Skip to main content

สื่อกระแสหลักเปิดปี 57 มายืนเป่าปี๊ดๆ อยู่ในม็อบกำนัน ร่วมปิดเมืองไล่ “อีปู” อย่างฮึกห้าวเหิมหาญ  
ตวัดลิ้น “เลียสด” สรรหาเหตุไม่เอาเลือกตั้ง เชียร์ กกต.หอเอน เชียร์ศาลรัฐธรรมนูญ เชียร์วุฒิสภา ให้ล้มเลือกตั้งล้มรัฐบาล แต่ปิดปีด้วยการถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กั้นคอกแล้วโยนเปลือกกล้วยให้
ผู้นำรัฐประหารทำอะไรน่ารักไปหมด

ส่งท้ายปี สื่อทำเนียบ-รัฐสภา ไม่ตั้งฉายา ใช่ครับ ปี 49 ปี 51 ปี 56 สื่อไม่ตั้งฉายา แต่ทุกปีจะชี้แจงตั้งแต่วันที่ 29-30 ธันวาคม ไหงปีนี้เงียบฉี่จนผู้คนทวงถาม วันที่ 1 มกรา จึงค่อยบอกว่าเราไม่ตั้งเพราะสถานการณ์ไม่ปกติ รัฐบาลมาด้วย “วิธีพิเศษ” งั้นปี 58 รัฐบาลวิธีพิเศษอยู่ครบก็จะไม่ตั้งฉายาใช่ไหม

สื่อใช้เวลา 5 เดือนแรกของปี อุทิศกายถวายชีวีล้มประชาธิปไตย แล้วก็ใช้เวลาอีก 7 เดือนยอมอยู่ใต้การจำกัดสิทธิเสรีภาพ ขนาด ณาตยา แวววีรคุปต์ หวานใจคนชายขอบถูกห้ามจัดรายการ ชาว Thai PBS
โพสต์ภาพปิดหูปิดตาปิดปาก องค์กรวิชาชีพสื่อก็ยังหลับหูหลับตาเข้าร่วม “ปฏิรูปสื่อ” เพื่อให้มี “เสรีภาพ” จากนายทุน

โดยระหว่างกฎอัยการศึก สื่อทั้งหลายก็หันไปสร้างสรรค์ข่าวดารา ข่าวดราม่า ล่าแม่มด ตามกระแส
“ชาวเน็ต”

จาก “ไอ้เกม” ข่มขืนต้องประหาร ถึงคนขับรถปาดหน้า ถูกศาลลงโทษจำคุก 1 เดือนโดยไม่รอลงอาญา จาก “อีปู” มารุมกระทืบ “อีก้อย” ฐานเนรคุณชาติเรียกร้องสิทธิมนุษยชนจากโค้ชเช จาก “เจนี-เอ๋” ก็เฮมาตัดสินการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ รุมด่ากรรมการ ไม่เอา “อีฝ้าย” นางงามขาหมู ไม่เอา “อีน้ำเพชร” คลิปหลุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีศีลธรรมนักหนา สื่อก็เป็นคนดีมีศีลธรรมกับเขาด้วย

เมื่อสื่อไม่ทำหน้าที่ หันมาขายข่าวฉาบฉวย หยิบข่าวจากเฟซบุ๊ก คลิปจากเน็ตไปละเลงต่อ จึงไม่แปลกอะไรที่ข่าวดังสุดในรอบปีกลายเป็น “คลิปเหนียวไก่” ที่เอามาสร้างกระแสกันได้ร่วม 2 สัปดาห์

ตำแหน่งสื่อแห่งปีจึงต้องยกให้เด็กหญิงวัย 15 และวาทะแห่งปีของวงการสื่อ จึงได้แก่ “เห-ดแหม่”

