การเมืองในนโยบายสื่อสาธารณะ...ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง?

อดีตกรรมการบริหารไทยพีบีเอสเสนอให้ยุบคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส หลังพบว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานีโทรทัศน์ที่งบประมาณในการบริหารจัดการมาจากเงินภาษีของประชาชนแห่งนี้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะได้อย่างแท้จริง

ผศ.ดร.จันทจิรา  เอี่ยมยุรา  อดีตกรรมการบริหารไทยพีบีเอส ปี 2551-2552 และปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือเจ้าของข้อเสนอให้ยุบคณะกรรมการนโยบายของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

“ขอเสนอว่าให้ยุบกรรมการนโยบายเลย แล้วทำโครงสร้างใหม่ เพราะการเกิดขึ้นของ สสท. (องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย) เกิดจากการกลัวกลุ่มทุนและกลุ่มอำนาจทางการเมือง มีการเรียกร้องให้เป็นอิสระจากสองกลุ่มนี้ แต่กลับมาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม มันจึงไม่ใช่สื่อสาธารณะอย่างเต็มภาคภูมิ” ผศ.ดร.จันทจิรา กล่าว

ข้อเสนอและเหตุผลสนับสนุนที่ตรงไปตรงมาที่ ผศ.ดร.จันทจิรา มีต่ออนาคตของสถานีโทรทัศน์ที่ได้ชื่อตามกฎหมายว่าเป็น “สื่อสาธารณะ” แห่งแรกและแห่งเดียวในปัจจุบันของสังคมไทยขณะนี้ เกิดขึ้นในวงสื่อสนทนาของ มีเดีย อินไซด์ เอาท์ ซึ่งจัดขึ้นในวันพุธที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “การเมืองในนโยบายสื่อสาธารณะ...ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง?” ซึ่งนอกจาก อดีตกรรมการบริหารไทยพีบีเอส คือ ผศ.ดร.จันทจิรา แล้ว ยังมี ผศ.ดร.นิธิดา สิริพงศ์ทักษิณ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้วยงานวิจัย “การเมืองในนโยบายสื่อสาธารณะองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย”  และ ชำนาญ จันทร์เรือง ผู้สมัครกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส  ชุดที่กำลังคัดสรรกันในปัจจุบัน เข้าร่วม โดยมี รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์  ดำเนินรายการ

ข้อเสนอของ ผศ.ดร.จันทจิรา ที่ให้ยุบคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสเป็นผลมาจากประสบการณ์ของตนเองที่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารไทยพีบีเอสในระหว่างปี 2551-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผลผลิตสืบเนื่องของการรัฐประหารในปี 2549  

“ตอนนั้นมีคนมาทาบทามให้เข้าไปช่วยดูแลเรื่องกฎหมาย เพราะ สทท เป็นองค์กรตั้งใหม่ มีเรื่องกฎหมายมหาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ลูกศิษย์ที่เรียนนิติศาสตร์และเป็นทีมงานของคุณเทพชัย (เทพชัย หย่อง อดีตผู้บริหารไอทีวี) ก็ชวนเข้าไปดูแลตรงนี้ เราก็เลยเข้าไปมีส่วนในเรื่องการเซ็ทระบบ....มันเป็นช่วงหลังรัฐประหาร เราเห็นคนหน้าตาดี ๆ เข้าไปในรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตอนนั้นจึงมีความหวังนิดหน่อย และมาสรุปได้ทีหลังว่าเราพลาดที่มีความหวังในตอนนั้น” ผศ.ดร.จันทจิรา กล่าวถึงเหตุผลที่ได้เข้าไปร่วมงานกับไทยพีเอส ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐประหาร “เราคุยกันว่าไม่ควรอยู่ยาวเพราะเข้าไปโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการที่มีความชอบธรรม เราจะทำงานในช่วงการเปลี่ยนผ่านของคณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการสรรหา ซึ่งก็ไม่ควรเกินปีหนึ่ง พอเข้าสู่ระบบ พ.ร.บ. เราจะออก แต่ต่อมาคุณเทพชัยได้เป็นผู้อำนวยการตัวจริง และชวนให้กรรมการชั่วคราวชุดนี้อยู่ต่อโดยทำให้ผ่านกระบวนการสรรหา”

