Skip to main content

สถานีโทรทัศน์กลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ( China Central Television) หรือเรียกย่อว่า CCTV มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดสำนักงานโฆษกรัฐบาลจีน มีสถานีสังกัดในเครือทั่วแผ่นดินใหญ่มากถึง 45 ช่องซึ่งเป็นอาณาจักรสื่อโทรทัศน์ใหญ่ที่สุดของโลก  เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความฮือฮาในแง่ลบอีกครั้ง เนื่องด้วยข่าวเกาะติดทุกฝีก้าวและแพร่ภาพของหน่อคำ หัวหน้าขบวนการค้ายาเสพติดชาวพม่าเชื้อสายไทใหญ่ถูกนำตัวไปแดนประหารที่คุนหมิงเพื่อรับโทษประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเข้าร่างกาย ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มสังคมออนไลน์ว่า 'ไม่เหมาะสม' ยังผลทำให้ทางการจีนที่กำลังผลัดเปลี่ยนผู้นำชุดใหม่ถูกโจมตีอย่างหนักจากนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ ว่าเป็นการละเมิดทั้งในด้านกฎหมายและศีลธรรม

หน่อคำและพวกรวม 4 คนต้องคดีสังหารหมู่ลูกเรือจีน 13 คนบนลำน้ำโขง บริเวณสามเหลี่ยมทอง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2011

เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งการทำข่าวรูปแบบนี้ นับตั้งแต่สถานีนี้กำเนิดเมื่อเกือบ 55 ปีที่แล้ว  แม้วินาทีที่หน่อคำเสียชีวิตไม่ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะหมดอย่างครบถ้วน  แต่ผู้ยึดหลักจริยธรรมการทำสื่อส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  แต่ CCTV ก็ยังโหมกระหน่ำข่าวนี้ต่อไปอีกหลายวัน  เนื่องจากภายในมีใบสั่งจากหน่วยเหนือทั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนและรัฐบาลให้ผลิตรายงานข่าวชิ้นนี้ขึ้นมา เพื่อให้เห็นประหนึ่งว่าประเทศจีนเป็น 'นิติรัฐ'  มีสิทธิส่งสัญญาณไปยังชาวโลก เพื่อให้เห็นว่าแม้แต่อาชญากรชาวต่างชาติทำร้ายชีวิตชาวจีนก็ต้องถูกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อโต้เถียงหรือยกเว้น

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสื่อทีวีจีน  หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น 'ซังเคชิมบุน' ที่ต่อต้านจีนลงทุนพาดหัวข่าวและวิเคราะห์ โดยโยงไปเป็นความพยายามของปักกิ่งซึ่งขณะนี้มีข้อพิพาทหมู่เกาะเซงคาขุ (จีนเรียก เตี้ยวหวีเต่า)นั้น 'เชือดคนต่างชาติ' โดยศาลจีนและในแดนประหารจีน  เพียงเพราะต้องการประกาศ 'แสนยานุภาพ' ของจีนให้กระฉ่อนอีกหนหนึ่ง  และยังมีชาวเน็ตโพสความเห็นอย่างน่าคิดว่า "ในเมื่อกองกำลังอเมริกายังบุกเข้าปากีสถานปลิดชีพบินลาเดนได้ คนจีนแค่จะใช้กฎหมายลงโทษชาวต่างชาติที่สังหารโหดคนจีน ต้องมีโวยวายโดยใช่เหตุ"  อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจความเห็นของนิตยสารสัปดาห์เชิงข่าวของจีนฉบับหนึ่ง  กว่า 60% เห็นว่าโทรทัศน์ไม่ควรถ่ายทอดสดการประหารชีวิต  มีเพียง 35% เท่านั้นที่เห็นว่าการถ่ายทอดสดนี้เหมาะสมแล้ว เป็นการเตือนที่ได้ผล

CCTV ถ่ายทอดสดชีวิตความเป็นอยู่ในคุกของหน่อคำและพวก4คน ก่อนนำตัวไปประหารด้วยการฉีดยาพิษวันรุ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้ผู้เป็นปรปักษ์ต่อชนชั้นปกครองปักกิ่งเกิดอาการเซ็ง  นั่นคือคำอธิบายสรุปโดย CCTV ว่า "ตั้งแต่ต้นจนจบ หน่อคำยังคงคิดว่าโทษทุกสถานสามารถใช้เงินล้างผิดได้ รวมถึงการสังหารชีวิตผู้อื่น ครั้นพอได้ยินคำพิพากษาครั้งสุดท้าย เขาถึงพบว่า ‘กฎหมาย’ ของจีนกับ ‘กฎหมู่’ ของดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้นเป็นคนละเรื่องกัน วันนี้ (1 มี.ค 2013) คือ วันที่หน่อคำต้องพบกับความตาย คือสัญญาที่เขาเซ็นกำกับวันตายของเขาเอง" 

