สิทธิเสรีภาพ(สื่อ)ยุค ‘หลังทักษิณ’ / ‘หลังอภิสิทธิ์’

..เสียงอิสระและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถูกปิดกั้น ลิดรอน ถูกจับกุม ถูกกวาดล้างการควบคุมและการเซ็นเซอร์ตัวเองอาจเพิ่มเป็นทวีคูณจนรัฐเชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับได้ แต่การละเมิดสิทธิอย่างเข้มข้นเช่นนี้อาจนำไปสู่การท้าทายและการแสวงหาทางออกใหม่ๆ..

ส่วนหนึ่งของข้อสรุปของรศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารสารมวลชน ในการบรรยายหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพ ‘หลังทักษิณ’ / ‘หลังอภิสิทธิ์’” ในงาน “ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” จัดขึ้นเมื่อ  7 พฤษภาคม 2554 ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งนำเสนอมุมมองเรื่องนี้โดยแบ่งเป็นสามส่วน

ส่วนแรก เปรียบเทียบรายงานดัชนีชี้วัดระดับสิทธิเสรีภาพซึ่งจัดทำโดยองค์กรสื่อต่างประเทศสามองค์กรและชี้ให้เห็นว่าดัชนีต่างๆเหล่านั้นสะท้อนอะไรบ้าง ส่วนที่สองกล่าวถึง งานศึกษาเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อของนักวิชาการไทย และส่วนที่สามสรุปภาพรวม

ขอบคุณภาพจาก Nation Photo

ดัชนีชี้วัดสิทธิเสรีภาพขององค์กรสื่อต่างประเทศ

สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนปีที่แล้ว (ปี 2553) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน มีองค์กรที่จัดทำดัชนีวัดสิทธิเสรีภาพหลายองค์กรทยอยส่งรายงานออกมา วันนี้ จะนำเสนอสามฉบับเปรียบเทียบกันว่าองค์กรเหล่านี้มองระดับสิทธิเสรีภาพของไทยอย่างไร แตกต่างกันหรือไม่ มีข้อใดที่คล้ายคลึงกัน องค์กรเหล่านี้มองสังคมไทยในอย่างน้อยสองมิติคือ หนึ่งคิดว่าเป็นสังคมที่น่าจะพัฒนาอยู่บนเส้นทางประชาธิปไตย สองมองบนหลักสิทธิมนุษยชนสากลว่าควรจะต้องเป็นประเทศที่คุ้มครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เช่นนั้นเลย

ดัชนีเสรีภาพสื่อ องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF Press Freedom Index) ลำดับแรก องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน RSF (Reporters sans Frontieres / Reporters without Borders) ได้จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อ (Press Freedom Index) มาหลายปีแล้ว องค์กรที่เรียกว่าผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนนี้เป็นองค์กรที่จดทะเบียนที่ประเทศฝรั่งเศส มีสำนักงานอยู่ที่กรุงลอนดอน นิวยอร์ก กรุงวอชิงตัน ดีซี และมีเครือข่ายผู้สื่อข่าวประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยคนทำงานในห้าทวีปทั่วโลก และองค์กรนี้ยังทำงานร่วมกับองค์กรสมาชิกซึ่งตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ หลายประเทศ ถ้าดูรายชื่อจะพบว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาประชาธิปไตย และอาจจะขาดสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก เช่น อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ เบลารุส พม่า คองโก หลายประเทศที่เอ่ยมาอยู่ในภาวะสงครามติดต่อกันยาวนาน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชน ใน 167 ประเทศทั่วโลก จะไม่ครบทุกประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ แต่ทำเท่าที่องค์กรติดต่อขอข้อมูลได้ ใช้วิธีการส่งคำถามไปยังองค์กรสมาชิกและเครือข่ายผู้สื่อข่าวของตน และยังเพิ่มเติมข้อมูลด้วยคำตอบจากนักหนังสือพิมพ์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน ในชุดนี้จะมีคำถาม 50 ข้อ ประเมินสิทธิเสรีภาพของผู้สื่อมวลชนในแต่ละประเทศ ทุกๆ ปีจะเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนและไปจบเดือนสิงหาคมของปีถัดไปประเด็นที่ RSF ให้ความสำคัญคือ การที่สื่อมวลชนถูกทำร้าย จับกุมคุมขัง ถูกข่มขู่อย่างชัดแจ้ง การสูญเสียอิสรภาพ โดยการถูกจำกัดเสรีภาพทางกาย ถูกทำร้าย ถูกกักขัง การข่มขู่ทางอ้อม การสร้างแรง

กดดัน การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร หรือระดับของการถูกเซ็นเซอร์ หรือจำต้องเซ็นเซอร์ตัวเองของผู้สื่อข่าว ดัชนี้ยังวัดเรื่องสภาพสื่อสาธารณะว่ามีการผูกขาดระบบวิทยุโทรทัศน์โดยรัฐหรือไม่ วัดเรื่องแรงกดดันทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และจากรัฐบาล นอกจากนี้ยังสนใจดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักข่าวเช่น จำนวนของผู้สื่อข่าวที่ถูกสังหาร จับกุม ถูกทำร้าย ข่มขู่ และบทบาทของรัฐในเรื่องนี้ว่าได้คุ้มครองดำเนินคดี ให้ความเป็นธรรมหรือไม่ และมีบทรายงานของรายประเทศต่อจากตัวเลขดัชนี

