Skip to main content


ภาพ: นวลน้อย ธรรมเสถียร

นักข่าวเป็นอาชีพที่การทำงานขึ้นกับบริบททางสังคมและการเมืองค่อนข้างสูง ยิ่งในยามบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ สื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังต้องเซนเซอร์ตัวเองเพราะถูกจำกัดเนื้อหาในการนำเสนอข่าว ด้วยเหตุผล “เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ”  

นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่มีการรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศภายใต้คำสั่งพิเศษจำนวนหลายฉบับ มีการส่งเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบไปที่ห้องข่าวหลายสำนัก และหลายครั้งที่มีการเตือนสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว และการตั้งคำถามกับผู้นำรัฐบาล รวมทั้งมีการเรียกตัวบรรณาธิการหลายสำนักไป “ขอความร่วมมือ” นักข่าวบางคนถูกเรียกไป ไป “ปรับทัศนคติ”  

ท่ามกลางบรรยากาศหลากอารมณ์ในการทำงานของสื่อภายใต้สถานการณ์ไม่ปกตินั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา  มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ได้เชิญ เสนาะ สุขเจริญ บรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา และ นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้ผลิตสารคดีภาคใต้ กลุ่ม FT Media มาบอกเล่าการรับมือกับสถานการณ์ที่ถูกจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอข่าวว่าพวกเขารับมือกันอย่างไร โดยมี พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าวประชาไท เป็นผู้ชวนสนทนา

นวลน้อย และกลุ่ม FT Media ฝังตัวทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานปี ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่นานแค่ไหน แต่พวกเขาก็คือ “คนนอก” ในพื้นที่ที่ความรุนแรงพร้อมจะเกิดขึ้นจากมือที่มองไม่เห็น  ความไว้วางใจ การให้ข้อมูล การเปิดเผยตัวตนกับ “คนนอก” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากอยู่แล้ว เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ทหารครองเมืองเช่นปัจจุบัน นวลน้อยและพวกจึงต้องพบกับความยากลำบากและท้าทายในการทำงานมากยิ่งขึ้น

“ภาคใต้เวลานี้ไม่ต่างจากที่อื่น ในพื้นที่มีความขัดแย้ง มีคนทะเลาะกันวุ่นวาย ความแตกแยกระหว่างคนมีสูงมากเป็นความอ่อนแอของสังคมและชุมชน อยู่ในสถานการณ์ที่ทุกคนไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไร อย่างไร แค่ไหน ทุกคนต้องระวังตัว ใครที่ไม่แน่ใจก็จะเฟสตัวออกไป”


ผู้ร่วมสนทนา (จากซ้าย) พิณผกา งามสม, นวลน้อย ธรรมเสถียร, เสนาะ สุขเจริญ

นวลน้อยเล่าถึงบรรยากาศในพื้นที่และการวางตัวของแหล่งข่าว ซึ่งเป็นบุคคลที่สำคัญมากในการทำงานของนักข่าว สถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจทำให้แหล่งข่าวเก่าหลายคนเลือกที่จะเก็บตัวปิดปาก แหล่งข่าวใหม่ไม่มีปรากฏเพิ่ม เธอบอกว่าบางครั้งต้องประสบกับการถอนตัวกะทันหันของแหล่งข่าวหลังจากที่งานของเธอดำเนินไปแล้วส่วนหนึ่ง

“ฐานะคนทำสื่อเราต้องระวังมากขึ้น สารคดีเป็นงานล่วงหน้า เราต้องใช้พลังงานและเวลาระยะหนึ่ง หากวันหนึ่งทำไปแล้ว เราโดนปฏิเสธมันจะเสียหาย เพราะฉะนั้นในหัวเราต้องมีการคิดคำนวณ วางไว้ล่วงหน้าดูทิศทางว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้”

สิ่งที่นวลน้อยและทีมงาน FT Media เลือกทำเพื่อลดความเสียหายให้กับงานตัวเองคือ “เผื่อพื้นที่ที่จะไม่เดินเข้าไป” หมายถึงการกำหนดเลยว่าพื้นที่ประเด็นใดที่พวกเขาจะไม่เข้าไปแตะ เพราะเป็นเรื่องราวที่มีความอ่อนไหวและความเสี่ยงสูง

