Skip to main content

หมายเหตุ แปลจาก The Importance of Media Monitoring: Indonesian Experience ( By Wisnu T Hanggoro) นำเสนอในงานเปิดตัวกลุ่ม Media Inside Out เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล

ปัจจุบันการเฝ้าระวังสื่อค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศอินโดนีเซีย องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรหลายแห่งนอกวงการสื่อก็ยังมีการปฏิบัติการเฝ้าระวังสื่อ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานของตนเอง การเฝ้าระวังสื่อเป็นครั้งคราวทำให้พวกเขาสามารถวิจารณ์ว่าสื่อใดมีอคติในการรายงานข่าวหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน

ขบวนการการเฝ้าระวังสื่อในประเทศอินโดนีเซียเริ่มมาตั้งแต่ช่วงการเสื่อมสลายของระบอบเผด็จการอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต้ในปี พ.ศ. 2541 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่หากเราย้อนประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่าองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรหลายแห่ง เช่น สถาบันวิจัย การศึกษาและการพิมพ์ยอกยา (Yogya Institute of Research, Education, and Publications) หรือ LP3Y มีการจัดทำการเฝ้าระวังสื่อมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 ในขณะที่โรงเรียนสอนวิชาการสื่อสารมีการปฏิบัติการเฝ้าระวังสื่อมาเป็นเวลานานแล้ว อย่างไรก็ตามขบวนการการเฝ้าระวังสื่อในยุคหลังซูฮาร์โต้เป็นที่นิยมมากกว่าการเฝ้าระวังสื่อที่ทำกันในโรงเรียนดังกล่าวมาก

LP3Y และเครือข่ายเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ร่วมขบวนการการเฝ้าระวังสื่อยุคหลังซูฮาร์โต ที่ได้รับแรงผลักดันจากการใช้เสรีภาพสื่ออย่างไม่มีขอบเขต เสรีภาพสื่อที่ควรจะได้รับการยอมรับและการปกป้องในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนได้ถูกนำไปใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างไร้ความรับผิดชอบ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีฮาบิบีที่เข้ามาแทนอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต้มีการอนุมัติ ใบอนุญาตธุรกิจการพิมพ์ (Publishing Business License) หรือ SIUPP ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อกรมข้อมูลข่าวสารถูกยุบอย่างมีข้อถกเถียงโดยประธานาธิบดีอับดุรเราะฮฺมาน วาฮิด (กุส ดุร) ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในปี พ.ศ. 2542 ใบอนุญาตธุรกิจการพิมพ์จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นไปโดยปริยาย เป็นผลให้ธุรกิจการพิมพ์ใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมายในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้มีจำนวนผู้ทำงานด้านสื่อเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ผู้ทำงานด้านสื่อส่วนใหญ่ไม่มีทั้งประสบการณ์และคุณสมบัติในการเป็นนักหนังสือพิมพ์ระดับอาชีพ

 

ท่ามกลางสถานการณ์สื่อที่เติบโตอย่างไม่มีคุณภาพ นักหนังสือพิมพ์อาวุโสและนักเคลื่อนไหวด้านสื่อ เช่น แอชาดิสิเรการ์ (AshadiSiregar) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย การศึกษาและการพิมพ์ยอกยา (LP3Y), แดเนียล ดากิเด (Daniel Dhakidae) ผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนาของหนังสือพิมพ์คอมพาสเดลี่ (Kompass Daily), ฮอทแมนเซียฮาน (Hotman Siahaan) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งแอร์แลงกา (University of Airlangga) และผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อหลายท่านร่วมรณรงค์และเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการเฝ้าระวังสื่อ แอชาดิสิเรการ์กล่าวกับนักเคลื่อนไหวองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไรว่า ควรมีการบังคับให้บริษัทสื่อทุกบริษัทต้องจัดตั้งแผนกผู้ตรวจการที่ทำหน้าที่รับประกันความรับผิดชอบการปฏิบัติงานตามมาตรฐานจริยธรรม

อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะของเขาไม่ได้รับความสนใจและไม่มีบริษัทสื่อใดในประเทศอินโดนีเซียที่จัดตั้งแผนกดังกล่าว แอชาดิและนักเคลื่อนไหวอาวุโสท่านอื่นๆ จึงร่วมกันส่งเสริมให้องค์กรภาคประชาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่ห่วงใยเรื่องคุณภาพสื่อในประเทศให้ทำการเฝ้าระวังสื่อ

สถาบันการศึกษากระแสสารสนเทศเสรี (The Institute for the Studies on Free Flow Information) หรือ ISAI ในกรุงจาการ์ตา ร่วมมือกับสถาบันวิจัย การศึกษาและการพิมพ์ยอกยา หรือ LP3Y เริ่มจัดกิจกรรมกับเครือข่ายองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรทั่วประเทศ อาทิ KIPPAS ในเมดาน (ตอนเหนือของสุมาตรา), Radio MARA ในบันดุง (ชวาตะวันตก), สถาบันการศึกษาด้านหนังสือพิมพ์และสารสนเทศ (Institute for the Studies on Press and Information) หรือ LeSPI ในเสมารัง (ชวากลาง), สถาบันหนังสือพิมพ์และสังคมศึกษา (Institute for Press and Society Studies) หรือ LSPS ในสุราบายา (ชวาตะวันออก) และ สถาบันสารสนเทศและสื่อมวลชนศึกษา (Institute for Information and Media Studies) หรือ eLSIM) ในมากัสสาร์ (ตอนใต้ของสุลาเวสี)

ในการปฏิบัติการเฝ้าระวังสื่อ เครือข่ายองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรนี้ได้รับเงินสนับสนุนระยะแรกจาก USAID เป็นเวลาสามปี (พ.ศ. 2542-2544) ภายใต้โครงการสื่อและประชาธิปไตย สัญญานี้ให้อิสระกับผู้ได้รับทุนแต่ละคนในการตัดสินและเน้นการทำงานในรูปแบบของตนเอง ตัวอย่างเช่น LeSPI และ Radio MARA ปฏิบัติการเฝ้าระวังสื่อเป็นกิจกรรมรองในขณะที่เน้นการฝึกอบรม (training) และ การให้คำปรึกษา (advocacy)

แม้ว่าจะไม่ได้รับทุนอย่างต่อเนื่องหลังการสิ้นสุดของทุนจาก USAID ในปี 2544 สมาชิกเครือข่ายยังคงปฏิบัติการเฝ้าระวังสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเงินสนับสนุนในงบประมาณที่น้อยกว่าจากองค์กรอื่นๆ บ้าง เป็นระยะ เช่น Ford Foundation และสถาบันในประเทศที่สนใจเรื่องการเฝ้าระวังสื่อ

ระเบียบวิธี

การเฝ้าระวังสื่อนับเป็นการวิจัยสื่อที่ต้องอาศัยความสามารถในการติดตาม หรือแม้กระทั่งสร้างระเบียบวิธีที่นำมาซึ่งผลการวิจัยที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการวิจัย

ในการปฏิบัติงานเฝ้าระวังสื่อผ่านเครือข่ายของ ISAI และ LP3Y แต่ละสถาบันมีอิสระในการเลือกและพัฒนาวิธีปฏิบัติงานของตนเอง แต่ในระยะเริ่มแรกในปี 2542 ISAI ร่วมมือกับ LP3Y จัดเตรียมสมาชิกเครือข่ายโดยการเชิญสมาชิกร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาระเบียบวิธีการเฝ้าระวังสื่อด้วย องค์ประกอบหลักของระเบียบวิธีการเฝ้าระวังสื่อ 3 องค์ประกอบ ที่กล่าวถึงในสัมมนาเชิงปฏิบัติการนี้ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis), การวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) และการวิเคราะห์กรอบข่าวหรือกรอบของบทนำ หรือผลงานเขียนหรือรูปแบบของข้อเขียนอื่น ๆ ในสื่อ (framing analysis)

