Skip to main content

                            แพรร๊อตโดรนส์หาซื้อเล่นกันได้ทั่วไปในอเมริกา ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต นักศึกษาคณะนิเทศน์และข่าวสารนำเครื่องชนิดนี้มาใช้ฝึกประกอบรายงานข่าว (ขอบคุณภาพจาก www.slate.com)

บทความเรื่อง Journalism Schools Experiment with Drones as Newsgathering Tools, But Worry about Privacy  เขียนโดย  Ellen Shearer ที่ได้รับตีพิมพ์เมื่อต้นเดือนมีนาคมในเวปไซค์ชื่อ National Security Zone Medill School of Journalism ของมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น แห่งเมืองชิคาโก เปิดเผยว่า  ขณะนี้ คณะนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนของมหาวิทยาลัยสามแห่งในสหรัฐอเมริกา (มหาวิทยาลัยเนบราสก้า ลินคอล์น  มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ และมหาวิทยาลัยมิสซูรี่) ได้รับทุนให้เปิดโครงการชื่อ Drone Journalism  หรือ Drone Lab (Laboratory)  โครงการเหล่านี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาสื่อสารมวลชนทดลองบังคับเครื่องบินไร้คนขับภายในห้องแล็ป เพื่อเก็บข้อมูลในการเก็บภาพและวีดีโอทางอากาศเพื่อใช้ประกอบในการทำข่าว 

นายแม็ตต์ เวทต์ อาจารย์และผู้อำนวยการโครงการ Drone Journalism ของมหาวิทยาลัยเนบราสก้า ลินคอล์นเล่าว่าที่คณะได้รับทุนจากผู้ผลิตเครื่องบินไร้คนขับเพื่อเปิดการสอนให้นักศึกษาฝึกเรียนวิธีบังคับใช้เครื่องบินเล็กเหล่านี้สำหรับถ่ายภาพและเก็บข้อมูลสำรวจด้านสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ และการทำลายป่าไม้ หรือภาวะแห้งแล้ง โดยฝึกหัดบังคับเครื่องบินให้บินเข้าไปในท้องที่ที่เข้าถึงลำบาก เช่นไฟไหม้กลางป่า หรือ ในเขตแม่น้ำขนาดใหญ่

                                                                                                                                                                  ศาสตราจารย์ แม็ตต์ เวทต์ (Matt Waite) ผู้อำนวยการโครงการ Drone Journalism ของมหาวิทยาลัยเนบราสก้า ลินคอล์น (ขอบคุณภาพจาก http://journalism.unl.edu/drone-journalism-lab)

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้านักสื่อสารมวลชนหรือชาวบ้านนำเครื่องบินไร้คนขับนี้มาใช้เพื่อเก็บข้อมูลสอดส่องความประพฤติชาวบ้านในทางผิดกฏหมาย  เพราะสหรัฐอเมริกายังไม่มีการออกระเบียบมาจัดการกับเรื่องนี้  นายแดน ปาชิโก้ ศาสตราจารย์ด้านการข่าวของมหาวิทยาลัยซีราคิวส์กล่าวว่า การนำโดรนส์มาใช้ในงานการสื่อสารด้านข่าวก็ไม่แตกต่างจากการที่นักข่าวใช้เทคโนโลยีอย่างอื่น เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน ไอแพด พลเมืองชาวอเมริกันถูกล้วงข้อมูลพฤติกรรมส่วนตัวและความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการวิจัยทางการตลาด การสื่อสารโฆษณาทางธุรกิจ ข้อมูลเรื่องภาษีรายได้ ความเห็นชอบส่วนตัวในเรื่องต่างๆ รวมทั้งการเก็บข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเอฟบีไอ  ในเมื่ออนาคตอันใกล้นี้เทคโนโลยีโดรนส์จะถูกนำมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว  นักศึกษาวิชาข่าวและสิ่งพิมพ์จึงมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ไว้ใช้ประโยชน์ในวิชาชีพการสื่อสาร  ส่วนจริยธรรมของการนำมาใช้ให้ถูกต้องถูกกฏหมายก็ต้องมีการสอนควบคู่ไปด้วย

