Skip to main content

“สิบปีที่ผ่านมาหลังเกิดความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สื่อกระแสหลักเริ่มถอยจากข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าไม่มีประเด็นใหม่ และโครงสร้างองค์กรสื่อที่รวมศูนย์การผลิตสื่ออยู่ที่ส่วนกลางซึ่งมองประเด็นสามจังหวัดชายแดนใต้ในภาพที่เป็นลบ จุดอ่อนของสื่อกระแสหลักเหล่านี้  ทำให้การริเริ่มพัฒนาสื่อ เกิดมิติใหม่ของการสื่อสาร คือสื่อเพื่อสันติภาพในไทยจากสื่อพื้นที่ภาคประชาสังคม civil media เช่น สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย นับเป็น Peace-oriented communication หรือการใช้การสื่อสารเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับทางออกที่นำไปสู่ความสงบสันติของสังคม,"                                    

ผศ.ดร. วลักษณ์กมล จ่างกมล คณบดี คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลา กล่าวในงานสัมมนา “การกำหนดข่าวสาร ความเข้มแข็งของสื่อประชาคมสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี” เวทีความรู้ “วารสารศาสตร์สันติภาพเพื่อสันติธรรม” (Peace Journalism for Civility) ในงาน “มหกรรมวันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ ปาตานี - PPP 101: 10 ปีความรุนแรง, 1 ปี สนามสันติภาพชายแดนใต้/ ปาตานี”  ณ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557

ผศ.ดร. วลักษณ์กมล อธิบายว่า Peace journalism ถูกเสนอโดย โจฮัน กัลตุง  (Johan Galtung) นักปรัชญาสันติภาพ เพื่อเป็นแนวทางใหม่ในการทำงานของวิชาชีพข่าวและสื่อมวลชน โดยเรียกร้องให้รื้อสร้างระบบแนวคิดเกี่ยวกับคัดเลือกและประเมินคุณค่าข่าวเสียใหม่ ทั้งนี้ในช่วงทศวรรษ 1960 เกิดการไม่สมดุลในการไหลของข้อมูล (imbalanced flow of communication) ในการนำเสนอข่าวประเทศกำลังพัฒนาของสำนักข่าวตะวันตก ซึ่งมักเสนอข่าวในด้านลบ ไม่มีแนวคิดเพื่อสร้างสรรค์ เน้นความขัดแย้ง และนำเสนอการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายเสมือนการรายงานการแข่งกีฬา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนสื่อกระแสหลักจากส่วนกลางของไทยที่รายงานข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ หลังเกิดความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนใต้ เกิดพลวัตการเปลี่ยนแปลงของการจัดการปัญหาจากภาครัฐที่เริ่มจัดการมากขึ้น กลุ่มภาคประชาสังคมที่มีการก้าวข้ามจากการรู้สึกเป็นเหยื่อมาเป็นการสำนึกในการมีส่วนร่วม และมีการเปลี่ยนแปลงของสื่อ โดยสื่อกระแสหลักเริ่มถอยจากข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะไม่มีประเด็นใหม่ 

                              บรรยากาศเวทีความรู้ “วารสารศาสตร์สันติภาพเพื่อสันติธรรม”

ในขณะเดียวกันสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียมีบทบาทมากขึ้น เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของสื่อ มีการวิจารณ์สื่อกระแสหลักมากขึ้น มีการวิเคราะห์เนื้อหา ตลอดจนการลงพื้นที่เพื่อสังเกตการทำข่าว       ผศ.ดร. วลักษณ์กมล ชี้ประเด็นปัญหาหลัก ประการแรก คือ ผู้ส่งสาร ซึ่งรวมถึงนักข่าวและบรรณธิการข่าว ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูข่าว (gateways of message) การที่สื่อกระแสหลักพึ่งนักข่าวในพื้นที่ (stringers) มากเกินไป ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งนักข่าวพื้นที่ไม่ได้ผ่านการอบรมการทำข่าว นอกจากนี้ภูมิหลังของผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ ถือเป็นข้อจำกัดในการมองความเป็นชาติ ปัญหาหลักประการที่สองคือ เนื้อหาสื่อ ที่เน้นความรุนแรงที่มองเห็น (visible violence) ปัญหาประการที่สามคือองค์กรสื่อ ที่มีการรวมศูนย์การผลิตสื่อไว้ที่กรุงเทพฯ ทำให้ภาพสามจังหวัดชายแดนใต้ถูกมองจากมุมมองแบบสำนักข่าวตะวันตกรายงานข่าวประเทศที่กำลังพัฒนา และปัญหาประการที่สี่ คือแนวปฏิบัติทางจริยธรรม ส่วนใหญ่สื่อใช้การรายงานข่าวแบบข่าวอาชญากรรม เช่น มีคนบาดเจ็บจำนวนกี่คน

