อนาคตไทยพีบีเอสแขวนอยู่บนเส้นด้าย

บทความนี้แปลจาก http://somchaisuwanban.wordpress.com/2017/05/15/the-future-of-thaipbs-hangs-in-the-balance-as-review-nears/ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560

กรณีล่าสุดเกี่ยวกับการนำเงินทุนสนับสนุนไทยพีบีเอสที่ได้จากภาษี (บาป) ไปซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เกิดขึ้นใกล้กับเวลาที่ต้องมีการทบทวนกฎหมายก่อตั้งองค์กรตามที่พระราชบัญญัติไทยพีบีเอสกำหนดไว้ กรณีที่เป็นประเด็นถกเถียงนี้ดึงความสนใจของประชาชนไปสู่เรื่องธรรมาภิบาลขององค์กร  นักกฏหมายหลายคนกังวลว่าการลงทุนในซีพีเอฟอาจเป็นการขัด พรบ.นี้

โครงการการลงทุนซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นี้ ทำให้ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ประกาศลาออกหลังทำงานในตำแหน่งนี้ปีกว่าๆ  และเกิดการตั้งคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับอนาคตของไทยพีบีเอส การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ยังเปิดประเด็นความ มือไม่ถึงในการทำงาน, ธรรมาภิบาลอ่อนแอ และ  วิจารณญานที่ผิดพลาดของคณะกรรมการนโยบายชุดที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาบริหารองค์กรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 – 2558

ปัญหานี้เริ่มมาจากการแต่งตั้งนายกฤษดา เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อย่างน่าประหลาดใจ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาลาออกอย่างกะทันหันจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรได้รับทุนสนับสนุนจากภาษี (บาป) เช่นกัน การตัดสินใจมอบตำแหน่งผู้อำนวยการไทยพีบีเอสให้กับเขาสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในวงการสื่อ

น่าประหลาดที่ว่า การลาออกจาก สสส. ของนายกฤษดา ก็เป็นผลจากการถูกตรวจสอบเรื่อง ข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งทุกวันนี้การตรวจสอบนี้ยังคงดำเนินการอยู่  และทั้งที่  มีการสอบสวนดังกล่าว แต่คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสยังมอบให้เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรสื่อขนาดใหญ่ ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่ซับซ้อน และพันธกิจที่แตกต่างหลากหลาย   

ไทยพีบีเอส และ สสส.  เปรียบเสมือนปลาคนละสายน้ำ 

ไม่น่าแปลกใจที่เกิดทฤษฏีสมคบคิดมากมาย ติดตามมา

นายกฤษดา ได้รับการแต่งตั้งอย่างราบรื่น   โดยสะดวก- หลังจากคณะกรรมการนโยบายชุดปี 2557-2558 ได้ตัดสินใจปรับปรุงเกณฑ์หลักสำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการในเรื่องประสบการณ์จริงในการทำงานด้านสื่อ ที่เคยถือว่าจำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้  คณะกรรมการนโยบายชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพนักงานขององค์การและบรรดานักปฏิรูปสื่อว่าไม่ทำตามกฏเกณฑ์และ  เสี่ยงต่อการละเมิดกฏหมายเพื่อปูทางให้นายกฤษดาเข้ารับตำแหน่ง  ดังนั้นนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นมาทั้งคณะกรรมการนโยบายและผู้อำนวยการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่นี้อยู่ในสภาพที่สุ่มเสี่ยง เหมือนเล่นสเก็ตบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ


ภาพจากสำนักข่าวประชาไท

ความหายนะรออยู่ข้างหน้า

การตัดสินใจผิดพลาดครั้งนี้ ได้กัดกร่อนคุณค่าของแบรนด์ความน่าเชื่อถือไทยพีบีเอสและความศรัทธาของสาธารณชน ซึ่งจะส่งผลต่อการอยู่รอดระยะยาวขององค์การ พนักงานไทยพีบีเอสต่างสงสัยว่าใครจะรับผิดชอบต่อ  ความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ทำให้องค์การตกเป็นเป้าการโจมตีจากสังคมภายนอกและการจ้องทำลายองค์การจากผู้มีอำนาจ