อันดับประเทศไทย

  • 2548  107 (168 ประเทศ)
  • 2549  122
  • 2550  135
  • 2551  124
  • 2552  130
  • 2553  153 (170 ประเทศ)

ดัชนีย้อนหลังของประเทศไทยที่น่าสนใจ ก่อนการรัฐประหารปี 2549 สถิติที่ปี 2548 ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 107 จาก 168 ประเทศที่ได้รับการสำรวจและจัดทำดัชนี ซึ่งในแง่หนึ่งถ้าตีความก็คืออยู่ในครึ่งล่างของจำนวนประเทศที่ได้รับการสำรวจ และนั่นคือลำดับสูงที่สุดที่ได้เคยรับมาในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา จากนั้นดิ่งลงมาเรื่อยๆ ปี 2549 เริ่มลดน้อยถอยลง เป็นปีที่เริ่มมีการต่อสู้กันทางการเมืองเข้มข้นขึ้นและเริ่มมีการประท้วงบนท้องถนน ปีนั้นเป็นปีที่เกิดการรัฐประหาร เมื่อถึงปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่ประเมินสภาพของปี 2549 ก็พบว่าตกลงมาอีก 13 อันดับ ในปี 2551 ดูเหมือนว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย พอปี 2552 ก็ตกลงมาอีก จนมาปีกลายซึ่งเป็นปีที่เกิดการปราบปรามประชาชนที่สี่แยกราชประสงค์และถนนราชดำเนิน ลำดับตกลงมาที่ 153 คือเกือบจะรั้งท้ายอยู่แล้ว เหลืออีกสิบกว่าประเทศเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับสถานภาพนี้ มีข้อสรุปจากปีก่อนหน้านั้นว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มการเมืองเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ส่งผลกระทบด้านลบต่อการทำงานของสื่อมวลชน สื่อมวลชนถูกแบ่งขั้วการทำงาน โดยเฉพาะสื่อมวลชนกระแสหลัก ประชาชนก็ถูกแบ่งขั้วและถูกทำให้เลือกข้าง ในรายงานปีที่แล้วสรุปว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ การปฏิรูปสถาบันการเมือง และการรับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานมักไม่ไปในทิศทาง

เดียวกัน สภาพของกลุ่มที่มีดัชนีอยู่ในระดับล่างๆ การปกป้องเสรีภาพของสื่อมวลชนยังคงเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก ทั้งในกลุ่มประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วในยุโรปและกลุ่มประเทศเผด็จการที่กระจายอยู่ทั่วโลก เป็นการต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงและความอยุติธรรมต่างๆ สำหรับประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในการตรวจสอบ ส่วนหนึ่งของการตกต่ำของดัชนีมาจากการวัดเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นในสื่ออินเทอร์เน็ต และการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้มีการเซ็นเซอร์มากขึ้น ข้อสำคัญกลุ่มการเมืองต่างๆ ใช้เรื่องข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน เป็นข้ออ้างว่าเป็นการปกป้องสถาบัน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเมือง มีการเซ็นเซอร์สื่อที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะสื่อเสื้อแดง โทรทัศน์ วิทยุชุมชน เว็บไซต์ สิ่งพิมพ์ถูกปิด เซ็นเซอร์ หรือฟ้องร้อง ล่าสุดคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข (บรรณาธิการนิตยสารเรดพาวเวอร์) ถูกจับและอาจจะไม่ได้รับการประกันตัว ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่ถูกปิดภายหลังการรัฐประหารก็คือ UDD Thailand หรือนปช. และเว็บข่าว Thai E-News, Thai Free News และ No Coup ซึ่งแน่นอนเป็นเว็บที่ต่อต้านการรัฐประหาร ถูกปิดในวันที่มีการรัฐประหาร เฟสบุ๊กของคุณสมยศซึ่งเป็นแกนนำเสื้อแดงก็ถูกปิดด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับสื่อที่หลายคนบอกว่าเป็นสื่อออนไลน์ออกจะกลางๆ หน่อย แต่เปิดพื้นที่ให้มีการเขียนคอลัมน์วิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น มีเว็บบอร์ดก็ถูกปิด หรือต้องเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง เช่น จาก prachatai.com เป็น prachatai.net, prachatai.info และ prachatai2.info