ปรากฏการณ์แห่งปี: เดลินิวส์เงิบ

เดลินิวส์หน้าแหกไม่รับเย็บ เมื่อไปหยิบเพจอำ “....รับจัดน้องสุนัขสำหรับเซ็กซ์ทางเลือก” มาเป็นข่าวออนไลน์พาดหัวใหญ่โต “ช็อกเพจวิปริตขายบริการอึ๊บน้องหมา” ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเพจล่าแม่มด ทำขึ้นเพื่อให้ร้ายทนายความคนหนึ่งที่ชาวเน็ตเกลียดชัง เดลินิวส์อัพข่าวเมื่อเวลา 00.00 น.ของวันที่ 18 พ.ย. มารู้ตัวเมื่อเวลา 00.34 น. เมื่อแฟนเพจนั้นชี้แจง จึงรีบลบข่าวออก แต่หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 19 พิมพ์ไปแล้ว พาดหัวหรา “ผงะเฟซบุ๊ก ค้าเอ๋งเซ่นกาม สุดวิตถารอัพรูปโชว์นับพันตัว” ทำให้รายการเล่าข่าวทางสำนักข่าวไทยเงิบไปด้วยเพราะเอาข่าวไปอ่าน

นี่คือผลจากการแข่งกันขายข่าวดรามา หาข่าวผิดศีลธรรมจากเฟซบุ๊กไปเล่นงานในช่วงงดวิจารณ์การเมือง ซึ่งก็ทำแทบทุกฉบับนั่นละ เพียงแต่หวยไปออกที่เดลินิวส์ ที่จริงยังสะท้อนปัญหาสื่อทุกค่ายที่ช่วงชิงพื้นที่บนเว็บไซต์ ตีข่าวแบบเอาเร็วเข้าว่า ไม่ตรวจสอบ ไม่ดับเบิ้ลเช็ค

ไทยรัฐก็พลาดมาแล้วเมื่อปลายปี 56 ลงภาพมือปืนม็อบพันธมิตรปี 51 ในเหตุการณ์ม็อบ คปท.บุกสถานที่สมัครรับเลือกตั้ง สนามไทยญี่ปุ่นดินแดง โดยไปคว้าภาพมาจากเฟซบุ๊กแล้วบรรยายว่า "มีภาพชายลึกลับไม่ทราบฝ่ายถืออาวุธปืนในท่าพร้อมยิงแพร่ว่อนเน็ต" แต่ไทยรัฐยังขออภัยผู้อ่านวันรุ่งขึ้น

อีกรายที่ผิดอย่างสุดโต่งด้วยเจตนคติคือแนวหน้า ลงภาพนักศึกษาหน้า 1 ที่นักศึกษาโปรยใบปลิวคิดถึงสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า "นายสมศักดิ์ เจียมธีระประเสริฐ นักวิชาการเสื้อแดง จ้างลูกศิษย์ นำใบปลิวโจมตีคสช.มาโปรยภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

นอกจากเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ให้ร้ายโดยไม่มีมูลว่า สศจ.จ้างลูกศิษย์ ยังสุกเอาเผากินจนนามสกุลผิดอีกต่างหาก

ดาวเด่นแห่งปี: มันแกว

อันที่จริง “เจ๊ยุ” ยุวดี ธัญญสิริ ควรจะเป็นดาวเด่นแห่งปี จากการทำหน้าที่สื่อซักถาม พล.อ.ประยุทธ์
ถึงอกถึงใจ อย่างที่ไม่มีใครกล้าถาม

แต่น่าเสียดายที่เกิดความผิดพลาด ไทยวอยซ์มีเดียแพร่คำสัมภาษณ์ “เจ๊ยุ” ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าตกลงกันยังไง แต่ผลที่ออกมาทำให้ “เจ๊ยุ” ซักถามประยุทธ์ได้ลำบาก เจ๊เลยต้องสงบปากไป แม้กล่าวได้ว่าในบรรดานักข่าวภาคสนาม ไม่มีใครเป็นขวัญใจชาวบ้านเท่าเจ๊ยุ

“มันแกว” ก็เป็นสื่อนะครับ ใครว่าเน็ตไอดอลไม่ใช่สื่อ คนกดไลค์มันแกวมากกว่าคอลัมนิสต์ทุกรายในประเทศนี้ ฮิฮิ ในยุคที่สังคมถูกปิดหูปิดตาปิดปาก ถึงใครวิพากษ์อย่างไร “นมคุณธรรม” ก็กลายเป็นหัวขบวนเสรีนิยม มีบทบาทโดดเด่นกว่าองค์กรวิชาชีพสื่อ เป็นตัวแทนค่านิยมคนรุ่นใหม่ ปะทะค่านิยมอนุรักษ์ โดยไม่ต้องเอ่ยคำว่า “เกลียดรัฐประหาร” ด้วยซ้ำ