วิธีการ 'ตีสุนัขตกน้ำ' หรือตอกย้ำซ้ำเติม ก็เป็น 'บทถนัด' ที่ CCTV ทำมาเป็นนิจ

'การชอบสั่งสอนชาวบ้าน' มิได้เป็นความแปลกใหม่ที่สถานีโทรทัศน์ทรงอิทธิพลแห่งนี้ ชาวรากหญ้าหรือพวกด้อยโอกาสไม่สามารถจะโต้ตอบได้ ซึ่งระยะสามปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ประท้วงของชาวบ้านที่โกรธแค้น CCTV มีอยู่หลายกลุ่ม แต่ที่ปักหลักนานที่สุด เห็นจะเป็นชาวนาที่ลุกฮือต่อต้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกว้านซื้อที่นาไปขายต่อให้นักธุรกิจที่มีวิสาหกิจของรัฐหนุนหลังเพื่อพัฒนาอาคารพานิชย์  และผู้ชุมนุมถูกตีตราบาปเป็น 'ผู้ก่อจลาจลป่าเถื่อน'   นอกจากนี้แล้ว เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2011 เหตุสะเทือนขวัญบนท้องถนนที่เกิดขึ้นในเมืองโฝซาน มณฑลกวางตุ้ง ตอนใต้ของจีน สื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและคลิปชาวบ้านได้พร้อมใจเปิดโปงจิตใจชั่วร้ายที่ปล่อยให้เด็กน้อยวัย 2 ขวบถูกรถทับต่อหน้าต่อตาจนถึงแก่ความตาย ซึ่งผู้คนที่เดินผ่าน 18 คนได้แต่มองโดยไม่มีใครวิ่งเข้าไปช่วยแต่อย่างไร  รัฐบาลจีนตอนนี้ชึ่งรณรงค์แต่เรื่อง 'ปรองดอง' ภายในชนชาติ เนื่องจากมีเหตุการณ์จลาจลในซินเจียงและการเผาตัวตายในธิเบตถือเป็นธุระสำคัญกว่า ทางรัฐจึงสั่งการให้ 'ปิดข่าว' ทุกประเภทที่เห็นว่าเป็น 'ด้านลบ' ทางสังคม เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าคนจีนรักสงบและมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ข่าว 'เด็กถูกรถทับ' ชิ้นนั้น จึงไม่มีความจำเป็นเสนอทางทีวี ที่สุดก็ไม่พ้นฝีมือของชาวเว็บทั้งในและนอก พากันออกมากระหน่ำ  หัวหอกก็เป็น CCTV เจ้าเก่านั่นเอง

มิเพียงแต่ระดับรากหญ้าที่เกลียดถึงกระดูกดำ ถึงกับเปลี่ยนชื่อ CCTV เป็น CCAV (สถานีทีวีสำหรับผู้ใหญ่(หนังโป๊))เพื่อประชด  แม้แต่สื่อมวลชนต่างชาติที่ประจำในจีนยังอึดอัดเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่มีการแถลงข่าวโดยการถ่ายทอดสด โฆษกของกระทรวงต่างๆต้องจัดฉากและกำกับให้ CCTV เป็น 'หน้าม้า' ตัดหน้าสื่ออื่นออกถามนำเสมอ และคำถามที่ตั้งนั้นต้องอยู่ในกรอบที่เป็นผลบวกกับทางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนเท่านั้น จะถามหนักหน่วงหรือขวานผ่าซากทางอย่างสื่อตะวันตกเสรีไม่ได้   หลายครั้งที่ปรากฎบนจอ เห็นชัดว่าถึงแม้สื่อนอกจะยกมือกี่ครั้งก็ตาม  แต่โฆษกก็เจตนามองข้ามมือที่ยกของสื่อต่างชาติและปล่อยให้ CCTV 'ลัดคิว' ถามก่อน อีกทั้งให้สิทธิ CCTV ผูกขาดการถ่ายทอดสดแถลงข่าวนัดสำคัญ และมีการ 'ดูดเสียง' คำถามที่ไม่ลื่นหูหรือตัดกลับสถานีทันทีเมื่อเกิดเหตุต่อล้อต่อเถียงระหว่างสื่อต่างชาติกับผู้แถลงข่าว   จนถึงทุกวันนี้ 'ประเพณี' เช่นนี้ยังคงมีอยู่ต่อไป

