วิบัติสื่อ

วันนักข่าวปีนี้ ไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกสมาคมนักข่าว ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เป็นต่ออีกสมัย ตามประเพณีอันดีงาม เมื่อข้อบังคับให้ดำรงตำแหน่งได้ 2 วาระ ก็หยวนๆ กันซะ เป็นคนละ 2 ปี แค่เปลี่ยนกรรมการบางคน ไม่มีอะไรตื่นเต้น

แหม น่าเสียดาย น่ามีอะไรตื่นเต้นกว่านี้ เพราะเป็นปีพิเศษ ปีแห่งสถานการณ์สู้รบ สื่อกระแสหลักได้ร่วมรบ เคียงบ่าเคียงไหล่ “มวลมหาประชาชน” ปีแห่งการปฏิวัติ สื่อกระแสหลักอุตส่าห์เขย่า “มะม่วงหล่น” น่าจะจัดงานที่สวนลุมในบรรยากาศถึงลูกถึงคน ให้กำนันเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เอ๊ย เป็นเจ้าภาพเสวนาเรื่องจรรยาบรรณสื่อมวลชน ฮิฮิ

อวสานสื่อแท้

วิกฤตการเมืองครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เพราะบุคคลสาธารณะ องค์กรวิชาชีพ สถาบันวิชาการ ฯลฯ เลือกข้างอย่างเปิดเผย เปิดหน้าชก ไม่มียั้ง รวมทั้งสื่อ

เคยมีหรือ นิตยสารผู้หญิงยังเลือกข้าง ถ่ายแฟชั่นไม่เอาเลือกตั้ง ไม่เคยพบไม่เคยเห็น (ยังดีที่นิตยสารผู้ชาย FHM ไม่เอียงซ้ายเอียงขวา-ฮา)

สื่อเลือกข้างอย่างเปิดเผย ทั้งเป็นค่าย เป็นตัวบุคคล สื่อบางค่ายที่วางฟอร์ม “เป็นฝรั่ง” “เป็นกลาง” วันนี้เลิกกระมิดกระเมี้ยน กระโดดมายืนข้างเวที ตั้งแต่ผู้บริหารถึงพนักงาน จนอำกันว่า ห้อยนกหวีดแทนบัตรพนักงานได้

ผมเพิ่งชวน “จอกอ” จักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มาออกรายการ Intelligence กับ “พี่ป้อม” นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ พี่ป้อมทักว่าเมื่อ 7-8 ปีก่อน วงการสื่อเคยแบ่งแยก “สื่อแท้” “สื่อเทียม” ทำนองว่า “สื่อเทียม” มีสังกัดการเมือง สื่อแท้ สื่อกระแสหลัก ยัง “เป็นกลาง” แต่ตอนนี้ “สื่อแท้” เลือกข้างหมดแล้ว ไม่มีสื่อแท้เทียมอีกต่อไป “จอกอ” ก็เห็นพ้อง แต่เห็นว่าสื่อเลือกข้างได้ ไม่ผิด เพราะเอาเข้าจริงความเป็นกลางไม่มี

ขอปรบมือให้ว่าใช่เลย สื่ออย่าดัดจริตเป็นกลาง ทั้งที่เอียงกะเท่เร่ เลือกข้างไหนก็บอกคนดูคนอ่านให้ชัดเจน ดีกว่าเป็นอีแอบ ออกแถลงการณ์พาดหน้า 1 บอกตรงๆ เลือกข้างด้วยเหตุผลอะไร เลือกข้างแล้วยังเคารพสิทธิเสรีภาพ เคารพความเห็นต่างไหม เลือกข้างแล้วยังเสนอข่าวตรงความจริงไหม เลือกข้างแล้วบิดเบือนหรือใช้ Hate Speech ไหม

แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ทุกสื่อมีสิทธิเลือกข้างนะครับ สื่อเอกชนเลือกข้างได้ แม้แต่ฟรีทีวีก็เลือกข้างได้ แต่สื่อที่ไม่สามารถเลือกข้างคือสื่อรัฐ และสื่อสาธารณะ

