Skip to main content

Lord Justice Leveson ผู้พิพากษาที่เป็นประธานคณะสอบสวนจริยธรรมสื่อ (ขอบคุณภาพจาก http://news.uk.msn.com/socialvoices/blogpost.aspx?post=8cd9f619-837a-4d67-be03-0c59324e7adc)                   

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมามีการสรุปผลการสอบสวน “รอบแรก” กรณีจริยธรรมสื่อกับบทบาทเจ้าพนักงานของรัฐในอังกฤษ มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำกับดูแลสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งทำให้เกิด      ข้อถกเถียงมากมายในสังคม ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยเนื่องจากเคยเป็นผู้เสียหายถูกละเมิดสิทธิจากสื่อ          และฝ่ายที่ต่อต้านซึ่งเห็นว่าสื่อควรสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ควรตกอยู่ใต้การควบคุมอย่างเป็นทางการ

ในปัจจุบันถือว่าสื่อสิ่งพิมพ์ในอังกฤษมีเสรีภาพค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อประเภทอื่น ๆ รวมทั้งสื่ออิเลคทรอนิกส์สมัยใหม่ เพราะยังไม่มีหน่วยงานที่เข้มแข็งเพื่อกำกับดูแลสื่อสิ่งพิมพ์เป็นการเฉพาะ

The Leveson Inquiry into the culture, practices and ethics of the press หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า The Leveson Inquiry ตั้งชื่อตาม Lord Justice Leveson ผู้พิพากษาที่เป็นประธานของคณะในการสอบสวน (assessors) ที่มี   6 คนและมีทนายความ (คล้าย ๆ กับพนักงานอัยการ หรือ Counsel to Inquiry)  อีก 6 คนเช่นกัน

การสอบสวนครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำสั่งของนายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ภายหลังเกิดเหตุการณ์ดักฟังโทรศัพท์อื้อฉาวเมื่อกลางปี 2554 ที่หนังสือพิมพ์ News of the World สื่อในเครือของ Rupert Murdoch ถูกกล่าวหา ทำให้เกิดความแคลงใจต่อสาธารณะอย่างมากต่อจริยธรรมของสื่อ (ethics of the media) ซึ่งเป็นประเด็นหลักอย่างหนึ่งของการสอบสวนครั้งนี้

การสอบสวนเปิดต่อสาธารณะอย่างเต็มที่ ใครจะมาฟังก็ได้ (แต่ที่นั่งจำกัด มาก่อนได้ก่อน)และเป็นกระบวนการที่น่าสนใจเพราะช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีการเปิดโปงมากขึ้น อย่างเช่นกรณี ที่นาย Jeremy Hunt รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม สื่อและการกีฬาถูกกล่าวหาว่าเคยมีส่วนช่วยในความพยายามของ              ตระกูลเมอร์ดอคที่จะ takeover กิจการ British Sky Broadcasting Group (BSkyB) และตัวนายกฯ          คาเมรอนเองถูกกล่าวหาว่าเคยไปพบเป็นการส่วนตัวกับเมอร์ดอคระหว่างพักร้อนที่ตุรกี หรือที่ผ่านมาตัว Rebekah Brooks บรรณาธิการบริหาร News of the World ก็ยอมรับว่าสนิทสนมกับตัวนายกฯ คาเมรอนมาก ๆ (ร่วมทั้งสามีของเธอก็สนิทด้วย) ถึงขั้นว่าเวลาเขียนอีเมล์หากันจะลงท้ายด้วย LOL (Lots of Love)

กระบวนการสอบสวนสาธารณะครั้งนี้มีขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (Public Inquiries Act 2005) จุดมุ่งหมายไม่ได้เป็นการหา “คนผิดมาลงโทษ” แต่เป็นไปเพื่อเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขระบบต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในอนาคต

