Skip to main content

“นักข่าวพลเมืองเป็นงานที่ดีแต่การทำแบบอาสาสมัครมันไม่ยั่งยืน มันต้องมีการให้ผลตอบแทนกันบ้าง” มาราน เปอเรียเนน (Maran Perianen)  ผู้บริหารของซีเจเอ็มวาย- CJMY หรือ Citizen Journalists Malaysia กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวทางการทำงานที่กำลังเกิดขึ้นกับกลุ่มนักข่าวพลเมืองกลุ่มใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

มาราน -ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำแบบคนเชื้อสายภารตะในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนผมยาวเกล้าหลวมๆ ดูเผินๆคล้ายนักร้องเพลงร็อคมากกว่าจะเป็นผู้บริหาร  ธุรกิจที่เขากำลังจะสร้างขึ้นจากงานของนักข่าวพลเมืองก็ดูจะเป็นเรื่องที่แหวกขนบไม่น้อยไปกว่าภาพลักษณ์ของตัวเขา เพราะคำว่านักข่าวพลเมืองที่ดูจะไปกันไม่ค่อยได้กับคำว่าธุรกิจ แต่มารานมีคำอธิบายว่าพวกเขาไม่ใช่ธุรกิจเพื่อธุรกิจ ขณะที่ก็ไม่ใช่ข่าวพลเมืองเพื่อแจกฟรี “เนื่องจากเราอยากจะรักษาสภาพของการทำงานแบบอาสาสมัครไว้ระดับหนึ่ง เราก็จะไม่ให้สิ่งตอบแทนไปหมดทุกอย่าง มันต้องมีการให้และการรับในการทำงานแบบนี้ กิจกรรมของเราต้องมีรายได้แต่ไม่ใช่ตั้งเป้าว่าจะแสวงหากำไร”

การประชุมที่ว่านี้เป็นงานประชุมประจำปีของกลุ่มซีเจเอ็มวาย จัดที่โกตาคินาบาลู เมืองเอกของรัฐซาบา มาเลเซียเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนร่วมทีมของมารานไม่ต่ำกว่าสี่สิบคนต่างสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีแดงเพลิงมีแถบขาวที่แขน หน้าอกปักไว้ด้วยสัญลักษณ์กลุ่ม ดูท่าว่ามันจะเป็นสิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเป็นทีมเดียวกันมากขึ้น หลายคนโพสต์ท่าถ่ายรูปหมู่ด้วยความภูมิใจกับองค์กรของตัวเอง  และในความเป็นจริงพวกเขาก็มีเหตุผลที่จะภูมิใจได้ แม้ซีเจเอ็มวายจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสื่อทางเลือกรายสำคัญคือกลุ่มมาเลเซียกินี แต่มารานอธิบายว่า ในการทำงานนั้นพวกเขาแยกตัวออกมาต่างหากไม่เกี่ยวข้องกัน  จากโครงการ ซีเจเอ็มวายกลายมาเป็นกลุ่ม มีนักข่าวหลายคนในกลุ่มพวกเขาที่ถูกสื่อกระแสหลักดึงตัวไปทำงานด้วย บัดนี้ซีเจเอ็มวายกลายสภาพเป็นองค์กรธุรกิจไปแล้ว แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้พวกเขาก็ต้องตอบคำถามตัวเองมากมายเช่นกัน 

                                 เว็บไซด์ของนักข่าวพลเมืองมาเลเซีย (ซีเจเอ็มวาย)

มารานและเพื่อนร่วมทีมของเขาถือว่ากลุ่มของตัวเองเป็นหัวหอกของการสร้างงานแบบนักข่าวพลเมือง พวกเขาเชื่อว่าไม่มีที่ใดในอาเซียนที่ทีมนักข่าวพลเมืองจะเข้มแข็งเท่าซีเจเอ็มวาย และซีเจเอ็มวายได้กลายมาเป็นแม่แบบของงานสร้างนักข่าวพลเมืองให้กับหลายประเทศ “สื่อกระแสหลักไม่เคยสนใจข่าวชุมชน งานข่าวของพวกเขามันกำหนดจากบนลงล่างและสื่อละเลยชาวบ้านและชุมชนเหล่านั้น ถึงที่สุดแล้ว คนในชุมชนคือคนที่เสพข่าวสารของพวกเขา แต่ข่าวของพวกเขามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านและชุมชนเลย นี่คือช่องว่างที่เราต้องการจะถม”เขาว่า

