Skip to main content

จากวิกฤตทางการเมืองที่ยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา หนึ่งในยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลมหาประชาชนที่สำคัญยุทธศาสตร์หนึ่ง คือ การเคลื่อนมวลชนไปปิดล้อมหน้าสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และเรียกร้องให้แต่ละสถานีออกอากาศคำแถลงการณ์ของกลุ่มฯ ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมีความสำคัญอย่างในช่วงที่การเมืองดำเนินมาสู่วิกฤตอย่างในปัจจุบัน  บทบาทของสื่อท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายอีกครั้งของคนทำสื่อแขนงต่างๆ ที่จะต้องร่วมขบคิดหาทางออก ทั้งในแง่การรักษาจรรยาบรรณของสื่อมวลชน และสวัสดิภาพความปลอดภัยของบรรดานักข่าวภาคสนาม รวมถึงคำถามสำคัญที่ว่า ท่ามกลางวิกฤตนี้ สื่อจะกลายเป็นหนึ่งในชนวนของความขัดแย้งโดยบ่มเพาะความเกลียดชังให้สังคม หรือสื่อจะทำหน้าที่เพื่อเป็นคบไฟ เป็นสติให้กับสังคม? 
 
วันที่ 17 ธันวาคม 2556 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ กลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ได้จัดงานเสวนา เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนในประเด็น “สื่อไทย.. ในห้วงวิกฤตการเมือง” (Thai media in times of political crisis) โดยมี พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักเขียน และนักแปลอิสระ, ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น, สุเมธ สมคะเน ผู้สื่อข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และเป็นตัวแทนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กายาทรี เวนกิทสวารัน ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า  ดำเนินการเสวนาโดย นวลน้อย ธรรมเสถียร
 
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
“มุมมองต่อสื่อต่างชาติ”
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ กล่าวว่า ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ การที่มีคนไทยส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างประเทศ ทำให้คนเหล่านี้ถูก “ปิดหู ปิดตา” ด้วยข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นข้อมูลที่ผิดๆ โดยพิภพได้ยก 3 กรณีตัวอย่าง คือ กรณีที่มีการนำเสนอรายงานเชิงวิเคราะห์ของสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่ง เขียนโดยนักข่าวซึ่งค่อนข้างเป็นที่รู้จัก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการเรียบเรียงมาจากเว็ปไซต์ข่าวเดอะการ์เดียนของอังกฤษ โดยเนื้อข่าวนั้นเป็นการวิเคราะห์การทำงานของบริษัทล็อบบี้ยิสต์ “Bell Pottinger” โดยพิภพตั้งข้อสังเกตว่า การเรียบเรียงเนื้อข่าวจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยนั้น ใน 8 ย่อหน้าแรกของเนื้อข่าวไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันเลย เพราะผู้ที่เรียบเรียงนั้นใช้ความเห็นของตนเอง โดยอ้างว่า ทักษิณทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ชุมนุมในขณะนี้ถูกบิดเบือนหรือถูกทำให้เสียหาย จากมุมมองของสื่อต่างประเทศ ทักษิณ “ซื้อ” สื่อต่างประเทศหมดแล้ว ผ่านการทำงานของบริษัทพีอาร์ สำนักข่าวต่างชาติ เช่น ซีเอ็นเอ็น หรือ บีบีซี ล้วนถูกทักษิณซื้อจนหมด และนี่คือ สาเหตุที่ทำไมภาพของการชุมนุมประท้วงขณะนี้จึงดูแย่ในสายตาสื่อต่างชาติ 
 
หรืออีกกรณีหนึ่ง ในโลกสังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่รายงานของบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ในสหรัฐอเมริกาซึ่งอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากรัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อล็อบบี้ทำเนียบข่าว และมีการอ้างด้วยว่า รมต.ต่างประเทศของไทยได้เซ็นสัญญากับบริษัทดังกล่าวเพื่อล็อบบี้ผู้ที่มีอำนาจสั่งการในสหรัฐเพื่อให้สหรัฐสร้างฐานทัพอากาศในประเทศไทย ซึ่งในโลกสังคมออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา190 ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่ารัฐบาลไทยได้จ่ายเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อล็อบบี้รัฐสภาสหรัฐฯ  ซึ่งพิภพตั้งข้อสังเกตต่อไปด้วยว่าหากพิจารณาง่ายๆ เงินจำนวนแค่นี้จะสามารถจ้างบริษัทดังกล่าวให้ดำเนินการในประเด็นที่สำคัญขนาดนี้ได้หรือ
 
