http://www.thesun.co.uk/sol/homepage/news/sun_says/4538139/The-Sun-says-We-are-sorry-for-our-gravest-error.html

5:  http://www.lovelfc.com/blogs/2012/09/แฟ้มคดี-ฮิลส์โบโร-คำแถลง/

ผิด พลาด คลาด เคลื่อน  เรื่องจริงที่สื่อทำ