Skip to main content

หากพูดตามตำรานิเทศศาสตร์คลาสสิค สื่อมวลชนมีหน้าที่สำคัญต่อสังคมคือการเป็น 'ผู้เปิดปิดประตูข้อมูลข่าวสาร' หรือ Gatekeeper ซึ่งหมายถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการควบคุมข้อมูลข่าวสารที่จะนำเสนอออกไปสู่สังคม และการเป็น 'หมาเฝ้าบ้าน' หรือ Watchdog อันอ้างอิงถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับสังคม หน้าที่สำคัญทั้งสองประการนี้ทำให้สื่อมวลชนได้รับการยอมรับในฐานะฐานันดรที่สี่ (Fourth Estate) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาชีพและหน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนนั้นมีความสำคัญต่อสังคมไม่แพ้อาชีพอื่นใด

แต่ในปี 2012 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปกลับมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับจริยธรรมและบทบาทหน้าที่ของฐานันดรที่สี่ออกมาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง มิพักต้องพูดถึงสื่อไทยซึ่งถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดตั้งแต่อุณหภูมิการเมืองไทยร้อนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่แม้กระทั่งสื่อต่างประเทศหลายต่อหลายสำนักก็มีปัญหากับการทำหน้าที่ในฐานะ Gatekeeper และ Watchdog จนเป็นที่มาของการตั้งคำถามว่าจริยธรรมสื่อควรถูกกำกับหรือไม่ อย่างไร และแค่ไหน

 

นิวส์ออฟเดอะเวิลด์

เรื่องราวสื่อกลายเป็นข่าวอื้อฉาวในรอบปีที่ผ่านมาคือการที่หนังสือพิมพ์ News of the World ของอังกฤษซึ่งอยู่ภายใต้อาณาจักรของเจ้าพ่อสื่อชาวออสเตรเลีย รูเพิร์ต เมอร์ด็อค และเคยเป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดฉบับหนึ่งในอังกฤษ ถูกสอบสวนรอบแรกตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน เนื่องจากวิธีการหาข่าวที่ไม่ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อข่าวจากเจ้าหน้าที่รัฐ การดักฟังโทรศัพท์ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (Right to Privacy)      ของบุคคลที่เป็นเป้าหมาย แม้ว่าข่าวอื้อฉาวดังกล่าวจะทำให้หนังสือพิมพ์ News of the World ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง 168 ปีต้องปิดตัวลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2011 แต่กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป และคำถามเรื่องการควบคุมจริยธรรมสื่อก็เป็นคำถามใหญ่ที่สังคมอังกฤษทั้งทั้งสังคมยังคงต้องค้นหาคำตอบร่วมกัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องกระบวนการสอบสวนหนังสือพิมพ์ News of the World         ได้ที่ http://www.mediainsideout.net/world/2012/11/87 )

 

บีบีซี

อีกหนึ่งกรณีที่เกิดขึ้นในแวดวงสื่อมวลชนอังกฤษเมื่อปีที่แล้วคือกรณีวิกฤติ BBC ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ Jimmy Savile อดีตผู้ดำเนินรายการและดีเจของ BBC เสียชีวิตลงด้วยวัย 84 ปีในเดือนตุลาคมปี 2011 และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวนั้นเอง รายการข่าวสืบสวนสอบสวน Newsnight ของ BBC ซึ่งกล่าวถึงข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กของ Jimmy Savile ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ถูกถอดออกจากผังรายการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ BBC ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าปกปิดข้อเท็จจริงเนื่องจากเกรงว่าข้อกล่าวหาต่อ Jimmy Savile จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถานี เพราะการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กของ Jimmy Savile หลายครั้งเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิธีกรของ BBC และทำให้ BBCถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องวัฒนธรรมการทำงานและนโยบายขององค์กร แต่เหตุการณ์ไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เมื่อเสียงวิพากษ์จากประเด็น Jimmy Savile ได้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อของทีมงานรายการ Newsnight ในกรณีอื่น เพราะในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2012 บรรณาธิการฝ่ายการเมืองของรายการ Newsnight ได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ว่า “นักการเมืองอาวุโสคนหนึ่งขู่ฟ้องหมิ่นประมาท BBC เนื่องจากถูกกล่าวหาจาก BBC ว่าเป็นพวกชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก”