นักข่าวที่ต้องจารึกไว้อีกคนคือ พรทิพย์ โม่งใหญ่ แห่งโมโนทีวี ผู้ใช้เทปกาวปิดปากตัวเอง แล้วก็ลงเอยถูกโมโนทีวีปลดออกทันใด โดยมีหนังสือชี้แจงไปยังสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แปลกดี (แทนที่จะชี้แจง คสช.)

หอกข้างแคร่แห่งปี: ผู้จัดการ ไทยโพสต์

หลังรัฐประหารสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์มีเพียงค่ายมติชน-ข่าวสด ผู้จัดการ ไทยโพสต์ และสำนักข่าวอิศรา ขณะที่ค่ายบางนา ค่ายคลองเตย และทีวีดิจิตอลบางสถานี อุ้มกันเห็นๆ

3 รายหลังถือเป็นเซอร์ไพรส์ โดยเฉพาะผู้จัดการ ไทยโพสต์ เป่านกหวีดไล่ “อีปู” มากับมือ กระนั้นถ้าดูจุดยืนของ 2 ฉบับก็ชัดเจนว่าเป็นปากเสียงของพันธมิตร “ภาคประชาชน” และคนชั้นกลางอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ซึ่งไม่ได้ดังใจกับ คสช. ยิ่งกว่านั้นผู้จัดการยังเป็นไม้เบื่อไม้เมา พล.อ.ประยุทธ์มาก่อน ส่วนสำนักข่าวอิศราก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเหมือน “หอกระจายข่าว” ของ ปปช.

ความจริง สนธิ ลิ้มทองกุล นี่ต้องยกให้เป็นหอกข้างแคร่แห่งทศวรรษ เพราะซี้ปึ้กกับทักกี้มาก่อน
เชียร์รัฐประหารแล้วก็เล่นงานบิ๊กบัง รัฐบาล ปชป.ก็ยังโดนถล่ม ไม่เคยมีใครได้ดังใจเลย

คนหายแห่งปี: นักวิชาการสื่อ

ไม่น้อยหน้าป้าอมรา พงศาพิชญ์ นักวิชาการสื่อที่เคยโจมตีรัฐบาลทุนสามานย์แทรกแซงสื่อ เคยด่าทอดาราว่าสร้างข่าวคลิปหลุดกลบกระแสม็อบนกหวีด ไม่หือไม่อือกับกฎอัยการศึก ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ทำตัวเป็นบุคคลสาบสูญกันไปหมด

ขนาดตอนที่ณาตยา แวววีรคุปต์ ถูกถอดจากรายการ ผู้จัดการไปสัมภาษณ์นักวิชาการสื่อ “สื่อยุค คสช. ต้องปิดตา ปิดหู ปิดปาก! แนะทางรอดต้องปั้นดาวดวงเดียวกัน” อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีชื่อนักวิชาการสื่อซักราย ให้ความเห็นได้แต่ไม่กล้าให้ชื่อ โถๆๆ ทีโผล่ไปร่วมปฏิรูปละก็ เสนอหน้าดีเหลือเกิน

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000133610

ผู้ร้ายของวงการ: สรยุทธ์ ช่อง 3 มติชน

"กลาโหมชงปฏิรูปสื่อ ทำงานใต้อำนาจทุน ผู้ประกาศเป็นดาราหรู-นักข่าวไส้แห้ง” สำนักข่าวอิศราพาดหัววันที่ 13 ตุลาคม เสนอผลการศึกษาของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ภายใต้การดำเนินงาน
ของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ด้านการปฏิรูปสื่อ ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

“สื่อสารมวลชนทำตัวเป็นดาราค่าตัวแพง ผู้ประกาศข่าวกลายเป็นดาราที่แสดงเพียงบทอ่านข่าว
ส่วนผู้สื่อข่าวที่ทำงานหนักจริงจังมีรายได้น้อยแทบเลี้ยงครอบครัวไม่รอด ผู้สื่อข่าวสงครามบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย ส่วนดาราอ่านข่าวหน้ากล้องเข้าสังคมหรูหรา”

