Skip to main content


 

ภายใต้การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช)     อารี ชัยเสถียร จาก มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ชวน วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เล่าเรื่องการทำข่าวในพื้นที่ทหาร

  •  เหตุจูงใจที่ทำให้เลือกเป็นนักข่าวสายทหาร

ไม่ได้เป็นคนเลือกค่ะ แต่สถานการณ์กำหนดให้ต้องมาเป็นนักข่าวสายทหาร เพราะตอนที่เริ่มฝึกงาน ตอนเป็นนักศึกษานั้น เป็นช่วงที่สถานการณ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพในเวลานั้นมีปัญหา ส่อเค้าจะเกิดการรัฐประหาร  บรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ไปฝึกงานด้วย เพราะต้องทำสารนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นคนส่งให้ไปทำข่าวสายทหารเพื่อไปช่วยนักข่าวรุ่นพี่ที่ประจำสายทหารอยู่แล้ว เนื่องจากงานเยอะเลยเป็นจังหวะได้เรียนรู้งานข่าวสายทหาร และกองทัพ  ประกอบกับเป็นคนที่สนใจการเมืองและการทหาร มาตั้งแต่เรียนธรรมศาสตร์แล้ว  อาจเพราะด้วยประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงทำให้สนใจทหาร  อยากรู้เรื่องกองทัพ ว่าทำไมจะต้องปฏิวัติอยู่บ่อยๆ  มีกลเกมแห่งการแย่งชิงอำนาจกันอย่างไรบ้าง  อาจเรียกว่า เริ่มด้วยการมองกองทัพในแง่ลบ ในฐานะศัตรูของประชาธิปไตยเลยทีเดียว

  • นักข่าวสายทหารส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

มีนักข่าวสายทหารผู้หญิงเยอะมาก ในจำนวนนักข่าวสายทหารทั้งหมดมีนักข่าวผู้หญิง ราว 60-70%เลยค่ะ   น่าแปลกที่นักข่าวสายทหารควรจะเป็นผู้ชายมากกว่า แต่ในความเป็นจริง มีผู้หญิงมากกว่า อาจเป็นเพราะประการแรก คือ มีประชากรนักข่าวหญิงมากกว่านักข่าวชาย  บรรณาธิการแต่ละฉบับ แต่ละช่อง จึงส่งนักข่าวผู้หญิงมาเป็นนักข่าวสายทหาร 

อีกประการหนึ่ง คือ บรรณาธิการ อาจคิดว่านักข่าวผู้หญิงจะล้วงข่าวจากทหารได้ดีกว่า ประมาณว่า ทหารเป็นบุรุษที่แข็งแกร่ง  ต้องใช้นักข่าวผู้หญิงที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยนไปสยบ เพราะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จะเอ็นดู เกรงใจนักข่าวผู้หญิงมากกว่า เวลาถามอะไรก็จะตอบ หรือตอบแบบนุ่มนวลมากกว่า

แต่ก็มีข้อดีข้อเสีย ระหว่างนักข่าวสายทหารที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายอยู่พอสมควร  เพราะผู้หญิงต้องระวังเรื่องการวางตัว

  • เป็นผู้หญิงทำข่าวสายทหารยากหรือไม่? มีอุปสรรค/ข้อได้เปรียบ/เสียเปรียบอะไรเมื่อเทียบกับนักข่าวผู้ชาย?

เรื่องเพศไม่ใช่อุปสรรคของการเป็นนักข่าวสายทหารเลย อาจมีอยู่บ้างแค่เรื่องการวางตัว เนื่องจากนักข่าวหญิงต้องทำงานกับทหารผู้ชายทั้งกองทัพ  จึงต้องวางตัวไม่ให้เกิดเรื่องชู้สาว  แต่ประเด็นนี้ไม่มีปัญหาเลยค่ะ เพราะนักข่าวผู้หญิงสายทหารที่ถูกส่งมา ไม่ค่อยมีสวยๆ เท่าไหร่เลย ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงแกร่ง ห้าว อดทนมากกว่า ส่วนสวยๆ จะเป็นนักข่าวทีวีที่ไม่ต้องมาคลุกคลีตีโมงกับแหล่งข่าวทหารมากเท่ากับพวกเรานักข่าวหนังสือพิมพ์