รายงานการศึกษาของ iLaw ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรเอกชนที่เพิ่งก่อตั้งรวมตัวไม่นานมานี้ เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับกฎหมายต่างๆ ที่ปิดกั้นลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อในการแสดงความคิดเห็น ปรากฎว่ายอดของเว็บไซต์ url หรือเว็บเพจที่ถูกปิด ตั้งแต่ปี 2550 -2553 พบว่ามี 74,686 เว็บไซต์ที่ถูกบล็อก และต่อมาสำรวจอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้พบว่ามี 80,000 ถึง 400,000 เว็บไซต์ iLaw ได้ส่งหนังสือไปขอรายชื่อเว็บไซต์ (ตามสิทธิในพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร) ที่ถูกปิดจากกระทรวงไอซีที ปรากฎว่าได้รับการปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าจะส่งผลกระทบ เมื่อไปยื่นใหม่ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้รับเชิญไปให้ข้อมูล แต่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับความกระจ่างและการคุ้มครองสิทธิอย่างไรการควบคุมเข้มงวดขึ้นอีกเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มเสื้อแดง มีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนหน้านั้นกระทรวงไอซีทีร่วมกับกระทรวงยุติธรรมก็ขอบุคลากรเพิ่ม ระบุว่าไม่มีบุคลากรเพียงพอที่จะตรวจจับตรวจสอบและบล็อกเว็บไซต์ จะเห็นว่ารัฐพยายามใช้อำนาจในการควบคุมปิดกั้นอย่างเต็มกำลัง กฎหมายเจ้าปัญหาคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งบัญญัติไว้ว่าผู้ใดดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 - 15 ปี ปัจจุบันมีผู้ที่ถูกกฎหมายมาตรานี้เล่นงานเอาผิดมากขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายฉบับที่คู่กันคือพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังการรัฐประหาร ถูกนำมาใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ต และมีผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก จากตัวเลขสถิติพบว่ามีคดีหมิ่นสถาบันฯ 31 คดี จำแนกเป็นคดีที่ถูกจับกุมยังอยู่ภายใต้การดำเนินการของศาล 14 คดี ส่วนใหญ่กระทรวงไอซีทีเป็นผู้ฟ้อง มี 4 คดีที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดและถูกลงโทษจำคุกไปแล้ว มีงานศึกษาวิจัยที่พบว่าในช่วงห้าหกปีมานี้จำนวนคดีและการพิพากษาคดีถึงโทษสูงมีจำนวนมากกว่ายี่สิบปีก่อนหน้านั้นรวมกันเสียอีก

ช่วงหลายปีมานี้จะเห็นถึงความเข้มข้นของการใช้อำนาจปิดกั้นความคิด ไม่ใช่ไม่ให้แสดงออกเท่านั้น แต่ยังไม่ให้คิดต่างและให้ปิดปากเงียบ ที่ผ่านมามีตัวอย่างจำนวนไม่น้อย เช่น นายโจนาธาน เฮด (Jonathan Head ) ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้วเพราะสิ่งที่เขาเขียน หรือกรณีอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์เขียนวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหาร ก็ถูกคุกคามต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศอังกฤษ หนังสือ A Coup for the Rich ไม่สามารถวางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาได้ตั้งแต่อาจารย์ยังอยู่ กรณีคุณจีรานุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทออนไลน์ ถูกข้อหากระทำผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หลายข้อหา เนื่องจากมีคนโพสต์ข้อความที่ถูกมองว่าหมิ่นสถาบันฯกระทบความมั่นคง แล้วไม่ได้ลบออกจากเว็บไซต์ในเวลาที่ทางกระทรวงแจ้งมา คุณจีรนุชถูกจับกุมสองครั้งและประกันตัวออกมาสู้คดี มีการคาดการณ์ว่าถ้าถูกจำคุกอาจจะถูกลงโทษ 15 ปีต่อหนึ่งกระทงอาจจะถูกจำคุกถึง 70 ปี

วันก่อนได้พูดคุยกับนักโทษการเมืองพม่าซึ่งถูกจำคุกตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยม เขาบอกว่าพี่ชายซึ่งเข้าร่วมประท้วงตั้งแต่ปี 2002 ถูกตัดสินจำคุก 65 ปี ประเทศไทยเริ่มวิ่งเข้าใกล้พม่าแล้วในเรื่องระดับการลิดรอนเสรีภาพ รายงานได้สรุปว่าการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ช่วยให้เกิดการสมานฉันท์ รายงานเสนอว่าให้มีการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับโดยเร่งด่วน ก่อนหน้านี้ นักวิชาการ ปัญญาชน จากหลายประเทศมีหนังสืออุทธรณ์บัญชีรายชื่อหางว่าวยื่นต่อรัฐบาลไทยขอให้มีการพิจารณาแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้สิทธิเสรีภาพในการอภิปรายตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ถึงอนาคตของสังคมไทยเป็นไปอย่างเปิดกว้างดัชนี Freedom on the Net 2011 องค์กรฟรีดอมเฮ้าส์ (Freedom House)

ดัชนีที่สองซึ่งอยู่ในกรอบหรือทิศทางที่ใกล้เคียงกันคือ Freedom on the Net 2011 จัดทำโดยองค์กร Freedom House เป็นองค์กรที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา เป็น Think Tank ทำหน้าที่เป็นเรดาร์คอยจับตาตรวจดูว่าแต่ละประเทศทั่วโลก มีประเทศใดบ้างที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ จากดัชนีของ RSF ที่ดู 167 ประเทศ ของ Freedom House มีการจัดทำดัชนีเพียง 37 ประเทศ เป็นการเจาะกลุ่มตัวอย่างและทำเรื่องอินเทอร์เน็ตเป็นการเฉพาะ Freedom House จัดทำดัชนีเรื่องอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบเป็นปีที่2 ก่อนหน้านั้นเป็นการศึกษานำร่อง เพราะเริ่มเห็นว่าอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่สื่อสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของสื่อสิ่งพิมพ์เมื่อราวห้าร้อยปีก่อน หนังสือ หนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไรในอดีต อินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ถือว่ามีความสำคัญที่สุด

