Skip to main content

แผงขายหนังสือพิมพ์ในฮ่องกง (ขอบคุณภาพจาก http://www.flickr.com/photos/wilson888/5742786083/)

ปีที่ผ่านมา ใช้เกาะฮ่องกงเป็นทางผ่านไปจีนแผ่นดินใหญ่ถึงห้าครั้ง  แต่ครั้งล่าสุดคือเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน สิ่งที่ทำให้สื่อไร้พรมแดนอย่างผู้เขียนรู้สึกผิดแปลกกว่าทุกครั้งมา นั่นคือดินแดนซึ่งเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษหลังพ่ายแพ้ "สงครามฝิ่น" โดยระบอบแมนจูในปี ค.ศ. 1842  แม้อำนาจปกครองเปลี่ยนมือไปสู่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997แล้ว แต่สื่อที่นั่นยังผนึกกำลังเรียกร้องการเปิดกว้างเสรีภาพความคิดเห็น  โดยเฉพาะการไม่อนุญาตให้บรรดาสื่อเข้าไปทำข่าวในชนบททางจีนตอนใต้ที่ยังคุกรุ่นไปด้วยการยืนหยัดต่อสู้ต่อต้านการเวนคืนที่ดินของรัฐเพื่อเอื้อผลประโยชน์นายทุนและการตั้งโรงงานที่เกิดผลมลภาวะหรือกระทบต่อนิเวศวิทยาธุรกิจ  

ที่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนสื่ิอ คือการตัดสัญญาณคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ ตลอดจนการปิดเว็บไซด์ข่าวของสื่อฮ่องกงแขนงต่างๆเพื่อไม่ให้คนจีนแผ่นดินใหญ่ได้รับรู้  หรือทุกคราวที่มีผู้นำจีนเยือนฮ่องกง สื่อฮ่องกงท้องถิ่นแท้ๆได้รับการปฏิบัติเยี่ยง 'ลูกเมียน้อย' ไม่สามารถทำข่าวใกล้ชิดเข้าใกล้เหมือนกับสื่อทางการของปักกิ่งที่มีอภิสิทธิ์เหนือพวกเขา  รสชาติเหล่านี้ ล้วนแล้วไม่ใช่วานวันที่สื่อฮ่องกงเคยชินมาเมื่อครั้งอังกฤษปกครอง

"50 ปีไม่เปลี่ยน" หรือภายในครึ่งศตวรรษนี้ยังคงไว้ซึ่ง '1 ประเทศ 2 ระบบ'  ข้อความนี้เขียนอยู่ในแถลงการณ์ร่วมจีน-อังกฤษที่ทำไว้เมื่อ ค.ศ.1984   แม้แต่ 'กฎหมายพื้นฐานฮ่องกง' ยังระบุชัดว่าฮ่องกงจะไม่ดำเนินการปกครองลัทธิสังคมนิยม แม้ว่าอยู่ภายใต้ร่มเงาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ยังคงให้ชาวฮ่องกงดำรงชีวิตแบบทุนนิยมต่อไป  ยกเว้นแต่การทหารและการทูตเท่านั้นที่บังคับบัญชาโดยตรงจากทางปักกิ่ง  หน้าที่อย่างอื่นมอบสิทธิให้คณะบริหารฮ่องกงมีสิทธิตัดสินใจ  สามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมนานาชาติหรือกีฬาสากลในนาม 'ฮ่องกง' ซึ่งแยกส่วนกับผู้แทน "สาธารณรัฐประชาชนจีน"  อาจเป็นเพราะชาวฮ่องกงจำนวนหนึ่งยังระแวงจีนคอมมิวนิสต์ซึ่งหลายครั้งพูดอย่างทำอย่าง  คำเรียกร้องเตือนปักกิ่งที่ว่า "ชาวฮ่องกงปกครองฮ่องกง" จึงคงเห็นอยู่ตามท้องถนนบนเกาะฮ่องกงอยู่ทุกวันนี้

เฉิงหลง, หลิวเต๋อหัว, โจวชิงฉือ, เหลียงเฉาเหว่ย และศิลปินนักร้องนักแสดงที่โด่งดังอีกหลายคน ยังเป็น "แบรนด์เนม" แห่งอุตสาหกรรมบันเทิงของฮ่องกง  อาจย้อนไป 40-50 ปีที่แล้วครั้งยุคเรืองโรจน์ของ "ชอร์บราเดอร์"  นอกจากฉายา 'ไข่มุกตะวันออก" แล้ว ฮ่องกงยังมีฉายา "ฮอลลีวูดเอเชีย” อย่างสมภาคภูมิ ซึ่งปัจจุบันตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ได้ถูก 'บอลลีวูด' แดนภารตะแย่งแชมป์ไปเด็ดขาดแล้ว!