ก) การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)

การวิเคราะห์เนื้อหาของสื่อเป็นวิธีวิจัยเชิงปริมาณที่เป็นระบบและเป็นกลางในการวิเคราะห์คำและแนวคิดที่แฝงในเนื้อหาหรือบทความในสื่อนั้นๆ นักวิเคราะห์สื่อใช้วิธีอนุมานข้อความภายในเนื้อหาด้วยการแสดงปริมาณและวิเคราะห์ความหมายและความสัมพันธ์ของคำหรือแนวคิดของข้อความนั้นๆ การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นการอธิบายใจความสำคัญของการสื่อสารและมุ่งสรุปทัศนคติ, จุดประสงค์, อุดมการณ์ที่แสดงไว้ในเนื้อหาของข้อความสื่อนั้นๆ โดยนักวิเคราะห์สื่อจะวัด หรือ คำนวณ จำนวนข้อความที่อยู่ในสื่อนั้นๆ

ข้อดีของการใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาคือ 1) ใช้ได้จริงและง่ายต่อการสรุปผล 2) ตัวอย่างวิจัยมีพร้อมอยู่แล้ว 3) ไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม 4) สามารถวัดปริมาณข้อมูลที่ได้ด้วยการคำนวณสถิติ 5) สามารถประเมินข้อความที่แยกอยู่ในแต่ละประเภท และ 6) สามารถวิเคราะห์หัวข้อหรือเหตุการณ์ที่สื่อนำเสนอทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน (หรือพร้อมกันทั้งสองอย่างหากนักวิจัยต้องการเปรียบเทียบ)

แต่ข้อเสียของการใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา คือ 1) ยากต่อการตัดสินว่าตัวอย่างวิจัยนั้นๆ เป็นตัวแทนที่ดี 2) ยากต่อการจำกัดความในหัวข้อที่วิจัย เช่น ผลประโยชน์สาธารณ (public interest) หรือ สาธารณชน (public) หมายถึงอะไร 3) ใช้เวลาและแรงงานมาก 4) เป็นการย่อสรุป โดยเฉพาะเมื่อนักวิจัยเผชิญกับข้อความที่ซับซ้อน และ 5) ไม่ได้คำนึงถึงบริบทที่ข้อความนั้นได้ถูกสร้างขึ้น (หมายถึงไม่สนใจกระบวนการผลิตข้อมูล เช่น ข่าว, บทบรรณาธิการ, โฆษณา และ เหตุการณ์แวดล้อมของการที่มาของผู้อ่านข้อความ

ข) การวิเคราะห์กรอบข่าว หรือกรอบของบทนำ หรือผลงานเขียน หรือรูปแบบของข้อเขียนอื่นๆในสื่อ (framing analysis)

การวิเคราะห์กรอบฯเป็นวิธีเผยความลับของข้อความขัดแย้งในตัวเองในสื่อเพื่อเปิดเผยความจริง วิธีนี้เป็นการรื้อถอนสิ่งที่สื่อสร้างกรอบว่าเป็นความจริง วิธีนี้ทำให้นักวิจัยทราบถึงวิธีที่สื่อสร้างความจริง และกลวิธีที่เหตุการณ์ต่างๆ ถูกย้ำเน้น หรือแม้กระทั่งว่ามีส่วนใดที่ถูกบิดบังไว้

จุดแข็งของการวิเคราะห์กรอบข่าวฯ คือ 1) ช่วยให้นักวิจัยอธิบายภูมิหลังของหัวข้อที่นำเสนอหรือไม่ได้นำเสนอโดยสื่อนั้นๆ ได้ และ 2) ช่วยให้นักวิจัยมีอิสระในการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ในการค้นพบความจริงในสื่อ จุดแข็งเหล่านี้ตามมาด้วยจุดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับวิธีที่สื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านมีความอดทนในการสรุปหรือตีความหมาย

ค) การวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis)