นักข่าวผู้ชายจะได้เปรียบตรงที่ไปไหนกับทหารได้อย่างเต็มที่ สร้างความสนิทสนมใกล้ชิดกับแหล่งข่าวทหาร จนกลายเป็นพี่น้องกันไปเลย  ไปดื่มเหล้า เที่ยว หรือเตะฟุตบอล 

แต่นักข่าวผู้หญิงต้องมีระยะห่าง  หาข่าวในวงเหล้าได้ แต่ก็ต้องคอแข็งพอสมควร  ต้องดูแลตัวเองได้และต้องมีสติ  แม้เมามึน ก็ต้องจำประเด็นข่าวต่างๆ ได้อย่างมีสติ

 


ภาพจาก https://www.facebook.com/WassanaJournalist?fref=ts

  • เดินทางบ่อยแค่ไหน?  หรือต้องสังสรรค์ เช่น รับประทานข้าว ดื่มเหล้ากับแหล่งข่าวทหารบ่อยแค่ไหน

การเดินทางกับนักข่าวเป็นของคู่กันอยู่แล้ว  ทำงานที่บางกอกโพสต์หยุด เสาร์-อาทิตย์ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่เคยได้หยุดเลย เพราะต้องช่วยเช็คข่าวตลอด  ส่วนใหญ่วันหยุดต้องเขียนข่าวจากที่บ้าน  จากการโทรศัพท์เช็คข่าวกับแหล่งข่าว ยกเว้นมีงานข่าวใหญ่ๆ ก็ต้องออกมาทำงานในวันหยุด

การไปรับประทานข้าวกับแหล่งข่าวทหารมีเป็นประจำอยู่แล้วทุกสัปดาห์ บางทีก็หลายครั้งในสัปดาห์  ส่วนใหญ่จะเป็นมื้อเย็นขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งข่าวทหาร เพราะถ้าเป็นนายทหารที่สนิทสนมกันมานานเป็นสิบๆ ปี จะเจอกันบ่อยๆ รับประทานข้าวด้วยกัน คุยสัพเพเหระ ไม่ได้ตั้งใจไปหาข่าว  แต่อาจได้ hint  [เบาะแส] ข่าวมาเอง

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง เป็นแหล่งข่าวที่ไม่ค่อยได้เจอ  จะนัดรับประทานข้าวเป็นระยะๆ  หรือบางครั้งทหารต้องการจะฝากข่าวหรือโปรโมทหน่วยงาน หรือโครงการต่างๆ ก็จะชวนรับประทานข้าว เพื่อให้ข้อมูล  หรือบางทีเป็นแหล่งข่าวทหารระดับผู้ใหญ่ ที่นานๆจะมีสักครั้ง เพราะเวลาไม่ว่างตรงกัน

  • ช่วงรัฐประหารข่าวจากทหารสำคัญมาก เวลารายงานข่าวรู้สึกถูกคาดหวังจากคนอ่านหรือแหล่งข่าวหรือไม่ มีความกดดันอย่างไรหรือไม่?

ตั้งแต่เขียนพ๊อกเก็ตบุ๊ค ลับลวงพราง  เล่มแรก  เบื้องหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549  และเป็นที่รู้จัก  ทำให้ผู้อ่านข่าวคาดหวังในเรื่องข่าวทหารอย่างมาก  ตั้งความหวังว่าเราจะต้องรู้ทุกเรื่อง ต้องมีคำตอบให้ทุกอย่าง แต่ดีใจอย่างหนึ่ง ตรงที่มีส่วนทำให้ประชาชนหันมาสนใจทหารและกองทัพมากขึ้น  รู้เรื่องราวภายในกองทัพมากขึ้น

