Skip to main content

ขอบคุณภาพจาก http://newsimg.bbc.co.uk/

ลอนดอน—การจัดการที่ผิดพลาดเกี่ยวกับรายงานข่าวว่าบุคคลระดับสูงในอังกฤษละเมิดทางเพศต่อเด็ก ส่งผลให้สำนักข่าวใหญ่สุดและมีชื่อเสียงมากสุดของโลกตกอยู่ในวิกฤตที่รุนแรง

คงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าบีบีซีมีอิทธิพลต่อสังคมอังกฤษมากเพียงใด รวมทั้งอิทธิพลที่มีต่อจักรวรรดิอังกฤษเดิมและดินแดนอื่น ๆ หลายปีที่ผ่านมาบีบีซีอยู่เบื้องหลังหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์สื่อสารมวลชนของอังกฤษ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงระดับชาติ คลื่นวิทยุของบีบีซีพาให้คนทั้งโลกได้ฟังเสียงระฆังบิ๊กเบน ทำให้เราได้ยินคำประกาศระหว่างสงครามของวินสตัน เชอร์ชิล ได้ยินเสียงเพลงของ          เดอะบีทเทิลส์ และส่งออกวัฒนธรรมอังกฤษไปทั่วโลก

แต่เมื่อวันอาทิตย์ประธานคณะกรรมการบริหารของบีบีซีเรียกร้องให้ยกเครื่องสำนักข่าวแห่งนี้ ซึ่งคงมีนัยสำคัญหลายประการสำหรับหน่วยงานที่เจริญรุดหน้า และที่ผ่านมาเน้นย้ำพันธกิจของตนที่มีต่อสาธารณะ จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราคงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าบีบีซีคืออะไร และวิกฤตที่เผชิญหน้าอยู่มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด

เกิดอะไรขึ้น

เมื่อเดือนที่แล้ว มีเสียงวิจารณ์อื้ออึงหลังจากรายการข่าว “Newsnight” ของบีบีซีทำท่าจะยุติการทำข่าวเจาะลึกกรณีละเมิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาคือนายจิมมี เซวิลล์ (Jimmy Savile) พิธีกรทีวีที่มีชื่อเสียงของบีบีซีและเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว ตำรวจบอกว่านับแต่เริ่มสอบสวน พวกเขาได้รับคำร้องเรียนจากผู้เป็นเหยื่อประมาณ 300 คนที่กล่าวหานายเซวิลล์ พิธีกรผมสีดอกเลาที่มักสวมชุดวอร์มและทีมงานของเขา และการละเมิดในบางกรณีอาจเกิดขึ้นที่สำนักงานของบีบีซีเองด้วย คำถามที่เกิดขึ้นก็คือการที่รายการข่าว “Newsnight” ตัดสินใจยกเลิกการเสนอข่าวสอบสวนเรื่องนี้ เป็นความจงใจที่จะปกปิดข่าวอื้อฉาว หรืออันที่จริงตัวผู้บริหารของบีบีซีได้ทราบข่าวนี้มาก่อนหน้าแล้ว แต่เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อนายเซวิลล์ และไม่ดำเนินการใด ๆ กับเขาในช่วงที่เขายังคงเป็นพิธีกรรายการ "Top of the Pops"

ในท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของสาธารณะ นายจอร์จ เอนวิสเซิล (George Entwistle) ผู้อำนวยการบริหารของบีบีซีประกาศให้มีการสอบสวนภายในว่าเหตุใดรายการข่าว “Newsnight” จึงยุติการเสนอข่าวสอบสวนในเรื่องนี้ รวมทั้งตรวจสอบในแง่ “วัฒนธรรมและการปฏิบัติของบีบีซี” ในช่วงที่นายเซวิลล์ยังคงทำงานอยู่ที่นี่  

ขอบคุณภาพจาก http://news.bbcimg.co.uk/media/images/64084000/jpg/_64084063_newsnight.jpg