ขณะที่สำนักข่าวอิศรา ที่สร้างชื่อเสียงตัวเองมาจากการขุดเจาะข้อมูลที่ไม่เปิดเผยของ “บุคคลสาธารณ” เสนาะยืนยันว่าแม้พวกเขาจะต้องทำงานภายใต้ “เงื่อนไขพิเศษ” ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเขาเองมองว่า “จะพิเศษของใครก็ตาม” สำนักข่าวอิศราก็ยังทำงานเหมือนเดิมคือยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลักแต่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ 

“กระบวนการและแนวทางการทำงานของอิศรา ยังตรวจสอบต่อไป เราดำเนินการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะผู้บริหารอย่างเข้มข้น นำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ได้มุ่งความเห็น”

ความยึดมั่นในหน้าที่และความรับผิดชอบทำให้สังคมได้เห็นรายงานบัญชีทรัพย์สินทั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และน้องชาย ซึ่งเสนาะบอกว่าเขาและเพื่อนร่วมงานที่สำนักข่าวอิสราไม่เคยได้ถูกเรียกไป “ปรับทัศนคติ”

“มีแต่เมล์จากใครไม่รู้บอกให้ถอดรายงานบัญชีทรัพย์สินน้องชายหัวหน้า คสช. ออก แต่เราไม่ได้ถอด แต่ตัดข้อความที่หมิ่นเหม่ออก” เสนาะเล่าถึงสถานการณ์การการถูกคุกคามที่แรงที่สุดที่สำนักข่าวอิศราเคยประสบและวิธีการรับมือกับการคุกคามนั้น

สำหรับแหล่งข้อมูลของสำนักข่าวอิศรานั้นแตกต่างกับแหล่งข้อมูลของนวลน้อยและ FT Media ที่ต้องการแหล่งข่าวเป็นคนมีชีวิตจิตใจ อิศราเน้นแหล่งข้อมูลที่เป็นเอกสารของทางราชการ ซึ่งบางครั้งก็ได้มาจากการส่งนักข่าวไปเสาะหาเอง บางครั้งได้มาจาก “ใครก็ไม่รู้ที่ส่งมาให้” ซึ่งเสนาะยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำเสนอ การไม่ให้ความสำคัญกับแหล่งข่าวที่เป็นตัวบุคคลของสำนักข่าวอิศรานี้เองทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเป็นการทำงานที่สมบูรณ์รอบด้านของคนข่าวหรือไม่ ดังกรณีล่าสุดที่สำนักข่าวอิศรารายงานการตรวจสอบส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวที่ ณ วันนั้นตกเป็นเป้าสังคมกรณีการนำเสนอข่าวโรฮิงญา ที่หลายเสียงติงว่าเธอ “ดราม่า” เกินควร การนำเสนอข้อมูลของอิศราในครั้งนั้นเกิดคำถามตามมาจากผู้ถูกพาดพิงอย่างจาตุรงค์ สุขเอียด

“หากในเมื่อข้อมูลของท่านปรากฏชื่อผม ชื่อเธอแล้วทำไมท่านไม่โทรมาสอบถามผมและเธอบ้าง” ส่วนหนึ่งของจดหมายเปิดผนึกที่จาตุรงค์ผู้มีรายชื่อปรากฏในฐานะหุ้นส่วนบริษัทเดียวกับฐปนีย์ เขียนเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งแม้จะไม่มีคำตอบใดจากทางสำนักข่าวอิศรา แต่สำนักข่าวแห่งนี้ก็ให้พื้นที่เพื่อเผยแพร่จดหมายของจาตุรงค์

การรักษาหน้าที่ของสำนักข่าวอิศราในการขุดเจาะข้อมูลของบุคคลสาธารณะที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจอย่างไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าผู้ปกครองนั้นจะเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักปกครองเผด็จการ แม้จะได้รับเสียงชื่นชมแต่ก็มีเสียงตั้งคำถาม หนึ่งในผู้เข้าร่วมฟังการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเสนาะและนวลน้อยในวันนั้น ตั้งเป็นข้อสังเกตว่าสิ่งที่สำนักข่าวอิศราทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นการขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัวของบุคคลสาธารณะหรือไม่ เพราะบางครั้งข้อมูลที่สำนักแห่งนี้เสาะหามานำเสนอให้สังคมรับทราบก็ยากที่จะอธิบายได้ว่าเมื่อทราบแล้วสังคมได้ประโยชน์ใดตามมา ผู้เข้าร่วมคนเดียวกันนี้ตั้งคำถามที่ท้าทายเสนาะว่าเหตุใดในสภาวการณ์ไม่ปกติเช่นนี้สำนักข่าวอิศราจึงไม่เจาะข่าวที่ไม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ส่วนตัวของผู้มีอำนาจ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารภาษีของประชาชนทั้งประเทศ เช่น แนวทางของสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมาภิบาล” ของรัฐบาล หรือการอนุมัติเงินกู้กว่า 13,000 ล้านบาท โดยไม่มีรายละเอียดการใช้เงินจำนวนนั้น ซึ่งคำตอบของเสนาะคือ