คำถามที่  ลึกกว่านี้อาจจะไม่เกี่ยวกับ ตัวบุคคล และอาจไม่ใช่นายกฤษดาที่เป็นต้นเหตุของปัญหา  เพราะตัวเขาอาจเป็นเพียงเหยื่อของนักจินตนาการในเงามืด และการวางกลยุทธ์ที่ ตื้นเขิน เพราะว่า ในสายตาของบรรดาผู้ปรารถนาดีต่อทั้งสององค์การ   การหักดิบที่ดูเหมือนเป็นการควบรวม  สสส. กับไทยพีบีเอส ครั้งนี้ จะกลายเป็นว่าทำให้ทั้งสององค์กร กลับอ่อนแอลง และ กลับสูญเสียศรัทธา

ที่สำคัญกว่านั้น กรณีอื้อฉาวของการนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ ทำให้การปกป้องและคงไว้ซึ่งทุนสนับสนุนจาก ‘ภาษีที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ’ นี้ทำได้ยากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือด้านเนื้อหาข่าวสารของไทยพีบีเอสมาโดยตลอด มาบัดนี้ความน่าเชื่อถือนี้นับวันยิ่งถดถอยน้อยลง ดูเหมือนว่าไทยพีบีเอสจะขยับตัวเข้าใกล้ความเป็นสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลทั้งในแง่เนื้อหาและในแง่จำนวนผู้ชม  ปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าความภักดีของผู้ชมต่อไทยพีบีเอสค่อยๆ ลดลงเมื่อมีการยัดเยียดเนื้อหาแบบเอาใจตลาดให้กับผู้ชม  ในบางครั้งทรัพยากรขององค์กรถูกจัดสรรเพื่อสนับสนุนกิจการงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ขณะเดียวกันความเข้มข้นของข่าวสารบ้านเมืองถูกทำให้อ่อนด้อยลง ไม่แสดงบทบาทตั้งคำถามผู้มีอำนาจได้อย่าง จริงๆ จังๆ        

ยิ่งไปกว่านั้น รายการต่างๆ ที่มีคนดังๆ ราคาแพงๆ เป็นผู้ดำเนินรายการซึ่งต้องใช้เงินทุนสูงกว่าปกติก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าเพราะไม่สามารถดึงดูดเพิ่มจำนวนผู้ชมได้ตามที่ อวดอ้างไว้   ทีวีสาธารณะแห่งนี้ได้ผลักไสกลุ่มผู้ชมแกนหลักของตัวเองที่สะสมมา ออกไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้จำนวนผู้ชมลดน้อยลงอย่างมาก กล่าวได้ว่าในครั้งนี้จำนวนผู้ชมลดลงมากที่สุดในประวัติการณ์ขององค์การ  เมื่อแผน งานล้มเหลว คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารระดับสูงกลับไม่รู้ตัวว่าตนเป็นต้นเหตุของความผิดพลาด เพิกเฉยต่อเสียงสะท้อนที่เห็นต่างภายในองค์กร ข่มขู่เอาผิดทางวินัย โดยไม่ตระหนัก  ว่าสื่อสาธารณะเป็นหน่วยงานที่ ได้รับทุนสนับสนุนจากภาษีสาธารณชงนต้องเปิดให้มีการตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างเปิดเผยได้   

นักปฏิรูปสื่อและกลุ่มผู้สนับสนุนสำคัญของทีวีสาธารณะของไทยกำลังตั้งคำถามว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดด้านกลยุทธ์การดำเนินงานอันย่ำแย่นี้  ในจังหวะที่ ประจวบกับช่วงเวลาสำคัญที่ต้องมีการทบทวนการดำเนินงานขององค์กรตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งคล้ายกับการทบทวนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบการของบีบีซี  พนักงานจำนวนมากในไทยพีบีเอสเองและบรรดานักปฏิรูปสื่อต่างเป็นกังวลยิ่งในเรื่องความอยู่รอดของไทยพีบีเอส