สื่อรัฐเช่น NBT ช่อง 5 ช่อง 9 ต้องเป็นกลาง เพียงแต่อีกด้าน สื่อเหล่านี้เป็นของหน่วยงานรัฐ มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์งานรัฐ ฉะนั้น ยกตัวอย่าง NBT เมื่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ศรส. สมช. หรือตำรวจ ออกอากาศชี้แจงประชาชน ต้องถือว่า NBT ทำหน้าที่ ถ้าจะวิพากษ์ก็คือรายการอื่นต้องเป็นกลาง

วงการสื่อมักโจมตี NBT แต่ไม่ยักเรียกร้อง “สื่อสาธารณะ” ให้เป็นกลางบ้าง ปัญหาคือชื่อบอกโต้งๆ “สาธารณะ” แต่ NGO กลับเข้าใจว่า TPBS เป็นของตัว ฉะนั้นเมื่อ NGO ระดับนโยบายเลือกข้าง TPBS จึงเตลิดเปิดคาง อย่าลืมสิครับ ท่านใช้เงินภาษีเหล้าบุหรี่ประชาชน ไม่ใช่เงินสนธิ ลิ้มทองกุล, สุทธิชัย หยุ่น หรือพานทองแท้ ชินวัตร

คิดแล้วก็เสียดาย ถ้าภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ยัง “ตอบโจทย์” อยู่ เรตติ้งคงสูสีสรยุทธ สุทัศนะจินดา และ TPBS น่าจะมีเนื้อหาสาระให้ประชาชนมากกว่านี้

ที่ว่า TPBS ต้องเป็นกลาง ไม่ได้บังคับให้เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ต้องเป็นกลางนะครับ ตัวบุคคลย่อมมีความเห็นของตน แต่ตัวสถานีต้องเป็นกลาง ต้องเสนอข่าว เสนอความเห็น 2 ด้านอย่าง Balance (ไม่ใช่ est ข้างเดียว ต้องฟังเป๊ปซี่บ้าง)

ที่ผ่านมา Balance หรือไม่สังคมก็เห็นอยู่ TPBS เถียงว่าพวกเขามีรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” แต่แค่มีหน้าแดงๆ โผล่ไปบางรายการ จะบอกว่า Balance แล้วหรือ ทั้งที่รายการหลักๆ เชิญแต่กระบอกเสียง กปปส.

Balance อะไรครับ ตอนม็อบ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ก็ส่งรถโอบีไปทำข่าวทั้ง 7 จุด แต่ ศรส.แถลงข่าวไม่ยอมออกอากาศ

นอกจากสื่อรัฐ สื่อสาธารณะ ยังมีคนถามว่าองค์กรวิชาชีพสื่อต้อง “เป็นกลาง” ไหม หรือเถิดเทิงตามใจชอบ

ดูจากท่าที องค์กรวิชาชีพสื่อยังคิดว่าตัวเองต้อง “เป็นกลาง” นะครับ เพราะนายกสมาคมนักข่าวยังระมัดระวังการโพสต์ fb (แม้อำพรางไม่มิดว่าเทใจข้างไหน) แต่กรรมการบางคนก็โพสต์ภาพในม็อบนกหวีดเฉยเลย

แล้วสำนักข่าวอิศราล่ะ ต้องเป็นกลางไหม ก็รับเงินภาษีจาก สสส.ไม่ใช่หรือ จะเป็นกลางหรืออยู่ข้าง สสส. (ฮา) บอกมาก็แล้วกัน

 

ความน่าเชื่อถือ

“สื่อเลือกข้างได้” เรามักจะพูดสูตรง่ายๆ แยกความเห็นออกจากข่าว ส่วนที่เป็นข่าวต้องเสนอความจริง

พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ เมื่อคุณเป็นสื่อเลือกข้าง อยากให้ม็อบชนะ หรืออยากให้รัฐบาลชนะ จะแยกออกจากการทำหน้าที่ “เสนอความจริง” ได้อย่างไร