ในความเห็นของผู้เขียนบทความนี้  ประเด็นทุกประเด็นในการนำนวัตกรรมโดรนส์มาใช้ในสังคมทั่วโลกนี้จำเป็นต้องมีการให้ความรู้และถกเถียงในวงกว้างให้มากขึ้น  เทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์นำมาใช้ในสังคมเป็นเสมือนดาบสองคม  ถ้าถูกนำมาใช้ในแง่ไม่ดี ผู้ใช้ไม่มีจริยธรรม แทนที่จะเป็นการสร้างสรรค์และสร้างเสริมการพัฒนาของสังคมของโลกก็อาจเป็นการสร้างศัตรู หรือนำมาใช้ในการทำลายล้างคู่ต่อสู้และทำลายล้างวัฒนธรรมของโลกก็เป็นได้  มหาอำนาจอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน การนำเครื่องบินไร้คนขับไปใช้เก็บความลับทางการทหารและระเบิดถล่มทำลายภายในต่างประเทศโดยอ้างกลุ่มก่อการร้ายอัลเคด้ามาบังหน้า จนก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิติของสามัญชนผู้ไม่มีทางต่อสู้อย่างไม่มีความรับผิดชอบและไม่คำนึงถีงสิทธิมนุษยธรรม การที่รัฐบาลของนายโอบาม่ากระทำเช่นนี้และยังคงกระทำอยู่โดยไม่คำนึงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศหรือของนานาชาติแทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านสันติสุขของชาวโลกกลับเป็นการสร้างศัตรูและทำลายล้างมนุษยชาติอย่างไร้คุณธรรมและจริยธรรม

เมื่อเป้าหมายของบรรษัทอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบินไร้คนขับคือการเปลี่ยนภาพพจน์และเปลี่ยนใจสื่อเพื่อส่งผลต่อไปยังเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนใจสาธารณชน นักการเมืองและนักกฏหมายให้สนับสนุนเสรีภาพทางการใช้เครื่องบินไร้คนขับ  จึงไม่น่าแปลกใจว่าอิทธิพลและการใช้อำนาจชักจูงทางอ้อมของอุตสากรรมนี้จะคืบคลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยวิชาการด้านการศึกษา และการเรียนการสอนสื่อสิ่งพิมพ์และการรายงานข่าวภายในประเทศสหรัฐอเมริกา 

 

                          นักศึกษาในโครงการ Drone Journalism มหาวิทยาลัยมิสซูรี่ กำลังฝึกควบคุมเครื่องบินไร้พลขับ (ขอบคุณภาพจาก  http://www.missouridronejournalism.com/)

ประเทศสหรัฐอเมริกากับอิทธิพลนวัตกรรมเครื่องบินไร้คนขับ  (Drones)

ในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าถูกโจมตีจากกลุ่มนักวิชาการและองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยธรรมและนโยบายต่างประเทศหลายเรื่อง  เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่ค่อยติดตามและสนใจคือ นโยบายการใช้เครื่องบินไร้คนขับ (Drones) โจมตีระเบิดเป้าหมายลับที่สงสัยว่าเป็นฐานกำลังสนับสนุนของกลุ่มก่อการร้ายอัลเคด้าในประเทศต่างๆ เช่นปากีสถาน เยเมน อัฟกานิสถาน และโซมาเลีย  

การนำระเบิดโดรนส์เข้าไปทำลายที่หลบซ่อนของกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ รัฐบาลของนายโอบาม่าไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลหรือผู้นำของประเทศเหล่านี้แต่อย่างใด   ในสายตาขององค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ   การกระทำของรัฐบาลอเมริกันนี้นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิของรัฐบาลต่างประเทศ และละเมิดกฏหมายอาณาจักรเขตแดนนานาชาติ   การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนว่า ประเทศอเมริกาอยู่เหนือกฏหมายโลก ไม่จำเป็นต้องเคารพหลักเกณฑ์กฏหมายของประเทศอื่น รัฐบาลอเมริกันต้องการส่งเครื่องบินลับไร้คนขับเข้าไปสังหารหรือทำลายล้างใครที่ไหนในโลกก็ได้ เมื่อปฏิบัติการเสร็จแล้วก็บินออกไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบหรือคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านสามัญชนที่อาศัยอยู่ในท้องที่นั้นๆแต่อย่างใด  