หลายคนกลัวว่าการปฏิรูปสื่อที่ ก้าวเดินมาตั้งแต่ ‘เหตุการณ์พฤษภาคม 2535’  จะเดินถอยหลังกลับเหมือน กรณีที่เกิดขึ้นกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) องค์กรกำกับการประกอบการกิจการสื่อที่ ถูกออกแบบมาให้เป็นอิสระ ตอนนี้   ต้องตกอยู่ภายใต้ การควบคุมแบบอำนาจนิยม

พระราชบัญญัติไทยพีบีเอสเป็นผลงานจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลัง ‘เหตุการณ์พฤษภาคม 2535’ และเป็นผลจากการผลักดันปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ที่ประกาศระหว่างการประชุมสุดยอดสื่อเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการพัฒนาการแพร่ภาพและกระจายเสียงแห่งเอเซีย-แปซิฟิค (Asia-Pacific Institute for Broadcasting Development หรือ AIDB) และยูเนสโก เมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานในปี 2546 ปฏิญญานี้มุ่งให้ผู้ลงนามใน คำประกาศดังกล่าว ริเริ่มก่อตั้งองค์กรสื่อสาธารณะแห่งชาติที่เป็นอิสระในประเทศของตน และประเทศไทยได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในฐานะประเทศแรกที่ดำเนินการก่อตั้งองค์กรดังกล่าว  ได้สำเร็จ

ที่สำคัญกว่านั้น ไทยพีบีเอสเป็นส่วนหนึ่งและเป็นผลพวงของขบวนการปฏิรูปสื่อช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีพันธกิจทางจริยธรรมในการสนับสนุน กสทช เพื่อการกระจายคลื่นความถี่มาสู่ภาคประชาชน และปรับโครงสร้างการใช้ทรัพยากรการแพร่ภาพและกระจายเสียงให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ภารกิจของไทยพีบีเอสยังรวมถึงการบ่มเมล็ดพันธุ์สร้างนักข่าวพลเมืองและเกื้อกูลผู้ที่ปรารถนาเป็นสื่อในชุมชน รวมทั้งเปิดช่องทางต่างๆ เพื่อทำให้ผู้ชมที่ด้อยโอกาสและคนพิการสามารถเข้าถึงสื่อและข่าวสารมากขึ้น   มาถึงวันนี้ได้เกิดข้อกังขาว่าพันธกิจตามกฎหมายนี้ จะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่  

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการ ลงนามผูกพันประเทศไทยต่อปฏิญญาดังกล่าว จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนควร ตระหนักว่า อนาคตที่มั่นคงยั่งยืนของไทยพีบีเอสจะเป็นหลักฐานอ้างอิงสำคัญสำหรับดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยและความโปร่งใสตรวจสอบได้ตามที่มีการจัดลำดับกันในต่างประเทศ

การปกป้องไทยพีบีเอส ทีวีสาธารณะที่กำลังเติบโตให้อยู่รอดต่อไปได้ เป็นเรื่องใหญ่  จึงควรที่จะขจัด ‘ปลาเน่า’ ให้หมดไปจากองค์การ ไทยพีบีเอสไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร หรือเพื่อการทดลองอุดมการณ์ทางสังคมใดๆ  อีกทั้งไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการนโยบายคนใดคนหนึ่ง

เป็นที่ทราบกันว่าพนักงานในไทยพีบีเอสหลายคนทำงานด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกแก้แค้นหากวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินทุนจากภาษีอย่างไม่สมควร, ระบบเล่นพรรคเล่นพวก และการขัดต่อธรรมาภิบาลอย่างชัดแจ้ง  รวมทั้งมีรายงานว่า ระบบการควบคุมการใช้งบประมาณและวินัยทางการเงินที่ถูกนำ มาบังคับใช้ เพื่อธำรงความโปร่งใสและการใช้เงินภาษีอย่างรอบคอบนั้น ตอนนี้ถูกทำให้หย่อนยานลงเพื่อเอื้อให้มีการใช้เงินของประชาชนได้ง่ายขึ้น