จากประสบการณ์ในการเข้าร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์ “สื่อสาธารณะ” แห่งนี้สู่ประสบการณ์ในการทำงาน

“หลังจากนั้นเราทำงานกัน 6 เดือนก็ลาออก สาเหตุสำคัญคือเรารู้สึกอึดอัดในการทำงานพอสมควร เป็นเรื่องของบรรยากาศไม่อาจหารูปธรรมลายลักษณ์อักษรได้ มันอวล ๆ ไปในบรรยากาศการทำงานที่ทำให้เรารู้สึกว่า ผอ. หรือ กรรมการบริหาร ไปจนถึง บก.โต๊ะต่างๆ ไม่แฮปปี้กับการทำงาน มันเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่เหนือเรา คอยควบคุมเราตลอดเวลา เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีอิสระในการคิด มีการโต้เถียงกันตลอดเวลาในเรื่องสัดส่วนรายการทั้งที่ผลิตเอง ทั้งที่ซื้อจากต่างประเทศ เรารู้เลยว่าสารคดีที่ซื้อจะออกมาแนวไหน โดยเฉพาะช่วงท้ายของการบริหารงานปลายปี 52 ซึ่งเป็นปีที่มีความวุ่นวายทางการเมืองภายนอกและไทยพีบีเอสเองก็มีแรงกดดันทั้งเหลืองและแดง เราก็สงสัยว่าทำไมเราไม่มีเนื้อหาของฝ่ายชุมนุมประท้วง แต่เราโต้แย้งไม่ได้ เพราะเขาเทียบเวลากันเป็นนาที ซึ่งเราพบว่าสัดส่วนเวลาที่ให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายชุมนุมประท้วงสัดส่วนเท่ากัน แต่เราเห็นชัดว่าปริมาณไม่ได้สะท้อนเนื้อหา จนสุดท้ายคนกลุ่มหนึ่งในสังคมก็เลิกดูช่องนี้” 

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนหนึ่งของนักวิชาการคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานระดับผู้บริหารกับสถานีไทยพีบีเอส  การจะเข้าใจที่มาที่ไปของสถานการณ์ที่ ผศ.ดร.จันทจิรา เรียกว่า “อวลๆ” อยู่นั้นต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ประวัติศาสตร์การก่อเกิดของสถานีทีทัศน์แห่งนี้ ซึ่ง ผศ.ดร.นิธิดา สิริพงศ์ทักษิณ เป็นผู้ถ่ายทอดให้ฟัง


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, ชำนาญ จันทร์เรือง, อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, นิธิดา สิริพงศ์ทักษิณ              

“ตอนนั้นต้องการศึกษาการเมืองในนโยบายสาธารณะ บนสมมติฐานว่าสื่อสาธารณะไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่เกิดบนการเมือง จึงพุ่งเป้าไปที่บริบทการจัดตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ” นิธิดา พูดถึงที่มาที่ไปของวิทยานิพนธ์หัวข้อ การเมืองในนโยบายสื่อสาธารณะองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่ทำให้ตนเองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถานการณ์ที่เป็นการเมืองสถานการณ์แรกที่นิธิดา พบในการศึกษาวิจัยของตนเองคือ สถานการณ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่เสนอนโยบาย ซึ่งในตอนแรกมีกลุ่มผลประโยชน์ 2 กลุ่ม หนึ่ง เจ้าของไอทีวี รวมถึงผู้ถือหุ้น และผู้ผลิตรายการที่เสียผลประโยชน์จากการที่ไอทีวีถูกยึดสัมปทานมาด้วย สอง กลุ่มที่ยึดไอทีวีมา คือสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