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อต่างชาติและองค์กรนานาชาติส่วนใหญ่ที่มีมาจากประเทศยุโรป  รัฐบาลของนายโอบาม่าออกมาปกป้องการใช้อาวุธเครื่องบินไร้คนขับของสหรัฐอเมริกาด้วยการอ้างสิทธิการปกป้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของชาวอเมริกัน   นายโอบาม่าอ้างว่าประเทศเหล่านี้ถูกใช้เป็นฐานกำลังเพื่อสนับสนุนการทำงานและการขยายตัวของกลุ่มก่อการร้ายศัตรูตัวฉกาจของชาวอเมริกัน   รัฐบาลจึงต้องตอบโต้ด้วยการตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการนำเครื่องบิน Drones มาใช้สืบเสาะและระเบิดทำลายล้างฐานลับเหล่านี้เพื่อป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้นภายในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างในกรณี 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายยึดเครื่องบินอเมริกันและพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลเทรด ทาวเวอร์กลางใจเมืองนิวยอร์ค 

                                                    หน้าปกนิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556

การกล่าวอ้างนโยบายการป้องกันตนเองจากกลุ่มก่อการร้ายของนายโอบาม่านี้ไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนหรือเป็นเรื่องที่เข้าใจยากแต่อย่างใด  การต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายเพื่อปกป้องสิทธิและพิทักษ์ชีวิตของชนชาติอเมริกันนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ประธานาธิบดีอเมริกันอาจลืมไปว่าชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองชาวปากีสถาน ชาวเยเมน ชาวอัฟกานิสถาน และชาวโซมาเลีย ก็มีคุณค่าเท่าเทียมกับชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองชาวอเมริกันเช่นกัน   การบินล้ำเข้าไปในดินแดนประเทศอื่นอย่างไม่เปิดเผยและไม่เคารพสนธิสัญญานานาชาติหรือได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลต่างชาติด้วยการใช้เทคโนโลยีเครื่องบินไร้คนขับเข้าปฏิบิติการทำลายล้างและสืบหาข้อมูลแบบนี้ ก็เปรียบเสมือนกับการใช้อำนาจบาดใหญ่ของพวกบ้าอำนาจข่มขืนกระทำชำเราประเทศเล็กๆให้สมยอมทำตามโดยไม่สามารถป้องกันตนเองหรือต่อต้าน แม้แต่สิทธิตอบโต้ก็เป็นไปไม่ได้

ปัจจัยอย่างหนึ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐขยายโครงการโดรนส์เหล่านี้ก็เนื่องมาจากความสะดวกในการใช้นวัตกรรมชิ้นนี้  นอกจากเครื่องบินโดรนส์ขนาดใหญ่จะสามารถบรรจุระเบิดนำไปทิ้งในสถานที่ที่ต้องการได้โดยไม่ต้องให้ทหารอเมริกันเสี่ยงภัยหรือเสียชีวิตแล้ว  เครื่องบินไร้คนขับขนาดเล็กยังสามารถบินข้ามอาณาเขตเข้าไปในแหล่งต่างๆ โดยไม่อาจตรวจจับได้ การติดตั้งวีดีโอทำงานเป็นสปายสืบเก็บข้อมูลก็ทำได้ง่าย  โดรนส์ขนาดเล็กสามารถบินไปมาอยู่เหนือท้องฟ้า สอดส่องบันทึกภาพและส่งสัญญาณกลับไปให้หน่วยควบคุมที่นั่งกดปุ่มอยู่ในห้องบังคับการทางไกลที่ไหนก็ได้ทั่วโลก  เจ้าหน้าที่สามารถจิบกาแฟไป ฟังดนตรีไป และวิเคราะห์ภาพเหตุการณ์ไป เพลิดเพลินเหมือนเล่นวีดีโอเกมส์หรือดูหนังในจอภาพยนตร์สตาร์เทรค (Star Trek)