ข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ฝ่ายตัวเองเสียเปรียบ จะกวาดลงถังขยะไหม จะเสนอแต่เรื่องที่ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ ทั้งที่ยังไม่ได้กลั่นกรองไหม

สงครามการเมืองยกนี้ คนไทยสู้กันเอาเป็นเอาตาย เอาทุกอย่างเป็นเดิมพัน โดยเฉพาะพวกเลือกข้าง “ความดี” ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ แม้กระทั่งใช้อำนาจหน้าที่ ล้ำจรรยาบรรณ

พนักงาน ธกส.ตะโกนด่าคนฝากเงิน ทั้งที่มีหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ครูอาจารย์บังคับลูกศิษย์เป่านกหวีด  ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขบีบข้าราชการเข้าชื่อ หมอชนบทเอารถพยาบาลมาม็อบ ฯลฯ

สื่อหนีพ้นความรู้สึกนี้ไหม ผมว่าไม่ ถ้าเลือกข้างจนสุดโต่ง เชื่อว่าฝ่ายตัวถูกทุกข้อ ดีทุกอย่าง ชนะแล้วฟ้าสีทองผ่องอำไพ หลายคนก็พร้อมจะเอาชนะด้วยการบิดเบือน

คุณคิดว่าจะทำหน้าที่สื่อเพื่อแสวงหาสัจจะ ความจริง แสวงหาทางออก หรือจะเป็น “นักปฏิวัติประชาชน”

อันที่จริงแม้แต่การแสดงความเห็น ก็ไม่ใช่คอลัมนิสต์ใช้พื้นที่ส่วนตัวตะแบงได้ทุกอย่าง เข้าข้างกันสุดลิ่ม เพราะความเป็นจริง 2 ขั้วอำนาจที่ต่อสู้กันมีทั้งด้านที่ถูกและผิด 2 ขั้วอำนาจเวลาเอาชนะกัน เขาทำทุกวิถีทาง แต่สื่อต่อให้เลือกข้าง ก็ต้องแยกแยะกลั่นกรอง ไม่เช่นนั้นจะเสียความเชื่อถือ

                           กนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเนชั่นทีวี บนเวที กปปส.

คุณอาจเลือกข้างม็อบได้ แต่ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เหลือความเห็นต่าง อย่าง             อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล เสียคนตอนแก่ เพิ่งท้วงติงม็อบอยู่หลัดๆ มีเหตุผลน่าฟัง ที่ไหนได้ พอตัดสินใจ  “ทำสงครามเอาแพ้เอาชนะ” ก็ขึ้นเวทียกย่องเทพเทือกเป็นคานธีซะงั้น

ผมไม่ปฏิเสธว่าผม “เลือกข้าง” แต่ข้อแตกต่างในการเลือกข้างประชาธิปไตย คือเรายอมรับ “โลกสีเทา” ยอมรับว่ารัฐบาลเลือกตั้งมีข้อดีข้อเสีย นักการเมืองมีด้านเอี้ยๆ เป็นเรื่องจริงที่ต้องแก้ไขกันไปภายใต้กติกาประชาธิปไตย

แต่ถ้าคุณเลือกข้าง “ปฏิวัติ” ยึดอำนาจ ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คุณก็ต้องนำเสนอโลกสีขาวดำ เราดีสุดขั้ว เขาชั่วสุดขีด สร้างภาพให้ฝ่ายตนเป็นฮีโร่ ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย ปล่อยให้มารครองเมืองแม้อีกวันเดียวก็ไม่ได้

ความต้องการเอาชนะแรงกล้า ถ้าควบคุมไม่อยู่ก็ล้ำเส้นจรรยาบรรณ เสียความเชื่อถือ ขนาดกูรูอย่าง สุทธิชัย หยุ่น ยังเผลอแชร์ปก Time ฉบับตัดต่อ สื่อทั่วไปจะเหลืออะไร

ความน่าเชื่อถือคือหัวใจของวิชาชีพสื่อ เป็นไปได้ไหมที่จะบอกว่าไม่เป็นกลาง มีความเห็นของตัวเอง แต่ยังนำเสนอความเห็นและความจริงได้อย่างน่าเชื่อถือ?