เป็นเรื่องน่าเศร้า หลังการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหารในเดือนตุลาคม ปี 2558 ทัศนคติเรื่องวินัยทางการเงินได้เปลี่ยนไปอย่างมาก และการใช้จ่ายเงินภาษีอย่างสุรุ่ยสุ่ร่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้นในยุคปัจจุบัน เนื่องจากละเลยการใช้เครื่องมือทดสอบ “ความคุ้มค่าของเงิน" ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 2556

อย่างไรก็ตาม สิ่งคุกคามต่อความอยู่รอดของไทยพีบีเอสที่เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าน่าจะมาจากความบาดหมางภายในที่กรรมการนโยบาย ตั้งป้อมโจมตีกันเองในเรื่องการปล่อยข่าวการซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟรั่วไหลไปถึงหู สื่อมวลชน   ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจเท่าใด เนื่องจากมีกรณีตัวอย่างเมื่อต้นปี 2558 กรรมการนโยบายท่านหนึ่งกล่าวโทษกรรมการอีกท่านหนึ่งว่าขโมยทรัพย์สินขององค์กรและฝากเด็กเล่นพรรคเล่นพวก การไต่สวนเรื่องนี้ทำให้เกิดการบาดหมางภายในคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งนำไปสู่ ความอึดอัดใจเบื่อหน่ายในกลุ่มพนักงานอาวุโส

เป็นเวลาหลายปีที่ผู้คนทั้งภายในและภายนอกองค์กรไทยพีบีเอส ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมากในการสร้างสื่อสาธารณะให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน แต่โชคร้ายที่พนักงานไทยพีบีเอสเองก็ยังรู้สึกว่า  ปัจจุบันองค์กรถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนเพียงไม่กี่คนเพื่อสร้างอิทธิพลทางการเมืองและหาผลประโยชน์เข้าตัว

คำพิพากษาของศาลเมื่อไม่นานมานี้ที่ลงโทษสมาชิกสภาผู้ชมไทยพีบีเอสท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วยนั้น ได้ทำให้เห็นถึงระบบเอื้อผลประโยชน์ให้กับคนใกล้ชิดของคณะกรรมการนโยบาย  และการเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องใช้จ่ายงบประมาณของสภาผู้ชมที่น่าสงสัยหลายต่อหลายครั้งสร้างความวิตกกังวลยิ่งขึ้นในเรื่องความโปร่งใสทางการเงินภายในองค์กร

ไทยพีบีเอสกำลังจะฉลองครบรอบ 10 ปีในไม่ช้า องค์การนี้มีทีมงานระดับมืออาชีพที่ทำงานอย่างทุ่มเท และอยู่รอดมาได้แม้ในช่วงเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองรุนแรงหลายครั้ง และเคยแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในห้วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติใหญ่ๆ หลายครั้งหลายครา

ไทยพีบีเอสมีขีดความสามารถ และจะยืนหยัดต่อไป เพราะบรรดาพนักงานที่ทุ่มเทให้กับงานต่างตระหนักดีว่าประเทศไทยควรมีสื่อสาธารณะที่ทำงานอย่างอิสระ เข้มแข็งและไว้ใจได้

แต่การที่ไทยพีบีเอสจะอยู่รอดได้นั้น จำเป็นที่พนักงาน, ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้สนับสนุนการปฏิรูปสื่อต้องร่วมมือกันและเปิดเวทีสาธารณะให้มีการถกเถียงเพื่อสะท้อนข้อผิดพลาด, ผู้รับผิดรับชอบ และวางแผนอย่างมีวิสัยทัศน์และวางกลยุทธ์บริหารจัดการอย่างชาญฉลาดเพื่อปกป้ององค์กร ในการทบทวน  กฎหมายครั้งสำคัญนี้

พึงตระหนักว่า ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่ได้ทุนสนับสนุนจากสาธารณชน  ไม่ใช่ สมบัติส่วนตัวของใคร

และเวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว

===

เกี่ยวกับผู้เขียน: สมชัย สุวรรณบรรณ เป็นอดีตผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ช่วงปี พ.ศ. 2555 - 2558

บทความนี้แปลจาก https://somchaisuwanban.wordpress.com/2017/05/15/the-future-of-thaipbs-hangs-in-the-balance-as-review-nears/ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560

แปลเป็นไทยโดย มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์