เนื่องจากนโยบายการใช้โดรนส์ของรัฐบาลสหรัฐไม่จำเป็นต้องผ่านการโหวตเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส   เจ้าหน้าที่ซีไอเอ และหน่วยทหารของสหรัฐจึงถูกกดดันให้ต้องเปิดเผยข้อมูลในการใช้เครื่องบินไร้คนขับนี้ต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณะชนแต่อย่างใด  เมื่อรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องนำข้อมูลมาเปิดเผย เอกสารด้านการทหารและการสอดแนมบ่งบอกเป้าหมายสถานที่ที่เครื่องบินไร้คนขับเหล่านี้ไปโจมตีจึงถูกเก็บเป็นความลับระดับสูง  ไม่มีใครสามารถล่วงรู้หรือตรวจสอบได้ว่าขีปนาวุธระเบิดระยะไกลที่สหรัฐอ้างว่านำโดรนส์ไปถล่มฐานทัพและแหล่งหลบซ่อนของอัลเคด้านั้นเป็นไปตามที่รายงานรึเปล่า และการทำลายล้างนี้เป็นสาเหตุให้ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บไปเท่าไหร่   กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของคณะกฏหมายแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในเมืองนิวยอร์คทำการตรวจสอบคร่าวๆ แล้วประมาณว่า ในปีพศ. 2554 เพียงปีเดียวชาวปากีสถานประมาณ 72-155 คนได้เสียชีวิตจากระเบิดโดรนส์ของสหรัฐ  ผู้เสียขีวิตเหล่านี้เป็นเพียงสามัญชนธรรมดา หรือชาวไร่ ชาวนา ผู้หญิงและเด็กเล็ก ไม่ใช่ผู้สนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายอัลเคด้า 

                     ประชาชนปากีสถานประท้วงต่อต้านการใช้โดรนส์ (ขอบคุณภาพเอพี)

เมื่อปลายปีที่แล้วกลุ่มต่อต้านการใช้ระเบิดโดรนส์ของสหรัฐได้นำรูปภาพและวีดีโอหลายรูปของผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือถูกทำลายใบหน้าของเด็กสาวอายุสิบปีมาเผยแพร่ทางเฟสบุ๊คแต่ได้รับการเมินเฉยจากรัฐบาลและประชาชนชาวอเมริกัน  พวกเขาคงคิดไม่ถึงหรือจินตนาการไม่ออกว่านโยบายละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอเมริกันเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกเกลียดชังรัฐบาลและพลเมืองชาวอเมริกันแทนที่จะเห็นใจเข้าข้าง  การเมินเฉยต่อประชามติของนานาชาติของรัฐบาลและอเมริกันชนในเรื่องโดรนส์นี้เป็นการสร้างศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ยังช่วยสร้างฐานสนับสนุนให้กลุ่มอัลเคด้านำมาใช้เป็นข้อมูลเรียกรอ้งความเห็นใจเป็นอย่างดี

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  นายลินซี เกรแฮม (Lindsay Graham) วุฒิสมาชิกของพรรครีพับลีกัน ได้นำตัวเลขที่รัฐบาลของนายโอบาม่าไม่ยอมรับรองอย่างเป็นทางการออกมาเปิดเผยว่า สถิติตั้งแต่ต้นปีพศ. 2547 มีประชาชนโดนลูกหลงเสียชีวิตจากระเบิดเครื่องบินไร้คนขับไปแล้วประมาณ  4700 คน  ในจำนวนนี้ เป็นพลเมืองชาวปากีสถานประมาณ 3000 คน  ผู้เสียชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เสียชีวิตเพราะมีครอบครัวหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกระเบิดโจมตี หรือที่สหรัฐชอบเรียกกันว่าเป็น  Casualties of War   ส่วนผู้บาดเจ็บและพิการมีจำนวนนับหมื่นแต่ไม่มีการเก็บสถิติแต่อย่างใด

นักวิชาการและท่านผู้อ่านหลายคนอาจติดใจสงสัยว่าทำไมนักข่าวสำนักข่าวใหญ่ๆของประเทศสหรัฐอเมริกาเช่น เดอะ นิวยอร์คไทมส์ หรือ วอชิงตันโพสต์ ไม่พยายามตรวจสอบข้อมูลและนำรายละเอียดเรื่องนี้มาเผยแพร่สู่สาธารณชนชาวสหรัฐและชาวโลก  คำตอบคือความพยายามเคยมีอยู่แต่กำลังของสื่อมวลชนที่จะสู้กับการใช้อำนาจทางการเมืองและทางกฏหมายของรัฐบาลของนายโอบาม่าและบรรษัทอุตสาหกรรมอาวุธนั้นมีอยู่น้อย  การสืบหาข้อมูลเพื่อนำมารายงานจึงเหมือนการเข็นครกขึ้นภูเขา

