Skip to main content

ภายหลังกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หรือไทยพีบีเอส มีประกาศแต่งตั้งนายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อดีตผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่ นอกจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนวงนอกแล้ว ภายในองค์กรก็มีความเคลื่อนไหว พนักงานไทยพีบีเอสจำนวน 32 คนได้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย และกรรมการสรรหา ขอให้ชี้แจงกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงในสังคมในเรื่องคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในกฎหมายขององค์กรในด้านที่ต้องเป็นบุคคลที่ “มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์หรือการสื่อสารมวลชน”

ด้านกรรมการนโยบาย (กนย.) ได้ออกคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ลงวันที่ 29 มกราคม 2559 โดยมีคำอธิบายตอนหนึ่งว่า “กรณีมีความเข้าใจทั่วไปว่า ผู้อำนวยการ สสท. ต้องมีประสบการณ์ตรงด้านสื่อนั้น เนื่องจากปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อมีการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญเกิดขึ้นมากมาย โดยไม่จำเป็นจะต้องทำงานสังกัดองค์กรสื่อสารมวลชนหรือมีประสบการณ์สื่อสารมวลชนโดยตรง” ทั้งนี้ คำชี้แจงดังกล่าวของ กนย. ยิ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงที่มากขึ้นต่อการตีความ รวมถึงความห่วงใยของสาธารณะต่อทิศทางและภารกิจของทีวีสาธาณะตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายองค์กร

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ จึงได้จัดเวทีมีเดียคาเฟ่-สื่อสนทนา หัวข้อ “ทบทวนภารกิจไทยพีบีเอส-ทีวีสาธารณะ (ภาค 2)" ชวนถกเถียงเรื่องทีวีสาธารณะกันอีกครั้ง กับ หทัยรัตน์ พหลทัพ หนึ่งในพนักงาน 32 คนที่ยื่นจดหมาย, อานนท์ มีศรี ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส, ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ อดีตกรรมการนโยบายด้านสื่อสารมวลชน ไทยพีบีเอส, โดยมี เพ็ญนภา หงษ์ทอง เป็นผู้ชวนสนทนา

ผู้อำนวยการทีวีสาธารณะ: กฎหมาย VS การตีความ

วงสนทนาเปิดประเด็นกันด้วยคำถามตรง ๆ ถึงคุณสมบัติของผู้อำนวยการทีวีสาธารณะ และคำชี้แจงของกรรมการนโยบายต่อการตีความคุณสมบัติตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป

ผศ.ดร. เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ นักวิชาการสื่อสารมวลชนและเป็นอดีตกรรมการนโยบายชุดแรก กล่าวว่า คำแถลงของ กนย. ที่บอกว่าปัจจุบันสื่อเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการปัจจุบันไม่จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานในองค์การสื่อสารมวลชนนั้น ได้สร้างคำอธิบายใหม่ว่าต่อไปนี้คนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการองค์กรนี้ ก็คือคนที่ประสบความสำเร็จในการใช้สื่อ ประสบความสำเร็จในการรณรงค์ทางสังคม ซึ่งถ้าเกณฑ์นี้ผ่าน การตีความกฎหมายแบบนี้จะถูกยึดถือปฏิบัติ

อดีตกรรมการนโยบายตั้งคำถามตรง ๆ ว่า “การตีความแบบนี้นี่เป็นการตีความทั่วไป หรือเป็นการตีความเพื่อได้คุณหมอมา”

เธอกล่าวว่า คำชี้แจงของกรรมการนโยบายนั้นไม่ควรจะเป็นคำอธิบายที่ทำให้ตัวข้อกำหนดในกฎหมายถูกตีความอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น “กลายเป็นตีความกฎหมายอ่อนกว่าที่กฎหมายเป็น อันนี้สำคัญนะคะ แต่ถ้าคุณจะให้เกียรติอีก 4 คนที่เขาเข้ามาด้วย แล้วก็เผอิญสี่คนนี้เป็นคนที่อยู่ในวงการหมดเลย แต่ท่านบอกว่าคนนี้ (กฤษดา) มีคุณสมบัติที่โดดเด่นนะ ท่านต้องใช้ตัวเองแสดงความกล้า แล้วท่านก็ต้องพูดในมิติเช่นว่า ทำไมต้องเป็นคนนี้”