แหม ฟังแล้วน้ำตาจะไหล กลาโหมเข้าใจหัวอกสื่อที่ตาร้อนผ่าว เอ๊ะ หรือว่าสื่อนั่นแหละเอาข้อความนี้ไปให้สำนักปลัดกลาโหม แล้วสำนักข่าวอิศราก็เอามาเสนอ ทั้งพาดหัว ทั้งโปรย ตอกย้ำอยู่ 3 ครั้ง

http://www.isranews.org/isranews-news/item/33568-news06_33568.html

ดาราอ่านข่าวที่เป็นเป้าริษยารวมหมู่ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา (ไม่ใช่ ชลรัศมี งามทวีสุข แหงๆ) ผู้ถูกสมาคมนักข่าว ภาคีต่อต้านคอรัปชั่น ปปช.และอัยการสูงสุด สามัคคีเล่นงานคดีไร่ส้ม

เรื่องคดีก็เรื่องคดี ว่ากันไปเถอะครับ อย่าให้เกิดข้อครหาก็แล้วกันว่า สมาคมนักข่าว สถาบันอิศรา ภาคีต่อต้านคอรัปชั่น และ ปปช.มีสถานะ “พันธมิตร” กันแทบจะทุกเรื่อง เรื่องคดีสรยุทธ์เถียงไม่ออกอยู่แล้ว ต่อให้บอกว่าคืนเงิน อสมท.ไปแล้วก็เหมือนสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทั้งที่สนธิยืนกรานว่าไม่มีใครเสียหาย ฮิฮิ

คำถามมีอยู่ว่าทำไมความรวยของสรยุทธ์ต้องเป็นที่ริษยาของบรรดานักข่าว เขารวยจากการทำข่าวบนหลังคุณหรือ มันเกี่ยวกันไหม คุณทำข่าว ช่อง 3 ก็ทำข่าว สรยุทธ์ก็ส่งนักข่าวไป อยู่ที่ใครรู้จักจับประเด็นนำเสนอให้ประชาชนสนใจ ส่วนที่เอาหนังสือพิมพ์เช้าไปอ่าน ก็ทำไมไม่ด่าสมหญิง ยิ่งยศ หรือหญิงไทยขายข่าวตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว

สรยุทธ์ไปเกี่ยวอะไรกับ “ผู้สื่อข่าวที่ทำงานหนักจริงจังมีรายได้น้อยแทบเลี้ยงครอบครัวไม่รอด ผู้สื่อข่าวสงครามบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย” ก็ต้นสังกัดคุณไม่จ่ายค่าตอบแทนให้พอ (แล้วผู้สื่อข่าวสงครามก็ไม่เห็นมีที่ไหน)

ไร่ส้มก็เรื่องหนึ่ง ความสำเร็จจากการเสนอข่าวให้ประชาชนสนใจก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวกัน แต่สรยุทธ์ยังซวยซ้ำจากช่วงม็อบนกหวีด ที่ดันสวนกระแสสื่อ เอานักวิชาการนกหวีดมาปี๊ดๆ กับนักวิชาการประชาธิปไตย แล้วหงายเงิบไปไม่ว่ามีปริญญากี่ใบ

ช่อง 3 ก็ตกที่นั่งเดียวกับสรยุทธ์ นอกจากมีความผิดฐานไม่ถอดรายการสรยุทธ์ ยังผิดฐานงดออกอากาศละคร “เหนือเมฆ” ซึ่งบรรดาคนดีมีศีลธรรมเชื่อว่าถ้าประชาชนไทย 70 ล้านได้ดูละครบ้องตื้นเรื่องนี้จบจบแล้วจะ “ตาสว่าง" ลุกฮือไล่นักการเมืองโกง

ความผิดมหันต์กว่านั้นคือช่อง 3 ดันเป็นเจ้าของเค้กโฆษณาก้อนโต ซึ่งทีวีดิจิตอลพากันตาร้อน
เมื่อช่อง 3 เล่นเล่ห์ยื้ออนาล็อกฆ่าดิจิตอล สื่อก็พากันเชียร์ กสทช.ใช้กฎ must not carry อุดปากอุดจมูกช่อง 3 ทั้งที่เป็นการก้าวล่วงตลาดเสรี ละเมิดเสรีภาพ แทนที่จะเอาชนะกันด้วยการแข่งขัน