ยิ่งทุกวันนี้ ความคาดหวังจากประชาชนยิ่งมากจนกลายเป็นภาระในการที่จะต้องหาทุกคำตอบมาให้ได้  แต่ก็เป็นความภูมิใจด้วย เพราะตัวเองก็ต้องทำหน้าที่ในการหาข่าวอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ตามมาคือ คนที่ไม่เข้าใจ คนที่ไม่ชอบทหาร เกลียดทหาร ก็จะเกลียดนักข่าวสายทหารไปด้วย เพราะมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้ทหาร ทั้งๆที่ เราก็ทำหน้าที่รายงานข่าวทหาร เท่านั้น   ส่วนคนที่รักทหาร ก็ไม่ใช่ว่าจะชอบนักข่าวสายทหาร  แต่กลับคอยด่า นักข่าว เวลาที่มีการเสนอข่าว หรือบทความ ติติงกองทัพ ติติงผู้นำทหาร  กลายเป็นว่าโดนด่าจากทุกฝ่าย

  • คิดอย่างไรกับข่าวล่าสุด วันที่ 23 ก.ค. นี้ เรื่องการตัดเสียงถ่ายทอดสดกลางอากาศขณะ "ประวิตร โรจนพฤกษ์" นักข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ถาม คสช. ถึง รธน. ม.44 และ ม.48?

มองได้สองแง่ คือ 1. ทาง คสช. แจ้งนักข่าวล่วงหน้าแล้วว่า งานแถลงข่าวนี้ จะถ่ายทอดสดแค่ราว 30 นาที  หรือเฉพาะตอนที่แถลงเท่านั้น จะไม่ได้ถ่ายทอดสดตลอดทั้งการแถลงข่าว

2. อาจมองได้ว่า  ตอนที่เริ่มการถามตอบของนักข่าวนั้น ทาง คสช.กำลังจะตัดการถ่ายทอดสดอยู่แล้ว  แต่พอรู้ในภายหลัง จากที่คุณประวิตร แนะนำตัวว่ามาจากเนชั่น  ตอนนั้นทหารหลายคนก็เพิ่งรู้ว่าเป็นใคร ก็เลยรีบตัดการถ่ายทอดสดก็ได้ค่ะ

  • คิดอย่างไรกับประกาศ คสช คำสั่งฉบับที่ 97/2557 เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ มีเนื้อความที่กำหนดลักษณะการทำงานของสื่อ ที่สั่งให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ให้บริการด้านสื่อมวลชนทุกประเภทห้ามวิพากษ์ วิจารณ์การปฎิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง”?

ในเมื่อคนไทยดูเหมือนจะยอมรับการรัฐประหารครั้งนี้  ไม่ได้มีการต่อต้านอย่างมากมาย หากเทียบกับโลกยุคสมัยนี้  นักข่าวตัวเล็กๆ อย่างเราก็ไม่อาจจะทำอะไรได้  นอกจากต้องยอมรับไปด้วย  แต่เป็นการยอมรับในระดับหนึ่ง ในแง่ที่ว่า เขาเป็นรัฎฐาธิปัตย์ยึดอำนาจในการปกครองประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ ท่านมีทัศนคติในแง่ลบกับนักข่าวและสื่อเป็นทุนเดิมมาตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ.อยู่แล้ว จะเห็นได้ว่า ท่านโกรธปรี๊ด ตำหนินักข่าวมาตลอด ก่อนการรัฐประหาร ท่านมักขู่เสมอว่า  ระวังจะตกงาน ไม่มีงานทำ โดยเฉพาะสื่อที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ท่านแรงๆ  พอรัฐประหาร ก็มีการปิดทีวีหลายช่อง  บางช่องยังคงถูกปิดจนถึงวันนี้

แต่ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ให้ความสำคัญกับสื่อมวลชนอย่างมาก ในแง่ที่ท่านอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ข่าวเล็กข่าวน้อย แม้แต่คอลัมน์เล็กๆ ที่บางทีเราไม่ได้สนใจ แล้วก็จะอารมณ์เสียกับทุกข่าวที่ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ใช่เฉพาะกับข่าวทหาร แต่กับข่าวการเมือง ที่มีการลงข่าวความเห็นของนักการเมือง ของแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่ทะเลาะกันไปมา คล้ายๆ ว่าท่านไม่เข้าใจบทบาทและธรรมชาติของสื่อ รวมทั้งธรรมชาติของคนไทยและคนอ่านก็ว่าได้