การจัดทำดัชนีตั้งอยู่บนพื้นฐานของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 19 ซึ่งระบุว่า “ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธินี้รวมถึงการยึดถือความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และสิทธิที่จะแสวงหา รับ และแจกจ่ายข่าวสารความคิดเห็นผ่านสื่อใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน” จะเห็นว่าการไม่คำนึงถึงเขตแดนนั้นเป็นเรื่องพื้นฐาน การจัดทำดัชนีจะมีกลุ่มคำถาม 21 กลุ่ม เน้นสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเสรีภาพสื่ออินเทอร์เน็ต มีคำถาม 100 ข้อ กลุ่มคำถามไม่เหมือน RSFแต่เน้นสามประเด็น หนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานมีอุปสรรคที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของประชาชนหรือไม่ สอง มีการจำกัด กรอง ปิด เซ็นเซอร์เว็บไซต์หรือไม่ มีการห้ามการใช้สื่อออนไลน ์สื่อดิจิตอลเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือไม่ สาม มีการละเมิดสิทธิผู้ใช้สื่อหรือไม่ คือมีการปกป้องสิทธิของผู้ใช้สื่อตามกฎหมายหรือว่ามีการจำกัดสิทธิของประชาชนในด้านการใช้ รวมถึงมีการแทรกแซงความเป็นส่วนตัวหรือไม่ เช่น ไปเปิดเมล์ หรือไปดูดข้อมูลของเอกชนหรือไม่ ข้อต่อไป มีการลงโทษด้วยการออกกฎหมายต่างๆ มีการจำคุกมีการข่มขู่ ทำร้ายไหม เป็นอีกสามกลุ่ม

Freedom on the Net 2011

  • ประเทศที่ได้คะแนนระหว่าง 0-30  ถือว่าเป็นประเทศที่สื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิตอลอยู่ในระดับ “มีเสรีภาพ” (Free)
  • ประเทศที่ได้คะแนนระหว่าง 31-60  ถือว่าเป็นประเทศที่สื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิตอลอยู่ในระดับ “มีเสรีภาพบางส่วน” (Partly Free)
  • ประเทศที่ได้คะแนนระหว่าง 61-100   ถือว่าเป็นประเทศที่สื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิตอลอยู่ในระดับ “ไม่มีเสรีภาพ” (Not Free)

การให้คะแนน คะแนนน้อยแปลว่าดี คะแนนมากแปลว่าไม่ดี แต่ละประเทศจะได้คะแนนตั้งแต่ 0แปลว่าดีมาก จนถึง 100 แปลว่าแย่มาก ประเทศที่คะแนนอยู่ระหว่าง 0-30 ถือว่ามีเสรีภาพ ประเทศที่คะแนน 31-60 มีเสรีภาพบ้างบางส่วน ประเทศที่คะแนน 61-100 ถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพระดับที่หนึ่งมีเสรีภาพ (Free) ระดับที่สองมีเสรีภาพบางส่วน (Partly Free) ระดับที่สามไม่มีเสรีภาพ(Not Free) ในงานศึกษาจะมีบทรายงานประกอบว่ามีสภาพที่มาที่ไปอย่างไรจาก 37 ประเทศ พบว่าประเทศไทยไม่มีเสรีภาพ (Not Free) รายงานนี้จัดทำจากการสำรวจในระยะสองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 ถึงมกราคม 2553 ประเทศที่ไทยอยู่ใกล้เคียงคือเบลารุสพม่า จีน คิวบา ซาอุดิอาระเบีย เราตกอยู่ในกลุ่มที่ขาดสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพของประเทศที่ไม่เสรีเหล่านี้ถดถอยกว่าในปีก่อนหน้านั้น และการสำรวจยังพบว่ามีแนวโน้มไปในทางติดลบ การเซ็นเซอร์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางการเมืองและการปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงข้อมูล การเรียกร้องของจีนและพม่าอยู่ในข่าวตลอดเวลา ปัจจุบันพบว่าไทยก็อยู่ในกลุ่มที่มีการเรียกร้องระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆข้างบนคือแผนที่ที่ชี้ให้เห็นระดับของเสรีภาพของสื่อออนไลน์ สีเขียวเป็นประเทศที่มีเสรีภาพด้านสื่อออนไลน์ สีเหลืองคือประเทศที่มีเสรีภาพบ้างบางส่วน ส่วนสีม่วงคือประเทศที่ไม่มีเสรีภาพ จะเห็นว่าอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียหลายประเทศและตะวันออกกลาง ลำดับของประเทศไทยคือลำดับที่ 61 เป็น