“สองกลุ่มนี้เน้นเรื่องวาทกรรมสื่อเสรี ตอนนั้นรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์พยายามหาทางออกจากสถานการณ์ที่เกิดทีวีดำขึ้นมา ขณะเดียวกันก็เกิดกลุ่มที่สามขึ้นมา คือประชาสังคมระดับชนชั้นนำ นำโดยหมอประเวศ (นพ.ประเวศ วะสี) เสนอแนวคิดที่ไม่เคยมีมาในสังคมไทยคือ นิยามสื่อสาธารณะ กลายเป็นความรู้ใหม่ที่เด่น ที่เข้ามาตอบโจทย์ให้รัฐบาลพอดี”

แล้ว สสท. เพิ่งเกิดหลังรัฐประหารในครั้งนั้นเลยหรือไม่ คำตอบที่ ผศ.ดร.นิธิดา พบคือ ไม่ใช่ แต่เป็นการเตรียมงานอย่างมีกระบวนการอันแยบยลที่เกิดขึ้นมานานแล้วรอเพียงหน้าต่างแห่งโอกาสจะเปิดขึ้นเท่านั้น

“เคยมีการการเสนอแนวคิดสื่อสาธารณะมาหลายรัฐบาลแต่ไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นสื่อที่ไม่เน้นกำไร ไม่มีอิทธิพล กลุ่มทุน หรือนักการเมืองให้ความสนใจ กลุ่มนี้มีคนที่เสนอโครงร่างคือ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ แห่งทีดีอาร์ไอ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งสื่อสาธารณะ สถานีโทรทัศน์สำหรับเด็กและครอบครัว โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส ไว้ล่วงหน้า รอแค่หน้าต่างของนโยบายเปิดเพื่อผลักนโยบายนี้เข้าไป ตอนนั้นเราจะเห็นเลยว่าคนที่ร่างนโยบายนี้สามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อรองและแสวงหาความร่วมมือในสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามสูตรของขบวนการประชาสังคมกลุ่มนี้บนฐานแนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของหมอประเวศ คือ พลังปัญญา รัฐ และสังคมซึ่งเดิมกลุ่มนี้มีพลังปัญญาและฐานทางสังคมรองรับอยู่แล้ว รอเพียงหน้าต่างของรัฐบาลเปิดเท่านั้น”

จากที่มาที่ไปทั้งหมดที่ นิธิดา ศึกษามา ทำให้ในปี 2549 ประเทศไทยมีสถานีโทรทัศน์เกิดใหม่หนึ่งสถานี ซึ่งเป็นอิสระจากกลุ่มทุนและนักการเมือง คำถามคือ การก่อเกิดเช่นนี้ทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงหรือไม่

“วิทยานิพนธ์นี้นอกจากศึกษาที่มาในการจัดตั้ง สสท. แล้ว ยังดูตัวรายการ เพื่อศึกษาภาพสะท้อนการดำเนินงาน เราพบว่ามีแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชนค่อนข้างมาก แต่ยังไม่ชัดเจน เป็นการนำเสนอข้อมูลปัญหาของแต่ละฝ่ายให้คนในเมืองได้เห็นเสียมากกว่า” ผศ.ดร.นิธิดา กล่าว

อย่างไรก็ดีการศึกษารายการของวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ค่อนข้างมีข้อจำกัด เนื่องจากศึกษาเพียง 2 รายการ คือที่นี่ทีวีไทย และนักข่าวพลเมือง ในช่วงเวลา 1-2 ปีแรกของการออกอากาศเท่านั้น 

สถานการณ์ที่หน้าต่างทางการเมืองเปิดที่ ผศ.ดร.นิธิดา กล่าวถึง จึงหมายถึงสถานการณ์ที่ทำให้มี “คนดี” ที่ ผศ.ดร.จันทจิรา กล่าวถึงในตอนแรกได้เข้าไปนั่งในรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ “คนดี” กลุ่มนี้ที่เป็นปัจจัยหนึ่งหนึ่งที่ทำให้จันทจิราตัดสินใจเข้าร่วมการทำงานกับ สทท ในตอนนั้น ทั้งที่รู้ว่าเป็นการเข้าร่วมที่ไม่ชอบธรรม