ก็ต้องดูข้อมูล เหตุผล ระดับของการแสดงตน แสดงอารมณ์ ยกตัวอย่างถ้าผมขึ้นเวทีเสื้อแดงบ้าง ก็เสียหาย อ.สมเกียรติใครว่าไม่เลือกข้าง ท่านเลือก ปชป.มาตลอด แต่ก่อนกระโดดขึ้นเวที ท่านก็ยังน่าเชื่อถือ

วิบัติครั้งนี้ สื่อเตลิดกว่าทุกครั้ง เพราะแห่ไปม็อบ ถ่ายภาพลง Instagram ลง Facebook พิธีกรข่าวแทบจะจัดรายการปทุมวัน สื่อบางรายยังขึ้นปราศรัยบนเวที

                              สมจิตต์  นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ปราศรัยโจมตีรัฐบาลบนเวที กปปส.

สื่อขึ้นเวทีได้ไหม เป็นคอลัมนิสต์อาจได้ แต่คุณจะมัดตราสังตัวเองตลอดไป เป็นพิธีกรข่าว? แล้วคุณจะเชิญคนเห็นต่างมาร่วมรายการได้อย่างไร เป็นนักข่าวภาคสนาม แล้วต่อไปสมจิตต์ช่อง 7 จะทำข่าวพรรคเพื่อไทยอย่างไร จะทำข่าวพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร คนดูจะเชื่อถือไหมว่าคุณไม่ bias ในการรายงานข่าว ในการตั้งประเด็นซักถาม

ถ้าขึ้นเวทีแล้วพูดมีเหตุผล ก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าขึ้นเวทีแล้วระบายความเกลียดชัง ยิ่งเสียความเชื่อถือ

ฉะนั้นพูดให้ถึงที่สุด อย่าคิดว่าการแสดงออกอย่าง “เป็นกลาง” ไม่สำคัญ ถ้ามองกลับกัน ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ สื่อรายไหนมีบทบาทโดดเด่น ก็สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ที่สื่อคนดีชี้หน้าว่า “โกง” ไงครับ

สรยุทธนำเสนออย่าง balance เปิดเวทีให้ 2 ข้างประคารม ม็อบนกหวีดอาจไม่พอใจที่พวกตัวเองสู้ไม่ได้ แต่สำหรับคนทั่วไป สรยุทธเรตติ้งกระฉูด เครดิตทะลัก ภาพลักษณ์ข่มสื่อเลือกข้างเสียหมด (แล้วจะโค่นสรยุทธกันยังไงเนี่ย)

อันที่จริง จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ก็เป็นอีกคน แม้อยู่ในค่ายที่คนทั่วไปมองว่าเลือกข้าง แต่เธอก็วางตัวให้คนทุกขั้วมั่นใจ ยินดีมาออกรายการ

ถามว่าฐปนีย์ เอียดศรีไชย เป็นเสื้อแดงหรือเป่านกหวีด คนดูรู้สึกไหม ไม่เลย ทั้งที่เธอคงมีความคิดเห็นของตัวเอง แต่เมื่อเธอรายงานข่าว สังคมก็เชื่อมั่นว่าไม่ bias

สื่อเป็นปุถุชนย่อมมีความเห็นไปทางใดทางหนึ่ง ใช่ครับ แต่ตรงข้าม ถ้าเลือกข้างสุดลิ่มก็ไม่เหลือความเป็นสื่อ ทำอย่างไรจะคงเหตุผล คงความน่าเชื่อถือ รักษา Balance ไว้ให้มากที่สุด

ไม่ใช่ยกตนสั่งสอนใคร สถานการณ์บีบให้ผมเลือกข้าง แต่เห็นชัดว่าเลือกข้างแล้วมีข้อจำกัด ผมทำรายการ Intelligence ที่ Voice TV ต่อให้เราเปิดใจกว้างแค่ไหนก็ไม่สามารถเชิญคน 2 ขั้วอย่างสรยุทธหรือภิญโญ

 

