Skip to main content

ภาพเด็กชายชาวซีเรียวัยสามขวบนอนทอดร่างไร้วิญญาณอยู่บนชายหาดซึ่งถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านสื่อต่างๆ ได้กระตุ้นให้ประชาคมโลกหันมาให้ความสนใจกับปัญหาชะตากรรมของผู้อพยพอย่างมากแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ขณะเดียวกันภาพดังกล่าวนี้ก็นำไปสู่การถกเถียงตั้งคำถามกับการทำงานของสื่อที่เผยแพร่ผลิตซ้ำภาพเช่นนี้มากเช่นกัน เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ จึงจัดเวทีมีเดียคาเฟ่-สื่อสนทนา หัวข้อ “สื่อกับการใช้ภาพสะเทือนอารมณ์ จากภาพเด็กชายอัยลัน เกอดี ถึงอื่นๆ...” โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ วันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย และ รองศาสตราจารย์ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เป็นผู้ชวนสนทนา

รศ. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เปิดประเด็นว่าภาพเหตุการณ์หนึ่งซึ่งไม่ใช่เพียงการเสียชีวิตของเด็กอายุ 3 ขวบ แต่ยึดโยงไปกับการทำงานของสื่อมวลชนด้วยว่าจะนำเสนอเรื่องนี้อย่างไร แล้วผลสะเทือนที่เกิดขึ้นกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในกลุ่มประเทศยุโรปในขณะนี้เกี่ยวพันกันอย่างไร ทำไมถึงมีผลสะเทือนสูงมากๆ ข้อถกเถียงมีตั้งแต่ว่าควรหรือไม่ควรเสนอภาพ ถ้าฝ่ายที่เห็นว่าควร จะเสนอภาพไหนจากหลายภาพที่ถูกเก็บเอามา หรือกระทั่งฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรและไม่เสนอเลย ฉะนั้นจะมีข้อถกเถียงหลายแง่มุมสำหรับสื่อ

นวลน้อย ธรรมเสถียร กล่าวว่าแน่นอนที่สุดบีบีซีก็มีประเด็นเรื่องของกฎเกณฑ์มากำกับว่าควรจะทำอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเด็กด้วย และไม่ใช่แค่เป็นเด็กอย่างเดียว เป็นทั้งเหยื่อ เป็นทั้งเด็ก และเป็นภาพที่สะเทือนอารมณ์

เธอเล่าถึงข้อถกเถียงในทีมของบีบีซีต่อการเผยแพร่ภาพการเสียชีวิตของเด็กชายอัยลัน เกอดี ว่ามีทั้งคนที่รู้สึกว่าไม่ควรจะเผยแพร่ภาพนี้เลย เพราะจะทำให้เรื่องนี้ดราม่าเกินเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ดราม่าอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ภาพแบบนี้เข้าไปประกอบก็ได้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าภาพแบบนี้บอกเล่า และในปัจจุบันนี้สังคมทั่วโลกเลยก็ว่าได้ที่ผู้คนต้องการภาพที่แสดงให้เห็นความรุนแรงของปัญหาค่อนข้างเยอะมาก “ภาพของเด็กคนนี้ ในแง่หนึ่งก็มีคนแย้งว่าถึงแม้สื่อกระแสหลักไม่เล่น สื่อรองก็ต้องเล่นอยู่แล้ว และก็ต้องแชร์กันสนั่นเมือง ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเราจำเป็นต้องทำแบบเขาไหม”

นวลน้อยกล่าวว่าประเด็นที่โต้แย้งกันในบีบีซี คือ จะไม่เผยแพร่ภาพนี้เลย หรือ จะเผยแพร่ภาพที่เห็นหน้าของเด็กหรือไม่ โดยในที่สุดได้ข้อสรุปว่าจะเผยแพร่ภาพ แต่เป็นภาพที่ไม่เห็นหน้าดีกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องดราม่าถึงขนาดนั้น “อันนี้ก็คุยกัน แล้วในที่สุดก็ตกลงกันแบบนี้ แล้วออกมาเป็นคล้ายๆ แนวทางว่า ถ้าหากจะเล่นภาพนี้ เขาก็เสนอกันว่าไม่ควรที่จะเล่นภาพที่เห็นหน้า เพราะว่ามันเป็นการไม่เคารพผู้ตาย และคล้ายๆ เป็นการละเมิดในเรื่องของครอบครัวเขาและตัวเขาเยอะเกินไป คนที่เสียชีวิตแล้วเราควรจะให้ความเคารพ แต่ว่าจะบอกปัดเลย ไม่เล่นเลยนี่ ก็เหมือนจะเสียดายโอกาสในการที่จะทำให้สังคมและทั่วโลกมองเห็นปัญหานี้ อันนี้เป็นความขัดแย้งในตัวของสื่อเอง แล้วก็ต้องคุยกันนานกว่าที่จะถ่ายทอดภาพนี้ออกมา”