มติชนก็อีกราย ที่ไม่เพียงถูกองค์กรวิชาชีพและสื่อด้วยกันรุมโจมตีว่าเพราะรับโฆษณารัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงไม่เป่านกหวีดเหมือนสื่อกระแสหลักทั้งหลาย งานวิจัยของทีดีอาร์ไอ โดยเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ กับธิปไตร แสละวงศ์ ยังพุ่งเป้ามาเล่นงานด้วย

"หนังสือพิมพ์ ที่เน้นข่าววิเคราะห์ และมีคนอ่านไม่มากเท่า 2 ฉบับแรก เขามีโฆษณาของรัฐมากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คือ ถ้าเขามีตัวเลือก เขาก็คงไม่พึ่งพางบจากรัฐ ที่น่าสังเกตคือหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ก่อนหน้านี้เขามีเนื้อหา ดี เน้นข่าววิเคราะห์ แต่ก็อยู่ไม่ได้ เพราะข่าวที่เขาทำไม่มีคนอ่าน นี่ถือเป็นอันตราย เมื่อสื่อที่เน้นการวิเคราะห์เชิงลึก เน้นข่าวสืบสวนสอบสวน กลับอยู่ไม่ได้ อย่างกรณีหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัด ช่วง  10 ปี ให้หลัง เขาก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง..."

ธิปไตร แสละวงศ์ http://www.isranews.org/isranews-article/item/32330-tdri_32330.html

สื่อล้มเลือกตั้งคือผู้บริสุทธิ์ สื่อเห็นต่างคือถูกซื้อ แล้วตอนนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มไปแล้ว อยู่ใต้รัฐประหารกฎอัยการศึก มติชนยังเป็นตัวของตัวเองไหมครับ ท่านนักวิชาการ

อัปยศปฏิรวบสื่อ

“สื่อมวลชนก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารตรงไปตรงมา อย่างรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่างๆ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมของวิชาชีพ ตรงกันข้ามสื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เป็นผู้ที่เติมเชื้อไฟลงไปในสถานการณ์ที่มีความเปราะบาง

“นอกจากนี้ ยังเกิดความโกลาหลในแวดวงสื่อ เนื่องจากมีคนและกลุ่มคนเข้ามาใช้สื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและเพื่อประโยชน์อื่นมีอยู่จำนวนมากอยู่เช่นเดิม และไม่ได้ทำหน้าที่ตามหลักการวิชาชีพสื่อมวลชนตามที่ควรจะเป็น รวมทั้งมีการใช้สื่อผลิตซ้ำวาทกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อกันของคนที่มีความเห็นต่างในสังคมและใช้สื่อไปละเมิดสิทธิความเป็นส่วนบุคคล ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการรายงานข่าวและแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่ กสทช. มีอำนาจและหน้าที่โดยตรงก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งองค์กรวิชาชีพสื่อไม่สามารถกำกับดูแลด้านจริยธรรมได้”

สมาคมนักข่าวสรุปสถานการณ์สื่อปี 57 ในช่วงม็อบนกหวีดอย่างดูเหมือนจะ “เป็นกลาง” แต่อ่านดีๆ เป็นการโทษ “สื่อเทียม” ว่าเข้ามาใช้สื่อปลุกความเกลียดชัง ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีจรรยาบรรณ ขณะที่ “สื่อแท้” เพียงแต่ “ถูกวิพากษ์วิจารณ์”

ถามหน่อยว่า กนก รัตน์วงศ์สกุล ที่ร่ายบทกวีสดุดีมือปืนป๊อปคอร์น อยู่ประเภทแรกหรือประเภทหลัง