การวิเคราะห์วาทกรรมคือวิธีเชิงคุณภาพที่เน้นการใช้ภาษาในการสื่อโครงสร้างข้อมูล ความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เขียนหรือ ระบบสัญลักษณ์ที่นำมาใช้ วิธีนี้มีการวิเคราะห์การใช้ภาษาเพื่อค้นหาอุดมการณ์ของเรื่องนั้นๆ และความเชื่อมโยงของเรื่องนั้นกับโครงสร้างอื่นที่ใหญ่กว่า ด้วยวิธีนี้นักวิจัยสามารถค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์สื่อและเศรษฐกิจ การเมือง หรืออุดมการณ์ที่ซ่อนอยู่ในสื่อ เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการใช้ภาษาในบริบทนั้นๆ และเหตุผลที่ภาษานั้นถูกใช้ในบริบทนั้นๆ โดยเฉพาะ

การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจข้อความได้ทั้งแนวกว้างและแนวลึก แต่หากนักวิจัยไม่ระวังในการวิเคราะห์แล้วจะนำไปสู่ภาษาที่สร้างช่องว่างให้กับผู้อ่านให้ห่างจากความจริง

เป็นที่น่าสังเกตว่าระเบียบวิธีในการเฝ้าระวังสื่อนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ในตอนต้นของการวิจัย จุดประสงค์ดังกล่าวจะติดตามมาด้วยตัวแปรและตัวบ่งชี้ที่มีผลต่อความลึกของผลการวิจัย นอกจากนี้ การเฝ้าระวังสื่อไม่เพียงแต่เน้นผลิตภัณฑ์สื่อ แต่ยังมีอิสระในการสำรวจวิธีการทำงานของผู้ทำงานด้านสื่อว่าผลิตสื่ออย่างไร นิตยสาร Pantau ระยะที่สองเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ นิตยสาร Pantau ระยะที่หนึ่งเป็นการจัดพิมพ์ผลการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์กรอบแนวคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง) และในระยะที่สองเป็นการนำเสนอเรื่องของสื่อที่อิงความจริงในมุมที่กว้างที่สุด บทความส่วนใหญ่ในนิตยสารระยะที่สองเป็นผลการวิจัยเชิงคุณภาพที่เขียนในเชิงวรรณกรรม แต่โชคไม่ดีที่นิตยสารนี้ต้องปิดตัวลงเนื่องจากความยากลำบากในการหาทุนจากองค์กรผู้สนับสนุน

ประเด็น/หัวข้อ

ไม่มีข้อจำกัดในการตั้งประเด็นหรือหัวข้อในการปฏิบัติการการเฝ้าระวังสื่อ แต่ในช่วงเริ่มแรกในปี 2542 สถาบันที่เฝ้าระวังสื่อแต่ละแห่งเน้นเรื่องการเลือกตั้งในท้องถิ่นของตนเอง ประเด็นที่อยู่ในความสนใจคือสื่อในท้องถิ่นนั้นๆ เสนอข่าวเรื่องการเลือกตั้งอย่างไร

หลังการเลือกตั้งปี 2542 ได้จบลง ประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางเพศ และสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่ดุเดือดในอินโดนีเซีย ปัญหาเหล่านี้ผลักดันให้สถาบันเฝ้าระวังสื่อแต่ละแห่งตั้งคำถามต่อทัศนคติของสื่อในการนำเสนอข่าวเหล่านี้ ผลที่ได้คือชิ้นงานที่บันทึกและวิจารณ์จุดยืนของสื่อในการรายงานข่าวในประเด็นเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น LSPS ในสุราบายา นอกเหนือจากการผลิตบทความในวารสาร Sendi เกี่ยวกับการรายงานข่าวการเมืองท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ยังได้จัดพิมพ์หนังสือ “Pers Yang Gamang” (The Suspicious Press) หรือ สื่อที่ไม่ชอบมาพากล ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการรายงานข่าวของสื่อมวลชนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกองทหารอินโดนีเซียในติมอร์ตะวันออก (Timor Leste) หลังการลงประชามติในปี พ.ศ. 2544