ก่อนที่ฮ่องกงคืนสู่จีน คนบันเทิงฮ่องกงเคยป่าวร้องบนหน้าจอทีวีหลายครั้ง ว่า “ฮ่องกง 50 ปีไม่เปลี่ยนแปลง เคยเล่นหนังแนวไหนก็แนวนั้น  เคยร้องเพลงแนวไหนก็แนวนั้น"  เนื่องจากตลาดขยายเข้าไปจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นเนื้อหาภาพยนตร์ต้องหลีกเลี่ยงการเสียดสีพรรคคอมมิวนิสต์  หลายเรื่องจึงออกมาในแนวบู๊หรือสงครามต่อต้านญี่ปุ่น  สร้างความสะใจถูกใจให้กับผู้นำจีน  มีผลต่อการสร้างกระแสฮึกเหิม ก่อม็อบต่อต้านญี่ปุ่นอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ อันเนื่องจากข้อพิพาทดินแดนหมู่เกาะเตี้ยวหวี (ญี่ปุ่น เรียก'เซงคาขุ')นั่นเอง                      

ขอบคุณภาพจาก http://www.thedailybeast.com/articles/2011/07/20/rupert-murdoch-scandal-chinese-media-criticize-western-press-freedom.html

สื่อสิ่งพิมพ์รายวันซึ่งตอนนั้นเคยมีเกือบ 30 ฉบับ ตอนนี้อยู่รอดมีไม่ถึงสิบ  สิ่งพิมพ์อื่นที่ยังยืนหยัด  ยังไม่ล้มหายตายหายไปจากแผงหนังสือ คือ ม้าแข่ง, หนังสือโป๊ หรือ นิตยสารรักร่วมเพศ  นับเป็นอนาคตที่ไม่สดใสสำหรับคนข่าวฮ่องกงที่เป็นประจักษ์พยานการเปลี่ยนถ่ายอำนาจเมื่อ 15 ปีที่แล้ว  โดยเฉพาะสื่อทีวีหลายช่องมี 'ภาคบังคับ' ต้องเผยแพร่ข่าวจาก CCTV โทรทัศน์ทางการปักกิ่งที่ิออกอากาศเป็นภาษาจีนกลางเท่านั้น  ซึ่งชาวฮ่องกงส่วนใหญ่พูดไม่ได้ฟังไม่ออก  เพราะภาษาประจำวันคือภาษากวางตุ้งเท่านั้น  ผลสำรวจที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งปีที่แล้ว  พบว่าเกือบ 80% ของชาวฮ่องกงมีความภูมิใน 'ความเป็นฮ่องกง' มากกว่า 'จีนนิยม'    นอกจากนี้ แทบทุกคนยังชินต่อการเขียนอักษรจีนตัวเต็มที่รับรองโดยจีนโพ้นทะเลส่วนใหญ่  เท่ากับปฏิเสธตัวอักษรจีนย่อซึ่งจีนแผ่นดินใหญ่และเอกสารองค์การสหประชาชาติใช้กัน   

สิ่งที่ขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรง คือเพื่อที่ 'ปลูกฝังความภาคภูมิใจในชาติ (จีนแผ่นดินใหญ่) ทางการฮ่องกงมีความพยายามจะเปลี่ยนแปลงตำรา บรรจุคำว่า "เมื่อเห็นธงชาติจีนแล้วน้ำตาไหล" และบางส่วนที่สดุดีพรรคคอมมิวนิสต์ลงไปหนังสือเรียน  ซึ่งสื่อฮ่องกงโจมตีว่าเป็น "ล้างสมอง" ชนรุ่นหลัง  จนมีการเดินขบวนประท้วงถึงขั้นอดอาหารไปทั่วเกาะ  ในที่สุดผู้บริหารฮ่องกงต้องระงับโครงการ เพื่อไม่ให้เสียคะแนนนิยม