ประเทศแรกในกลุ่มที่สามพอดิบพอดี ติดตามมาด้วยบาห์เรน เบลารุส เอธิโอเปีย ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม ตูนีเซีย อิหร่าน ประเทศไทยอยู่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซียและต่ำกว่าอียิปต์ ซิมบับเว ปากีสถาน น่าสนใจว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ถ้าแบ่งคะแนนเป็นสามกลุ่มอย่างที่ได้พูดไปเมื่อสักครู่ เขาให้คะแนนอุปสรรคในการเข้าถึง ดูเหมือนข้อนี้ประเทศไทยได้คะแนนพอสมควร โครงสร้างพื้นฐานก็ยังได้คะแนนใกล้ไปในทางดี ข้อจำกัดเรื่องเนื้อหาเริ่มลงมาในทางที่มีข้อจำกัดมาก มีการละเมิดสิทธิของผู้ใช้ ด้วยเหตุที่มีคดีมากจึงเห็นว่าคะแนนตกลงมาอีก ดังนั้น เมื่อรวมกันสามหมวด ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 61 เข้าสู่หมวดสถานภาพ “ไม่มีมีเสรีภาพ”(Not Free) ในส่วนของสื่ออินเทอร์เน็ต Freedom House มีการประมวลข้อมูลทำดัชนีอีกหมวดหนึ่งคือเสรีภาพของสื่อโดยรวม ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” (Partially Free) แต่เฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตไทยอยู่ในลำดับที่ 61 ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

บทที่เขียนอธิบายประกอบในรายงาน ชี้ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกปิดกั้น ถูกดำเนินคดีมาก เพราะไปท้าทายชนชั้นนำทางการเมือง และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา ทำให้รัฐบาลและหน่วยความมั่นคงพยายามควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ต ถึงแม้ว่ารัฐบาลได้พยายามปิดกั้นข้อมูลบางอย่างทางอินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ในระยะสองปีที่ผ่านมา การปิดกั้นยิ่งมีมากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและรายละเอียดของเนื้อหา ส่งผลให้จำนวนเว็บไซต์นับหมื่นเว็บไซต์ถูกปิดในปี 2553 รวมถึงการปิดสื่ออิสระ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว การปิดกั้นมีมากขึ้นอีกในเดือนเมษายนถึงธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถาการณ์ฉุกเฉิน ประชาชนจำนวนมากถูกตั้งข้อหา โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้น (รายงานเขียนขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2553) คาดว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะอยู่ครบสองปี แต่แนวโน้มสิทธิเสรีภาพหลังยุครัฐบาลอภิสิทธิ์จะถดถอยลงไปอีก เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่มีการตัดสินให้ผู้ใช้เว็บไซต์ถูกจำคุกเป็นเวลา 13 ปี ถือว่ามีการจับตามองในเรื่องนี้ดัชนีชี้วัดสื่อเอเชีย มูลนิธิฟรีดริช อีแบร์ท ประเทศไทย (Freidrich-Ebert-Stiftung)ดัชนีลำดับที่สามที่จะกล่าวถึงในการบรรยายครั้งนี้ เป็นดัชนีเฉพาะเจาะจงของประเทศไทย ชื่อว่า Asian Media Barometer : A locally based analysis of the media landscape in Asia – Thailand 2010 หรือดัชนีชี้วัดสื่อเอเชีย รายงานการประเมินภูมิทัศน์สื่อของเอเชียจากมุมมองท้องถิ่น ประเทศไทย 2553จัดทำโดยมูลนิธิฟรีดริช อีแบร์ท ประเทศไทย (Freidrich-Ebert-Stiftung) ดัชนีนี้จัดทำเป็นกรณีศึกษาโดยเลือกศึกษาประเทศไทยเป็นประเทศแรกในปีนี้ และจะไปทำต่อที่ประเทศจีนและอินโดนีเซีย โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า 'ดัชนีชี้วัดสื่อเอเชีย' ซึ่งพัฒนาจากดัชนีชี้วัดสื่อที่ทำขึ้นครั้งแรกในทวีปแอฟริกา และนำมาปรับปรุงใช้ในทวีปเอเชีย โดย FES ได้ไปประเมินที่อินเดียและปากีสถานมาแล้วสำหรับเอเชียใต้ สำหรับเอเชียตะวันออกจะประเมินสามประเทศ ซึ่งอยู่ในกลุ่มอาเซียนสองประเทศ ดัชนีนี้ต้องการประเมินอะไรประเมินคล้ายๆ กัน คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประเมินความหลากหลายของสื่อ และความเป็นอิสระของสื่อมวลชนเพิ่มเติม แล้วประเมินว่าประเทศนั้นๆ มีสื่อสาธารณะไหม มีการปฏิรูปสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะไหม และดูว่าสื่อเป็นมืออาชีพแค่ไหน นี่กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงในยุคปัจจุบัน เพราะเหตุที่สื่อถูกทำให้เป็นการเมืองมากขึ้น คำถามจึงถามว่าแท้ที่จริงแล้ว สื่อสามารถเป็นสื่อที่เป็นมืออาชีพได้หรือไม่ ไม่เอนเอียง เลือกข้าง จนเสียความเป็นมืออาชีพดัชนีนี้ใช้วิธีการเชิญตัวแทนจากกลุ่มนักวิชาชีพสื่อมวลชน และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพจำนวน 12 คนจากประเทศไทยไปให้คะแนน ประเมิน บรรยาย หรือให้ความคิดเห็น ซึ่งแตกต่างจากดัชนีอีกสองตัวที่กล่าวไปแล้ว ดัชนีชี้วัดสื่อเอเชียจะขอความคิดเห็นจากตัวแทนจำนวน 12 คนประกอบกับการให้คะแนน โดยแบ่งคะแนนเป็นสี่กลุ่ม คือ ด้านสิทธิเสรีภาพ, ด้านภูมิทัศน์สื่อ ซึ่งหมายถึงความหลากหลาย, ด้านการปฏิรูปสื่อให้เป็นสื่อสาธารณะ, และด้านความเป็นมืออาชีพ คะแนนมีระดับ 1-5 ในแต่ละกลุ่มคำถามสี่กลุ่มนั้น ถ้าคะแนนน้อยแปลว่าไม่ได้มาตรฐาน ไล่มาเรื่อยๆ คะแนน 2 หมายถึงได้มาตรฐานบางด้าน 3 ได้มาตรฐานในหลายด้าน 4 ได้มาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ 5 ได้มาตรฐานในทุกด้าน ที่ประชุมจะให้คะแนนแล้วนำมารวมกัน จากนั้นหาร 12 แต่ละคำถามจะได้คำตอบมาเป็นคะแนนอยู่ในระดับ 1-5