และกรณีสุดท้าย ซึ่งได้ถูกแชร์ในโลกสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย คือ มีการอ้างว่าสื่อต่างชาติ เช่น ซีเอ็นเอ็นและบีบีซีได้ ระบุจำนวนตัวเลขของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชดำเนิน ในวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา คือ 5 - 5.5 ล้านคน ซึ่งยังไม่มีใครทราบที่มาที่แน่นอนของตัวเลขดังกล่าวได้ เพราะทางนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวของบีบีซีระบุในทวิตเตอร์ว่า ข่าวที่รายงานนั้นไม่ได้มีการระบุตัวเลขที่แน่นอนของผู้เข้าร่วมชุมนุม เพียงระบุว่า มีจำนวนที่มาก หรือต่อมา ตัวเลขที่ทางบีบีซีและซีเอ็นเอ็นระบุนั้น อยู่ระหว่าง 100,000 – 150,000 คน อย่างไรก็ตามแม้จะไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาได้ แต่ตัวเลขผู้ชุมนุมจำนวน 5 ล้านก็ได้ถูกแชร์ไปอย่างแพร่หลาย พิภพกล่าวด้วยว่า “ในจำนวนคนที่แชร์ข้อมูลนี้ มีดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน รวมอยู่ด้วย”
 
จากทั้งสามกรณีที่ได้กล่าวข้างต้น พิภพตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือทักษะและความสามารถของบรรดาชนชั้นกลางและผู้มีการศึกษาสูงของไทยที่สามารถหยิบใช้และบิดเบือนข้อมูลออนไลน์จากสื่อต่างประเทศ เพื่อรับใช้ผลประโยชน์และอุดมการณ์ของกลุ่มตนเอง และนี่เป็นการสะท้อนบุคลิกลักษณะของคนไทยอย่างหนึ่ง คือ เพื่อให้ได้ชัยชนะในสงครามแล้ว คนเหล่านี้จะทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึง “ราคาที่สังคมต้องจ่าย”
 
 จากซ้ายไปขวา: พิรงรอง รามสูต รณะนันท์, กายาทรี เวนกิทสวารัน, พิภพ อุดมอิทธิพงศ์, สุเมธ สมคะเน และ ประวิตร โรจนพฤกษ์ 
 
พยาธิวิทยา ว่าด้วยโรคเกลียดกลัว (สื่อ) ชาวต่างชาติ ของคนไทย 
ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นำเสนอประเด็นเรื่องมุมมองเชิงลบของผู้ชุมนุมไทย ต่อการนำเสนอข่าวของสื่อต่างชาติ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้ร้องขอให้สื่อต่างชาติที่รายงานข่าวในประเทศไทย “อย่าใช้อารมณ์ความรู้สึกแบบตะวันตก มาตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” 
 
ประวิตร เรียกสิ่งนี้ว่า “โรคเกลียดกลัว (สื่อ) ต่างชาติ” พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า อาการ/โรคดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณสุเทพเพียงคนเดียว แต่ยังมี “สื่อไทย” อีกจำนวนหนึ่งที่มีอาการดังกล่าวด้วย เช่น หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ในส่วน Life section  ซึ่งเขียนโดยคุณพงศ์เพชร เมฆลอย พาดหัวว่า “ทนทางเดียวสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง” 
ที่มา: http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/384388/the-only-path-to-true-democracy
 
เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า 
     “... ประเทศไทยไม่เคยโชคดีพอที่จะมีการเลือกตั้งที่สะอาด เพราะมันคือความจริงที่ว่า การซื้อเสียง และคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นเรื่องทั่วไปในประเทศนี้ โดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผู้คนจำนวนมาก (ซึ่งไม่รวมกลุ่มคนที่สนับสนุนยิ่งลักษณ์ และบรรดาสื่อต่างชาติที่ถูกหลอกง่ายๆ) จึงไม่พอใจ เมื่อพวกเขาทราบว่าจะมีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้...”
 
หรือในหนังสือพิมพ์หัวเดียวกันเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งเขียนโดย คุณแอนดรู บิกส์ ในส่วน lifestyle ซึ่งพาดหัวว่า “การเลือกตั้งของคนโง่”  ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า  “...รากเหง้าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในการเมืองของไทยนั้น เกิดจากสถานการณ์ง่ายๆ สถานการณ์เดียว นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงรู้สึกไม่สบายใจนักที่ที่ได้ยิน ซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวว่ารัฐบาลไทยกำลังถูกกลั่นแกล้งโดยผู้ชุมนุม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ง่ายพอที่จะรายงานข่าวที่ยาวแค่ 15 วินาที ซีเอ็นเอ็น ควรหาผู้สื่อข่าวที่สามารถจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่านี้...” 
 