นวลน้อยกล่าวว่าแม้ในโซเชียลมีเดียมีคนแชร์ภาพที่เห็นหน้าของเด็กชายอัยลันกันเยอะมาก แต่สำหรับบีบีซีนั้นดีใจที่ไม่ได้ใช้ภาพนั้น อย่างไรก็ตามเธอบอกว่ากรณีของภาพลูกผู้ลี้ภัยคนนี้ ในส่วนของตัวเองคิดว่าค่อนข้างคาบเกี่ยวเยอะ ไม่ชัดเจนอย่างกรณีภาพระเบิดที่ราชประสงค์ ซึ่งอันนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ควรจะเล่น และสื่อจำนวนมากก็ไม่ได้เล่นภาพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น

ผู้สื่อข่าวบีบีซีมองว่าปัจจุบันนี้เวทีของสื่อเปิดให้คนทั่วไปมีบทบาทในแง่ของการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะแทบจะเรียกว่าหลายๆ ด้านที่เท่าเทียมกับสื่อด้วยซ้ำไป ดังนั้นของหลายอย่างสร้างปัญหาให้กับสื่อเหมือนกันว่าตัวเองควรจะเล่นแค่ไหน ถ้าหากว่าอยากที่จะดำรงสถานะของความเป็นสื่อเอาไว้ สื่อแบบมืออาชีพก็ควรจะมีมาตรฐานของตัวเอง ไม่ควรที่จะไหลตามไป

“แต่ในกรณีไหนบ้างที่แรงกดดันทางด้านการตลาดทำให้เราต้องยอมประนีประนอมหลักเกณฑ์เหล่านั้น ถ้าหากว่าเรายังยืนอยู่ที่เดิมเราจะไปได้ไกลสักขนาดไหน หรือคนจะรู้สึกว่าเราคร่ำครึเกินไปไหม ไม่ปรับตัวเลยในเมื่อทุกๆ คนก็เห็นหมดแล้วภาพเหล่านี้ แล้วทำไมคุณถึงยังไม่แสดง อันนี้ก็มีคนตั้งข้อสังเกตมาเช่นเดียวกันเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นคำถามสำหรับคนที่ทำงานสื่อเป็นอาชีพนะคะ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองอยากที่จะมีมาตรฐานบางอย่างอยู่ ความรู้สึกของตัวเองนี่คิดว่าในที่สุดแล้วมันขึ้นอยู่กับสำนักนั้นๆ มากเลยว่าจะถกกันภายในว่าอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะหาจุดยืนที่อยู่ตรงกลางในกรณีที่มันเป็นสีเทาๆ แบบนี้”

เธอกล่าวย้ำว่ากรณีภาพของเด็กชายอัยลัน เรียกว่าเป็นเหยื่อของสถานการณ์ หนีออกมาจากภัย จะเป็นภัยที่เรียกว่าก่อการร้ายหรืออะไรก็แล้วแต่ ตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน “การที่เรารายงานเขาก็ทำให้เขาตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อนเช่นเดียวกัน ดิฉันคิดว่าเรื่องพวกนี้โดยหลักการแล้วต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวดมาก”

ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) นวลน้อย ธรรมเสถียร, รศ. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, วันชัย วงศ์มีชัย