ในเวลาเดียวกัน กระบวนการหาคนผิดมาลงโทษก็ยังดำเนินไปอยู่ตามระบบยุติธรรมทางอาญาตามปรกติ โดยในปัจจุบันมีคดีในชั้นพนักงานสอบสวนสามคดีด้วยกัน ทั้งการดักฟังโทรศัพท์ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ และนักข่าวจ่ายสินบนให้กับตำรวจ นักข่าวหลายคนและบุคคลอื่น ๆ ถูกตั้งข้อหาแล้ว และคาดว่าจะเข้ารับการไต่สวนเร็ว ๆ นี้

เนื้อหาการสอบสวนแบ่งออกเป็นสี่หมวดหลัก ๆ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์กับสาธารณะ กรณีการดักฟังโทรศัพท์ซึ่งมีแนวโน้มเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย (1) ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์กับตำรวจว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะมากน้อยเพียงใด (2) ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์กับนักการเมือง (3) และสุดท้าย ข้อเสนอแนะด้านนโยบายและระเบียบปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และเสรีของสื่อสิ่งพิมพ์ พร้อมกับยกระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมในการทำงานให้ดีสุด (4)

Milly Dowler ที่หายตัวไป และต่อมาถูกพบว่าได้ถูกฆ่าตาย การเจาะข่าวและขายข่าวเกี่ยวกับหนูน้อยคนนี้นำไปสู่การตั้งคำถามต่อจริยธรรมของสื่อ (ขอบคุณภาพจาก  The Independent)

ความเป็นมาของกรณีจริยธรรมสื่ออื้อฉาว

กรณีอื้อฉาว News of the World เกิดขึ้นจากการขุดคุ้ยของ The Guardian ตั้งแต่ปี 2552 ที่เผยให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่มักลงข่าวซีฟ ๆ ได้ เป็นเพราะใช้วิธีการหาข่าวที่ผิดจริยธรรม ทั้งการซื้อข่าวจากตำรวจ การดักฟังโทรศัพท์ และการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดนกันถ้วนหน้าทั้งนักการเมือง ดารา       นักร้อง นักกีฬา เซเลบทั้งหลาย

ฟางเส้นสุดท้ายคือการเปิดโปงเมื่อเดือนก.ค. 2554 ว่า นักข่าวของ News of the World ดักฟังแม้กระทั่งโทรศัพท์ของคนที่ตายไปแล้ว ในกรณีของ Milly Dowler วัยรุ่นสาวที่ถูกลักพาตัวไป และพบว่าถูกฆ่าตายในภายหลัง นักข่าวของ News of the World เจาะเข้าไปใน voice mail ที่ฝากข้อความเสียงของเด็กหญิงคนดังกล่าว มีการลบข้อมูลเสียงเก่าออกไป หลอกให้พ่อแม่ดีใจว่าลูกยังไม่ตาย นักข่าวจะได้ขายข่าวต่อไป เป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนอังกฤษมากกับการหากินกับแม้กระทั่งคนที่ตายไปแล้ว

ที่น่าสนใจคือคนที่ออกมาให้ข่าวกับทางการในช่วงแรก ๆ ก็คือบรรดาลูกน้องของ Rebekah Brooks นั่นเอง ซึ่งกรณีทั่วไปนักข่าว หรือ “ลูกจ้าง” มักไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลภายในของบริษัทเพราะกลัวถูกไล่ออก แต่ในอังกฤษมีกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล (whistle blower) หรือ Public Interest Disclosures Act ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองลูกจ้างที่เปิดโปงการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือทำลายสิ่งแวดล้อมของนายจ้าง หมายถึงว่ากรณีที่ลูกจ้างที่ทำหน้าที่เปิดโปงข้อมูลการกระทำผิดของนายจ้าง จะได้รับการคุ้มครอง โดยสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (employment tribunal) เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายจ้างได้ ทำให้นักข่าวของ NTW เองออกมาแฉเจ้านายจนหมดเปลือก และป้องกันการถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม  