 “พอการเมืองเปิดกลุ่มประชาสังคมก็เข้าไปเลย รวมทั้งกลุ่มหมอประเวศ ที่มองเป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ เราจึงเห็นคนกลุ่มเครือข่ายตระกูล ส เข้าไปร่วมรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ และมีที่นั่งใน สนช. เมื่อย้อนกลับไปมองเราจะเห็นการวางคนอย่างเป็นระบบ เช่น คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นรองนายกฯ และ รมว. กระทรวงพัฒนาสังคมฯ มีหมอพลเดช ปิ่นประทีป เป็น รมช. พัฒนาสังคมฯ มี ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อดีตประธานทีดีอาร์ไอ ไปเป็น รมว. กระทรวงการคลัง มีคุณหญิงทิพาวดี มี หมอมงคล ณ สงขลา เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ พ.ร.บ. นี้ออกมาได้บนฐานคิดของทีดีอาร์ไอ” จันทจิรา กล่าว โดยหมายถึง พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และตรงนี้เองที่เป็นส่วนขยายความของข้อความที่ จันทจิรากล่าวไว้ในตอนต้นว่า ไทยพีบีเอสต้องมา “ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม มันจึงไม่ใช่สื่อสาธารณะอย่างเต็มภาคภูมิ”

จันทจิราได้แสดงความเห็นสนับสนุนข้อค้นพบในการศึกษาของนิธิดาเกี่ยวกับเนื้อหาของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ว่า “รู้สึกอยู่เหมือนกันว่ารายการ สสท. มีลักษณะเหมือนที่อาจารย์นิธิดา ตั้งข้อสังเกต คือไปตามแนวคิดตระกูล ส เน้นเรืองทรัพยากรธรรมชาติ ความร่วมมือร่วมใจของสังคม เน้นการอยู่อย่างพอเพียง เน้นความดีและคนดี  มันเป็นของดี คำถามคือ สสท. ทำหน้าที่สะท้อนความคิดของเสียงของคนกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีปัญหาสังคมอื่น ๆ มากกว่าเรื่องของทรัพยากร เรื่องของความดี มากพอหรือไม่”           


ศ.นพ.ประเวศ วะสี และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์        

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ สสท. กำลังอยู่ระหว่างการสรรหาคณะกรรมการนโยบายซึ่งจะเป็นชุดที่ 3 นับตั้งแต่มี พ.ร.บ. ก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเป็นกลไกหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดนโยบายและควบคุมทิศทางการบริหารอันเป็นความพยายามเพื่อให้ สทท. เป็นสถานีที่เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง ชำนาญ จันทร์เรือง เป็นหนึ่งในผู้สมัครกรรมการนโยบายในครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่สองที่เขาเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวเลือกในการทำงานให้องค์กรสื่อแห่งนี้

 “รอบแรกมั่นใจเลยว่าต้องถูกเลือก และรอบนี้มั่นใจเช่นกันว่าเขาจะไม่เลือกผม” ชำนาญเปิดประเด็นทันทีที่ได้รับโอกาสให้พูดบนเวที

“รอบที่แล้วมั่นใจมากเพราะเป็นการสรรหาเพื่อซ่อมตำแหน่งที่ว่างอยู่ ตอนนั้นเขาหากรรมการด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาท้องถิ่น การพัฒนาเยาวชน การเรียนรู้การศึกษา การส่งเสริมสิทธิผู้ด้อยโอกาสในสังคม ชื่อมันยาวมาก แต่เป็นตำแหน่งเดียว เมื่อ short listed 7-8 คน มีชื่อผมด้วย เมื่อดูรายชื่อแล้ว มั่นมากว่าต้องเป็นเราแน่นอน เรามั่นใจว่าเราเป็นคนดี ของตระกูล ส  หนึ่งเคยบวช สองเคยได้รับรางวัลนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬา ดีเด่น ครบรอบ 60  ปี เคยรับราชการมหาดไทย ได้รับโล่ห์คนดีมหาดไทย เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วมั่นใจว่าเราต้องได้” แต่สุดท้ายเมื่อประกาศผู้ผ่านการคัดสรรกลับไม่ใช่ชื่อของชำนาญ จันทร์เรือง แต่เป็น ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