พวกเขาเริ่มบุกเบิกงานข่าวพลเมืองตั้งแต่ปี 2551 และประสบความสำเร็จในการจัดอบรมนักข่าวพลเมืองไปกว่าแปดร้อยคน สองปีให้หลังมานี้กลุ่มผลิตงานเขียนไปกว่าสองพันชิ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาของคนที่ทำก่อนเริ่มก่อนและเป็นหัวหอกก็คือ พวกเขามักจะต้องคลำทางด้วยตนเอง ซีเจเอ็มวายก็เช่นกัน พวกเขาต้องดิ้นรนบนหนทางที่โดดเดี่ยว สู้กับสื่อกระแสหลัก สู้กับตนเองและกับปัญหาการหาแนวทาง รูปแบบ วิธีการในการนำเสนอเพื่อที่จะแตกต่างอย่างมีนัย  สิ่งที่สำคัญคือการสร้างองค์กรซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เงิน – เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มสื่อทางเลือกอื่นๆที่มีปัญหาในเรื่องเดียวกัน คนทำงานที่เป็นอาสาสมัครไม่ได้ค่าตอบแทน ปัญหาใหญ่ก็คือจะจูงใจให้พวกเขาทำงานต่อไปได้อย่างไรในเมื่อในการทำงานนั้นมีทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัวและขององค์กร และแม้ว่าวันนี้จะอยู่ได้ แต่พวกเขาจะเติบโตหรือขยายตัวได้อย่างไรในฐานะองค์กรของอาสาสมัคร  “การทำงานสร้างงานให้กับนักข่าวพลเมืองเป็นเรื่องใหม่ เราไม่มีโมเดลที่จะให้ทำตาม พวกเราต้องคลำหาเส้นทางอันนั้นด้วยตัวเอง” มารานยอมรับ

                                  มาราน เปอเรียเนน ผู้บริหารของซีเจเอ็มวาย- CJMY (Citizen Journalists Malaysia)

ที่ประชุมของซีเจเอ็มวายปีนี้คนน้อยลงกว่าเดิมชนิดกวาดตาดูแล้วน่าจะมีประมาณสักสี่สิบคนจากเดิมที่พวกเขาบอกว่ามีเป็นร้อย ทั้งนี้เพราะหลายคนเดินออกจากซีเจเอ็มวายไปแล้ว มารานบอกว่า มันเป็นผลของการถกเถียงกันภายในองค์กร เช่นเดียวกับมาเลเซียกินี องค์กรร่วมภายใต้ร่มเงาเดียวกันที่ทุกวันนี้ใช้วิธีขายข่าว ซีเจเอ็มวายเองก็มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะจัดการหาเงินทุนได้อย่างไร ปัญหาอันนี้เป็นปัญหาโลกแตกของคนทำสื่อรายย่อยและของนักข่าวพลเมืองทั่วไปทุกแห่งก็ว่าได้

สำหรับซีเจเอ็มวาย ปัญหานี้มีการรับมือสองวิธีหลัก คนกลุ่มหนึ่งต้องการหาวิธีสร้างรายได้จากเนื้อหาของงานที่นักข่าวพลเมืองผลิตขึ้นมา  อีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยและเชื่อว่านักข่าวพลเมืองต้องใช้หลักการการทำงานแบบอาสาสมัครต่อไปเพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะสูญเสียการเป็นนักข่าวพลเมือง ฝ่ายแรกบอกว่า หากยังทำงานแบบอาสาสมัครต่อไปพวกเขาคงขยายงานไม่ได้ การถกเถียงเพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้ลงเอยด้วยการที่ฝ่ายแรกชนะ แต่ผลของมันก็คือการเดินจากไปของคนร่วมสี่สิบคนที่เคยร่วมงานกันมาก่อนในฐานะนักข่าวพลเมือง ส่วนคนที่ยังอยู่คือกลุ่มของมารานและเพื่อนๆซึ่งสัญญาว่าพวกเขาจะมองหาวิธีการหารายได้  “เราไม่มีความคิดว่าจะทำกำไรหรือโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แค่ต้องการให้อยู่ได้ เพราะถ้าไม่มีเงินเราก็ไปต่อไม่ได้ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้งานทำข่าวอยู่ในกำมือของชาวบ้านธรรมดาๆได้ และเชื่อว่าถ้าเราทำได้ สักวันหนึ่งเราอาจจะดึงพวกเขากลับมาร่วมกลุ่มกันเหมือนเดิมได้อีก” มารานว่า  สำหรับการหาทุน หลักการใหญ่ๆที่เขาแนะนำซึ่งใครๆก็อาจเอาไปทำได้ นอกเหนือจากจะต้องมีเวทีสำหรับมีงานออกสู่สาธารณะ ก็อาจจะทำสิ่งที่เขาเรียกว่า crowdsourcing เป็นการหาสปอนเซอร์สนับสนุนจากในหมู่ผู้อ่าน อาจจะตั้งประเด็นหรือหา theme ในการรายงานและระดมทุนจากผู้อ่านในการรายงานหัวข้อนั้นๆ เป็นต้น (ผู้สนใจอาจหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://dailycrowdsource.com/crowdsourcing-basics/what-is-crowdsourcing )