อดีตกรรมการนโยบายกล่าวด้วยว่าการที่พนักงานมีข้อสงสัยแล้วตั้งคำถามเช่นในกรณีนี้ สอดคล้องกับหลักจริยธรรมที่สำคัญที่สุดขององค์กรในเรื่องการตรวจสอบได้ ชี้แจงได้

“ความขัดแย้งกรณีนี้เป็นความขัดแย้งในเชิงต้องการถาม ดิฉันก็ต้องการถาม แล้วดิฉันตอบแทนเลยว่าตอนนี้ท่านกำลัง set มาตรฐานใหม่ในการเลือกผู้อำนวยการ เวลาสื่อมาถามดิฉัน ดิฉันก็บอกว่าต่อไปนี้ก็ต้องบันทึกไว้ว่าการตีความแบบนี้มันเกิด ทำไมการตีความมันต้องตีความว่าใช่ทั้งหมด กับไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่ต้องมีนี่ก็คือว่า มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกิจการ กฎหมายไม่ได้บอกว่าต้องเป็นผู้อำนวยการมาก่อนนะ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการสื่อสารมวลชน อันนี้คือตีความแล้ว แต่ว่ากลายเป็นการตีความแบบว่าลบอันนี้ทิ้งเลย แล้วก็บอกว่าภูมิทัศน์สื่อมันเพิ่มขึ้นเยอะแยะ เพราะฉะนั้นกฎหมายมันไม่ได้บอกว่าต้องเป็นคนที่เคยทำงาน อันนี้ตีความไปอีกชุดหนึ่งเลยนะ”

ขณะที่หทัยรัตน์ พหลเทพ หนึ่งในพนักงานที่ยื่นจดหมายขอคำชี้แจงจากผู้บริหาร กล่าวว่าในการยื่นจดหมายถึงผู้บริหารนั้น พนักงานพยายามจะให้ กนย. ได้มีการชี้แจงว่าคุณสมบัติของผู้อำนวยการคนนี้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายหรือไม่ แต่คำชี้แจงของ กนย. ไม่ได้ให้ความชัดเจน ซึ่งเธอเห็นเช่นเดียวกับ ผศ.เอื้อจิต ว่าการตีความตามคำชี้แจงของ กนย. นั้นได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของไทยพีบีเอสที่เธอมีคำถามต่อว่า “เราจะเดินไปอย่างนี้จริง ๆ มั๊ย เพราะต่อไปคนที่เป็นเอเจนซี่ ที่ไม่ได้มี editorial skill ก็สามารถเข้ามาเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสได้หรือเปล่า”

ทั้งนี้ หทัยรัตน์บอกว่าคำชี้แจงหนึ่งหน้าของ กนย. ยังไม่ได้ทำให้เธอพอใจ “ดิฉันก็คงจะต้องถามต่อไปอย่างนี้แหละจนกว่าดิฉันจะได้คำตอบ คิดว่าเพื่อนในองค์กรก็เช่นเดียวกัน เราไม่ได้เป็นตัวแทนของพนักงานสามสิบกว่าคน หรือว่าตอนหลังมาลงชื่อกันมากขึ้นนะคะ ดิฉันไม่ได้ถือว่าดิฉันพูดในฐานะเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ แต่ดิฉันพูดในฐานะเป็นพนักงานคนหนึ่ง เป็นผู้สื่อข่าวคนหนึ่งที่ดิฉันก็คงจะต้องถามคำถามนี่แหละต่อไป”

ต่อประเด็นนี้ อานนท์ มีศรี ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ กล่าวว่าในพื้นฐานแห่งความเป็นสื่อสาธารณะนั้น เขาเห็นด้วยว่าต้องสาธารณะในทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ ด้าน ทุกอย่าง เมื่อพนักงานต้องการจะรู้ ก็ต้องเปิดเผย แม้ว่าสำหรับตัวเขานั้น “แมวมันก็คือแมวนะ สีอะไรก็ได้นะ ถ้ามันจับหนูได้”


ตัวแทนพนักงานยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงกรรมการนโยบายเพื่อขอคำชี้แจงว่าคุณสมบัติของผู้อำนวยการคนใหม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายหรือไม่

จากสื่อสาธารณะ สู่ กลไกขับเคลื่อนสังคม ?