ในแถบตะวันตกของอินโดนีเซีย นักวิเคราะห์สื่อที่ KIPPAS ยังเน้นอคติของสื่อในการรายงานข่าวข้อขัดแย้งในอะเจห์ (Nangroe Aceh Darussalam: NAD) เช่นเดียวกันในทางตะวันออกของอินโดนีเซีย นักวิเคราะห์สื่อที่ eLSM วิจารณ์การเสนอข่าวเรื่องสถานการณ์ขัดแย้งในอัมบอน (Ambon) และปาปัว (Papua)

ผู้ได้รับประโยชน์

คำถามที่นักวิเคราะห์สื่อถูกถามกันมากคือ ใครได้ประโยชน์จากงานวิจัย? คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ สาธารณชนและผู้ทำงานด้านสื่อ แน่นอนคำตอบนี้ยังไม่กระจ่างนักเพราะไม่ใช่ว่าผู้ทำงานด้านสื่อทุกคนจะเต็มใจยอมรับผลการเฝ้าระวังสื่อ ในตอนแรกของกระบวนการการเฝ้าระวังสื่อ เมื่อมีการแนะนำโครงการการเฝ้าระวังสื่อกับบุคคลทั่วไป ผู้ทำงานด้านสื่อหลายท่านพบว่าตัวเองถูกเฝ้ามองอยู่ พวกเขาถึงกับแนะนำว่าต้องมีการเฝ้าระวังการเฝ้าระวังสื่อด้วย

อย่างไรก็ตาม นักหนังสือพิมพ์ และบรรณาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานในสื่อกระแสหลักได้เผชิญหน้ากับการเคลื่อนไหวนี้อย่างเท่าเทียม พวกเขายินยอมเป็นแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้ข้อมูลในระหว่างการวิจัย เรายังเห็นทัศนคติที่ดีต่อการเฝ้าระวังสื่อเมื่อสื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับถูกขู่หรือจู่โจมโดยกลุ่มบุคคลที่พบว่าตนเองกลายเป็นเหยื่อของการนำเสนอข่าว ความรุนแรงต่อสื่อหรือต่อนักหนังสือพิมพ์ช่วยเปิดตาเปิดใจให้กับผู้ที่ทำงานด้านสื่อให้มองข้อวิจารณ์ที่เสนอโดยนักวิเคราะห์สื่อในอีกแง่มุมหนึ่ง

นอกเหนือจากผู้ที่ทำงานด้านสื่อแล้ว นักเคลื่อนไหวองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไร และนักวิชาการเห็นว่าสื่อเป็นแหล่งที่มีค่าในการสนับสนุนงานของพวกเขา นักเคลื่อนไหวองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไรมักได้รับประโยชน์จากผลวิจัยที่ช่วยเสริมโครงการของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงและนักส่งเสริมสิทธิทางเพศได้รับประโยชน์จากผลการเฝ้าระวังสื่อในหัวข้ออคติทางเพศในข่าว พวกเขาใช้ผลวิจัยเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวหรือโครงการรณรงค์ของพวกเขา เช่นเดียวกับนักเคลื่อนไหวองค์กรเอกชนที่ทำงานในด้านต่างๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม [ด้านการต้าน]คอร์รัปชั่น ด้านการเมือง และอื่นๆ

เหล่านักวิชาการได้ประโยชน์จากผลการเฝ้าระวังสื่อโดยนำไปใช้เป็นแหล่งอ้างอิงการวิจัยในงานวิชาการของพวกเขา นี่คือเหตุผลที่พวกเขามักกระตือรือร้นในการตอบรับคำเชิญของสถาบันเฝ้าระวังสื่อในการนำเสนอผลงานวิจัย