ชำนาญไม่ได้กล่าวถึงผลการสรรหาในครั้งนั้นมากนัก แต่พูดเป็นข้อสังเกตไว้ว่า “เช้านั้น (วันสัมภาษณ์ผู้ผ่าน short listed) ฝนตกหนักมาก ตามระเบียบถ้ามาไม่ทันสัมภาษณ์ ต้องถูกคัดออก ตอนนั้นอาจารย์ณรงค์มาสาย ก็มีการโทรตาม และก็ไม่รู้ทำไมคนที่เข้าสัมภาษณ์ก่อนอาจารย์ณรงค์โดนถามนานมาก”

สำหรับการสมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการนโยบายในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ชำนาญมั่นใจมากว่าเขาจะไม่ได้รับคัดสรรให้เข้าไปมีที่นั่งอย่างแน่นอน “ผมจะเข้าไปถามว่าทำไมจึงไม่เลือกผม ผมจะทำ สสท.ให้พ้นสภาพการเป็นช่อง 11 สอง”

นอกจากนี้เขายังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าในจำนวน ผู้สมัครท่านอื่นอีก 41 คน มีชื่อของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อยู่ด้วย แต่คราวนี้เปลี่ยนมาสมัครในด้านการบริหารจัดการองค์กร ไม่สมัครด้านเดิม “ผมก็สงสัยว่าครั้งก่อนท่านเข้าไปด้วยคุณสมบัติของการเป็นผู้มีคุณวุฒิด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาท้องถิ่น การพัฒนาเยาวชน ทำไมคราวนี้ท่านไม่ลงสมัครด้านเดิม”

นิธิดาวิเคราะห์ข้อสังเกตของชำนาญว่าปัญหาเกิดจากโครงสร้างของคณะกรรมการเอง “คณะกรรมการจะเกิดตามโครงสร้าง ซึ่งมีการล็อคไว้หมดแล้ว ยิ่งนานไปก็ดูยิ่งเป็นระบบราชการ ไม่มีการแข่งขันเลย งบประมาณก็มีมาทุกปี ปีนี้มา ปีหน้าก็มา รายการต่างผลิตมาด้วยงบประมาณเช่นเดียวกับเอกชน แต่กลับไม่มีเนื้อหาเด่นที่อยากให้คนดู”    

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของกรรมการนโยบาย ซึ่งจะเป็นผู้คุมทิศทางของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้คือ กรรมการสรรหา ผู้มานั่งทำหน้าที่สรรหากรรมการนโยบาย ซึ่งจันทจิรา ในฐานะอดีตผู้บริหาร ให้ข้อมูลในส่วนนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“ตามพระราชบัญญัติให้มีกรรมการสรรหา 15 คน องค์ประกอบส่วนหนึ่งที่เห็นคือมาจาก NGOs จากตัวแทนวิชาชีพสื่อ และจากภาครัฐ ซึ่งก็จะเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ได้แก่ปลัดสำนักนายกฯ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  และก็มีผู้จัดกาดรกองทุน สสส. นายกสภาทนายความ และประธานสภาสิ่งแวดล้อมไทย เราจึงได้กรรมการสรรหาที่มาจากตัวแทนกลุ่มสนใจขององค์กรตระกูล ส ก็น่าสนใจว่าอาจารย์ณรงค์จะเป็นที่สนใจของกรรมการสรรหาหรือไม่”