วิสัยทัศน์ของ นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่ ที่ประกาศว่า “แนวคิดและวิธีการทำงานแบบใหม่ของไทยพีบีเอสจะต้องไม่ใช่แค่สถานีโทรทัศน์อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนสถานะเป็นกลไกขับเคลื่อนสังคม” ถูกหยิบยกมาถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงสนทนา โดยเพ็ญนภาตั้งคำถามว่า “ใช่หรือไม่ใช่กับการที่ทีวีสาธารณะจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม ถูกต้องเหมาะสมหรืออย่างไร”

อานนท์ มีศรี ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ เห็นด้วยว่า “สื่อเป็นช่องทาง เป็นเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนสังคม” และการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสภาผู้ชมฯ ก็เพราะมีความคาดหวังว่า “เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้โดยใช้สื่อ คือสื่อนี่ต้องเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงได้ ทั้งที่เขาเรียกว่าต้องเข้าได้ทั้งสองช่องทาง ทั้งที่รับสื่อและต้องสื่อสารกลับด้วย”

อานนท์บอกว่าสมาชิกสภาผู้ชมฯ จำนวน 50 คนมีที่มาหลากหลายมาก เป็นชาวบ้านที่ไม่ใช่ตาสีตาสา ต่างมีอาวุธทางปัญญา ประเด็นที่พวกเขานำเข้ามาแลกเปลี่ยนก็เป็นเป็นปัญหาของประเทศ และประเด็นเหล่านี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อน

“เราเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงมันเกิดมาจากพื้นที่ไหมครับ คนทำงานในสำนักงานหรือผู้ผลิตนี่ไม่รู้จริงเท่าคนในพื้นที่หรอก แต่ว่าเขามีหน้าที่สื่อสารข้อเท็จหรือจริง แต่ประเด็นเหล่านี้ต้องมาจากพื้นที่ถูกไหม ทีนี้คนที่มาจากพื้นที่ส่วนหนึ่ง สภาผู้ชมฯ ก็แค่ติ่งหนึ่งเองครับ ไม่รู้ว่าเศษส่วนหนึ่งต่อเท่าไรต่อ 70 ล้านคน แต่ประเด็นเข้ามาเราครอบคลุมไว้ 32 ประเด็น คิดว่ามันครอบคลุมพอสำหรับปัญหาในเมืองไทยหรือเปล่า ก็นำประเด็นเหล่านี้ล่ะครับมาพุดคุย แลกเปลี่ยน แล้วมาผนวกกับคนทำงาน กับผนวกกับ agenda ที่มันมีหรือเกิดขึ้นจริงในสังคม แล้วผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมา”

ทั้งนี้ในมุมมองของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ เห็นว่าควรจะใช้สื่ออย่างเต็มที่ ทุกแพลตฟอร์มที่มี “ไม่ต้องประหยัดกับพื้นที่ที่เรามีอยู่นะครับ จะขับเคลื่อนยังไง เห็นได้ชัด ๆ ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ไทยพีบีเอสผลิตไป ผมไม่ได้เข้าข้าง ผมไม่ใช่ว่าอยู่ในองค์กรแล้วจะเข้าข้างองค์กร เข้าข้างพนักงาน แต่บางสิ่งบางอย่างที่เราขับเคลื่อนออกไป เผยแพร่ออกไปเยอะแยะมากมาย เยอะมาก แต่ว่ามันโดนบดบังด้วยสื่อบางประเภทที่มอมเมาให้คนชมแล้วเชื่อ”

ต่างจากมุมมองของหทัยรัตน์ ที่บอกว่าความเข้าใจของเธอต่อหน้าที่ของนักข่าวคือการรายงานข้อเท็จจริง นักข่าวไม่มีหน้าที่ไปเป็นตัวละคร หรือไม่มีหน้าที่ในการเป็นตัวแสดงเพื่อที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงใดเปลี่ยนแปลงหนึ่งขับเคลื่อนไปได้ ไม่มีหน้าที่ในการบอกว่าอันนี้ขาว อันนี้ดำ

“ในฐานะที่เป็นคนทำงานเอง ก็พยายามจะบอกตัวเองเสมอว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชน ไม่มีหน้าที่รณรงค์ หรือไม่ได้ทำให้เป็นองค์กรเอ็นจีโอ หรือเป็นสื่อเอ็นจีโอ ดิฉันก็คิดว่าเป็นสื่อที่เป็นสื่อจะทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าที่จะเป็นสื่อเอ็นจีโอหรือเปล่า”

ต่อประเด็นนี้ ผศ. เอื้อจิต ให้ความเห็นว่า แม้ว่าคำว่า “ขับเคลื่อนสังคม” จะเป็นไปในทางบวก และไม่อาจมองทางลบได้ แต่ก็ไม่ควรมองว่าสื่อสาธารณะเป็นเครื่องมือของใคร สื่อสาธารณะคือสื่อที่ทำหน้าที่ และภายใต้หน้าที่นั้น มีมิติทั้งเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ทั้งเรื่องของข้อเท็จจริง ความคิดเห็น เรื่องของสุนทรียะ ความงาม