ข้อหาที่ Rebekah Brooks สามีและลูกน้องอีกสี่คนโดนครั้งนี้ ยังไม่เกี่ยวกับการดักฟังโทรศัพท์โดยตรง แต่สื่อมวลชนเหล่านี้ถูกหาว่าไปทำลายพยานหลักฐาน มีการลบไฟล์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ย้ายแฟ้มเอกสารต่าง ๆ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จึงเรียกว่าเป็นการเบี่ยงเบนกระบวนการยุติธรรม (perverting the course of justice)   

Rebekah Brooks บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ขายดีสุดในอังกฤษที่เป็นต้นตอเรื่องอื้อฉาวต่อจริยธรรมสื่อ (ขอบคุณภาพจาก PressGazette)

การสอบสวนของลอร์ดเลเวอร์สัน

คณะกรรมการสอบสวนของ Lord Leveson มีอำนาจในการเรียกตัวบุคคล (subpoena) เพื่อมาให้ปากคำภายใต้คำสาบาน (under oath) โดยใช้ที่ทำการของศาลยุติธรรมที่กรุงลอนดอน

ผู้ที่ต้องเข้าให้ปากคำอาจแบ่งได้ทั้งส่วนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้เสียหาย และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ

ผู้ถูกกล่าวหามีทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน รัฐมนตรี สส. เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งหลายคนยังต้องเข้ารับการสอบสวนทางอาญาเพราะไปรับสินบนและแพร่งพรายข้อมูล ทำตัวเป็นแหล่งข้อมูลให้กับผู้สื่อข่าวซีฟ     ทั้งหลาย เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ แน่นอนรวมทั้งเจ้าของและบรรณาธิการ News of the World        หนังสือพิมพ์หัวสียักษ์ใหญ่ที่ปิดตัวไปแล้วอย่าง Rupert Murdoch และ Rebekah Brooks บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ขายดีสุดในอังกฤษ และทำสถิติเป็นบรรณาธิการอายุน้อยสุดด้วย ที่ต่างก็โดนข้อกล่าวหามากมาย 

ฝ่ายผู้เสียหายมีทั้งดารานักร้องนักแสดงหลายคนก็เข้าไปให้ปากคำกับคณะกรรมการสอบสวน ทั้ง Hugh Grant, Sienna Miller ฯลฯ เพราะต่างเคยตกเป็นผู้เสียหายจากการดักฟังโทรศัพท์ทั้งสิ้น  เหยื่อจากการระเบิดรถไฟใต้ดินที่ถูกบิดเบือนคำให้สัมภาษณ์และถูกละเมิดสิทธิส่วนตัว ด้วยการนำภาพเขาขณะที่ได้รับบาดเจ็บไปประกอบกับข่าวพาดหัวเพื่อสนับสนุนนโยบายที่แข็งกร้าวของรัฐในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย ญาติของผู้เสียชีวิตหรือสูญหายที่ถูกดักฟังโทรศัพท์หรือถูกละเมิดสิทธิส่วนตัวอื่น ๆโดยนักข่าวหัวเห็ดทั้งหลาย                                                                                                           

ส่วนผู้เชี่ยวชาญก็ได้แก่ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน นักการเมือง สื่อมวลชน และคนทั่วไป

การสอบสวนในรอบแรกเสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเวลาผ่านแปดเดือน ได้ผลลัพธ์และข้อสรุปมาชุดหนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการสอบสวนในรอบสองขึ้นมาในลำดับต่อไป

News of the World ฉบับบอกลาผู้อ่าน (ขอบคุณภาพจาก http://cdn.theguardian.tv/brightcove/poster/2012/1/23/120123NoW_5732998.jpg)

    สำนักข่าวบีบีซีได้สรุปใจความสำคัญของการสอบสวนครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

ลอร์ดเลเวอร์สันมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง?