สื่อประชาคมกับการเปิดพื้นที่สู่สังคมสันติภาพ

ผศ.ดร. วลักษณ์กมล ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่การนำเสนอข่าวของสื่อกระแสหลักไม่ตอบสนองต่อกระบวนการสันติภาพ เนื่องจากธรรมชาติของกระบวนการสันติภาพเป็นความย้อนแย้ง กระบวนการสันติภาพต้องใช้เวลาแต่สื่อต้องการความรวดเร็ว ทำให้กระบวนการรายงานข่าวกระบวนการสันติภาพมีปัญหา ธรรมชาติของกระบวนการสันติภาพนำไปสู่การลดความตื่นเต้นของเหตุการณ์ ในขณะที่ข่าวต้องการความตื่นเต้นเพื่อการขายข่าว นอกจากนี้กระบวนการสันติภาพต้องดำเนินการในที่ลับในขณะที่สื่อต้องการค้นแคะเพื่อนำข่าวมาเสนอ จุดอ่อนของสื่อกระแสหลักทำให้เกิดสื่อพื้นที่ สื่อสังคมและสื่อประชาคม นับเป็น Peace-oriented communication หรือการใช้การสื่อสารเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับทางออกที่นำไปสู่ความสงบสันติของสังคม

นิเวศการสื่อสารกับการรายงานข่าวที่นำสู่สันติในสังคม

ดร. พรรษาสิริ กุหลาบ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยตอกย้ำและให้กำลังใจว่าการเกิดสื่อภาคประชาสังคมของสื่อพื้นที่เป็นทางที่ถูกต้องแล้ว และกล่าวถึงความหลากหลายของนิเวศของการสื่อสาร สื่อตะวันตกเป็นผู้นำเสนอข่าวของโลก แต่ก็มีความหลากหลายในการปฏิบัติงาน มีการนำเสนอสารคดี นอกเหนือจากการรายงานข่าว นอกจากนี้ยังมีสื่อทางเลือก เช่น สำนักข่าวอิศรา สื่อภาคประชาสังคม เช่น เว็บไซต์ของ NGOs ในขณะเดียวกันมีสื่อวิทยุท้องถิ่น ดร. พรรษาสิริ เห็นว่าแม้ว่าสื่อกระแสหลักยังเสนอภาพความรุนแรงของเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ยังไม่สิ้นหวังเพราะมีสื่อทางเลือกเหล่านี้ที่มีอำนาจต่อรอง โดยยกตัวอย่าง ข่าวรายงานพิเศษมะรอโซ จันทราวดี จากเหยื่อสู่แกนนำ RKK โดยเอกรินทร์ ต่วนศิริ จากปัตตานีฟอรั่ม หลังจากเกิดเหตุวิสามัญมะรอโซ ข่าวรายงานพิเศษชิ้นนี้บอกที่มาเชิงลึก มีการสัมภาษณ์ภรรยาและแม่ของมะรอโซ ข้อดีคือการนำข่าวชิ้นนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อกระแสหลัก เช่น ประชาไท,  Isra News Agency, รวมทั้งมติชนและข่าวสด และที่น่าสนใจคือมีการนำกระจายสู่เว็บไซต์เช่น สังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยม เช่น Pantip และ Kapook ตลอดจนมีการนำเรื่องนี้ไปถกในเวทีสาธารณะที่จัดโดยองค์กรสื่อต่างๆ เช่น Media Inside Out และมีการขยาประเด็นสู่การทำวิจัยต่อ