'กรรมกรข่าว'ประเภทตี๋กร่างหมวยซ่า ก็ถูกโจมตีว่าเป็น 'พวกโรคจิตที่มอมเมาผู้ชม'  ไม่ใช่พบเห็นได้ในเมืองไทยเท่านั้น แต่นักข่าว CCTV หลายรายที่เพิ่งออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัย  วิธีการ 'ยกตนข่มท่าน' ของนักข่าวเหล่านั้นออกจะแรงกว่าด้วยซ้ำ แต่ทางการจีนยังคงเก็บ 'กรรมกรข่าว' ประเภทนี้ไว้รับใช้ต่อไป ยังความหงุดหงิดให้สื่อสังกัดเดียวที่ยึดมั่นอุดมการณ์ทนไม่ไหว ถึงขั้นยื่นใบลาออกก็มี

รุ่ยเฉิงกัง นักข่าวรุ่นใหม่ของ CCTV

นักข่าวจอมซ่าส์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า 'ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง' ของCCTV ที่ดังที่สุดคือนายรุ่ยเฉิงกัง  'วีรกรรม' ที่เขาสร้างไว้เริ่มจากเวทีสัมมนาสุดยอดเศรษฐกิจดาวอสฤดูร้อน ซึ่งจัดที่เมืองต้าเหลียนเดือนกันยายน 2011  รุ่ยเฉิงกังได้เข้าไปสัมภาษณ์ แกรี่ ลอค เอกอัครราชทูตอเมริกันเชื้อสายจีนว่า “ได้ข่าวว่าท่านทูตนั่งเครื่ิองบินชั้นประหยัด แสดงให้เห็นว่าสหรัฐกำลังติดหนี้จีนใช่ไหม?"  ทูตอเมริกันเกิดอาการมึน แต่สวนกลับไปอย่างสุภาพว่า "ในฐานะเป็นข้าราชการของรัฐ ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่สถานทูตประจำปักกิ่ง แต่ยังรวมถึงประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีท่านอื่น มีกฎกำหนด หากนั่งเครื่องบินก็ควรนั่งชั้นประหยัด ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา"

รุ่ยเฉิงกัง ผู้สื่อข่าวจาก CCTV ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม G20

มิเพียงเท่านี้ นักข่าวคนเดียวกันถูกส่งไปทำข่าวประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ 20 หรือ G20 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของประธานาธิบดีสหรัฐ บารัค โอบามา  รุ่ยเฉิงกังทำตัวไร้มารยาท โดยแย่งไมโครโฟนนักข่าวท้องถิ่นแล้วถามติดต่อทีเดียวสองคำถาม โดยเรียกตัวเองว่า 'สื่อในนามตัวแทนเอเซีย’ จนได้รับเสียงโห่จากห้องประชุมแถลงข่าว  ประธานาธิบดีโอบามาถึงกับรำคาญ เตือนนักข่าวจีนคนนี้ว่า “เพื่อความเป็นธรรม ควรเป็นคิวของสื่อเกาหลีตั้งคำถาม" แต่รุ่ยเฉิงกังกลับย้อนว่า "หากเพื่อนสื่อเกาหลีไม่ขัดข้อง ผมก็ขออาสาถามแทนพวกเขา OK??"  ยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น   หลังจากกลับไปถึงสำนักใหญ่กรุงปักกิ่ง  หัวหน้าของเขากลับชมชมยกย่องนักข่าวคนนั้น 'กล้าชน' 'นายแน่มาก'  ในขณะที่ชาวเน็ตจำนวนมากด่าขรมการละเมิดสิทธิและเลยเถิดเลยควรของสื่อวัย 35 คนนี้ ถึงขนาดต่อว่า “ความไร้มารยาท สร้างความเสื่อมเสียต่อประเทศชาติ"

การอ่านข่าวผิด สะกดคำผิด ปล่อยไก่ตัวใหญ่ของพิธีกรหรือผู้อ่านข่าว CCTV เกิดขึ้นซ้ำซาก จนมีนักเชี่ยวชาญภาษาทนไม่ไหว จดบันทึกจับผิดคำเหล่านั้น ระบุรายการและเวลาที่ออกอากาศ แล้วพิมพ์ออกเป็นหนังสือ เพื่อสื่อให้เห็นถึง 'ภาษาวิบัติ' ที่เกิดขึ้นในจีน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโทรทัศน์ "ตัวดี" นั่นเอง   ซึ่งที่จริงแล้ว CCTV ได้วาง 'กฏเหล็ก' ไว้ว่า หากพิธีกรหรือผู้ประกาศข่าวอ่านผิดจะถูกลดเงิน 50-200 หยวน (ประมาณ 250 ถึง 1000 บาท) ต่อคำ แต่ก็ไม่ได้มีความจริงจัง ยังปล่อยเลยตามเลยเช่นเคย