แต่ในเวลาต่อมา รายการข่าว “Newsnight” กลับกล่าวหาผิด ๆ ว่านักการเมืองอังกฤษคนหนึ่งละเมิดทางเพศ โดยออกอากาศรายการนี้เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ในรายงานข่าว บีบีซีไม่ได้ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง แต่ก็ทำให้เกิดกระแสข่าวลือทางอินเตอร์เน็ตว่าน่าจะเป็นนายอลิสตาร์ แม็คอัลไพน์ (Alistair McAlpine) สมาชิกพรรคคอนเซอร์เวตีฟ

ในวันศุกร์ แม็คอัลไพน์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น และไม่นานหลังจากนั้นเหยื่อการละเมิดซึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการข่าว “Newsnight” ออกมายอมรับว่าเขาระบุชื่อผู้กระทำผิดตัว

บีบีซีขอโทษสำหรับรายการที่ออกอากาศไป โดยนายเอนวิสเซิลระบุว่าเขาไม่ทราบเนื้อหารายการก่อนจะออกอากาศ แต่การแสดงจุดยืนเช่นนั้นไม่ทำให้บรรดานักการเมืองและผู้จับตามองสื่อเชื่อใจ พวกเขาพากันประหลาดใจว่าเหตุใดผู้อำนวยการบริหารจึงไม่รู้เรื่องนี้หรือช่างเป็นคนไม่มีความสามารถจริงๆ เสียงวิจารณ์ดังต่อไปอย่างกึกก้องจนเป็นเหตุให้นายเอนวิสเซิลตัดสินใจลาออกเมื่อวันเสาร์      หนึ่งวันต่อมานายคริส แพทเทน (Chris Patten) ประธานคณะกรรมการบริหารของบีบีซีเรียกร้องให้มี “การยกเครื่องทั้งโครงสร้างอย่างถอนรากถอนโคน” สำหรับสำนักข่าวรายนี้

พัฒนาการของบีบีซี

ผู้สังเกตการณ์บางส่วนระบุว่า ขนาดที่ใหญ่โตและการเติบโตอย่างรวดเร็วของบีบีซีเป็นผลมาจากโครงสร้างกระจายอำนาจโดยไม่มีการแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจน เปิดพื้นที่ให้มีการทำข่าวด้วยมาตรฐานต่ำ แม้ว่าในปัจจุบันบีบีซีจะเป็นแบรนด์ระดับโลก แต่ตอนเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2465 บีบีซีก็เป็นเพียงองค์กรที่เรียบง่าย มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูล ให้ความรู้และความบันเทิง

บีบีซีมีบทบาทสำคัญในชีวิตสาธารณะในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองลุกลาม มีการออกอากาศสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงของนายเชอร์ชิล และต่อมามีการออกอากาศไปต่างประเทศเป็นภาษาต่าง ๆ รายการวิทยุ       บีบีซีกลายเป็นช่องทางนำเสนอข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นช่องทางการสั่งการของนายอดอล์ฟ      ฮิตเลอร์  (Adolf Hitler) ผู้นำนาซีเองด้วย ทั้งนี้ตามข้อมูลของบีบีซีเอง

โทรทัศน์เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในสำนักข่าวนี้ยุคหลังสงคราม และบรรลุหมุดหมายสำคัญเมื่อมีจำนวนผู้ชมถึง 20 ล้านคนในช่วงพิธีพระบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษในปี 2497      บีบีซีเริ่มขยายผลิตภัณฑ์ เริ่มรายการข่าวเจาะลึกอย่าง "Panorama" ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมแม้ในปัจจุบัน โดยถือเป็นรายการข่าวสีสันรายการแรกของอังกฤษ

รากฐานด้านข่าวที่เข้มแข็งของสำนักข่าวใหญ่แห่งนี้เป็นที่ปรากฏชัดเจนในช่วงทศวรรษ 1980 ทั้งการรายงานข่าวสงครามที่หมู่เกาะโฟล์คแลนด์ คอนเสริตไลฟ์เอด และพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลกับไดอาน่า ซึ่งมีผู้ชมทีวีมากสุดเป็นประวัติการณ์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บีบีซีได้ขยายการออกอากาศทาง   ดิจิตัลและทางอินเตอร์เน็ตมากมาย 

ใหญ่แค่ไหน?