ในคืนเดียวกันนั้นเอง รายการ Newsnight ได้เสนอข่าวสืบสวนสอบสวนที่สรุปได้ว่านักการเมืองจากพรรคอนุรักษ์นิยมคนหนึ่งในช่วงของนายกรัฐมนตรีหญิง มาการ์เร็ต แธตเชอร์เป็นพวกชอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็ก รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์จำนวนมากในช่วงทศวรรศที่ 70 ข้อมูลจากรายการ Newsnight ทำให้นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอนสั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนทันที แต่เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเมื่อเกิดกระแสในอินเตอร์เน็ตคาดเดาว่านักการเมืองผู้นั้นคือ Lord McAlpine และหนังสือพิมพ์ The Guardian ได้รายงานว่าอาจเป็นการคาดเดาที่ผิดพลาด จน BBC ต้องออกมาขอโทษและจ่ายค่าชดเชยให้กับ Lord McAlpine เป็นเงินถึง 185,000 ปอนด์ (ประมาณ 9 ล้านบาทไทย) และทำให้ George Entwistle ผู้อำนวยการทั่วไปของสถานีโทรทัศน์ BBC ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทำให้ 54 วันในตำแหน่งของ Entwistle เป็นการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการทั่วไปที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของสถานีโทรทัศน์ BBC

 

ทูเดย์ เอฟเอ็ม เรดิโอ

และอีกข่าวที่เป็นเรื่องอื้อฉาวส่งท้ายปีในเรื่องบทบาทและจริยธรรมสื่อคือความคึกคะนองของดีเจจาก 2Day FM Radio ของออสเตรเลียสองคน Mel Greig และ Michael Christian นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมอย่างคาดไม่ถึง เมื่อดีเจหนุ่มสาวแสร้งโทรไปยังโรงพยาบาลคิงเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในลอนดอนซึ่งเป็นที่ที่      เคต มิดเดิลตันหรือดัชเชสออฟเคมบริดจ์เข้ารักษาตัวจากอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง โดยดีเจทั้งสองคนได้ปลอมเสียงเพื่อแสดงตนเป็นควีนอลิซาเบธและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ จนนางพยาบาล Jacintha Saldanha วัย 46 ปีต่อสายให้ดีเจทั้งสองคุยกับนางพยาบาลที่ดูแลดัชเชสออฟเคมบริดจ์ที่เล่ารายละเอียดการตั้งครรภ์ของดัชเชสออฟเคมบริดจ์ออกอากาศโดยไม่ตั้งใจ ต่อมามีผู้พบศพนางพยาบาล Saldanha ผู้เป็นแม่ของลูกสองคนฆ่าตัวตายในหอพักของพยาบาล หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเป็นเพราะเธอแบกรับความกดดันจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ไหว หลังจากการเสียชีวิตของ Saldanha ดีเจทั้งสองคนออกมากล่าวขอโทษทั้งน้ำตา ในขณะที่เจ้าของสถานีออกมากล่าวแสดงความเสียใจ แต่ก็ปกป้องดีเจวัยรุ่นทั้งสองว่า “สายเก๊” หรือ prank call ถือเป็น “วัฒนธรรมทั่วไป” ของรายการวิทยุ และดีเจทั้งสองไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด

เรื่องอื้อฉาวของสื่อมวลชนที่เกิดขึ้นในปี 2012 ได้ก่อให้เกิดคำถามทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติว่าการทำหน้าที่ Gatekeeper และ Watchdog ของผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนนั้นควรจะมีขอบเขตหรือข้อจำกัดหรือไม่ และถ้าเห็นสมควรว่าต้องมีข้อจำกัด, ข้อจำกัดนั้นควรจะอยู่ที่ไหนและอย่างไรจึงจะไม่กระทบเสรีภาพและการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ แม้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร แต่คำถามนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกสังคมต้องเผชิญหน้าและหาคำตอบร่วมกัน โดยไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายหรือนักวิชาการนิเทศศาสตร์เท่านั้น เพราะอีกนัยหนึ่ง, คุณภาพของสื่อมวลชนถือเป็นกระจกสะท้อนสภาพความเป็นไปในแต่ละสังคมได้เป็นอย่างดี

หมายเหตุ: ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงจาก

http://www.nytimes.com/2012/12/20/world/europe/pollard-report-bbc-jimmy-savile-sexual-abuse-inquiry.html?pagewanted=all&_r=0

http://www.bbc.co.uk/news/uk-20348978

http://www.huffingtonpost.com/2012/12/10/australian-djs-apologize-_n_2269401.html

เกี่ยวกับผู้เขียน: พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ อดีตนักเรียนสื่อจากภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง/วารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจบทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลากประเด็นอยู่หลายปี ปัจจุบันเรียนปริญญาโท ด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศที่คอสตาริกา ทวีปอเมริกากลาง มีความสนใจและติดตามเรื่องเสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการแสดงออก ภาพยนตร์ศึกษา และกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นพิเศษ

 

 

 

Media Round Up 2012: เมื่อสื่อ “อื้อฉาว” เสียเอง