ดร. พรรษาสิริ  กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางการเมืองมักมีอิทธิพลต่อสื่อวารสารศาสตร์มากกว่าการที่สื่อวารสารศาสตร์จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการทางการเมือง ดังที่ Gadi Wolfsfeld เคยกล่าวไว้ใน Media & Political Conflict (สื่อและความขัดแย้งทางการเมือง) โดยยกตัวอย่างกรณีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ขณะนี้ ทำให้วาระภาคใต้ไม่ได้เป็นประเด็นของข่าวในสื่อกระแสหลักสักเท่าไร  และยังตั้งข้อสังเกตว่า วงจรสื่อในการรายงานข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ มีภัยคุกคามในการรายงานข่าว ที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ เช่น นักข่าวไม่แน่ใจในความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าพื้นที่ รวมทั้งการแบ่งโต๊ะข่าวที่ยังทำงานเหมือนระบบราชการ เช่น ข่าวความรุนแรงภาคใต้มักถูกจัดให้อยู่ในหมวดข่าวอาชญากรรม ตลอดจนการมองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง และมองว่าการเมืองในกรุงเทพฯ เป็นวาระระดับชาติมากกว่า ทำให้ในขณะนี้ไม่ค่อยมีการรายงานข่าวเรื่องภาคใต้ 

เรื่องชายแดนใต้ต้องอยู่เป็นวาระข่าวที่เหนือเรตติ้ง

ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าวสามมิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 แบ่งปันประสบการณ์เรื่องการเสนอข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ในสื่อกระแสหลัก ว่าพื้นที่ในการนำเสนอข่าวขึ้นอยู่กับองค์กรข่าวเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่องค์กรสื่อจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ เช่น สึนามิ หรือการเสนอข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงก็จะนำเสนอลักษณะเดียวกับข่าวสงคราม พอกระแสความแรงลดลงสื่อขององค์กรข่าวส่วนกลางก็จะยกทัพกลับและก็ไม่มีพื้นที่ให้กับความรุนแรงในสามจังหวัดอีก ฐปนีย์ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องโครงสร้างองค์กรเป็นเรื่องที่บางครั้งไม่สามารถแก้ไขได้ แต่นักข่าวและบรรณาธิการต้องกำหนดและผลักดันวาระเอง จากประสบการณ์ของเธอเองนับเป็นความท้าทายมากในการผลักดันข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ให้มีพื้นที่ในสื่อกระแสหลัก และเป็นเรื่องที่น่าภูมิที่ข่าวสามมิติเปิดตัวหลังละครหลังข่าวซึ่งมีเรตติ้งสูง

                                                                                 ฐปนีย์ เอียดศรีไชย

ฐปนีย์บอกหลักในการทำข่าวพื้นที่สามจังหวัดของเธอว่าเป็นการทำแบบไม่สนใจเรตติ้ง แต่เป็นการทำข่าวแบบกำหนดวาระข่าวเอง โดยศึกษาตัวอย่างจาก สรยุทธ์ สุทัศจินดา  ที่สามารถจุดประเด็นข่าว สร้างผลกระทบให้กับคนในวงกว้างได้ เช่น เรื่องน้ำท่วม ก็มีการเปิดให้มีการบริจาค ทำให้คนทั้งประเทศหันมาสนใจอย่างมาก  เธอมองเห็นศักยภาพของช่องสาม และศักยภาพของตนเองที่จะทำให้ข่าวเล็กๆ เป็นที่น่าสนใจ จึงจัดโครงการ “คาราวานลมหายใจปลายด้ามขวาน” เมื่อปี 2553 ช่องสามลงทุน 80 ล้านบาท ส่งผู้สื่อข่าวและทีมงานรวม 30 คน พร้อมรถดาวเทียมถ่ายทอดสดมาทำงานในพื้นที่เสี่ยง นับเป็นความสำเร็จในการทำข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ไม่ได้เสนอความรุนแรง แต่ถ่ายทอดรอยยิ้ม ชีวิตที่งดงามของผู้คน และในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพทำให้เธอพยายามเปิดพื้นที่รายงานข่าวให้มากขึ้น  เมื่อเทียบกับรายการข่าวเรื่องสามจังหวัดชายแดนใต้ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในแง่ของเวลา ข่าวสามมิติมีเวลานำเสนอน้อยกว่า แต่เนื้อหานับว่ามีความหมายต่อกระบวนการสันติภาพ โดยพยายามก้าวข้ามหรือไม่สนใจเรตติ้ง เธอพยายามเพื่อให้สังคมเห็นความหวังในสื่อกระแสหลักที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม  ในฐานะสื่อกระแสหลัก เธอเน้นว่าเธอมีหน้าที่เชื่อมต่อสื่อภาคประชาสังคมมานำเสนอให้มาอยู่ในวาระของข่าวในสื่อกระแสหลักได้ โดยนำเสนอข้อมูลความจริงจากทุกฝ่าย ให้คนในสังคมคิดและติดตาม โดยไม่ใส่ความเห็นส่วนตัว  เธอเสริมว่าถ้าไม่ติดเรื่องการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ  เธอเตรียมศึกษาเพื่อนำเสนอประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น อัตลักษณ์มลายู และเขตการปกครองพิเศษ