ในปัจจุบัน ตามข้อมูลของหน่วยงาน บีบีซีเข้าถึงผู้ชมและผู้ฟังกว่า 166 ล้านคนทั่วโลกผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ดาวเทียมดิจิตัล และเคเบิลทีวี

บีบีซีมีโทรทัศน์ระดับชาติ 10 ช่อง ไม่รวมโทรทัศน์ระดับภูมิภาคในอังกฤษเองอีก มีวิทยุระดับชาติ 10 ช่อง วิทยุระดับท้องถิ่น 40 ช่อง และมีเว็บไซต์ที่มีจำนวนการเข้าชมโดยเฉลี่ย 3,600 ล้านครั้งต่อเดือน

รายการ BBC World Service ออกอากาศไปทั่วโลกผ่านวิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต นำเสนอข่าวสารและข้อมูลในเกือบ 30 ภาษา ในช่วงเวลาเดียวกัน สื่อแห่งนี้ยังผลิตรายการโทรทัศน์ฮิตรวมทั้งหนังซีรี่ส์เกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์อย่าง "Doctor Who" และ "EastEnders" ที่ออกอากาศต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน  รายการในส่วนที่ได้รับประโยชน์ทางการค้าอย่าง BBC World News ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงในกว่า 200 ประเทศและดินแดน

ดำเนินการอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเท่าไร?

กิจการของบีบีซีในอังกฤษส่วนใหญ่ได้รับทุนสนับสนุนจากเงินภาษีที่ครัวเรือนจ่าย จากการชมรายการผ่านโทรทัศน์ หรือผ่านคอมพิวเตอร์ หรือผ่านอุปกรณ์อื่น ๆ ส่วนผลกำไรจากรายการในเชิงพาณิชย์ อย่างเช่น BBC

อย่างไรก็ตาม สื่อที่เป็นคู่แข่งได้ร้องเรียนมาตลอดว่า บีบีซีใช้เงินของประชาชนเพื่ออุดหนุนรายการประเภทที่มีสปอนเซอร์อยู่แล้ว มีการทอดทิ้งรายการที่รับใช้สาธารณะโดยมุ่งแสวงหาจำนวนผู้ชมให้มากที่สุด

จากแรงกดดันของนักวิจารณ์ที่มีต่อการใช้งบประมาณมากถึง 3,500 ล้านปอนด์ (171,000 ล้านบาท) ในยุคที่ต้องรัดเข็มขัด เป็นเหตุให้ในหลายปีที่ผ่านมา บีบีซีต้องปรับลดตำแหน่งงานหลายครั้ง ลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนายมาร์ค ทอมสัน (Mark Thompson) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริหารของบีบีซีก่อนนายเอนวิสเซิล ในวันจันทร์นี้ นายทอมสันจะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของบริษัท The New York Times แต่ยังคงต้องเผชิญคำถามว่าเหตุใดบีบีซีจึงตัดสินใจยุติการสอบสวนกรณีนายเซวิลล์ในรายการข่าว “Newsnight” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอยู่  

ปัญหาท้าทายที่ผ่านมาของบีบีซี

หลายครั้งที่ผ่านมา บีบีซีต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลเพื่อย้ำจุดยืนความเป็นอิสระของการรายงานข่าว  การเผชิญหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงการนัดหยุดงานประท้วงเมื่อปี 2469 ช่วงที่นายเชอร์ชิลไม่ประสบความสำเร็จในการล็อบบี้ให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาควบคุมสั่งการคลื่นวิทยุ และการนัดหยุดงานของพนักงานบีบีซีเป็นเหตุให้ช่องทางสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับสาธารณะมีอยู่จำกัด 

ต่อมาบีบีซีต้องเผชิญแรงกดดันให้สนับสนุนการทำสงครามที่หมู่เกาะโฟล์คแลนด์ในปี 2525 เนื่องจาก     บีบีซีตั้งข้อสงสัยต่อข้อมูลจากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ ทำให้รัฐบาลนางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์โกรธเคือง   ผู้อำนวยการบริหารของบีบีซีในขณะนั้นยืนยันว่า พวกเขาจำเป็นต้อง “ปกป้องเกียรติยศของตนเองในการสื่อข้อมูลที่เป็นจริง”