จึงไม่แปลกใจเลยที่ คสช.จะมีมาตรการคุมสื่อออกมาแบบนี้ รวมทั้งมีแผนปฏิรูปสื่อด้วย เพราะเป็น 1 ใน 11 ด้านที่ต้องปฏิรูป  แต่สำคัญที่สื่อต้องสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่ง เช่นการไม่ยอม และเรียกร้องให้ คสช. แก้คำสั่งนี้  แต่ขณะเดียวกัน สื่อก็ต้องมีความรับผิดชอบ ในการกลั่นกรองข่าวหรือคิดหลายๆครั้ง ก่อนจะเขียนอะไรลงไปมากขึ้น

ทุกคณะปฏิวัติมักจะต้องเป็นแบบนี้ แต่เพราะคราวนี้ คสช. คุมอำนาจยาวนาน จึงทำให้มีมาตรการควบคุมสื่อออกมา  แล้วเมื่อมีรัฐบาลชั่วคราวแล้ว  เชื่อว่า มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็มีอำนาจครอบจักรวาล แบบที่ครอบมาถึงสื่อได้ด้วยแน่นอน อีกทั้งคำสั่งของ คสช. ก็ยังคงอยู่

ในเมื่อ คสช.ไม่ชอบเสียงทักท้วง ท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์  เพื่อจะได้เห็นภาพสะท้อนแห่งความจริง  แต่กลับชอบแต่คำชื่นชม คำเชียร์  ท่ามกลางผู้คนที่เอาใจ ยอมสยบต่ออำนาจ ประหนึ่ง ต้นอ้อลู่ลม ก็ปล่อยให้ คสช.อยู่ต่อไป ท่ามกลาง คำหวาน การแห่แหน  ที่เปรียบเสมือน ยาพิษ ไปก็แล้วกันค่ะ เราก็ทำหน้าที่ของเรา ตามเนื้อผ้า เพราะถ้าสื่อถูกปิดกั้น ประชาชนก็ถูกปิดกั้นที่จะรับรู้เหมือนกัน

  • มีการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือถูกเซ็นเซอร์บ้างหรือไม่?

ในสภาพการณ์แบบนี้  แน่นอนว่า การเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ  แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าไม่ใช่ความกลัว จนไม่กล้าเขียนหรือวิจารณ์อะไรเลย การเซ็นเซอร์ตัวเอง น่าจะหมายถึงการคิดทบทวนไตร่ตรองหลายครั้ง ในการเสนอข่าวหรือบทความ หรือแม้แต่การใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายถึงการปกปิดความจริง บางครั้ง เราเลือกใช้คำที่มีความหมายคล้ายกัน แต่ดูนุ่มนวลกว่าก็ได้  บางครั้งต้องวางหมากสองชั้น สามชั้นกันบ้าง  ให้ดูเหมือนชม เหมือนเชียร์  แต่ถ้าคนอ่านที่เข้าถึง ก็จะรู้ว่าเป็นรูปแบบการเตือนหรือวิพากษ์วิจารณ์ในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ

  • ผ่านการรัฐประหารมาตั้งแต่ พฤษภาทมิฬ ปี 2535, และ 19 กันยา 2549 รู้สึกอย่างไร ได้เรียนรู้อะไรในฐานะนักข่าวอะไรบ้าง อยากให้เล่าประสบการณ์ว่าครั้งก่อนๆ ต่างกับครั้งนี้อย่างไร?

