Skip to main content

ปีหนึ่งๆผู้เขียนเลือกที่จะตะลอนตะลอนไปแวะเวียนประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนซึ่งติดกับประเทศไทย เพราะนั่งรถข้ามเรือข้ามเขตได้ ไม่ต้องเสียค่าวีซ่า ค่าใช้จ่ายก็ประหยัดกว่า ซึ่งน้อยนักคนไทยคิดอยากไป เพราะไม่ใช่สถานที่ "ช็อปแหลก" อย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง โดยเฉพาะเวียดนามที่ยังมีร่องรอยคราบเลือดจาก'สงครามกู้ชาติ'ที่มีชัยเหนือฝรั่งเศสและอเมริกาอยู่ อย่างน้อยปีหนึ่งต้องไปสองครั้ง

แทบไม่เชื่อสายตาว่าด้วยความขยันอดทนของลูกหลาน"บั้กโห่"(ลุงโฮ) จากที่เคยเป็นสลัม เต็มไปด้วยอาชญากรรมทุกรูปแบบในชานเมืองตอนใต้ของนครไซ่ง่อนหรือที่เรียกว่า "เขต7 โฮจิมินห์" บัดนี้ได้ถูกเนรมิตเป็น "LAเวียดนาม" ไปกว่า 80% อันเต็มไปด้วยอาคารชุดหรูหรา ช็อปปิ้งมอลล์ผุดขึ้นดังดอกเห็ด ซ้ำตั้งชื่อเมืองใหม่นี้อย่างเก๋อีกด้วยคือPHU MY HUNG (ฝูหมีฮึง) ที่แปลว่า'รวย-สวย-เฮง'

บริเวณรอบๆมีทะเลสาบ รวมถึงโรงเรียนนานาชาติจากอเมริกาออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวันประมาณ 10 แห่ง เจ้าของที่พักส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเวียดนามอพยพหนีไปอเมริกา คานาดาและออสเตรเลียภายหลังคอมมิวนิสต์ยึดครองไซ่ง่อนเมื่อปี 1975 และยังมี “เศรษฐีใหม่” และอดีตข้าราชการเวียดนามจำนวนไม่น้อยที่ได้อานิสงส์จากการนโยบายปฏิรูปใหม่ĐoiMoi (โด่ยเมื้อย) และระบบเศรษฐกิจตลาดที่ผลักดันมาตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งหลายส่วนได้จำลองแบบมาจากนโยบายของเติ้งเสี่ยวผิง นายช่างออกแบบสังคมนิยมผสมทุนนิยมขนานแท้ของจีน

นอกจากสิ่งที่เห็นดังกล่าว สองข้างทางถนนหลวงจากเหนือจรดใต้ที่มีรูปเป็นตัว 'S' หรือ'ไม้สาแหรก'นั้น เต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมหรือสนามกอล์ฟที่คงอนุญาตให้นักลงทุนสร้างได้ เพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตาและเข้าใจว่า 'เศรษฐกิจยังบูมอยู่' ???

แต่ที่ไม่อนุญาตให้นายทุนทั้งในหรือนอกมาซื้อกิจการหรือลงทุนที่ย้ำแล้วย้ำอีกจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามซึ่งมีอำนาจสูงสุดก็คือ 'กิจการสื่อสารใครอย่าแตะ" เช่นเดียวกับจีน เกาหลีเหนือและลาว ที่เป็นประเทศสังคมนิยม 4ประเทศที่ยังเหลืออยู่ในทวีปเอเชีย

โดยเฉพาะเรื่องที่จะให้สื่อที่ผูกขาดโดยพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมาตลอดได้รับการผ่อนคลายหรือในที่สุดแปรรูปเป็นของเอกชนหรือไม่นั้น? เมื่อวันที่12มิถุนายนปีนี้ รัฐมนตรีสื่อสารเวียดนาม นายเหงวียนบั้กเซิน (Nguyen Bac Son) แถลงผ่าน 'เว็บไซด์’ ว่า"ถึงปี2020 เราก็ไม่มีแผนนี้อยู่ในใจ"