นอกเหนือจากประเด็นที่มาของกรรมการนโยบายแล้ว บทบาทการทำงานของคณะกรรมการนโยบายของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็เป็นที่น่าสนใจยิ่งและมีผลกระทบโดยตรงต่อรายการต่าง ๆ ของสถานี ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เป็นคณะกรรมการที่ต้องประชุมกันทุกสัปดาห์ ซึ่งเมื่อต้องประชุมกันทุกสัปดาห์ทำให้ต้องหาหัวข้อมาประชุมกัน ทำให้คณะกรรมการชุดนี้ต้องพิจารณาลึกลงไปถึงรายละเอียดของแต่ละรายการเพื่อให้มีเรื่องประชุมกันทุกสัปดาห์

“ค่าตอบแทนของคณะกรรมการนโยบายเป็นการเหมาจ่าย (ไม่ขึ้นกับจำนวนครั้งของการประชุม) ตอนนั้นเราคิดกันว่าหากไม่ประชุมทุกอาทิตย์มันจะทำงานไม่คุ้มค่าตอบแทน มันทำให้เหมือนพนักงานประจำ พอประชุมทุกอาทิตย์เราก็เลยลงไปดูรายละเอียดกัน ดูการทำงานของโต๊ะข่าวแต่ละโต๊ะ” จันทจิรา กล่าว

ชำนาญมองว่าการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานของคณะกรรมการนโยบายแบบเหมาจ่าย เป็นการเลี่ยงการเรียกคำว่าเงินเดือน ขณะที่อุบลรัตน์ ศิรยุวศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการกล่าวเสริมว่าเป็นวิธีการทำงานที่สะท้อนระบบราชการไทยอย่างมาก “โครงสร้างแบบนี้ทำให้ความเป็นอิสระของกรรมการนโยบายหายไป” 

นิธิดามองว่าปัญหาสำคัญที่เชื่อมโยงกับความมีคุณภาพของไทยพีบีเอสไม่เพียงเกิดจากโครงสร้างองค์กร “ที่ไม่เป็นกลาง” แต่ยังเป็นเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ “มันถูกกำหนดให้รับเงินจากรายได้สาธารณะ ซึ่งตอนนั้นมองกันว่าเป็นตัวประกันความมั่นคงขององค์กร รายได้หลักมาจากภาษีไม่เกิน 2 พันล้านบาท และตามมารตรา 12 รมว.กระทรวงการคลังมีอำนาจปรับเพิ่มได้”  รายได้ที่คงที่สม่ำเสมอนี้เองที่ทำให้การพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของสถานีโทรทัศน์ที่ควรมีขาดหายไป

“เรื่องแรงจูงใจในการทำงาน เราได้ภาษีไม่เกิน 2 พันล้าน เป็นงบประมาณตายตัว เราจะสู้ใครได้ เพราะเงินมันตายตัวไม่ว่าผลการทำงานจะเป็นอย่างไร ผมก็ไม่รู้เขาประเมินกันอย่างไร ทำไมองค์กรต้องได้สองพันล้านทุกปี มีวิธีการประเมินว่าควรจะมากขึ้นหรือน้อยลงไหม” ชำนาญ ตั้งคำถาม

ขณะที่จันทจิรา ให้ข้อมูลว่าที่สนับสนุนภาพลักษณ์ที่เหมือนหน่วยงานรัฐขององค์กรแห่งนี้ว่า “เงินถูกใช้ไปด้านค่าตอบแทนพนักงานมากกว่าค่าผลิตรายการ สัดส่วนคือ 70:30”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสนทนาว่าด้วย การเมืองในนโยบายสื่อสาธารณะ...ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง? และเพื่อค้นพบคำตอบที่แน่ชัดว่าการเมืองในสื่อสาธารณะมีจริงหรือไม่ หากมีจริงถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรกับมันหรือไม่ อย่างไร  ติดตามรายละเอียดคำต่อคำ นาทีต่อนาทีได้ที่นี่