แต่ก็มาถึงคำถามที่ว่า แล้วเนื้อหาข่าวจากชุมชนมันจะขายได้หรือ มารานชี้ว่า ซีเจเอ็มวายต้องปรับตัวอย่างมากเช่นกันในเรื่องของเนื้อหา เพราะว่าอาการเบี้ยหัวแตกของข้อมูลที่นักข่าวพลเมืองในกลุ่มส่งกันเข้ามาอย่างไร้ทิศทาง ทำให้ในที่สุดซีเจเอ็มวายต้องปรับตัวด้วยการมีโต๊ะข่าวกำหนดประเด็นที่ให้ความสำคัญ นักข่าวพลเมืองที่ส่งข่าวในประเด็นที่โต๊ะข่าวต้องการจะได้รับค่าตอบแทน นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดในเรื่องลักษณะของงานอีกหลายประการเพื่อควบคุมคุณภาพของงานข่าว ผลของการเข้ามาควบคุมลักษณะการทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงคุณภาพเช่นนี้ทำให้นักข่าวพลเมืองร่วม 40% ผันตัวเองออกจากกลุ่มไป

แต่มารานยืนกรานว่าพวกเขาต้องเดินหน้าต่อไปในภารกิจสร้างตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ ต้นทุนในวันนี้ที่นักข่าวพลเมืองซีเจเอ็มวายเชื่อว่าพวกเขามีก็คือเวทีหรือ platform ในการนำเสนอข่าวร่วมกันที่ดึงดูดคนได้มากพอ มันคือชื่อของ CJMY ที่มีทั้งเวบลงข้อเขียนและทีวีออนไลน์ แต่สิ่งที่จะต้องพัฒนาก็คือการสร้างศรัทธา – ดังที่ผู้รู้ด้านข่าวสารเคยกล่าวไว้ต่างกรรมต่างวาระว่า การขายข่าว คือการขายความน่าเชื่อถือ –  การสร้างคุณภาพงานข่าวจึงเป็นภารกิจหลัก

สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือโปรแกรมการประชุมที่แน่นไปด้วยเรื่องราวของการวางยุทธศาสตร์ร่วมกับการอบรมนักข่าวพลเมืองในสังกัด มีการดึงวิทยากรเพื่อบรรยายถึงประสบการณ์ในการทำงานสร้างองค์กรรวมทั้งการอบรมงานข่าวหนนี้ที่สะท้อนความพยายามในการมองหาสิ่งใหม่ที่เหมาะกับตัวเองของพวกเขา  ในท่ามกลางองค์ความรู้ในการจัดองค์กรสื่อและองค์ความรู้ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร การตัดสินใจเลือกของพวกเขาสำหรับการแสวงหาประสบการณ์ประนับว่าบอกเล่าอย่างยิ่ง  แม้ว่าบางอย่างที่พวกเขาเลือกจะมาจากการทำงานของสื่อกระแสหลัก ทว่ามันไม่ใช่การเดินตามชนิดก้าวต่อก้าว แต่มันคือการเลือกสรรอย่างระมัดระวัง