คำพูดที่ช่างโหดร้าย ดับเจตนารมณ์ของสื่อที่เต็มในด้วยคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องให้รัฐบาลที่ผูกขาดโดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ผลักดันให้มีกฎหมายแปรรูปการบริหารสื่อ ได้ถูกการปฏิเสธทันทีทั้งๆที่ปีที่แล้วเคยมีสมาชิกระดับสูงบางคนกล่าวว่า'กำลังรับไว้พิจารณาอยู่'

เรื่องที่พอจะให้สื่อดีใจมีเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือเรื่องปรับปรุงระบบโทรทัศน์จากอนาล็อกไปสู่ยุคดิจิตอลให้เข้ากับสากลภายในปี 2020 เท่านั้น

คำนิยาม เสรีภาพสื่อเวียดนามคือ" วิจารณ์ได้ แต่ห้ามทำลายพรรค"ก็เป็นคำยืนยันที่ผู้บริหารกระบอกเสียงของพรรคฯได้บอกกับคณะสื่อมวลชนไทยที่เยือนกรุงฮานอยต้นปีที่ผ่านมา กล่าวคือแม้สื่อเวียดนามจะอยู่ในความควบคุมของรัฐ แต่สื่อมวลชนเวียดนามมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคและรัฐบาลไม่ว่าบวกหรือลบ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการบ่อนทำลายอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของประเทศ

สิ่งที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่เดิมเป็นองค์กรลับจัดตั้งที่ฝั่งเกาลูนฮ่องกงเมื่อ 82 ปีที่แล้ว มีอันฝันร้ายมาตลอดและมิอยากให้เหตุการณ์ซ้ำรอยก็คือกรณีการเนรเทศตัวเองไปปารีสของพันเอกบุ่ยติ๋น ( Bui Tin) รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชน (NhanDan) ที่เกิดขึ้นเมื่อ22ปีที่แล้ว

ติ๋นเป็นนักข่าวหัวกระทิที่ถ่ายทอดห้วงวีรกรรมสงครามเอกราชของโฮจีมินห์และนายพลหวอเงวียนซับ (Vo Nguyen Giap) และได้รับบาดเจ็บจากสมรภูมิเดี่ยนเบียนฝูปี1945

เนื่องจากเขาชอบวิภาษตำหนินโยบายพรรคอย่างแข็งกร้าว ออกงานสังคมพูดคุยกับนักการทูตและให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ จนทำให้ผู้นำพรรคบางคนเกิดความระแวงและต้องการกำจัดเขา จากการช่วยเหลือช่องทางการทูตแบบเงียบเงียบและการอำนวยความช่วยเหลือของนักการทูตไทยบางคน ในที่สุดติ๋นได้เดินทางไปฝรั่งเศสและมีผลงานบันทึกความทรงจำออกมา

แม้ว่าตัวอย่างการแปรพักตร์ของผู้บริหารระดับสูงของสื่อรัฐในระยะต่อมาไม่เห็นเด่นชัดแต่การสอดส่องพฤติกรรมการเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค โดยเฉพาะการนำเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนและการจำกัดการแสดงออกทางศาสนาภายในองค์กรยังไม่ขาดสาย ซึ่งในจำนวนข้อกล่าวหาที่ตลกไม่ออกคือ หนึ่งในสื่อเวียดนามหัวก้าวหน้าเขียนในบล็อกวิจารณ์เรื่องศาสนา แล้วถูกตั้งข้อหา 'ฝักใฝ่ฝ่าหลุนกง' ซึ่งเป็น 'ลัทธิมาร' ที่นำเข้าจากจีน หรือหาวิธีกำจัดสื่อมวลชนที่ความเห็นไม่ลงรอยกับพรรค คือตั้งข้อหาทุบทีทำร้ายภรรยาของตน อันเป็นเหตุให้ครอบครัวแตกแยกแล้วไล่ออก ซึ่งไม่ระบุมีสาเหตุจากความคิดต่างทางการเมืองแม้แต่นิดเดียว