รศ. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ กล่าวว่าสื่อมวลชนเผชิญกับกรณียากๆ ในการตัดสินใจมากขึ้นทุกวัน เช่นกรณีของเด็กชายอัยลัน ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือกรณีของเหตุการณ์ระเบิดราชประสงค์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อันดับแรกที่สื่อมวลชนต้องคิดคือ จะทำอะไร จะเสนอภาพแบบไหน หรือถ้าเราเห็นกรณีนี้ว่า ทำไมคนส่วนใหญ่เขาเสนอ เขาดราม่าหรือ เขาเร้าอารมณ์หรือ ทำไมเขาต้องสร้างความสะเทือนใจขนาดนี้ แปลว่าการตัดสินใจอันนี้หวังผลในเชิงการเมืองหรือสังคม อยากจะกระแทกใจหลายๆ คนว่าทำไมเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ และถ้าเล่าเรื่องราวเบื้องหลังเพิ่มเข้าไปอีก ไม่เฉพาะแต่ครอบครัวนี้ สะท้อนภาพที่ลึกไปกว่านั้นคือ ตอนนี้มีผู้ที่ลี้ภัยเป็นล้านแล้ว ไปตามชายแดนของประเทศซีเรียเพิ่มขึ้น ออกได้ทางไหนก็ออก เดินไปไม่ไหวก็ไปทางเรือ แล้วไปเสี่ยงภัยเอา คนที่ตัดสินใจนำเสนอภาพ เราก็เชื่อว่าเขาคิดแบบนั้น และประการที่สาม คือ เร้าอารมณ์จริงๆ เอาไว้ขาย มีภาพอย่างนี้มาก็ขายดี คนก็อยากรู้เรื่องราว “ทั้งสามประเด็นนี้ สื่อมวลชนจะยืนอยู่ตรงไหน ยืนยากมากมายเหลือเกิน”

วันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพของเด็กชายอัยลันว่า เมื่อตนเห็นภาพนี้ที่สร้างความสะท้านสะเทือนใจให้กับคนทั้งโลก ภาพเด็กน้อยที่นอนอยู่บนพื้นทรายในลักษณะคว่ำหน้า ถ้าคิดว่านั่นเป็นลูกหลานของเราแล้วไปประสบชะตากรรมแบบนั้น ตนก็อยากจะถามตัวเองเหมือนกันว่าเราอยากเห็นภาพอย่างนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่โลกของสังคมออนไลน์ เป็นโลกที่ไม่รู้จบ ภาพนี้มันจะวนเวียนอยู่ในสังคมออนไลน์ไปไม่รู้ถึงเมื่อไร ไปเห็นภาพนั้นทีไรมันจะรู้สึกเจ็บปวดให้กับคนที่ได้รับการสูญเสียกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง “อันนี้ก็อยากจะถามใจตัวเองถ้าเราไม่ใช่สื่อ และเป็นรูปของคนที่เรารัก เราอยากให้ภาพแบบนี้ปรากฏหรือไม่”

นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่าเมื่อมีข้อถกเถียงของสื่อเรื่องความเหมาะควร ไม่ว่าจะไปลงภาพแบบไหน ในแง่มุมแบบไหน จริงๆ แล้วในแง่ของสื่อเป็นเรื่องการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลพินิจ และมีกรอบจริยธรรมของสื่อที่อาจเป็นบรรทัดฐาน ถ้าหากสื่อมวลชนแต่ละแห่งมีกรอบจริยธรรมที่ยึดมั่นอยู่ โดยที่องค์กรวิชาชีพสื่อมีกรอบจริยธรรมซึ่งเป็นกรอบที่กำหนดขึ้นมาโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

“ข้อ 15 ระบุไว้เลยว่าในการนำเสนอภาพข่าวใดๆ ของหนังสือพิมพ์ จะต้องไม่ให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดของเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาสในการเสนอข่าว ตามวรรคแรก ไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์ หรือโศกนาฎกรรมที่เกิดกับเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาสนั้น ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง”

วันชัยกล่าวว่ากรอบจริยธรรมกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสื่อแต่ละแห่งต้องใช้ดุลพินิจในการที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ภาพข่าวที่อยู่ในการถกเถียงของสังคม ส่วนที่บอกว่ามีการตั้งคำถามในโลกปัจจุบันว่าการตลาดมีส่วนเข้ามากำหนด เพราะมุ่งยอดแข่งขัน มุ่งยอดวิว ยอดขาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเคร่งครัดต่อจริยธรรมตรงนี้ลดน้อยลงไป “ไม่เพียงแต่เคร่งครัด บางคนอาจจะละเลย ผมพูดตรงๆ เลยว่า รู้หรือไม่ว่ามีกรอบจริยธรรมตรงนี้ ในสื่อหลายๆ สื่อ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาทำหน้าที่สื่อ ผมก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าเขารู้หรือเปล่า”

นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวถึงกรณีภาพข่าวเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมาว่าตอนที่เกิดเหตุใหม่ๆ มีการแชร์กัน และมีเว็บไซด์ข่าวบางแห่งทั้งในและต่างประเทศที่เอาภาพที่เป็นการละเมิดจริยธรรมอย่างชัดเจน เอาภาพศพที่เห็นชัดเจนว่าเป็นเหยื่อของระเบิดแล้วก็มีสภาพศพที่ไม่น่าดู ที่อุจจาดตา “เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมในเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเป็นมนุษย์”