ในส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ประเทศไทยได้ 2.6 เรียกว่าประมาณ 50% เกือบตกถ้าพูดเป็นคะแนนสอบก็ได้ประมาณ 51 ส่วนที่ 2 ภูมิทัศน์ ได้คะแนน 2.4 ภูมิทัศน์ของสื่อรวมถึงสื่อใหม่มีความหลากหลายและยั่งยืนมั่นคงไหม ส่วนที่ 3 ความเป็นอิสระ คะแนนเฉลี่ยได้ 3.6 ข้อนี้ได้คะแนนสูงเพราะตัวอย่างที่นำมาประเมินนั้น คือการจัดให้มีการจัดทำกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล และมีการปฏิรูปสื่อให้เป็นสื่อสาธารณะหรือยัง และคะแนนสถานีโทรทัศน์ TPBS ทำให้ได้คะแนนสูง แต่ไม่ได้ไปให้คะแนนส่วนที่เป็นสถานีของรัฐเช่นช่อง 11 หรือช่อง 5 ซึ่งเป็นของกองทัพบก เป็นต้น คะแนนข้อนี้ต้องมีดอกจันคือได้คะแนนมากบนเงื่อนไขพิเศษ ข้อ 4สื่อมีความเป็นวิชาชีพในระดับสูงหรือไม่ คะแนนเฉลี่ย 2.3 ไม่ผ่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้น สี่หมวดเอามารวมกันแล้วได้ 2.72 เฉลี่ยแล้วผ่านนิดหน่อยขอสรุปเฉพาะในส่วนที่ 1 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการประมวลภาพรวมจากผู้ที่ไปแสดงความคิดเห็นรวม 12 คน รายงานกล่าวว่ากฎหมายไทย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2550 หลังการรัฐประหาร ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเอาไว้ แต่กฎหมายอื่นๆ กลับเป็นตัวมาคัดง้างเช่น กฎหมายความมั่นคง กฎหมายพ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น ความน่าสนใจของรายงานนี้คือชี้ให้เห็นว่า แม้พลเมืองและนักหนังสือพิมพ์จะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ก็กลัวว่าเมื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันที่มีอำนาจ เช่น ศาล สถาบันพระมหากษัตริย์ อาจจะถูกจับกุมและตั้งข้อหาร้ายแรง เช่น เป็นกบฏ หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้เกิดการสยบยอมต่ออำนาจที่เหนือกว่า ซึ่งขณะนี้แผ่กระจายไปในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น ข้าราชการยอมสยบต่อนักการเมือง นักวิชาชีพสื่อสารมวลชนสยบต่อเจ้าของกิจการ พลเมืองหวาดกลัวการล่าแม่มดในเครือข่ายสังคมอินเทอร์เน็ต ท่ามกลางบรรยากาศของความหวาดกลัวที่ปกคลุมสังคมไทยอยู่นั้นนักหนังสือพิมพ์ได้หันมาเซ็นเซอร์ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง การแข่งขันทางธุรกิจ การแทรกแซงโดยเจ้าของกิจการสื่อ ตัวอย่างกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความใกล้ชิดระหว่างนักหนังสือพิมพ์กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทำให้การรายงานไม่เป็นกลางและมีอคตินักหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าทำงานอย่างอิสระ โดยไม่เดินตามวาระของรัฐทั้งนี้พวกเขากลัวว่าอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

หลังการรัฐประหาร 2549 การเร่งออกกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสื่อ รวมทั้งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่มีการแก้ไขและผ่านออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว (2553) มีกฎหมายกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (2551) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือการยึดสถานี ITV ของคุณทักษิณมาเป็นสถานีของรัฐ แล้วก็เปลี่ยนสถานะเป็นทีวีสาธารณะอีกชั้นหนึ่ง ข้อสำคัญคือ มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ปี 2550 เป็นกฎหมายที่เร่งออกอย่างด่วนที่สุดหลังการรัฐประหาร กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ถูกนำมาใช้ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ปรากฎผลให้เห็นเรื่อยๆ ในช่วงสามสี่ปีมานี้กฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่สำคัญและในประเทศไทยยังไม่ได้นำมาใช้มากนัก นั่นคือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการพ.ศ.2540 การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารยุ่งยากและมีความล่าช้า ข้อมูลเกี่ยวกับความ