ขณะที่ สมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เล่าประสบการณ์ที่ย้ำเน้นว่าเนื้อหาข่าวจากประชาชนไม่ใช่ข่าวกระแสรอง โดยยกตัวอย่างข่าวจากเครือข่ายเยาวชนจากนราธิวาส รายงานข่าวเรื่องการเตรียมตัวของชาวมุสลิมเพื่อเข้าสู่วันสำคัญทางศาสนา คือ   วันฮารีรายอ เป็นรายงานข่าวที่ใช้ภาษามลายู มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกๆ ของการเสนอข่าวที่ทำให้เห็นชีวิตของชาวมลายู โดยส่วนตัวในฐานะคนทำข่าว สมเกียรติกล่าวว่าเป็นการขยายมุมมองทัศนคติความเป็นไทย ทำให้เขาเข้าใจว่าทำไมเจ้าของประเด็นต้องลุกขึ้นมาทำข่าวเอง และทำให้สื่อกระแสหลักต้องปรับตัวอย่างมาก ในด้านการมองประเด็นข่าวแบบมืออาชีพ หากมีการร่วมมือกับข่าวในพื้นที่ เจ้าของประเด็นจะเข้าใจประเด็นมากกว่า ซึ่งไม่เพียงแต่สื่อความคิดของพวกเขา แต่เป็นการสร้างพื้นที่ของพวกเขาในสังคม สมเกียรติเห็นการเติบโตของสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในฐานะสื่อกระแสหลัก เขาพยายามรวมทุกส่วนทั้งภาครัฐและภาคประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเด็น ภายใต้แนวคิดสื่อเพื่อการสื่อสารเพื่อสันติภาพ

รศ. ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อ แลกเปลี่ยนความเห็นว่า “วารสารศาสตร์สันติภาพเพื่อสันติธรรม” (Peace Journalism for Civility) จะรวมความยุติธรรม และขันติธรรมไว้ด้วยได้หรือไม่ หรือสิทธิเสรีภาพในมุมมองตะวันตก หรือเพื่อการพัฒนา ในแบบการศึกษาไทย แต่จริงๆ แล้วเราพบว่าทุกอย่างล้วนดำเนินการมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว จากประสบการณ์ขอวิทยากรบนเวทีนี้ทำให้เห็นว่าการสื่อสารไม่ได้เป็นแบบบนลงล่างอีกต่อไป แต่เริ่มเปลี่ยนจากล่างขึ้นบน จากรอบนอกสู่ส่วนกลาง เราได้เห็นสื่อประชาสังคมที่วันนี้มาร่วมงานกันอย่างคึกคัก จัดงานโดยไม่คิดว่าจะต้องพึ่งสื่อกระแสหลัก การกำหนดวาระถูกเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากสื่อกระแสหลักไปสู่วงกว้าง เกิดบรรยากาศความเป็นอิสระ self-determination ของคนทำข่าว บรรยากาศที่มากกว่าการมีส่วนร่วม เพราะทุกคนเป็นเจ้าของ การสื่อสารเพื่อสันติภาพบนพื้นฐานการมองคนเท่ากัน จะสามารถลดความรุนแรงได้

สื่อกระแสหลักกับข่าวสันติภาพชายแดนใต้