เซินเจิ้น- มหานครทันสมัยที่แต่เดิมเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่เมื่อ 40 ปีแล้วเติ้งเสี่ยวผิงบรรจงเนรมิตรให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่อง  แม้จะติดกับฮ่องกง  แต่โรงแรมทุกแห่งที่นั่น โซเซียลมีเดียยอดนิยมอย่างเฟสบุ๊คก็โดนปิดกั้นและไม่สามารถดูเว็บข่าวฮ่องกงทางอินเตอร์เน็ตได้  ขณะที่สื่อจีนทางการยังคงมีอคติกับเหล่าเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ  ทุกวันนี้ยังคนเลี่ยงที่จะเสนอข่าวของ 'สตรีเหล็กพม่า' อ่องซานซูจีที่เคยแสดงออกเห็นใจนักโทษการเมืองในจีน  สื่อทีวีจีนยังเรียกเธอ 'ผู้หญิงคนนั้น'อย่างเคย  ยิ่งแปลกไปกว่านี้ นักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็น 'เมืองแม่' เมื่อผ่านด่านเซินเจิ้นเข้าไป ‘เมืองลูก’ ฮ่องกง ต้องเสียเงินทำบัตรอนุญาตข้ามแดน  วัตถุประสงค์ของนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่คือไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์และชอปปิ้ง  แต่ระยะเวลาพำนักในฮ่องกงไม่เกินหนึ่งสัปดาห์  ซึ่งการเดินทางข้ามไปมาเก๊าซึ่งป็นเขตบริหารพิเศษของจีนอีกแห่งหนึ่งก็ลักษณะเช่นเดียวกัน  สะท้อนถึง '1 ประเทศ 2 ระบบ' ที่พิสดารและไม่เป็นธรรม

 

ร้านหนังสือในฮ่องกง เต็มไปด้วยวิจารณ์การเมืองจีนและเรื่องอื้อฉาวผู้นำ (ภาพ:สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

สื่อฮ่องกงสายหลักเป็นปฏิปักษ์กับจีนคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่อง  หลังเปลี่ยนอำนาจปกครอง สื่อบางแห่งถึงกับลงทุนปิดตัวเอง แล้วโยกถิ่นฐานไปเปิดหนังสือพิมพ์ที่อเมริกา, แคนาดา, ยุโรป และออสเตรเลีย เพื่อเสริมทัพและความเข้มข้นของเนื้อข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ภาษาจีนโพ้นทะเลที่มีอยู่ก่อน  โดยยังคงรูปแบบวิถีชีวิตฮ่องกงเมื่อวันวาน  สื่อพิมพ์รายวันบนเกาะฮ่องกงทุกวันนี้อยู่ภายใต้ความอึมครึมทางการเมืองและเศรษฐกิจ  รายได้โฆษณาตกฮวบอย่างน่าใจหาย  ทั้งนี้ มาจากอิทธิพลสื่อไร้พรมแดนที่แรงไม่หยุด  และผู้บริโภคข่าวบางส่วนลดรายจ่าย เปลี่ยนมารับบริการจาก 'หนังสือพิมพ์ฟรี' 5-6 ฉบับที่แจกตามย่านธุรกิจ ทางเข้ารถไฟใต้ดินและท่าเรือข้ามฟาก ซึ่งได้รับการต้อนรับด้วยดี  นอกจากนี้ แม้หนังสือพิมพ์กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่าง 'เหรินหมินรื่อเป้า' (ประชาชนรายวัน)วางแผงกันให้เห็น แต่ไม่ได้รับความสนใจแต่น้อย

หลังฮ่องกง 'คืนสู่เหย้า'  ได้มีนายทุนสื่อฮ่องกงผุดไอเดียที่อยากออกหนังสือพิมพ์ภาษาจีนฉบับใหม่ในไทย มาดูตลาดแล้วมองหาผู้ร่วมทุนในกรุงเทพฯ ทั้งๆที่ทุกวันนี้ประเทศไทยมี หนังสือพิมพ์จีนรายวันมากถึง 6 ฉบับอยู่แล้ว มีจำนวนมากกว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่มีอยู่แค่ 2 ฉบับด้วยซ้ำ  แต่แล้วความคิดนี้ต้องล้มเลิกไป  เพราะไปรู้ความจริงว่าหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในไทย แม้แต่ละฉบับมีอายุ 40-60 ปีก็ตาม แต่ขาดแคลนบุคคลากรกองบรรณาธิการอย่างหนัก  อาแปะที่เกิดในไทยนั่งแปลข่าวหลายคนอายุรุ่นปู่รุ่นทวดมากกว่า 70  ส่วนคนหนุ่มในกองบรรณาธิการนั้น หากไม่ใช่คนที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็เป็น 'จีนฮ่อ' ที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทย-พม่า ที่เข้าใจภาษาไทยแบบงูงูปลาปลา