ความเสื่อมของวงการสื่อ ไม่ได้เกิดจากทีวีดาวเทียมอย่างบลูสกาย เอเชียอัพเดท แต่เกิดจากสื่อกระแสหลักเอง ที่ทำตัวล้ำเส้นสุดขั้วสุดโต่ง สนับสนุนรัฐประหาร ไม่เอาหลักการประชาธิปไตย หลักสิทธิเสรีภาพอันเป็นหัวใจของสื่อ มาตลอด 10 ปีในวิกฤตการเมืองไทย แต่องค์กรวิชาชีพสื่อกลับไปโทษคนอื่น สถาปนาตัวเป็นผู้มีจริยธรรมจะปฏิรูปคนอื่น โดยเข้าไปร่วมปฏิรูปกับ คสช.ทั้งๆ ที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพอยู่เห็นๆ

องค์กรวิชาชีพสื่อต้องการปฏิรูปอะไร ก็แบไต๋กันออกมาแล้วว่าต้องการมีอำนาจควบคุมสื่อ โดยอ้างหลักการ “ควบคุมกันเอง” ทั้งที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นหลักประกันของเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตย วงการสื่อกลับคิดจะเอาเสียงข้างมากมาปิดปากเสียงข้างน้อย ด้วยการออกใบประกอบวิชาชีพ หรืออ้างว่าตรวจสอบจริยธรรม

องค์กรสื่อต้องการอำนาจจัดการใคร ถ้าไม่ใช่มติชนที่ลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สรยุทธ์ที่ลาออกจากสมาคมนักข่าว

เรื่องน่าสังเวชยังได้แก่การที่นายกสมาคมนักข่าวเข้าไปเป็น สปช.โดยไม่มีใครคัดค้าน ต่างจากตอนผู้นำ 3 องค์กรเข้าไปเป็น สนช.เมื่อปี 49 ซึ่งนักข่าวภาคสนามเข้าชื่อกดดันจนต้องลาออก นี่แสดงว่าวงการสื่อเลิกเหนียมการเอาองค์กรเข้าไปพัวพันรัฐประหาร เป็นไปได้ขนาดนั้น ตะแบงกันว่าต้องการปฏิรูป สปช.ไม่เหมือน สนช.ไม่ได้ใช้อำนาจ ฯลฯ

งานนี้ได้ข่าววงในว่าบิ๊กแถวบางนาหนุนประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สุดตัว ให้เข้าไปเป็น สปช.โดยไม่ต้องลาออก

ธุรกิจสื่อไม่ละเว้นใคร

ดรามาส่งท้ายปีวงการสื่อได้แก่ เดลินิวส์ลงประกาศให้ 16 พนักงานพ้นสภาพ และ SLC เข้าซื้อหุ้นเนชั่น

กรณีเดลินิวส์มีฐานความขัดแย้งใน “เหตระกูล” ที่ยาวนาน ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด เข้ามาเป็นบรรณาธิการแทนประชา เหตระกูล เมื่อปี 2550 แต่ถูกปลดเมื่อเดือน ก.ค.2557 ชนวนสำคัญคือการทำ new tv และหนังสือพิมพ์ new 108

ตอนแรกที่ทำทีวีดาวเทียม ประภาชนะมติในบอร์ดแบบเฉียดฉิว (ลงมติ 2 รอบ รอบแรก ประชางดออกเสียง มติ 6-6 รอบสองล็อบบี้กันใหม่ชนะ 7-5) แต่พอทำไปแล้วกินทุน หนังสือพิมพ์แม่ต้องอุ้มทั้งพนักงาน ทั้งขายโฆษณาพ่วง พอจะประมูลทีวีดิจิตอล เสียงข้างมากก็ตีกลับ ให้ประภากับพี่น้องที่สมัครใจไปลงทุนกันเอง แยกกิจการจาก “กงสี”

เมื่อแยกกิจการก็เกิดแรงบีบให้แยกพนักงานและผู้บริหารขาดจากกัน ไม่ให้ทำงานแบบบริษัทพี่บริษัทน้อง ที่กอง บก.ข้ามไปข้ามมา หรือฝ่ายโฆษณาก็ขายหนังควบ เพราะฝั่ง “กงสี” ถือว่าอยู่ตัว มีกำไร ฝั่งทีวีสิเพิ่งลงทุนใหม่หน้ามืด ยิ่งมาออก new 108 ถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์คู่แข่งโดยตรง ประภาจึงถูกปลดพ้นบรรณาธิการ ลูกชายก็พ้นจากผู้จัดการฝ่ายโฆษณา