"อุบัติเหตุทางสื่อ" ที่เกิดในช่วง5ปีนี้เห็นชัดมากขึ้น จนเป็นเหตุให้องค์กรนิรโทษกรรมหรือสิทธิมนุษยชนต้องออกโรงประณาม และหลายปีติดต่อกัน เวียดนามก็ถูกองค์กรสื่อไร้พรมแดนตีตราบาปให้เป็นสื่อยอดแย่ 10 อันดับของโลกพร้อมกับพม่า เกาหลีเหนือ จีน อิหร่านมาตลอด ซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและการปรับโฉมการเสนอข่าวที่ครอบจักรวาล โดยเฉพาะมีข่าวการลงทุน ตลาดหุ้น บันเทิง แม้กระทั่งเพิ่มภาพนางแบบนุ่งน้อยห่มน้อยมากขึ้น แต่ก็ยังขอเพิ่ม 'คะแนนพิศวาส' จาก  องค์กรสื่อไร้พรมแดนสักนิดไม่ได้ซึ่งผลปีนี้ อันดับเสรีภาพของสื่อต่างต่างทั่วโลก 179 ประเทศและเขตปกครอง เวียดนามรั้งที่ 172 แย่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 1995

สื่อที่ 'ไม่กล้าเสี่ยงกับตะราง' ก็ทยอยเก็บของเดินออกจากสิ่งพิมพ์เชิงการเมือง แล้วหันไปออกสิ่งพิมพ์แนวกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลยอดฮิต หรือไม่ก็เป็นหนังสือสตรี ดาราบันเทิงที่ขายดี สอดไส้ภาพดาราเกาหลีเพื่อเอาใจวัยรุ่น

ผู้เขียนมีโอกาสคุยกับสื่ออาวุโสของเวียดนามที่เคยประจำกรุงเทพฯ เขากล่าวว่าเป็นเรื่องบ้าจี้'” ที่เสรีภาพสื่อเวียดนามถูกการจัดอันดับยอดแย่  และยังบอกด้วยว่าไทยก็ดีกว่าพวกเราไม่เท่าไหร่!”

"คิดว่าเพราะพวกที่จัดอันดับนั้นหลับหูหลับตา พวกเขาอ่านและเขียนภาษาเวียดนามไม่ได้ไม่ออก ข้อมูลต่างๆ'ตัดตอน'มาจากสื่อค่ายตะวันตกที่ยังติดฝังอยู่แต่รถถัง จรวดและทำให้ชาวเวียดนามต้องล้มตายพรากจากกัน"

สื่อตะวันตกที่ยังคงเป็น "สื่ออาบยาพิษ" ที่ทางการฮานอยยังไม่เปิดทางสะดวกให้ชาวเว็บในประเทศรับรู้ข้อมูลได้ก็คือ "วิทยุเอเซียเสรี" หรือRFA ที่ถือว่ายังคงมีอคติและเสนอข่าวด้านลบของเวียดนามมาตลอด และเป็นภัยต่อเสถียรภาพการปกครองของทางการฮานอย แม้ว่าBCCหรือCNNตอนหลังหันมา 'ญาติดี' กันแล้ว แต่ก็มิได้ปล่อยเคเบิลทีวีตามโรงแรมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติพักอยู่ดูข่าวเหล่านั้นได้เต็มที่ ซึ่งผู้เขียนเจอมาตัวเอง คือ ตอนมีข่าวการประชุมอาเซียนที่พนมเปญ เกิดข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้ (เวียดนามเรียกDong Hai(ดงหาย)หรือทะเลตะวันออก) แต่เป็นการสัมภาษณ์ปักกิ่ง ซึ่งคงไม่ถูกใจทางฮานอย เลยตัดภาพหายไป จากนั้นบนจอมีภาษาเวียดนามแปลว่า 'ขออภัย เนื่องจากสัญญาณขัดข้อง' แล้วมีหนังทีวี ' Mr Bean'ฉายแทนแบบดื้อๆ