มั่นคงประชาชนเข้าไม่ถึงเลย มีบทบัญญัติว่าห้ามเปิดเผยและห้ามสื่อมวลชนรายงานด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะค่อนไปทางกฎหมายปิดกั้นข้อมูลข่าวสารมากกว่าในทางปฏิบัติประการสุดท้าย ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของแหล่งข่าว หากว่าสื่อมวลชนทำข่าว และหากมีคดีต้องขึ้นศาล จะถูกกดดันว่าต้องเปิดเผยแหล่งข่าว นี่เป็นปัญหาสำหรับการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพมีไม่มากในสังคมไทย และมีการแบ่งขั้วทางการเมือง บางองค์กรไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่สนใจที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่กลับสนับสนุนให้รัฐบาลปราบปรามสื่อที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วย

'ดัชนีชี้วัดสื่อเอเชีย' ได้รายงานสรุปว่า ภูมิทัศน์ของสื่อไทยมีแหล่งที่มาของข่าวสารที่หลากหลายและมีจำนวนมาก มีองค์กรสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระอย่างน่าประหลาดใจ มีวิทยุชุมชนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและมีสาธารณชนที่หิวกระหายข้อมูลข่าวสารที่มีอิสระ จึงต้องการสื่ออิสระ ไม่ต้องการสื่อที่ถูกควบคุมและส่งข้อมูลข่าวสารแบบโฆษณาชวนเชื่อมาให้ การแบ่งขั้วทางการเมืองของกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงทั้งก่อนและหลังการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในปี 2553 ทำให้การปฏิรูปสื่อที่ยังไม่เกิดขึ้นต้องชะงักไปยิ่งไปกว่านั้น สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นยังถูกแทนที่ด้วยการเซ็นเซอร์ตัวเอง และการทำงานของสื่ออย่างอิสระก็ถูกคุกคามโดยกลุ่มการเมืองทั้งสองขั้ว นี่คือสามดัชนีที่แสดงให้เราเห็นว่ามีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ มีการควบคุม จนกระทั่งถึงการจับกุมคุมขัง ลงโทษ และสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นตัวที่ถูกลิดรอนสูงสุด

รายงานการศึกษาเรื่องการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อของนักวิชาการไทย

แท้ที่จริงข้อมูลจำนวนหนึ่งที่ปรากฎในดัชนีทั้งสามนำมาจากงานศึกษาในชุดที่จะกล่าวถึง ซึ่งสามารถไปหาได้จากเว็บไซต์นิติราษฎร์ เป็นการศึกษาในเชิงกฎหมาย รายงานการศึกษาสิทธิเสรีภาพของสื่อออนไลน์ ชื่อเต็มคือรายงานสถานการณ์การปิดกั้นสื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมายและแนวนโยบายของรัฐไทย (ธันวาคม 2553) ศึกษาวิจัยโดย อาจารย์สาวัตรี สุขศรี และคณะ ในโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw และผู้สนับสนุนทุนวิจัยคือมูลนิธิไฮน์ริค เบิล หลักๆ คือมองดูในเชิงสถิติแทนที่จะเอ่ยถึงเป็นรายคดี อาจารย์สาวัตรีและคณะได้นำเอาสิ่งที่กล่าวมาเมื่อสักครู่มาจัดสารบบว่ามีสถิติจำนวนคดีอะไรบ้างในการกระทำผิด ถึงขั้นผิดตามกฎหมาย หรือเรื่องการระงับการเข้าถึงข้อมูล หรือบล็อกเว็บไซต์มีมากน้อยเพียงไร และสองเป็นการศึกษาจากประเทศต่างๆ อีกชิ้นหนึ่งที่อาจารย์สาวัตรีเขียนชื่อ กฎหมายไทยกับสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวันรพี ปี2553 ในเว็บไซต์นิติราษฎร์ก็มีเช่นเดียวกันสาระสำคัญของ รายงานสถานการณ์การปิดกั้นสื่อออนไลน์ฯ กล่าวถึงกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐในการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ อาจารย์สาวัตรี พูดถึงการใช้อำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคปค. ในปี 2549 ว่าเป็นสถานการณ์ปกติ กล่าวคือเมื่อสถาปนาอำนาจรัฐขึ้นมาแล้วก็มีประกาศปิดกั้นเพราะฉะนั้นในสถานการณ์พิเศษเหล่านี้ การปิดกั้นทำได้เต็มที่ คือให้อำนาจกับองค์รัฏฐาธิปัตย์ในขณะนั้นว่า ถ้ากระทบกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ให้ปิดกั้นได้ สั่ง ณ วันที่ 20 กันยายน 2549 คือวันรุ่งขึ้นนั่นเอง และผูด้ ำเนินการคือกระทรวงไอซีที ทำให้เห็นว่ากระทรวงมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการพิจารณาว่า ควรปิดกั้นอะไรและไม่ปิดกั้นอะไรที่กระทบต่อการปฏิรูปการปกครอง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเว็บไซต์ต่างๆ เช่น No Coup เว็บไซต์ของฟ้าเดียวกัน หรือเว็บบอร์ดต่างๆ เริ่มถูกปิดกั้น เพราะถูกพิจารณาว่าต่อต้านการรัฐประหาร หรือไม่เป็นผลดี จะกระทบต่อ