เห็นได้ชัดว่า ผู้ได้รับผลประโยชน์คือประชาชนทั่วไป การเฝ้าระวังสื่อทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมากขึ้น พวกเขากระตือรือร้นมากขึ้นในการเชิญนักวิเคราะห์สื่อเป็นวิทยาการในงานสัมมนาและการอภิปรายต่างๆ สิ่งที่น่าชื่นใจไปกว่านี้คือ มีบล็อกเกอร์รุ่นเยาว์จำนวนมากขึ้นที่เผยแพร่ผลการวิจัยการเฝ้าระวังสื่อด้วยความเต็มใจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเขาได้อ่านผลวิจัยการเฝ้าระวังสื่อและเห็นสมควรที่จะต้องแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนๆ

อุปสรรคและปัญหา

การวิจัยแต่ละครั้งต้องใช้เวลา แรงงานและค่าใช้จ่ายไม่น้อยในการเฝ้าระวังสื่อ แม้ว่าเวลาและความพยายามของนักวิจัยไม่เป็นอุปสรรคเพราะนักวิจัยทำงานด้วยใจที่รัก แต่ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยไม่สามารถหาได้ง่ายนักจากรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งประชาชนมักไม่เห็นความสำคัญของการวิจัยว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมต้นๆ ที่สมควรได้รับงบประมาณ ทำให้การเฝ้าระวังสื่อต้องหันไปพึ่งองค์กรที่มีโครงการคล้ายคลึงกันซึ่งเป็นผู้ให้ทุนอย่างมาก

อุปสรรคอีกประการหนึ่งคือ ทำอย่างไรที่จะสื่อผลวิจัยให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เนื่องจากมีการใช้การวิเคราะห์กรอบข่าว หรือกรอบของบทนำ หรือผลงานเขียนหรือรูปแบบของข้อเขียนอื่น ๆ ในสื่อ (framing analysis) การวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) หรือวิธีวิจัยเชิงคุณภาพอื่นๆ ที่ต้องมีการอธิบายอย่างละเอียดและยืดยาว

นิตยสาร Pantau ระยะที่สอง เป็นโครงการที่พยายามแก้ปัญหานี้ นักวิจัยพยายามเขียนรายงานด้วยภาษาที่อ่านง่ายโดยไม่เสียความคมชัดของความหมายที่สื่อ เพื่อให้ผู้อ่านนิตยสาร Pantau รู้สึกว่าเหมือนอ่านข้อมูลทั่วไปที่เกี่ยวกับโลกของสื่อ และในที่สุดนิตยสารนี้ได้ปิดตัวลงเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนทุนต่อ

สุดท้ายแต่สำคัญไม่น้อยไปกว่าปัญหาข้างต้น คือ การพยายามนำเสนอผลการเฝ้าระวังสื่อในรูปของงานวิชาการ บางครั้งนักวิเคราะห์สื่อมักทำงานเป็นนักวิชาการ มีผลให้จำกัดวงผู้อ่านเฉพาะในหมู่นักวิชาการและนักวิจัยเท่านั้น ที่จริงพวกเขาไม่ผิดแต่อย่างใดแต่ภาษาวิชาการที่พวกเขาใช้ยากเกินกว่านักกิจกรรมหรือบุคคลธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจได้โดยง่าย

 

 

เวที สนทนาประสาคนส่องสื่อ

●วิษณุ ตรี ฮังโกโร, Institute for the Studies of Press Information, Samarang(สื่ออินโดนีเซีย)

●กายาทรี เวนกิทสวารัน, Southeast Asian Press Alliance (สื่อมาเลเซีย)

●ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์, ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์

ชวนสนทนาโดย รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

14 กรกฎาคม 2555 งานเปิดตัวกลุ่ม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์

เกี่ยวกับผู้เขียน

วิษณุ ตรี ฮังโกโร ผู้เชี่ยวชาญการเฝ้าระวังสื่อ แห่ง Institute of the Studies on Press Information เสมารัง อินโดนีเซีย ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโครงการ Southeast Asian Press Alliance (SEAPA)

 

ส่องสื่อ..เรื่องสำคัญและจำเป็น: ประสบการณ์จากอินโดนีเซีย