ที่ผ่านมา CCTV เคยรายงานผิดหรือล่ามแปลผิดเกี่ยวกับเรื่องราวเมืองไทยบ่อยครั้ง เช่นบอกว่า เมืองชายหาดพัทยาคือ 'เวนิสตะวันออก' ประชากรกรุงเทพฯ "มี 63 ล้านคน”   ถนนข้าวสารไม่ค่อยมีคนไทย หรือกระทั่งรายงานว่า “สุโขทัยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับชาวต่างชาติ" เป็นต้น

วันที่คิมจองอิลถึงแก่อสัญกรรม CCTV ปล่อยภาพผิดเป็นภาพเผาธงชาติเกาหลีเหนือ

แต่กรณีหนึ่งที่มีอานุภาพแรงกว่าลูกระเบิดปรมณูที่ตกลงมา คือเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2011 คิมจองอิลผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือถึงแก่อสัญกรรมอย่างกระทันหันบนรถไฟ  แต่ภาพ "ข่าวด่วน" ที่ออกหน้าจอ CCTV กลับหยิบผิดเป็นรูปที่ชาวเกาหลีใต้ที่กรุงโซลออกมาประท้วงเผาธงชาติเกาหลีเหนือ แล้วฉีกรูปภาพของคิมจองอิลทิ้ง ซ้ำใต้ภาพยังบรรยายว่า ภาพโดยสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลีเหนือ (KCTV)  ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงนี้มีการโจษจันว่าอาจเป็นการ "วางยา"  ซึ่งเป็นที่รู้อยู่แล้วว่าภายในกองบรรณาธิการข่าว  บุคคลากรร้อยพ่อพันแม่ มี 'เด็กเส้น' ของผู้ใหญ่ในพรรคฯปะปนไปทั่ว ความหมั่นไส้อยากเลื่อยเก้าอี้คนอ่านข่าวหรือนักข่าวประเภทดาราหน้าจอย่อมมีได้เสมอ  ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2009 ในคืนเทศกาลโคมไฟ หรือวันที่ 15 หลังตรุษจีน มีการจุดพลุไฟฉลองแต่กลับเป็นเหตุเกิดไฟไหม้ใหญ่เผาผลาญตึกระฟ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้กลางกรุงปักกิ่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดคดีด้วยสาเหตุ 'คนงานสะเพร่า ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร’ ตามด้วยการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการใหญ่สถานีเท่านั้น

สีจิ้นผิง ผู้นำคนใหม่ของจีนสั่ง “ปฏิรูปสื่อ”ทันทีที่รับตำแหน่ง

ข่าวอื้อฉาวของ CCTV ที่ชาวเว็บจีนให้ฉายาว่า 'ทีวีล้างสมอง'นั้น  ย่อมกระทบต่อเก้าอี้ของคนใหญ่คนโตในพรรคฯ  มีการเรียกร้องให้คุมเข้มความประพฤติหรือตรวจสอบพฤติกรรมของสื่อดาราบางคนที่พัวพันกับการ 'แบล็คเมล์’ นักธุรกิจหรือเต้าข่าวคนดังในวงการต่างๆให้เสื่อมเสียชื่อเสียง  ภายหลังที่สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อปลายปีที่แล้ว  ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องราวเหล่านี้  ถึงกับมีคำสั่งออกไปว่า "ต่อแต่นี้  สื่อของรัฐควรเลิกรูปแบบเดิมๆ เลิกเขียนเชลียร์ผู้นำได้เสียที หันหน้าเสนอข่าวแบบตรงไปตรงมา โดยข่าวต้องสั้น  ต้องจริง และต้องใหม่"

ที่สุด ก็มีจริงออกมาบ้าง  นักข่าว CCTV ที่เคยทำตัวเป็นตี๋กร่างหมวยซ่าส์ ระยะหลังก็จางหายจากจอแบบไม่ต้องมีคำบรรยาย!!

เกี่ยวกับผู้เขียน:  สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวต่างประเทศมานานกว่าสามทศวรรษ ปัจจุบันทำงานอิสระ

ชำแหละ "ความเป็นมืออาชีพ" สื่อทีวีจีน