การปฏิรูปการปกครอง หรือคณะปฏิรูปการปกครองในส่วนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อาจารย์สาวัตรีวิเคราะห์ว่าแทนที่จะคุ้มครองสิทธิกลายเป็นให้อำนาจรัฐและรัฐบาลผ่านกระทรวงไอซีทีอีกเช่นกัน คือให้ปิดสื่อได้ในมาตรา 20 สามารถระงับการเผยแพร่ข้อความได้ ซึ่งทำให้ขัดแย้งกับบทรับรองสิทธิในรัฐธรรมนูญต่างๆ ทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 เป็นข้อที่ต้องทำการบ้านกันต่อ เพราะฉะนั้น ทั้งมาตรา 20 และมาตราอื่นให้อำนาจรัฐในการปิดกั้นเป็นหลัก การปิดกั้นไม่ใช่ข้อยกเว้น ซึ่งผิดหลักสากลสุดท้าย ในสถานการณ์ไม่ปกติ อาจารย์ชี้ไปที่กฎอัยการศึก ที่อาจารย์เรียกว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เพราะถึงขั้นศึกสงครามซึ่งไม่ใช่แค่ห้ามพูด แต่ห้ามออก ห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสื่อหนังสือสิ่งพิมพ์ ห้ามโฆษณาห้ามแสดงมหรสพ ห้ามทุกประเภท วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายทหารตรวจค้นข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบห่อ หรือสิ่งอื่นใดได้ทั้งหมด เจตนารมณ์ในกฎอัยการศึกคือรับรองอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายทหาร ในการเข้ามามีบทบาทในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติในสถานการณ์ไม่สงบ ซึ่งไม่อาจใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจารย์สาวัตรีชี้ให้เห็นว่าเหตุที่ต้องใช้กฎอัยการศึกเพราะใช้เฉพาะเวลามีศึกสงครามหรือจลาจล หรือมีความจำเป็นที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยให้ปราศจากภัย ดังนั้น ภาคใต้ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกปิดกั้นเบ็ดเสร็จพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็อยู่ในลักษณะเดียวกันคือให้อำนาจปิดกั้นคล้ายๆกับกฎอัยการศึกนั่นเอง

บทสรุป

วิกฤตการณ์ทางการเมืองและการถดถอยของสิทธิเสรีภาพที่พูดมาทั้งหมด พบว่าหลังการรัฐประหาร2549 เป็นต้นมา การใช้กฎหมาย การใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งหมดกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในช่วงระยะหลังการรัฐประหารมีหน่วยงาน ศอ.รส. และ ศอฉ. เกิดขึ้น และมีการทีวีพูลอยู่เป็นประจำ มีโฆษกที่ทุกท่านรู้จักกันดี และกลับมาหน้าจอโทรทัศน์ก็ทำให้เราตกใจว่ามีอะไรฉุกเฉินเกิดขึ้นหรือเปล่า ซึ่งก็จริงทุกครั้ง คราวนี้ก็ฉุกเฉินที่ชายแดนชาวบ้านพูดว่าเราตาสว่างแล้ว สิ่งที่ทำให้ตาสว่างก็คือวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม ก็ถูกสั่งปิด สื่ออีกตัวที่ทำให้ตาสว่างก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ก็ถูกปิด จะพบว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การสั่งปิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐไปแล้ว

กล่าวโดยสรุป ดัชนีชี้วัดสิทธิเสรีภาพที่จัดทำโดยองค์กรต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความถดถอย ไม่ว่าใครจะเป็นคนประเมิน ทั้งนักวิชาการไทย และองค์กรสื่อต่างประเทศ นักวิชาการไทยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของกฎหมายหลายฉบับที่เอื้อให้รัฐใช้อำนาจได้มากทั้งในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ และใช้ปิดกั้นเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้การปิดกั้นเป็นกรณีพิเศษเล็กๆ น้อยๆ แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระจึงถูกตรวจสอบ ข่มขู่ คุกคามมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการหมิ่นสถาบันฯรัฐใช้มาตรา 112 ของกฎหมายอาญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว เราเคย

พูดถึงบรรยากาศของความกลัวในสมัยรัฐบาลทักษิณ ไทยรักไทย ในสมัยนั้นมีการฟ้องร้อง ข่มขู่ สื่อสำนักพิมพ์ และเรียกร้องค่าเสียหายในอัตราสูง แต่ในขณะนี้ก็มีการฟ้องร้องประชาชนรายบุคคลแล้วส่งเข้าคุกในอัตราหลายๆ ปี เสียงอิสระและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถูกปิดกั้น ลิดรอน ถูกจับกุม ถูกกวาดล้างการควบคุมและการเซ็นเซอร์ตัวเองอาจเพิ่มเป็นทวีคูณจนรัฐเชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับได้ แต่การละเมิดสิทธิอย่างเข้มข้นเช่นนี้อาจนำไปสู่การท้าทายและการแสวงหาทางออกใหม่ๆ เพื่อให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ และธำรงความเป็นหลักสากลของสังคมประชาธิปไตย