ประเด็นสำคัญประเด็นแรกที่น่าสนใจคือเรื่องกฏหมายความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา นายชาลี แซเวซ และนาย สก๊อต เชน (Charlie Savage & Scott Shane) ผู้สื่อข่าวสองคนของ นสพ.นิวยอร์คไทมส์ เคยฟ้องร้องศาลของสหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลของนายโอบาม่าเปิดเผยข้อมูลเรื่องการระเบิดทำลายล้างด้วยเครื่องบินไร้คนขับในต่างประเทศตั้งแต่เดือน ธค. ปี 2554 โดยอ้างกฏหมาย Freedom of Information Act ของสหรัฐ แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา  ศาลกลับตีความเข้าข้างรัฐบาลโอบาม่าโดยอ้างความจำเป็นด้านความมั่นคงภายในประเทศว่า รัฐบาลสหรัฐไม่มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลนี้ต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนแต่อย่างใดเพราะเป็นความลับทางราชการทหาร

ประเด็นต่อมา คือเรื่องอิทธิพลและเม็ดเงินที่นำออกมาใช้ในการล๊อบบี้ของอุตสาหกรรมอาวุธขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่มีที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเวอร์จิเนีย มลรัฐแมรี่แลนด์และเขตใกล้เคียงเมืองวอชิงตันดีซี ศูนย์กลางบัญชาการกองทัพ Pentagon ของสหรัฐ   อุตสาหกรรมเครื่องบินไร้คนขับทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่นี้ได้ถูกตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันเศรษฐกิจของชาติให้ก้าวพ้นจากภาวะถดถอย  จำนวนตัวเงินที่ถูกนำออกมาใช้ในการล๊อบบี้เพื่อผลักดันกฏหมายเปิดเสรีภาพในการใช้เครื่องบินไร้คนขับให้ผ่านสภาคองเกรสของสหรัฐประมาณกันว่ามีจำนวนมากกว่าสามสิบล้านเหรียญสหรัฐต่อปี  เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว กลุ่มล๊อบบี้อุตสาหกรรมเครื่องบินไร้คนขับออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า ภายในปีพ.ศ. 2068  อุตสาหกรรมนี้จะสามารถสร้างงานให้ชาวอเมริกันประมาณหนึ่งแสนงาน การเติบโตและรายได้ของอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่พ.ศ. 2548  จนถึงปัจจุบันคิดเป็นจำนวนเงินมากกว่าสิบสองพันล้านเหรียญ (12 billion USD) หรือสามสิบหกพันล้านล้านบาทไทย  ส่วนรายงานของ Congressional Research Service ที่กลุ่มบรรษัทอุตสากรรมอาวุธให้การสนับสนุนอยู่ก็ระบุว่าอุตสากรรมเครื่องบินไร้คนขับทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจะทำรายได้ให้สหรัฐอเมริกาประมาณแปดสิบเก้าพันล้านเหรียญ (89 billion USD) ภายในระยะเวลาเพียงแค่สิบปี

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมามีกระแสการผลักดันอย่างต่อเนื่องให้นักกม.และองค์การควบคุมการบินและอากาศยาน (Federal Aviation Administration) ของสหรัฐออกมาประกาศให้เสรีในการใช้งานของเครื่องบินไร้คนขับขนาดเล็กแก่สาธารณชนทั่วไป เครื่องบินขับขนาดเล็กเหล่านี้หาซื้อได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาติ ราคาประมาณไม่กี่พันบาทจนถึงประมาณสามสี่หมื่นบาท 