นับแต่นั้น เดลินิวส์ก็ไม่ลงข่าวกรรมการสิทธิ วันชัย ศรีนวลนัด new tv แยกไปตั้งที่รามาการ์เดน
ตึกเดลินิวส์แทบจะติดป้ายห้ามเข้า 16 พนักงานทั้งกอง บก.และฝ่ายโฆษณา ถูกลงประกาศ “พ้นสภาพ” ซึ่งเท่ากับแจ้งให้ลูกค้าทราบว่า ฝ่ายโฆษณา new 108 ไม่เกี่ยวกับเดลินิวส์

ศึกครั้งนี้ไม่มีสี ถึงแม้ประภาเป็น สปช. ถึงแม้ new tv มีขุนพลเอกอย่างปอง อัญชลี, เป๊ปซี่ (est) แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่แดง เป็นเหตุผลทางธุรกิจ ประกอบความขัดแย้งที่มีมายาวนาน กระทั่งติดป้ายโจมตีกันหน้าลิฟท์ “ใครไล่ยิงนายห้างแสงเมื่อ 40 ปีก่อน”

ธุรกิจสื่อปี 57 อ่วมกันทั้งนั้น ยิ่งหนังสือพิมพ์มาทำทีวี มันคนละ field กันไม่ใช่ของง่าย ขนาดยักษ์ใหญ่ไทยรัฐยังกลืนเลือดไม่อยากบอกใคร ทีวีดิจิตอลนะครับ ไม่ใช่ทีวีดาวเทียมขายน้ำมันมะพร้าว

เห็นมีแต่ค่ายเนชั่นที่ผลประกอบการยังกำไร ฮิฮิ เลยทำให้กลุ่ม SLC เข้าไปกว้านซื้อหุ้นถึง 12.27%

อ้าว ก็เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คนเขาเข้ามาซื้อหุ้นมันผิดตรงไหน ทำไมต้องร้องโวยวายไปถึงขั้น “คุกคามสื่อ” ไม่อยากให้ใครซื้อหุ้นก็ออกจากตลาดไปสิครับ หาว่าถือหุ้นข้ามสื่อ ถือหุ้นสปริงนิวส์ด้วย แล้วเขาเข้าไปมีอำนาจเหนือบริษัท เหนือสุทธิชัย หยุ่น หรือ ก็เปล่า SLC บอกด้วยซ้ำว่าจะไม่ส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการ แล้วจะร้อนท้องอะไรกันไม่ทราบ

นี่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอีกเหมือนกัน แต่พยายามทำให้เป็นการเมือง บางคนโยงไปได้ถึงทักษิณ ทักษิณอยู่เบื้องหลังความชั่วทุกอย่างในประเทศนี้ ทั้งที่กรรมการ SLC ก็ประกาศชื่อมีชัย ฤชุพันธ์ อยู่โต้งๆ

คือถ้า SLC มันปั่นหุ้น มันทำผิดกฎตลาดหลักทรัพย์ ก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่มาโวยวายว่า “คุกคามสื่อ” เนชั่นเป็นบริษัทในตลาด จะอ้างความเป็นสื่อมีสิทธิพิเศษกว่าบริษัทอื่นไม่ได้ แต่ตอนนี้เนชั่นใช้อภิสิทธิ์อยู่นะครับ ทั้งใช้หนังสือพิมพ์ทีวีของตัวเองโจมตี SLC หรือไปไล่สัมภาษณ์ สปช.สายสื่อให้ช่วยปกป้อง

ถามจริง กลัวไรนักหนา ไม่มีใครบ้าซื้อเนชั่นแล้วสั่งปลดสุทธิชัยหรอก เพราะถ้าไม่มีศาสดา “คนพันธุ์ N” แล้วจะเหลือใครอ่านใครดู SLC คงเข้ามาถือหุ้นแล้วขอตรวจงบดุลบ้างเท่านั้นเอง

 

                                                                                                ใบตองแห้ง

                                                                                                6 ม.ค.58

.........................................................

 

สื่อ 57 ‘เห-ดแหม่