การรัฐประหารแต่ละครั้ง มีลักษณะเด่นของตนเอง  แตกต่างกันตามสถานการณ์ในเวลานั้นๆ  แต่ที่แน่ๆคือ รัฐประหารครั้งที่ผ่านๆมา ไม่ได้เป็นบทเรียนแก่ทหาร ในแง่ที่ว่า จะไม่กล้ารัฐประหาร  แต่กลับกลายเป็นบทเรียนในแง่ที่ว่า  หากรัฐประหารจะต้องไม่ทำซ้ำรอยกับครั้งที่ผ่านๆมา ที่เรียกว่าเสียของหรือล้มเหลว

การรัฐประหารครั้งนี้ 22 พ.ค.2557  จึงใช้อำนาจอย่างเต็มที่ เพราะมีบทเรียนจากครั้งก่อนๆที่ใช้อำนาจน้อย หรือเรียกว่า ใช้ยาไม่แรง   แต่มาครั้งนี้ใช้ยาแรงเต็มที่  แต่โชคดีที่ประชาชนคนไทยเบื่อหน่ายกับการเมือง นักการเมือง และม็อบสีต่างๆ ที่ทำบ้านเมืองวุ่นวาย ส่งผลกระทบ จนทำให้ทหารที่มาปฏิวัติกลายเป็นฮีโร่  เพราะคนไทยคิดแค่ว่า  ทหารมาไล่พวกม็อบกลับบ้าน คืนถนน คืนพื้นผิวการจราจร  ไม่มีความน่ากลัวของการ์ดต่างๆ  แค่นี้ก็พอใจแล้ว  ยอมเอาอิสรภาพให้ทหารไปบริหารจัดการ  โดยหวังว่าทหารจะจัดระเบียบทุกอย่างให้ประเทศเข้าที่เข้าทาง  จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะมีแต่คนเรียกหาให้ คสช. ให้ทหารมาช่วย ผลการสำรวจโพลล์ต่างๆ ประชาชนจึงพอใจ แถมยังเรียกร้องให้หัวหน้าคสช. เป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก  เรียกว่า ต่างชาติงงกันหมด ในขณะที่ทั่วโลกต่อต้านการรัฐประหาร แต่คนไทยกลับแย้มยิ้มยินดีต้อนรับ  จนต้องกลายเป็นกรณีศึกษาเลยทีเดียว จนทำให้นายทหารเก่าจำนวนไม่น้อย และในกองทัพพากันอิจฉา พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำปฏิวัติสำเร็จ แถมประชาชนยังต้อนรับเสียอีก จากที่นายทหารส่วนใหญ่คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่กล้าปฏิวัติ  แต่เมื่อกล้าทำแล้ว ยังประสบความสำเร็จเสียอีก

นี่อาจส่งผลให้รัฐประหารจะยังคงกลายเป็นทางออก เมื่อเจอทางตัน เจอวิกฤติการเมือง ต่อไปสำหรับประเทศไทยอีก

บทเรียนจากรัฐประหาร ครั้งก่อนๆ ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ควบคุมอำนาจในการบริหารประเทศ และแก้ปัญหาต่างๆด้วยตนเอง  แตกต่างจากหัวหน้าคณะปฏิวัติคนอื่นที่ไม่กล้าฝืนกฎต้องห้าม ที่ว่าหัวหน้าคณะปฏิวัติ ไม่ควรเป็นนายกฯ เสียเอง เพราะจะถูกมองว่าต้องการอำนาจ  แต่ทว่าไม่ใช่กับ พล.อ.ประยุทธ์  เพราะหากให้คนอื่นมาเป็นนายกฯแทน อาจจะไม่ได้ดั่งใจ เช่นที่ผ่านๆ มาอีก

  • จะมีหนังสือชุดลับ ลวง พราง ภาคต่อไปหรือไม่?

นี่ก็เป็นความคาดหวังของผู้อ่านอีกเช่นเคย  ที่รอว่า วาสนาจะเขียนอะไรออกมา เกี่ยวกับเบื้องหลังการรัฐประหารครั้งนี้  ทั้งๆ ที่บางครั้งไม่มีอารมณ์และไม่มีเวลาจะเขียน เพราะแค่ทำข่าวทุกวันนี้ก็ไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว รวมทั้งต้องคอยอัพเดทเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ เพื่อให้ผู้อ่านทราบข่าวตลอดทุกวัน รวมทั้งตอบคำถามต่างๆ ที่ประชาชนถามมาในหลายช่องทางด้วย