เจเนท สตีล (Janet Steele) นักวิชาการด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันของสหรัฐซึ่งทำงานใกล้ชิดกับสื่อในอินโดนีเซียใช้เวลาร่วมครึ่งวันอบรมเรื่องวิธีการเขียนข่าว ซึ่งเธอใช้ตัวอย่างจากงานเขียนของอดีตนักข่าววอชิงตันโพสต์ Anthony Shadid เรื่อง A Boy Who Was ‘Like a Flower;  ‘The Sky Exploded’ and Arkan Daif, 14, Was Dead งานเขียนชิ้นนั้นเป็นรายงานภาคสนามจากอิรักในช่วงที่ทหารอเมริกันเริ่มปฏิบัติการ “ปลดปล่อย” ประเทศนั้นจากซัดดัม  ฮุสเซน มันคือรายงานชิ้นแรกๆที่ให้ภาพความสูญเสียของชาวบ้านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ความตายของเด็กชายคนหนึ่งที่ขยายภาพไปสู่การตั้งคำถามต่อ

                             Anthony Shadid ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากการรายงานข่าวสองครั้ง คือในปี 2004 และปี 2010เขาเสียชีวิตจากโรคหอบหืดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2012

การตัดสินใจของสหรัฐในการเข้าไปปฏิบัติการในอิรัก เป็นสิ่งที่ท้าทายผู้อ่านชาวอเมริกันที่กำลังอยู่ในอารมณ์แสวงหาการ “ปลดปล่อย” ตนเองจากปัญหาการก่อการร้ายผ่านการโจมตีในอิรักหนนั้น มันเป็นผลงานที่ทวนกระแสในขณะที่ข่าวช่วงนั้นของสื่ออเมริกันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์รักชาติ เพราะมันตั้งคำถามกับตัวเอง และแน่นอน มันไม่ใช่งานชิ้นที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากที่สุด แต่เป็นผลงานชิ้นที่ทำให้คนอ่านตั้งคำถามกับตัวเองอย่างหนัก ที่สำคัญคือท่วงทำนองการเขียนที่สตีลเลือกสรรนำมาอบรมนักข่าวพลเมือง มันเป็นชิ้นงานที่เธอถือว่า เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม  ไม่ใช่รูปแบบ “สามเหลี่ยมหัวกลับ” อันเป็นวิธีเขียนข่าวแบบนักข่าวสื่อกระแสหลักโดยทั่วไป ทว่าเนื้อหาข่าวครบครัน นำเสนอด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่จับจุดความสนใจได้อย่างชะงัด และ 5 W ตามหลักเขียนข่าวกระจายตัวไปอยู่ทั่วไปทั้งชิ้น ในขณะที่วิธีการนำเสนอนั้นเธอเชื่อว่าได้ผลมากกว่าการที่จะเขียนในรูปของข่าวปกติ “มันเป็นคำตอบสำหรับนักข่าวใหม่ที่ต้องทำอะไรแตกต่าง เพราะวิธีเขียนข่าวแบบเดิมๆคนไม่อยากอ่านอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเจอคู่แข่งจำนวนมากในโลกออนไลน์”

เจเนทบอกว่า วิธีการเขียนแบบนี้ในสหรัฐเรียกว่า narrative journalism หรือบางครั้งเธอก็เรียกว่า new journalism กล่าวคือ แทนที่เนื้อหาสำคัญจะถูกจัดวางในลักษณะสามเหลี่ยมหัวกลับ มันจะกลายเป็นสามเหลี่ยมปกติแทน การเขียนข่าวแบบนี้ – ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้ใหม่มากนักนั้น -เจเนทอธิบายว่า เป็นผลพวงของปฏิกิริยาในหมู่สื่อที่มีต่อวิธีเขียนข่าวแบบเก่า นักข่าวที่ริเริ่มเขียนข่าวแบบนี้รู้สึกเบื่อวิธีเขียนแบบเก่าที่เน้น objectivity พวกเขาอยากทดลองอะไรใหม่ๆ รวมทั้งเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในงานด้วย เธอบีบเคล็ดลับสำคัญของมันออกมาได้สี่ประการจากข้อเสนอของ Tom Wolf คนที่สตีลเรียกว่าเป็นบิดาของ new journalism อันแรกคือเขียนบรรยายใช้โครงสร้างแบบ scene by scene แต่ไม่ล้วงลึกในรายละเอียด ใช้หลักนำเสนอด้วยการ “แสดง ไม่ใช่ บอก” / show not tell คือคิดแบบคนทำหนัง ประการที่สองคือใช้บทสนทนา/เสียงสัมภาษณ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความหรือโค้ดที่บอกเล่า ประการนี้จะได้มาส่วนหนึ่งต้องอาศัยความสามารถในการสัมภาษณ์ของนักข่าวที่จะต้องดึงให้แหล่งข่าวหรือเจ้าของเรื่องเล่าเรื่องของตัวเองออกมาให้ได้ และไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบที่นักข่าววางเอาไว้ แต่ต้องด้วยคำพูดของเขาเอง  ประการที่สาม นำเสนอความเห็นจากฝ่ายต่างๆที่หลากหลายในเรื่องนั้นๆ ซึ่ง ณ ที่นี้อาจจะรวมเอาความเห็นของคนเขียนเข้าไปด้วย และสุดท้ายใช้รายละเอียดต่างๆหลากหลายอย่างเพื่อเสริมเรื่องให้เด่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะทางสังคม วิถีชีวิตและอื่นๆ ที่สำคัญนักข่าวทำงานหนักอาจจะยิ่งกว่าในการเขียนข่าวปกติธรรมดา สตีลบอกว่า งานเขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่านักข่าวจะละเลงอารมณ์ของตัวเองลงในงานได้ ตรงกันข้ามท่วงทำนองของงานเขียนแบบนี้ ในช่วงของการบอกเล่าน้ำเสียงมักจะราบเรียบ/flat ไร้อารมณ์ สิ่งที่บอกเล่าความรู้สึกมาจากข้อความอ้างอิงหรือโค้ดจากแหล่งข่าว