สิทธิเสรีภาพ

สื่อมีหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จริงไหม เพราะแม้จะลักลั่น แต่องค์กรวิชาชีพสื่อก็ต้องปกป้องเมื่อสื่อถูก “คุกคาม”

เปล่า ไม่ใช่จะพูดถึงแถลงการณ์องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่ใช้เวลา 3 วันกว่าจะ “ขอร้อง” ม็อบไม่ให้คุกคาม Voice TV

แต่ภาพรวมคือ วงการสื่อแสดงท่าทีน้อยนิดต่อการคุกคามสื่อซึ่งมีอยู่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนยุบสภา ม็อบไปกดดันทีวีช่องต่างๆ พร้อมบังคับให้สรยุทธเป่านกหวีด สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ ออกคำแถลงอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญ กปปส.ไม่แยแส สื่อกระแสหลักก็ยังเชียร์ต่อไป

                               กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส บุกช่อง 3 เพราะไม่พอใจการนำเสนอข่าว กดดันให้นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป่านกหวีด

ถ้าสังเกตให้ดี ม็อบใช้ยุทธวิธี “คุกคามสื่อ” มาแต่แรก เพื่อกดดันสื่อไม่กล้าวิจารณ์ เราจึงมีทั้งสื่อเลือกข้าง และสื่อกลัวม็อบ วันชัตดาวน์ผมฟัง จส.100 ไม่แน่ใจว่าเป็นประเภทไหน แต่ม็อบปิดถนน พิธีกรเสียงอ่อนเสียงหวานใช้คำว่า “ปิดการจราจร”

กปปส.คุกคามสื่ออีกหลายครั้ง ทั้งคำพูดแกนนำ ทั้งการกระทำ เช่น นักข่าวช่อง 3 นักข่าวช่อง 9 สุเทพคุกคาม TNN24 แต่ละครั้งอาจเป็นเรื่องเล็กกว่าปิดล้อมสถานี แต่มีผลคุกคามการทำงานของสื่อโดยตรง

ล่าสุด การ์ดลากหมวดเจี๊ยบไป ช่างภาพเดลินิวส์ก็ถูกขู่ทำร้าย ไม่ยักมีสื่อไหนประณาม

ในขณะที่องค์กรสื่อปกป้องสื่อถูกคุกคาม สื่อควรทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชนที่ถูกม็อบคุกคามทำร้ายหรือไม่ หรือถือว่าไม่ใช่หน้าที่

เช่น การ์ดทำร้ายประชาชนผ่านไปมา ซึ่งไม่ใช่แค่เข้าใจผิดกัน 1-2 ครั้ง แต่มากมายหลายกรณี หรือปิดสถานที่ราชการ ทำร้ายข้าราชการที่ไม่หยุดงาน เหตุการณ์เหล่านี้สื่อท้วงติงไหม

หรือการล่วงล้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิเด็ก เช่นสูติแพทย์พูดหยาบหยามนายกฯหญิง กุมารแพทย์ละเมิดสิทธิน้องไปป์ สุเทพบอกไม่รู้ใครเป็นพ่อ ฯลฯ เหล่านี้สื่อควรท้วงติงไหม

เวลาพูดเรื่องเหล่านี้ สื่อนกหวีดมักอ้างว่าเสื้อแดงก็ทำ ใช่ แต่น้อยกว่าครับ เพราะอย่างน้อยเสื้อแดงยังมีคนท้วงติง ยังมีสังคมประณาม รวมทั้งคนข้างเดียวกัน บก.ลายจุดก็วิจารณ์แดงเชียงใหม่จนทะเลาะกัน แต่ม็อบคนดีมีศีลธรรมไม่ยักมีใครทักท้วง

ที่แย่กว่านั้นคือเมื่อเกิดเหตุการณ์หลักสี่วันที่ 1 ก.พ. ถ้าจะตะแบงว่าใครยิงก่อน ก็ยังพอทำเนา แต่นี่กลับแสดงความสะใจที่พวกตัวเองยิ่งฝ่ายตรงข้าม (อันที่จริงไม่ใช่ กลายเป็นยิงคนแก่วัย 72) พิธีกรคนดังเขียนบทกวีขอบคุณมือปืนปีอปคอร์น