“ถ้าคิดว่าใครเข้ามาแล้วจะกระทำนี่มันไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่จะต้องกระทำคือพันธกิจเขานำมาก่อน หน้าที่ตามวัตถุประสงค์ แล้วหน้าที่นั้นต้องสอดคล้องตามสภาพสังคม ตามจังหวะอารมณ์คนในสังคมด้วย แล้วความสอดคล้องสอดรับนั้น มันต้องเป็นไปอย่างไม่ละเลยในเรื่องความเป็นสื่อนะ”


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) หทัยรัตน์ พหลเทพ, อานนท์ มีศรี, เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์, เพ็ญนภา หงษ์ทอง

แล้วไทยพีบีเอสควรเป็นเช่นไร ?
 

หทัยรัตน์ พหลเทพ ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายข่าวของไทยพีบีเอสบอกว่าเธออยากเห็นทีวีช่องนี้เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนเหมือนครั้งหนึ่งที่ไอทีวีเกิดขึ้นมา และเชื่อว่าเพื่อนพนักงานคนอื่นก็คิดไม่ต่างกัน “โดยเฉพาะตัวดิฉันเองก็ยังมุ่งหวังว่าองค์กรสื่อแห่งนี้จะยังคงสถานะความกล้าหาญกว่าทีวีช่องอื่น ๆ ที่เขาอยู่ภายใต้องค์การทุน หรือแม้กระทั่งภายใต้รัฐกำกับอยู่ แต่เราคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ไทยพีบีเอสยังจะต้องหวงแหนไว้”

ด้าน อานนท์ มีศรี จากสภาผู้ชมฯ กล่าวว่าทีวีสาธารณะไม่จำเป็นจะต้องเลียนแบบ จะต้องเหมือนกับช่องอื่น ๆ แล้วทำเพื่อดึงคนดู “แต่สักหนึ่งช่วงได้ไหม สักสอง-สามช่วงได้ไหม ที่ว่าคนส่วนหนึ่ง จำนวนเท่าไรไม่รู้ ที่มาดูไทยพีบีเอสพร้อม ๆ กัน นั่นแหละผมว่ามันเป็นสื่อสาธารณะ และมันเป็นการเข้าถึงจริง ๆ”

และสำหรับ ผศ.เอื้อจิต นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่เคยเข้าไปนั่งอยู่วงในในฐานะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสชุดแรกนั้น บอกว่าอยากเห็นสื่อสาธารณะเป็นห้องสมุดที่มีชีวิตชีวาและมีคุณภาพ มีหนังสือรายวันอ่านตามเหตุการณ์ได้หมด มีนวนิยาย มีบันเทิง มีทุกอย่าง

“เห็นด้วยกับคุณอานนท์ ไทยพีบีเอสต้องมีนวัตกรรมใหม่ ๆ  แต่ว่านวัตกรรมนั้นต้องการได้ผู้ชม เพราะฉะนั้นไม่ได้ติดว่าฉันคิดแปลกและแตกต่าง แล้ววิธีคิดที่บอกว่าเราไม่มีโฆษณา แล้วถ้ามาออกที่นี่นะ ดิฉันถามกลับว่าถ้ามาออกที่นี่ แล้วที่อื่นเขาเอาไหม ถ้าเขาไม่เอา เราก็ไม่ได้เรียกว่าประสบความสำเร็จนะ ไม่ใช่ว่ารายการนี้มีที่นี่แห่งเดียว ที่อื่นเขาไม่มี ก็เขาไม่เอาไง”

บทสนทนาว่าด้วยการทบทวนภารกิจและอนาคตของไทยพีบีเอสยังมีอีกหลากหลายประเด็นที่หลายเรื่องเป็นความรู้ใหม่ของสังคมต่อทีวีสาธารณะแห่งนี้ อาทิ บทบาทที่ควรเป็นของ กนย., บทบาทและสถานะของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการที่เข้าใจไปคนละทาง, เรื่องจริยธรรมองค์กร จริยธรรมของผู้บริหาร ฯลฯ เชิญติดตามต่อได้จากบันทึกเทปการสนทนานี้

ทบทวนภารกิจไทยพีบีเอส (ภาค 2)