อันที่จริงแล้ว สไตล์การเขียนของงานชิ้นนี้ไม่ต่างอะไรจากสคริปต์วิดีโอ นักข่าวบอกเล่าหรือบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น – ด้วยข้อมูลและอย่างปราศจากความรู้สึก – ผสมไปด้วยการอ้างอิง/โค้ด ความเห็นจากบุคคลต่างๆที่เป็นการหยิบโค้ดที่ “บอกเล่า” กล่าวคือเป็นตัวแทนของความรู้สึก

นักข่าวอิสระ Harry Surjadi เป็นอีกรายที่ร่วมเป็นวิทยากรอบรมนักข่าวพลเมืองของซีเจเอ็มวาย สิ่งสำคัญที่เขามอบให้คนกลุ่มนี้ คือวิธีคิดในการหาข้อมูล จัดการข้อมูล การรับมือแหล่งข่าวของนักข่าวกระแสหลัก หลายสิ่งที่เขากลั่นมาจากประสบการณ์คือสิ่งที่เขาเชื่อว่า จำเป็นไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักข่าวสื่อหลัก หรือนักข่าวทางเลือก เช่นมีสิ่งที่เขาเชื่อว่านักข่าวไม่ควรทำดังในภาพ (หัวข้อบอกว่า 10 ประการ แต่มี 8 ประการ)

  1. ไม่โกหกไม่ว่าในการออกอากาศ (ด้วยภาพ-คำพูด) หรือข้อเขียน
  2. โกหกหรือข่มขู่แหล่งข่าว
  3. เอาข่าวลือหรือข้อมูลที่หาที่มาไม่ได้ไปรายงาน
  4. กดหรือไม่รายงานความเห็นที่ตนเองไม่เห็นด้วย
  5. แสดงอาการเข้าข้างหรือลำเอียงในรายงานหรือข้อเขียน
  6. หลอกลวงหรือให้ข้อมูลตัวเองผิดๆเพื่อให้ได้ข่าว
  7. ลอกงานคนอื่น หรือคำพูดของคนอื่น (โดยไม่อ้างที่มา)
  8. แอบฟังหรืออัดเสียงการสนทนาโดยไม่ขออนุญาต

การพยายามขวนขวายหาหนทางในการจัดการกับข้อมูลและข่าวแบบมืออาชีพเพื่อติดอาวุธทางความคิดให้กับนักข่าวพลเมืองในกลุ่มของซีเจเอ็มวายไม่ใช่เรื่องแปลก นักข่าวพลเมืองไม่ว่าจะที่ไหน หากต้องการได้รับการยอมรับในที่สุดก็ต้องหวนกลับไปหาวิธีการจัดการบางอย่างที่นักข่าวในสื่อกระแสหลักใช้เพื่อเรียกความ “น่าเชื่อถือ” สิ่งที่หลายคนเคยรังเกียจมันว่าเป็นมาตรการอันรุ่มร่ามไม่ทันใจและหานัยมิได้ของนักข่าวในสื่อกระแสหลักนั้น อันที่จริงมันล้วนแต่มีที่มาที่ไปหรือเหตุผลที่ต้นตอมาจากการทำให้ข้อมูลนั้นรอบด้าน รอบคอบ ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง ณ เวลานั้นมากที่สุด เพราะข่าวคือข้อมูล ข้อมูลไม่ถูกต้องก็เป็นแค่ข่าวลือ “เราต้องการความเชื่อถือ ถ้าไม่น่าเชื่อถือก็หมดโอกาส” มารานย้ำกับเพื่อนร่วมงานของเขา