อันที่จริงแล้ว เจ้าของสื่อยักษ์ในไทยบางค่ายเคยลั่นวาจาว่าส่งนักข่าวไปประจำอินโดจีนทุกชาติภายหลังที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณขึ้นสู่อำนาจด้วยคำอมตะ 'เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามค้า' เมื่อปี1988 โดยหมายมั่นปั้นมือ'จะสร้างอาณาจักรสื่ออันยิ่งใหญ่ในอินโดจีน'แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือมีเพียง'บางกอกโพสต์'และ'เดอะเนชั่น'หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษคู่รักคู่แค้นที่ส่งผู้สื่อข่าวประจำฮานอย เท่านั้น แต่เนื่องจากค่าเช่าที่แพงเกินไป ได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ช้านานก็เลิกไปดื้อๆ

ขณะที่เวียดนามมีคำสั่งให้แข่งขันกับสื่อปักกิ่ง กลับเล็งเห็นกรุงเทพฯเป็น 'ยุทธภูมิข่าวสาร' ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ ได้ส่งนักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯถึง 4 สำนัก ได้แก่ สำนักข่าวและสถานีวิทยุแห่งชาติ อีกทั้งหนังสือพิมพ์ระดับชาติอีก 2 ฉบับ โดยผู้สื่อข่าวเหล่านี้เข้าใจภาษาไทยดีส่งข่าวเรื่องเมืองไทยและกิจกรรมของชาวเวียดนามโพ้นทะเล(เหวียตเกี่ยว) ในไทยอย่างสม่ำเสมอ ข่าวด้านต่างประเทศและอาเซียน บางครั้งออกข่าวละเอียดและรวดเร็วกว่าสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ค่ายตะวันตกเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ จากการผลักดันแข็งขันของรัฐให้เข้ากับนโยบายหนึ่งเดียวประชาคมอาเซียนในปี2015เวียดนามนับวันเป็นกระบอกเสียงตัวพ่อในภูมิภาคตัวจริงแทนที่โทรทัศน์ ASEAN TV ของไทยที่อ้างตัวเป็น 'กระบอกเสียงหนึ่งเดียวในอาเซียน' แต่ความเป็นจริงไม่ค่อยได้ส่งคนลงพื้นที่เจาะข่าว แต่กลับยืมเทปรายการของประเทศสมาชิกมาออกแทน ซึ่งวงการสื่อสมาชิกกันเองมักตำหนิลับหลังว่า'ดีแต่ชื่อ'ซึ่งเวียดนามเองหรือแม้แต่โทรทัศน์มณฑลกว่างซีและยุนนานของจีนก็ผลิตรายการอาเซียนด้วยตนเอง เว็บข่าวสำนักข่าวสารแห่งชาติและเว็บข่าวศูนย์กลางพรรค นอกจากเวียดนามภาษาแม่แล้ว ยังผลิตข่าวภาษาอังกฤษ จีนและฝรั่งเศสอีกด้วยที่น่าทึ่งที่สุดคือสถานีโทรทัศน์จังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมและทุนจากต่างชาติมากที่สุดของประเทศ ข่าวเที่ยงและข่าวภาคดึก ออกข่าวทีเดียวถึง 5 ภาษา ได้แก่เวียดนาม อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนกลางและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่เดียวในอาเซียนที่ทำเช่นนี้ได้

จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยกระทรวงข่าวสารเวียดนาม ปัจจุบันผู้ที่ได้รับบัตรอนุญาตประกอบอาชีพเป็นสื่อแขนงต่างๆมีมากถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันชีวิต กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานสื่อ 786 แห่ง ประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ 194 ฉบับ นิตยสารมากกว่า 590 ฉบับ เว็บไซด์ข่าว 61แห่ง และสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงอีก 67 สถานี

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวต่างประเทศมานานกว่าสามทศวรรษ ปัจจุบันทำงานอิสระ

 

ความเห็นผู้เขียนไม่จำเป็นต้องสอดคล้องจุดยืนกลุ่ม MIO
 

 

เสรีภาพสื่อแบบเวียดนาม “วิจารณ์ได้ แต่ห้ามทำลายพรรค” แย่จริงหรือ