ในปี 2546 ผู้สื่อข่าวบีบีซีเสนอข่าวในทำนองว่านายโทนี แบลร์ (Tony Blair) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ข้อมูลเท็จเพื่อชี้นำรัฐสภาให้เชื่อว่าอิรักมีอาวุธที่มีพลานุภาพทำลายล้างสูง รัฐบาลเรียกร้องให้บีบีซีขอโทษ แต่บีบีซีไม่ปฏิบัติตาม ต่อมามีการระบุชื่อว่านายเดวิด เคลลี (David Kelly) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเป็นแหล่งข่าวให้ ทำให้เขาต้องอธิบายต่อสื่อหลายครั้ง และต่อมาได้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ผลการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนายเคลลีระบุว่า ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เสนอ “ข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริง” และระบุว่าขั้นตอนการบรรณาธิการข่าวของบีบีซีเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ผลการสอบสวนยังเป็นเหตุให้นายเกวิน เดวีส์ (Gavyn Davies) ประธานคณะกรรมการบริหาร และนายเกรก ไดค์ (Greg Dyke)        ผู้อำนวยการบริหารในขณะนั้นต้องลาออก และเป็นเหตุให้นายทอมสันดำรงตำแหน่งต่อมา

จะเกิดอะไรขึ้นอีก?

ตามธรรมนูญของสื่อแห่งนี้ระบุว่า “ความไว้วางใจเป็นรากฐานของบีบีซี เรามีความเป็นอิสระ ไม่ลำเอียง และซื่อตรง” แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความไว้วางใจของสาธารณะที่มีต่อบีบีซีลดลงตลอดมา      ทั้งนี้ตามการสำรวจความเห็นประชาชน เหตุการณ์อื้อฉาวล่าสุดคงไม่มีส่วนช่วยฟื้นฟูความมั่นใจ

นายเอนวิสเซิลอาจลาออกไปแล้ว  แต่ผู้สังเกตการณ์ระบุว่าควรจะมีการสอบสวนคณะกรรมการบริหาร (BBCTrust) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลให้บีบีซีปฏิบัติตามคำมั่นที่มีต่อสาธารณะด้วย  คาดว่าในวันจันทร์               นายแพทเทนจะต้องประกาศแผนการว่าจะจัดการกับเหตุการณ์ภายหลังอย่างไร  และหลายคนเชื่อว่าต้องมีเจ้าหน้าที่บีบีซีลาออกมากกว่านี้เมื่อเหตุการณ์บานปลายมากขึ้น

นายเควิน มาร์ช (Kevin Marsh) อดีตบรรณาธิการอาวุโสของบีบีซีกล่าวว่า ทางหน่วยงานต้องอธิบายเกี่ยวกับตนเองได้ดีกว่านี้ และยอมรับความผิดพลาด แม้ว่าสุดท้าย บีบีซีอาจจะไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ แต่บีบีซีคงต้อง “เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ” สภาพการณ์ใหม่ ๆ ที่สาธารณะให้ความไว้วางใจน้อยลง เขากล่าวเสริม

นายทิม เดวีส์ (Tim Davies) อดีตผู้บริหารบริษัท PepsiCo ซึ่งมาจากสายการตลาดและไม่มีประสบการณ์เป็นผู้สื่อข่าวมาก่อน ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรักษาการผู้อำนวยการบริหาร แม้ว่าคนในองค์กรอาจมองเขาด้วยความสงสัย แต่การที่ “เขาไม่ใช่ลูกหม้อของบีบีซี และพูดกันตามตรงในช่วงเวลาเช่นนี้ เขาอาจเป็นประโยชน์ที่ดีกับบีบีซีเองก็ได้” นายมาร์ชกล่าว

 

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ แปลจาก BBC under pressure to restore trust after scandal http://www.denverpost.com/breakingnews/ci_21976408/bbc-under-pressure-restore-trust-after-scandal

ตีพิมพ์:   11/11/2012 12:54:55 PM MST

แก้ไข:   11/11/2012 02:12:35 PM MST

 

บีบีซี กับอดีตและความอื้อฉาวที่ท้าทายอนาคต