วันที่กองกำลังติดอาวุธไล่ยิงตำรวจ บก.ใหญ่ทีวีสาธารณะ ก็โพสต์ fb เย้ยเฉลิมว่าที่ผ่านฟ้าแค่ชุดเล็ก ถ้ามาทำเนียบเจอชุดใหญ่หลายเมนู

สื่อเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ถามว่าต้นสังกัดรับผิดชอบไหม ไม่ อ้างว่า fb เป็นความเห็นส่วนตัว โห ถ้าคุณไม่ใช่สื่อ คนจะตามอ่าน fb คุณหรือ คุณมีอิทธิพลเพราะ fb หรือเพราะสื่อต้นสังกัด เอาละ ถ้าเลือกข้างเชียร์ใคร โดยทั่วไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสะใจการฆ่าฟัน ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือปล่อยข่าวเท็จไม่มีมูล ต้นสังกัดไม่เกี่ยวไม่ได้นะครับ

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ออกคำแถลงเมื่อ 12 มกราคม 1 วันก่อน “ชัตดาวน์” เรียกร้องม็อบไม่ให้สร้างเงื่อนไขความรุนแรง เรียกร้องให้ไปสู่การเลือกตั้ง พร้อมกับให้รัฐบาลขอโทษประชาชนกรณีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการวิจารณ์ทุกฝ่าย ส่งแถลงการณ์ไปยังสื่อต่างๆ ปรากฏว่ามีฉบับหนึ่งอีเมล์โต้กลับ

“มือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำ” ลงชื่อ Berm Editor

อันที่จริงนี่สะท้อนว่า การที่สื่อเลือกข้างม็อบบีบคอคนไปเลือกตั้ง ไม่ยอมรับความเห็นต่าง ก็กลายเป็นสนับสนุนการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ซึ่งขัดกับหน้าที่และอุดมการณ์สื่อโดยตรง

คุณเลือกข้างไหน ระหว่างประชาธิปไตยซึ่งไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแต่เปิดกว้างให้ความเห็นต่าง กับเลือกข้างรวบอำนาจ โดยเชื่อว่าตัวเองถูกดี

สื่อเกิดมาพร้อมเสรีภาพ กลับไม่เลือกข้างสิทธิเสรีภาพได้ไง สื่อฝรั่งจึงตลกขบขันสื่อไทย ที่ไปเที่ยวกล่าวหาว่าสื่อฝรั่งโง่ หรือถูกซื้อ ทั้งที่เขายึดมั่นประชาธิปไตยและเสรีภาพ ไม่ได้เชียร์รัฐบาล ไม่ได้เชียร์ทักษิณซักหน่อย เวลาเขาวิจารณ์รัฐบาล ก็เอามาประโคมกันใหญ่โต แต่เวลาเขาวิจารณ์ม็อบ ก็ด่าทอ สุดท้าย สื่อไทยก็เหลือแต่ไมเคิล ยอน เป็นฮีโร่ ไม่ถูกซื้อ แต่ตั้งกล่องบริจาค

 

เราจะอยู่กันอย่างไร

ไม่ว่าใครแพ้ใครชนะ สื่อเลือกข้างก็เลือกไปแล้ว เปิดหน้าชกไปแล้ว ไม่มีทางหวนกลับ

เราจะเข้าสู่มิติใหม่ ที่วงการสื่อแยกข้าง แยกความเห็น แยกคนอ่านกันชัดเจน

สื่อ คนดู คนอ่าน จะ “แยกประเทศ” ทางข้อมูลข่าวสาร ตั้งแต่ทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ fb กระทั่งเอเยนซียังเลือกข้าง (กรณีหลังนี้สื่อ “แดง” ลำบากหน่อย เพราะโฆษณามักวางเป้าคนชั้นกลาง ไฮโซ แถมเอเยนซีส่วนใหญ่ก็เลือกข้างเสรี วงศ์มณฑา)