ความจริง หลังการรัฐประหารครั้งนี้ ตั้งใจจะเขียนเบื้องหลังออกมาแบบสั้นๆ เล่มบางๆ ก่อน  แต่ก็ไม่มีเวลาเลย  คงต้องรอปลายปี ที่จะเป็นเล่มใหญ่เลย แต่ก็ไม่รู้จะมีเวลาเขียนหรือเปล่า เพราะปกติ ใช้เวลาเขียนตอนดึกๆ และวันหยุด  แต่เมื่อต้องตื่นเช้ามืด  กว่าจะเสร็จงานข่าว กว่าจะได้เงยหน้า ก็ 3-4  ทุ่ม แล้วต้องมาตามอ่านข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และข่าวต่างประเทศด้วย กว่าจะได้นอนก็หลังเที่ยงคืน  จึงไม่มีเวลาเขียนหนังสือเลย แต่มันเป็นความคาดหวัง  และส่วนตัวก็ตั้งใจว่าจะต้องเขียนออกมาแน่เล่มนี้  และยิ่งนานวัน สิ่งที่ไม่เป็นข่าว และความลับต่างๆ ก็จะหลุดออกมามากขึ้น ง่ายกว่าช่วงแรกๆ ของการรัฐประหาร

  • ในฐานะผู้สื่อข่าวผู้หญิง และตัวกลางที่สื่อสารระหว่างทหารฝ่ายรัฐประหารและประชาชน คิดว่ามีวิธีใดที่จะทำให้เกิดความปรองดองหรือไม่?

ข้อดีของการรัฐประหารครั้งนี้ คือ การทำให้ทุกคนทุกสี ได้หยุดคิด ได้ถอยออกจากการเผชิญหน้ากัน หลังจากที่พร้อมที่จะฆ่าฟันกันตายมาตลอดเวลาหลายเดือน แต่ไม่มีทางที่ คสช. หรือใคร จะไปเปลี่ยนใจเปลี่ยนความคิดพวกเขาได้ จากที่เคยรักทักษิณ รักยิ่งลักษณ์ รักเสื้อแดง ไม่มีทางที่ คสช.จะใช้อำนาจใดๆ ก็ตาม ทำให้เขาเลิกรักหรือเกลียด หรือกลับมาเป็นกลาง เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังคงรักชอบเหมือนเดิม บางทีอาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ

ในขณะเดียวกันคนที่เกลียดระบอบทักษิณ เกลียดคนในแวดวงเครือญาติ ก็ยังเกลียดเหมือนเดิม ไม่มีอำนาจใดๆ ของคสช. ที่มาเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิดพวกเขาได้เช่นกัน แม้แต่คำว่าปรองดอง

แม้อาจจะเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ตาม  แต่ส่วนตัวยังเชื่อว่า  ความพยายามในการสร้างความปรองดองของ คสช. นั้นเป็นเจตนาที่ดี แต่จะต้องทำใจยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีใครหรือำนาจใดที่จะเปลี่ยนความคิดผู้คนได้ชั่วข้ามคืน ข้ามวัน หรือ แค่ช่วงไม่กี่เดือน

แต่ที่บรรดาแกนนำกลุ่มต่างๆ ยอมหยุดความเคลื่อนไหว ยอมรับปากในการปรองดอง ก็เป็นเพราะความจำเป็น ในเมื่อคสช. นำตัวพวกเขาไปควบคุม ถ้าเขาไม่ยอมรับปาก ยอมร่วมมือ พวกเขาก็อาจไม่ได้รับการปล่อยตัวหรืออาจจะโดนคดีใดก็ได้  และเมื่อเห็นว่าทหารใช้อำนาจเข้มข้นแบบนี้ทำให้แกนนำและนักการเมืองต่างขยาด  ก็ต้องยอมร่วมมือยอมถอยไปก่อน  แต่ในใจเขาคิดอย่างไรอยู่ ไม่มีใครรู้ ในเวลานี้ พวกเขายอมให้ทหารแก้ปัญหา ครองอำนาจไปก่อน พวกเขารอวันเลือกตั้ง ที่พวกเขายังมั่นใจว่า จะได้กลับมาสู่อำนาจ ไม่ว่าจะ 1 ปี 2 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้นก็ตาม เพราะโอกาสที่จะเกิดการปรองดอง และปฏิรูปอย่างแท้จริง หรือสำเร็จตามที่คสช. วางโรดแมพ ไว้ นั้น ไม่ใช่ง่ายๆเลย