“สำนักข่าวเรามีกันไม่เกินสิบชีวิต มันเหมือนกับเราไปแบกภาระหรือปัญหาของทั้งประเทศ ผมเข้าใจทุกท่านคาดหวังเราแต่เราทำทุกเรื่องไม่ได้ แต่หากมีข้อมูลมาให้เราเรายินดีตรวจสอบที่ผ่านมาเราก็มีการตรวจสอบรถถังหรือการจัดซื้อรถดับเพลิงด้วย”

มีเสียงถามต่อถึงการจัดลำดับความสำคัญในการขุดเจาะประเด็นข่าวในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติเช่นนี้ คำตอบคือ

“เราเริ่มจากเรื่องที่เรามีข้อมูลมากที่สุดพร้อมที่สุดก่อน เรามีกระบวนการตรวจสอบข้อมูล บางเรื่องเราใช้เวลาหลายเดือน”

สถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติดูไม่ค่อยกระทบการทำงานของสำนักข่าวอิศราเท่าใดนัก แต่กับงานสารคดีอย่าง FT Media สถานการณ์เช่นนี้พวกเขาทำงานลำบากกันนัก  นวลน้อยเล่าว่าการทำรัฐประหารทำให้บรรยากาศการทำงานของสื่อในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนที่เงียบเหงาอยู่แล้วเงียบเหงายิ่งขึ้น “การจะพูดเรื่องการเมืองยิ่งน้อยลง คนมลายูมุสลิมไม่ค่อยกล้าแสดงออกในที่สาธารณะอยู่แล้ว แม้แต่คนที่ทำงานในภาคประชาสังคมที่ชอบพูดชอบคุย ต่างก็ต้องดูทิศทางลมก่อนที่จะออกมาพูด”

นอกจากจะมีความท้าทายจากการเข้าถึงแหล่งข้อมูลคือคนผู้พร้อมจะให้ข่าวแล้ว คนทำข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนยังต้องประสบกับเสียงครหาของเจ้าหน้าที่รัฐที่มองว่าสื่อพูดด้านเดียว คือเฉพาะเรื่องที่ชาวมุสลิมถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่ทั้งที่ในความจริงมีบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายถูกกระทำ

“สื่อเกิดจากการที่อยากเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน” นวลน้อยบอก

การสื่อสารหรือถ่ายทอดข้อมูลในส่วนที่ไม่ได้ออกมาจากแหล่งข่าวของรัฐในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นอกจากจะมีการใช้สื่อมวลชนและสื่อโชเชียลแล้ว อีกช่องทางหนึ่งที่เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการสื่อสารคือร้านหนังสือ นวลน้อยบอกว่ามีร้านหนังสือบางแห่ง เปิดพื้นที่ให้คนพูด ให้ผู้ที่ถูกเรียกตัว ถูกค้นบ้านได้มีเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนสื่อสารกันเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือร้านหนังสือนั้นจะมีแขกในเครื่องแบบที่ไม่ได้รับเชิญไปเยี่ยมเป็นระยะ พร้อมกับมีข่าวปล่อยว่าร้านหนังสือนั้นเป็นแนวร่วม อย่าให้ลูกหลานไปเข้าร่วมกิจกรรม         

ประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ในฐานะคนนอกที่พยายามนำเรื่องราวของคนในออกสู่สังคมภายนอก นวลน้อยพบว่าช่องห่างของความสนใจข่าวสารในพื้นที่มีอยู่สูงมาก โดยคนนอกสนใจประเด็นว่าคนในอยู่อย่างไร และรับมือกับความไม่ปลอดภัยต่างๆ อย่างไร ขณะที่คนในสนใจประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรม และอัตลักษณ์ที่แตกต่าง ซึ่งคนทำสื่ออย่างเธอและเพื่อนๆ จะต้องทำหน้าที่เชื่อมประเด็นความสนใจและการรับรู้ของคนนอกและคนในให้ได้ เพื่อให้สันติภาพที่แท้จริงที่ต่างฝ่ายต่างแสวงหาสามารถเกิดขึ้นได้จริง

 

การบริหารข่าวใน “สถานการณ์ไม่ปกติ”