แต่คอยดู ฝ่ายไหนชนะได้อำนาจ ฝ่ายนั้นก็จะแจกโฆษณาให้สื่อของตัว ในฐานะ “อาวุธ” ทำสงคราม รอบนี้จะทำกันเปิดเผย ไม่ต้องด่าแล้วว่าสื่อถูกซื้อ เพราะใครเป็นรัฐบาลก็ไม่ต่างกัน

สงครามสื่อน่าจะยังร้อนแรงไปอีกช่วงหนึ่ง จึงค่อยเกิดความเปลี่ยนแปลง โดยน่าจะเปลี่ยนจาก 2 ด้าน คือตัวคน กับเทคโนโลยีที่เปิดกว้าง

เปลี่ยนที่ตัวคนต้องตั้งความหวังนักข่าวรุ่นใหม่ ซึ่งเท่าที่ได้ฟัง นักข่าวภาคสนาม (ไม่ใช่ fb สายตรงภาคสนาม) ต่างเบื่อหน่ายต้นสังกัดเลือกข้าง ทำให้พวกเขาถูกมวลชนทั้งสองข้างต่อว่ามา 7-8 ปี บ้างก็มีอันตราย ถูกทำร้าย ถูกทุบตี นักข่าวเหล่านี้แม้บางคนเลือกข้างก็ยังเปิดกว้าง รับฟังกัน ความต้องการเอาชนะน้อยกว่ารุ่นบริหารข่าวปัจจุบัน

ความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี ก็คือทีวีดิจิตอล เฟซบุค เว็บไซต์ ทีวีดิจิตอลจะเปลี่ยนวงการสื่อขนานใหญ่ ในสงครามแย่งชิงพื้นที่ แย่งผลประโยชน์ ค่าโฆษณา สื่อจะต้องปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสมัยใหม่ เข้าสู่การลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีสื่อเกิดใหม่ และมีสื่อเก่า.....ตาย!

สื่อที่ปรับตัวไม่ได้ ตายนะครับ สื่อกระดาษตายก่อนเพื่อน ถ้าใหญ่ไม่ได้ก็ต้องลงไปเป็นเว็บไซต์ เป็นสื่อ Cult สื่ออินดี้ ขึ้นกับคุณจะขายใคร

ทีวีดิจิตอลและเฟซบุค จะลดบทบาทหนังสือพิมพ์ บทบาท “ชี้นำ” ทำตัวเป็นตะเกียง ทำได้ยากขึ้น อิทธิพลคอลัมนิสต์ อิทธิพลพาดหัวข่าว การเลือกข่าว จับประเด็นข่าว จะไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิม เพราะประชาชนรู้ข่าวจากทีวีแล้ว ไม่ต้องรออ่านพาดหัวตอนเช้า แม้จะกล่าวกันว่าสื่อใหม่เช่นเฟซบุคผิดพลาดง่าย กระจายความเท็จ แต่การชี้นำทางความคิดไม่ง่าย เพราะคุณถูกโต้แย้งได้เสมอ

เฟซบุคเป็นช่องทางให้นักวิชาการ ผู้รู้ด้านต่างๆ สื่อสารกับสังคม ลดอิทธิพลความเห็นของสื่อ สื่ออาจยังเหลือบทบาทด้านสืบเสาะ เจาะลึก รวบรวมข้อมูลข่าวสาร แต่ก็ต้องถี่ถ้วนระมัดระวัง มักง่ายไม่ได้ เพราะถ้าไม่ตรงความจริง ก็จะถูกโต้ทันควันโดยคนรู้จริง ไม่ปล่อยให้ข้ามวันเหมือนสมัยก่อน

นี่คือช่วงที่สื่อใกล้ “เปลี่ยนผ่าน” การเปลี่ยนผ่านต้องเจ็บปวด ฉะนั้น นับหัวหนังสือไว้ดีๆ วิกฤตการเมืองทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง ขณะที่ทีวีดิจิตอล 24 ช่องจะเข้ามาแย่งโฆษณา

                                                                                                               ใบตองแห้ง

                                                                                                                5 มี.ค. 57