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้าโดรนส์เหล่านี้ คือประเด็นด้านการนำนวัตกรรมชิ้นนี้มาใช้ในการเก็บข้อมูลความลับของบุคคล ชุมชนและกลุ่มต่างๆ ประเด็นนี้ยังไม่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางแต่อย่างใด  และอีกอย่างหนึ่ง  ในขณะนี้ไม่ใช่แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่นำเทคโนโลยีโดรนส์มาใช้แต่ประเทศเดียว ประเทศจีน  อินเดีย อิหร่าน อิสราเอล รัสเซีย ต่างก็แข่งกันผลิตเครื่องบินไร้คนขับทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่นี้ออกมาใช้  แต่แต่ละประเทศเหล่านี้ไม่มีกฏหมายบังคับหรือจัดระเบียบว่าควรใช้กันอย่างไรถึงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมอย่างแท้จริง  ส่วนใหญ่ที่โฆษณากันทางสื่อจะเห็นแต่ข้ออ้างทางคุณประโยชน์ว่าเทคโนโลยีชนิดนี้ว่าจะนำมาสร้างผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เช่นใช้ในการเก็บข้อมูลด้านธรรมชาติและอากาศ เก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวทางชายแดน  ส่วนด้านเสียเรื่องการเก็บข้อมูลความลับหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนกลับถูกมองข้ามไปหรือถูกเบี่ยงเบือนประเด็นไปในทางอื่น

ในสหรัฐอเมริกาช่วงนี้ ถ้าเอ่ยถึงคำว่า Drone ผู้คนส่วนใหญ่จะเห็นภาพเครื่องบินขีปนาวุธระเบิดทำลายล้างหรือเครื่องบินเก็บความลับ  ดังนั้นกลุ่มบรรษัทอุตสากรรมผลิตอาวุธที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโดรนส์จึงมีความจำเป็นต้องทุ่มเงินเพื่อสร้างภาพพจน์ของเทคโนโลยีนี้ใหม่  เมื่อสองวันก่อน นายไมเคิล ทอสคาโน (Michael Toscano, chief of Washington’s drone lobby, the Association for Unmanned Vehicle Systems International) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในนิตยสาร National Journal ว่า ต่อไปนี้อยากขอให้สื่อใช้คำว่า Drone น้อยลงหน่อย เพราะเขาเห็นว่าศัพท์คำนี้ถูกนำไปใช้ในแง่เสียหายจนประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเทคโนโลยีที่อันตราย นายไมเคิลได้เอานวัตกรรมการใช้เครื่องบินไร้คนขับนี้มาเปรียบเทียบกับการขับขี่รถยนต์  เขาชี้ว่าแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์มากมายหลายล้านคนทั่วโลก แต่ถ้าดูภาพโดยรวมแล้วจะเห็นว่าการใช้รถยนต์ก่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ประชาชน  มีการสร้างงานและส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลกอย่างกว้างขวาง 

สรุปว่าเราต้องคอยจับตาดูสื่อกันว่ากลุ่มบรรษัทผลิตอาวุธเหล่านี้จะผลิตสื่อต่างๆออกมาเพื่อเปลี่ยนภาพพจน์ของนวัตกรรม โดรนส์นี้ต่อไปอย่างไร แต่ที่แน่นอนคือว่า เม็ดเงินกว้านซื้อจูงใจสื่อ นักการเมือง และนักกฏหมายนี้มีเป็นจำนวนมากเพราะตัวเลขจากรายได้ที่เห็นๆจากเทคโนโลยีนี้มีเป็นจำนวนหลายแสนหลายหมื่นล้าน

เกี่ยวกับผู้เขียน: ปัจจุบัน สุดา อิชิดะทำงานเป็นรองศาสตราจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์                 และเป็นผู้อำนวยการโครงการนักข่าวระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยแฮมลิน ในเมืองเซนต์พอลล์              มลรัฐมินิโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

สุดาจบปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากนั้นทำงานเป็นผู้สื่อข่าวชั่วคราวประจำสำนักข่าวเอพี กรุงเทพฯ และผู้สื่อข่าวประจำหน้าโฟกัส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นประมาณห้าปี               ต่อมาได้ทุนการศึกษาของรัฐบาลออสเตรเลียไปศึกษาปริญญาโทต่อด้านสื่อสารมวลชนระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยแมคควอรี่ในเมืองซิดนีย์ หลังจากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาเอกคณะสื่อสารมวลชนและสื่อสิ่งพิมพ์ มหาวิทยาลัยมลรัฐไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา

อาจารย์สุดาเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ Heightening Environmental Awareness as a Political Strategy: The Journalistic Construction of an Anti-Dam Movement by the Press in Thailand http://books.google.com/books/about/Heightening_Environmental_Awareness_as_a.html?id=b2ptAAAAMAAJ

เครื่องบินไร้คนขับกับการเรียนการสอนนักข่าวในประเทศสหรัฐอเมริกา