และเพื่อจะมองหารูปแบบใหม่ๆในการจัดการกับรายงานในแง่ของการเป็นกลุ่มสื่อ วิทยากรจากทีวี Ruai TV ของเวสต์กลิมันตัน Stephanus Masiun ผู้อำนวยการสถานีได้รับเชิญให้ไปบรรยายถึงวิธีการทำงานของพวกเขา Ruai TV เป็นเคเบิ้ลทีวีที่ใช้รายงานข่าวของนักข่าวพลเมือง ความสำเร็จของพวกเขาคือตำแหน่งของการเป็นทีวีที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งในเวสต์กลิมันตัน สิ่งที่น่าสนใจจากวิธีการจัดการของทีวีรายนี้คือ เขาใช้งานของนักข่าวพลเมืองเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาทั้งหมดที่ทำ วิธีการคือจัดระบบสมาชิก เชื่อมโยงการนำเสนอข้อมูลของสมาชิกเข้าสู่สถานีผ่านมือถือต่อเข้าระบบคอมพิวเตอร์ มีการสกรีนเนื้อหา อันไหนที่ถูกและใช่ก็นำออกเผยแพร่ได้ อันไหนยังไม่แน่ใจรอการตรวจสอบ อันไหนที่เห็นลู่ทางในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ก็ทำ ทั้งนี้เพื่อมองหาคำตอบครบวงจรให้กับคนที่สนใจเนื้อหาข่าวของพวกเขา มองหาแนวทางแก้ปัญหาให้กับชุมชน เพราะข่าวของพวกเขาเน้นข่าวชุมชนล้วนๆ สำหรับ Masiun สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักคนรับสารที่เป็นเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งเขาสรุปออกมาว่า

  • ฉลาด
  • ต้องการข้อมูล
  • ต้องการความบันเทิง
  • ต้องการสิ่งที่จริงใจและถูกต้อง
  • ต้องการมีส่วนร่วม
  • ชอบดูสิ่งที่เป็นเรื่องในชุมชนของตัวเอง
  • ชอบดูตัวเองในทีวี

Ruai TV ไม่ได้มีแต่ข่าวจากนักข่าวพลเมืองของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมีการสนับสนุนเนื้อหาด้วยทีมงานตัวเอง เมื่อนักข่าวพลเมืองรายงานเรื่องราวสั้นๆ ทีมงานของสถานีจะทำรายงานยาว บทวิเคราะห์ หรือไม่ก็จัดถกกันเป็นรายการเสริม นี่ก็เป็นเป้าหมายของซีเจเอ็มวาย “สื่อกระแสหลักไม่สนใจข่าวชุมชน เราจึงต้องเข้ามาทำ”

ด้วยการดูดซับองค์ความรู้จากหลายๆฝ่าย มารานและเพื่อนๆของเขาในกลุ่มนักข่าวพลเมืองมาเลเซียหรือ CJMY กำลังเริ่มย่างก้าวบนเส้นทางของการแสวงหาอีกก้าวหนึ่ง คือปรับคุณภาพเพื่อไม่ให้เป็นรองข่าวของสื่อกระแสหลัก แต่ต้องเป็นการมีคุณภาพอย่างแตกต่าง ในขณะที่เพิ่มดีกรีความจริงจังของงานด้วยการแสวงหารายได้เพื่อตอบแทนคนทำงานระดับหนึ่ง มารานยอมรับว่าพวกเขาตัดสินใจจะเดินบนเส้นทางนี้โดยที่ยังไม่มีแม้แต่รายละเอียดว่การหารายได้นั้นจะทำอย่างไรด้วยซ้ำ   

เกี่ยวกับผู้เขียน: นวลน้อย ธรรมเสถียร จบปริญญาตรีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทที่ School of Oriental and African Studies (SOAS) ประเทศอังกฤษ เป็นอดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาไทย ประจำกรุงลอนดอน ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตสารคดีในนามกลุ่มเอฟทีมีเดียและเพื่อน ทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นวลน้อยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์

นักข่าวพลเมือง