ไม่ว่า คสช.จะมีการจัดระเบียบ อำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ แก้กฎหมายเลือกตั้ง หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร อย่างไรก็ตาม หนทางเดียวที่จะทำให้เกิดความปรองดองได้ ในระดับหนึ่ง ก็คือ ตัว คสช. เอง ที่จะต้องใช้อำนาจในการจัดระเบียบ และเล่นงานทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสี อย่างเท่าเทียมกัน  เพราะหาก คสช. ปฏิบัติไปในแนวทางของกลุ่มบางกลุ่ม หรือเอนเอียงไปทางฝ่ายใด  ทำตามแนวทางของกลุ่มบางกลุ่ม  ในขณะที่เล่นงาน จัดการเด็ดขาดกับอีกกลุ่มหนึ่ง   ก็ไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้  แต่จะกลับกลายเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ ความโกรธแค้น เกลียดชัง  ที่จะรอวันปะทุขึ้นมาอีกในอนาคต

ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช. จะรู้สึกดีๆ กับใคร ฝ่ายใด หรือสนิทสนมกับฝ่ายใด  แต่ต้องอย่าลืมว่า  วันนี้ คสช.เป็นความคาดหวัง ที่จะแก้ปัญหาชาติ  ทุกสายของประชาชนจับจ้องดูอยู่ ทุกประกาศ ทุกคำสั่ง ทุกข่าวความเคลื่อนไหวของ คสช.ของ บิ๊กๆ คสช. อยู่ในสายตาและการรับรู้ของประชาชนทั้งสิ้น  แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้มีการเปิดเผยวิพากษ์วิจารณ์  แต่ทว่า ประชาชนรู้ และเห็น  เพียงแต่ยังไม่พูดออกมาเท่านั้น ถ้าคนที่เราชอบ หรือสนิทสนมด้วย ทำผิด  ก็ต้องฝืนใจในการลงโทษ หรือทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่กระทำเพียงแค่ทำให้ เห็นว่า มีความเป็นธรรม เสมอภาค แล้วเท่านั้น  แต่ต้องทำเพราะต้องการปรับค่านิยม จัดระเบียบสังคมไทย ใหม่  ด้วยการปลุกจิตสำนึกให้คนไทย หันกับมารักสามัคคีกัน   แต่ควรต้องเริ่มต้นจากการ เริ่มให้ทุกคนหยุดเกลียดชัง กันเสียก่อน รวมทั้ง คสช.ต้องไม่ทำให้ถูกมองว่า เข้าข้างฝ่ายใด  เมื่อนั้น การปรองดอง ก็อาจจะเกิดขึ้นได้บ้าง  อย่างน้อยก็ตรงที่ปลุกกระแส ปลุกสำนึกของคนไทย  แต่จะให้กลับมารัก ปรองดองเป็นหนึ่งเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น คงเป็นเรื่องยาก

ในฐานะนักข่าวคนหนึ่ง  ก็พยายามจะสะกิด คสช. ให้วางตัวอย่างเป็นกลาง  และพยายามช่วยทำความเข้าใจกับ ประชาชนที่ยังมีสีติดตัวอยู่ให้เข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง แต่การจะทำให้คนไทยที่เคยแบ่งแยกสีกลายเป็นไม่มีสีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่ก็ต้องพยายามและช่วยกันต่อไป  ต้องหวังผลในระยะยาว และสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติของ คสช. ด้วยนั่นเอง

เกี่ยวกับคู่สนทนา
วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) ผู้เขียนหนังสือชุดลับ ลวง พราง
อารี ชัยเสถียร อดีตนักข่าว-นักเขียน หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น (The Nation) ปัจจุบันบรรณาธิการร่วม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์

วาสนา นาน่วม นักข่าวหญิงในพื้นที่ผู้ชาย