เขามีข้อเสนอแนะที่ครอบคลุมและซับซ้อนหลายด้าน ในแง่ของการกำกับดูแลสื่อดังนี้:

  • สื่อสิ่งพิมพ์ควรดำเนินการต่อไปโดยมีการกำกับดูแลกันเอง และรัฐบาลไม่ควรมีอำนาจเหนือเนื้อหาที่สื่อตีพิมพ์
  • ควรจะมีหน่วยงานดูแลมาตรฐานสื่อสิ่งพิมพ์แห่งใหม่ขึ้นมา โดยบรรดาสื่อเป็นผู้จัดตั้งขึ้นมาเอง และกำหนดหลักจรรยาบรรณชุดใหม่ของตนเอง
  • หน่วยงานกำกับดูแลดังกล่าวควรจัดตั้งตามกฎหมายเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้มีกลไกกำกับดูแลเพื่อให้สามารถทำงานอย่างเป็นอิสระและอย่างเป็นผล
  • การเป็นหน่วยงานรับข้อร้องเรียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าเมื่อร้องเรียนไปแล้ว จะมีการพิจารณาอย่างจริงจัง และยังป้องกันไม่ให้สื่อถูกแทรกแซงได้

เหตุใดจึงเสนอให้มีโครงสร้างกำกับดูแลสื่อสิ่งพิมพ์แห่งใหม่ขึ้นมา?

ในปัจจุบันมีระบบที่สื่อสิ่งพิมพ์กำกับดูแลตนเองตามความสมัครใจ หรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการรับข้อร้องเรียนด้านสื่อสิ่งพิมพ์” (Press Complaints Commission - PCC) ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าใกล้จะสิ้นอายุขัยแล้ว ตัว PCC เองก็เห็นด้วยว่าอยู่ในจุดที่ต้องเปลี่ยนผ่าน และควรมีโครงสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนในระยะยาว

Lord Hunt ประธานของ PCC คนปัจจุบันต้องการให้มี “หน่วยงานกำกับดูแลอิสระที่เข้มงวดและมีเขี้ยวเล็บอย่างแท้จริง” ท่านได้ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนว่า บรรดาสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีความประสงค์ที่จะให้มี “หน่วยงานใหม่และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” ทั้งนี้โดยมีสัญญาประชาคมที่บังคับใช้ได้ตามกฎหมายระหว่างฝ่ายผู้จัดพิมพ์กับหน่วยงานกำกับดูแลใหม่

แต่อีกด้านหนึ่ง เครือข่ายเสรีภาพในการแสดงความเห็น (Free Speech Network) ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรณาธิการและผู้จัดพิมพ์หลายแห่ง ต่อต้านบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลสื่อ โดยระบุว่าสื่อสิ่งพิมพ์มีหน้าที่เปิดโปงผู้มีอำนาจ หากมีอำนาจรัฐมากดทับอีกทีหนึ่งก็ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้

ในอีกด้านหนึ่งตัวแทนฝ่ายผู้เสียหายจากการดักฟังโทรศัพท์ อย่างเช่นโครงการ Hacked Off campaign บอกว่าที่ผ่านมาการกำกับดูแลด้วยตนเองอย่างสมัครใจของสื่อสิ่งพิมพ์ล้มเหลว และเห็นว่าควรมีการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวนของลอร์ดเลเวอร์สัน

จะมีการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะหรือไม่?

ในฝ่ายรัฐบาลมีความเห็นแตกต่างกัน มีรายงานข่าวว่าในเบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนสัญญาว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ หากไม่ใช่เรื่องที่ฟังดู “บ๊อง ๆ” แต่หลังจากมีการตีพิมพ์รายงานไม่กี่ชั่วโมง นายกฯ คาเมรอนบอกว่า เขาไม่เชื่อว่าการมีกฎหมายเพื่อการกำกับดูแลตนเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในทางตรงข้าม รองนายกฯ นิค เคล็ก (Nick Clegg) กลับบอกว่าเขาสนับสนุนข้อเสนอแนะของลอร์ดเลเวอร์สัน ในขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่างนายเอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ก็กระตุ้นให้รัฐบาลยอมรับปฏิบัติตามข้อเสนอแนะทั้งหมด

มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ตอื่น ๆ หรือไม่?