วันชัยเล่าว่าในสถานการณ์ตอนนั้นก็เริ่มมีการพูดกันในไลน์ของสมาคมนักข่าวฯ เริ่มมีเสียงเตือนออกมา และมีนักวิชาการบางคนได้ติดต่อโดยตรงมาที่เขาว่าสมาคมนักข่าวฯ ควรจะต้องรีบออกมาแสดงท่าที เพราะว่าเรื่องนี้เป็นการละเมิดในเรื่องจริยธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งทางกรรมการจริยธรรมของสมาคมฯ ได้หารือกันและออกแถลงการณ์เตือนออกไปทันที ทำให้ในวันรุ่งขึ้นไม่ปรากฏภาพอุจาดตาในสื่อกระแสหลักเลย แม้กระทั่งเว็บไซด์ที่มีการลงภาพนั้นไปแล้วก็ลบภาพออกไป ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่สื่อทุกสื่อที่มีจิตวิญญาณของการเป็นสื่อจริง จะคิดแต่ในแง่ของยอดวิว คิดแต่ในแง่ของผลประโยชน์ทางการตลาดเท่านั้น “เขาก็คำนึงถึงเรื่องจริยธรรมด้วย เพียงแต่บางครั้งนี่ พอไม่มีอะไรมาสะกิดเขาก็หลงลืม แต่พอสมาคมนักข่าวฯได้มีการแจ้งเตือนไปยังองค์กรสมาชิกทั้งหลาย แล้วก็มีข่าวหลายๆข่าวที่ออกไป เว็บไซด์ทั้งหลายก็ออกข่าวว่าทางสมาคมนักข่าวฯได้เตือนเรื่องนี้ มีแถลงการณ์ออกมาอย่างนี้และเป็นที่รับทราบของสังคม เขาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามทันที”

นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่ากรณีการนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์ระเบิดราชประสงค์ทำให้ได้รับบทเรียนว่าที่ผ่านมาการทำงานขององค์กรสื่อหลายครั้งไม่ทันกับเหตุการณ์ มาออกแถลงการณ์ทีหลัง หรือมามีข้อวิพากษ์วิจารณ์ทีหลัง “สื่อต่างๆ เขาก็จะนำเสนอไปก่อน แล้วเรากลายมาเป็นผู้ตามหลัง มันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร เพราะฉะนั้นกรณีศึกษาครั้งนี้ก็เลยเป็นบทเรียนสำคัญว่าในส่วนของสมาคมนักข่าวฯ หรือองค์กรวิชาชีพสื่อเองในยุคที่กำลังพูดถึงในเรื่องการปฏิรูปนี่ ก็คงจะต้องทำงานให้รวดเร็วและทันกับสถานการณ์ให้มากยิ่งขึ้น”

นวลน้อย ธรรมเสถียร กล่าวเสริมว่าปัจจุบัน หลายๆ อย่างเริ่มเบลอ สื่อหลักก็พยายามเข้ามาในการที่จะคุมพื้นที่หรือเปิดพื้นที่ของตัวเองในโซเชียลมีเดียด้วย ดังนั้นบางครั้งพื้นที่สื่อจึงเบลอ เพราะบางทีเราก็จะเห็นว่าสื่อหลักพยายามที่จะเข้าไปเอาข่าวหรือเอาความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลมีเดีย เช่น เรื่องของสาวๆ ตบกันเพื่อจะแย่งผู้ชาย “เราก็จะเห็นคลิปพวกนี้อยู่ตลอดเวลา ดิฉันคิดว่าสื่อหลักอาจจะต้องมีหน้าที่อย่างหนึ่งเหมือนกันว่าทำหน้าที่สะกิด หรือทำหน้าที่เป็นตัวตั้งให้กับสังคมในบางเรื่องบางอย่าง ในฐานะที่เป็นคนที่ยึดอาชีพในเรื่องของการทำสื่อสารมวลชน ซึ่งแน่นอนเรื่องนี้นอกจากฝากความหวังไว้กับทางองค์กรสื่อต่างๆ แล้ว ตัวสื่อหลักเองก็อาจจะต้องตระหนักในเรื่องพวกนี้”

เชิญติดตามบทสนทนาฉบับเต็มได้จากที่นี่

สื่อกับการใช้ภาพสะเทือนอารมณ์.. เด็กชายอัยลัน ถึงอื่นๆ