หนังสือขายดี 'เวินเจียเป่า--พระเอกตุ๊กตาทอง' (ขอบคุณภาพ: Kin Cheung/AP)

ดูเหมือนว่าสื่อฮ่องกงไม่ยอมรับชนชั้นปกครองปักกิ่ง การขัดแย้งความคิดทางการเมืองแฝงในจิตใจนับวันเด่นชัดมากขึ้นสำนักพิมพ์หลายแห่งพร้อมใจร้องเพลง 'ช่างมัน ฉันไม่แคร์'  หลายปีผ่านมา หนังสือที่วางขายในร้านหนังสือชั้นนำหรือแม้แต่ริมถนนทั่วไป เต็มไปด้วยแนวการเมืองที่จงใจขุดคุ้ยคลังทรัพย์สินมหาศาลของครอบครัวผู้นำ  เรื่องชู้สาวหรือเรื่องอื้อฉาวอื่นๆ 'หนังสือต้องห้ามบนดิน' ที่ขายดิบขายดีเล่มหนึ่ง ชื่อว่า 'เวินเจียเป่า--พระเอกตุ๊กตาทอง'  เพราะนายกรัฐบาลจีนขวัญใจคนนี้ ทุกคราวพบปะชาวชนบท เห็นความทุกข์ยากแล้วมักน้ำตาตก เล่นได้ทุกบทบาท  ในระยะหลังประเภทหนังสือที่หนอนหนังสือสนใจมากที่สุด กลับกลายเป็นประเภทอัลบั้มภาพเก่าหรือตำนานเกี่ยวกับฮ่องกง

ข่าวฮือฮา "ช็อคโลก" เ กิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว  โดย "เอเซียทีวี" (ATV)ของฮ่องกงที่ไม่กินเส้นกับทางการฮ่องกงมาตลอด ได้เสนอ 'ข่าวเดี่ยว'ที่อ้างว่าได้จาก 'แหล่งข่าวระดับสูงปักกิ่ง' ว่า 'เจียงเจ๋อหมินตายแล้ว!'  ซึ่ง 'ซังเคชิมบุน' สื่อยักษ์ใหญ่อันดับห้าของญี่ปุ่นก็ได้กระจายข่าวนี้วันรุ่งขึ้น  จากนั้นอีกหลายเดือน        อดีตผู้นำสูงสุดเจียงเจ๋อหมิน ตัวจริงสียงจริงปรากฏตัวต่อที่สาธารณะ ATV จึงถูกโจมตีจากวงการเดียวกันว่าสร้างข่าวเท็จ  เป็นเหตุให้นักข่าว และผู้บริหารระดับสูงหลายคนต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก  มิเพียงเท่านี้  สองสามเดือนที่ผ่านแล้ว เนื่องจากสีจิ้นผิง ผู้ซึ่งครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดประเทศ   คนล่าสุดไม่ได้ปรากฏตัวนานเกือบสองอาทิตย์หรือยกเลิกกำหนดการพบปะกับผู้นำต่างชาติที่มาเยือน     สื่อฮ่องกงหลายแห่งสันนิษฐานว่าสีจิ้นผิง 'อาการโคม่าใกล้ตาย' แต่จริงแล้วคือเขาเพียงแค่ปวดหลังเนื่องจากเล่นกีฬามากไป และแพทย์สั่งให้พักผ่อนระยะหนึ่ง  ถึงกระนั้นก็ตาม กองงานโฆษกปักกิ่งไม่เร่งตอบโต้เหมือนบางประเทศในอาเซียนที่ออกแถลงการณ์โต้ตอบทันควัน  แต่ปล่อยให้สื่อที่ปล่อยไก่แล้วหน้าแตกเอง

อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงก็คงเป็นสวรรค์แห่งการแสดงออกทางการเมืองจริงๆ  บริเวณทางเข้าสตาร์เฟอรรี่ฝั่งเกาลูน  ซ้ายมือเป็นป้ายจัดทำโดย 'สมาคมห่วงใยเยาวชนฮ่องกง'  เรียกร้อง 'ต่อต้านลัทธิฝ่าหลุนกง ร่วมสร้างฮ่องกงที่ปรองดอง'  ห่างกันไม่ถึง 2 เมตรเป็นป้ายพื้นฟ้าตัวขาวของฝ่ายที่สนับสนุนฝ่าหลุนกงเขียนว่า 'จีนคอมมิวนิสต์จะล่มพัง อย่าร่วมฝังเป็นเพื่อนกับมัน"  นอกจากนี้ บนสะพานลอยคนเดินที่เชื่อมกับไปอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นภาพที่ผู้ด้อยโอกาสสูงอายุ ห้อยแผ่นป้ายติดกับคอ ซึ่งมีข้อความตัวอักษรโจมตีผู้บริหารฮ่องกง และ สส.ที่มีเรื่องอื้อฉาว แต่ตำรวจที่นั่นไม่มีการจับกุมใดๆ เพราะถือว่าเป็นการชุมนุมหรือการแสดงออกโดยสงบ นับเป็นอานิสงค์จากสัญญา '1 ประเทศ 2 ระบบ' ภาคพิสดารอีกชิ้นหนึ่ง

ต่างกับบ้านเรา ที่ทางสันติบาลไทยต้องเอาใจสถานทูตจีนที่กลัว 'ฝ่าหลุนกง' จนขึ้นสมอง และขึ้นบัญชีดำร่วมกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชไต้หวัน, ธิเบต และซินเจียง ซึ่งปักกิ่งตีตราเป็น 'สี่ภัย' เรียกร้องให้ทางการไทยสอดส่องการเคลื่อนไหวหรือจับกุมทุกคราวที่มีผู้นำของจีนมาเยือน

ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง  ตำรวจสันติบาลไทยเข้าใจผิด จับกุมผู้ต้องสงสัยประมาณ 20 คนบริเวณสี่แยกคอกวัว ที่สวมเสื้อมีโลโก้คล้าย 'ธรรมจักร' ที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่าหลุนกง ขณะที่ปะปนอยู่กับฝูงชนรอต้อนรับเจียงเจ๋อหมินที่มาเยือนในฐานะราชอาคันตุกะ ซึ่งแท้จริงพวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ซ่อมไฟฟ้าและโทรศัพท์ของเอกชนในบริเวณนั้น

 

ป้ายต่อต้าน(ซ้าย)ฝ่าหลุนกงและโจมตี(ขวา)จีนคอมมิวนิสต์ที่ติดห่างกันไม่ถึง2เมตร (ภาพ:สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

'ฝ่าหลุนกง' ที่นายหลี่หงจื้อก่อตั้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เดิมเป็นสำนักฝึกพลังลมปราณ (ชี่กง) โดยได้นำเอาท่ามวยไท้เก๊กผสมท่ามวยสำนักต่างๆ ท่ารำไทยผสานกันเป็นท่าเฉพาะของการฝึก "พลังศักยภาพ" นำเอาคำศัพท์ของศาสนาพุทธ เต๋า และคริสต์ ผสมกันจนเกิดเป็นคำศัพท์เฉพาะ สร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงเป็นจำนวนมากจนมีสมาชิกล้มหลามมากกว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายหลี่หงจือได้ใช้ผู้ที่ฝึกเป็นเครื่องประท้วงรัฐบาลจีน  ในที่สุด ทางการปักกิ่งจึงทำการปราบปรามเพื่อไม่ให้ 'ทาบรัศมี' หรือเป็นภัยต่อการปกครอง

เมื่อ ค.ศ. 1993  หลี่หงจื้อ เจ้าลัทธิฝาหลุนกงถูกเชื้อเชิญมา 'เผยแผ่' เป็นทางการครั้งแรกในไทย ณ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดน  โดยบริษัทธุรกิจข้ามชาติที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของไทย  เขาเข้าออกไทยหลายสิบครั้ง เนื่องจากมารดา น้องสาวและน้องเขยอาศัยและประกอบธุรกิจในไทย  ก่อนเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1999 ที่ยังไม่ถูกประกาศเป็นองค์การนอกกฎหมาย  จำนวนผู้ฝึกฝ่าหลุนกงในไทยเคยมากถึงสองพัน   แกนนำไทยในขณะนั้น มีตั้งแต่เอกอัครราชทูต, รองปลัดกระทรวง  นายแพทย์, นักธุรกิจเดินเรือสมุทรและธุรกิจน้ำมัน, อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้บริหารสื่อ เป็นต้น

เกี่ยวกับผู้เขียน:  สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวต่างประเทศมานานกว่าสามทศวรรษ ปัจจุบันทำงานอิสระ

สื่อฮ่องกงกับเสรีภาพทางความคิดที่ไม่ยอมเปี๊ยนไป๋