การสอบสวนครั้งนี้มุ่งเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ โดยไม่ครอบคลุมสื่อทั้งหมดปรกติแล้วการดำเนินงานด้านการสื่อสารจะอยู่ใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน Ofcom ที่จัดตั้งขึ้นตาม Communications Act 2003

ส่วนผู้เผยแพร่ผลงานทางอินเตอร์เน็ตอื่น ๆ อย่างเช่น บล็อกเกอร์และทวิตเตอร์ ไม่ได้อยู่ใต้การกำกับดูแลเช่นนั้น แต่ก็มีกฎหมายทั่วไปที่คุ้มครองดูแลทั้งในแง่กฎหมายหมิ่นประมาทและการละเมิดอำนาจศาล มีบางส่วนรวมทั้งตัวสส.และสว.ที่ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมีการพยายามกำกับดูแลสื่อสิ่งพิมพ์มากขึ้น แต่กลับละเลยกับสื่ออินเตอร์เน็ต ในขณะที่ตัวลอร์ดเลเวอร์สันเห็นว่าสื่ออินเตอร์เน็ตเป็นเหมือน “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” (หมายถึงปัญหาใหญ่ที่ยังถูกละเลยและไม่ได้รับการแก้ไข)

อย่างไรก็ตาม หากผู้พิมพ์เผยแพร่เห็นชอบต่อข้อเสนอแนะของลอร์ดเลเวอร์สัน ก็สามารถรวมตัวกันจัดทำและเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายให้มีหน่วยงานกำกับดูแลได้

ขั้นตอนการสอบสวนเป็นอย่างไร?

ในช่วงเวลาแปดเดือน พยานที่มาให้การต่อคณะผู้สอบสวนมีทั้งผู้เสียหายที่ถูกสื่อละเมิดสิทธิส่วนตัว ผู้สื่อข่าว ผู้บริหาร และเจ้าของหนังสือพิมพ์ ตำรวจ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและนักการเมือง

ทุกคนได้รับหมายเรียกเพื่อมาให้การภายใต้คำสาบานที่ศาลยุติธรรม กรุงลอนดอน ซึ่งตามกฎหมายเป็นหน้าที่ที่จะต้องมาให้การต่อคณะผู้สอบสวน

ในบางกรณี ขั้นตอนการสอบสวนจะข้ามพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการดักฟังโทรศัพท์ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการสอบสวนทางอาญาที่ดำเนินอยู่

จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555 ทางคณะผู้สอบสวนระบุว่า มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้ว 3.9 ล้านปอนด์ (192 ล้านบาท) ทางโฆษกของคณะผู้สอบสวนประมาณว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ 5.6 ล้านปอนด์ (276 ล้านบาท) 

ลอร์ดเลเวอร์สันคือใคร?

Lord Justice (Sir Brian) Leveson สอบผ่านเนติบัณฑิต (barrister) ตั้งแต่ปี 2513 และได้รับสถานะเป็น QC (Queen's Counsel) อีก 16 ปีต่อมา

ท่านเคยเป็นผู้พิพากษาในศาล High Court ในปี 2543 และเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อปี 2549 

ขั้นตอนหลังการสอบสวนครั้งนี้เป็นอย่างไร?

ในกรอบอ้างอิงการทำงานของคณะสอบสวนชุดนี้ระบุว่า จะมีการสอบสวนในขั้นที่สองต่อไป ทั้งนี้เพื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นกับบริษัท News International และหน่วยงานสื่ออื่น ๆ และวิธีการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ

โดยการสอบสวนในขั้นที่สองจะมีขึ้นภายหลังการไต่สวนคดีทางอาญาสิ้นสุดลง

หมายเหตุ ข้อมูลส่วนท้ายบทความเรียบเรียง/แปลจาก http://www.bbc.co.uk/news/uk-15686679

เกี่ยวกับผู้เขียน: พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ เคยทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เด็ก และสิทธิมนุษยชน และเคยเป็นสาราณียกร “ปาจารยสาร” ปัจจุบันทำงานแปลและล่าม และเขียนบทความเผยแพร่ทั่วไป

หมาเฝ้าบ้านควรมีปลอกคอหรือไม่: บทเรียนกรณี News of the World