ที่มา: http://www.bangkokpost.com/lifestyle/family/384881/polling-day-purple-patch
 
นอกจากนี้ ประวิตรกล่าวต่อไปว่า ตนเองถูกโจมตีจากการที่ได้เขียน “จดหมายถึงผู้ชุมนุมผู้มีอันจะกินชาวกรุงเทพฯ” ซึ่งถูกแปลและเผยแพร่ในเว็บไซด์ข่าวประชาไท ซึ่งหนึ่งในข้อโต้แย้งหลักคือ บรรดาชนชั้นกลางและชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ไม่พอใจและเกรี้ยวกราดที่พรรคที่ชื่นชอบอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง 
     “ผมคิดว่า ลึกๆ แล้วข้อเสนอปฏิรูปสำหรับคนกลุ่มนี้ คือ ความพยายามที่จะหยุดทักษิณและเพื่อไทย โดยการทำให้คนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง” 
เพราะฉะนั้น การกล่าวอ้างจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะเป็น 100,000 หรือ 5 ล้านคน ในวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านนั้น สำหรับประวิตรแล้ว นั่นคือเสียงข้างน้อย 
     “พูดให้ชัด คือ ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ของชนชั้นกลางและชนชั้นนำในกรุงเทพฯ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่อีกด้านหนึ่งคนส่วนใหญ่ในชนบท – คนรากหญ้า,คนเสื้อแดง – เลือก พรรคเพื่อไทย และนี่คือสาเหตุที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถึงแพ้การเลือกตั้ง” 
 
ช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมไทย
ส่วนประเด็นเรื่อง “ชนชั้น” ในไทยนั้น ซึงกลายเป็นข้อถกเถียงที่ว่า ชนชั้นดำรงอยู่หรือไม่นั้น ประวิตรให้ความเห็นว่า หากพิจารณาเรื่องชนชั้นเปรียบเทียบกับอังกฤษจะพบความคล้ายคลึงหลายประการ คือ เส้นแบ่งทางชนชั้นหนึ่ง คือ การได้รับการศึกษา ระหว่างการศึกษาที่สูงกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีถือครองความมั่งคั่งระหว่าง “ทุนเก่า” เช่น กลุ่มสิงห์, บุญรอด กับ กลุ่ม “ทุนใหม่” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทุนสามานย์”   เช่น กรณีทักษิณ หรือบรรดาคนที่ไปช้อปปิ้งที่ฝรั่งเศสในขณะที่คนเสื้อแดงกำลังปะทะกับทหารเมื่อปี 2553  
 
ประเด็นเรื่องชนชั้นที่อยู่บนฐานของความแตกต่างทางชนชั้นยังคงเป็นคำอธิบายที่มีพลังอยู่  โดยประวิตรได้อ้างบทวิเคราะห์การเมืองโต๊ะการเมือง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า 
     “...การที่ระบอบทักษิณ ถือกำเนิดและมีพลังอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เรื่องของทุนสามานย์หรือการซื้อเสียง แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความแตกต่างระหว่าง คนจน-รวย และโอกาสในเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนี่นำมาสู่ช่องว่างระหว่าง คนรวย-คนจน...” 
 
ข้อจำกัดของสื่อมวลชน (1) มุมมองชนชั้นกลาง
ประวิตรได้ตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดในของสื่อไทย คือ โดยทั่วไปสื่อมักสะท้อนมุมมองของชนชั้นกลางต่อการเมืองไทย จะเห็นได้ว่าในหน้าหนังสือพิมพ์จะมีการอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ต่างจังหวัดน้อยมาก สิ่งนี้สะท้อนการทำงานของสื่อที่ตอกย้ำความเข้าใจที่ว่า กรุงเทพฯ คือ “ประเทศกรุงเทพ” คือ ทั้งหมดประเทศไทย ซึ่งประวิตร กล่าวว่า เป็นมุมมองที่บิดเบือนและเข้าใจผิดอย่างมาก 
 
ข้อจำกัดของสื่อมวลชน (2) กฎหมายหมิ่นฯ 
ประวิตรได้ยกบทวิเคราะห์ของ โทมัส ฟุลเลอร์ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทส์ วันที่ 13 ธันวาคม 2556 ซึ่งพาดหัวรองว่า “ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ลดความเป็นประชาธิปไตยลง และเพิ่มบทบาทของกษัตริย์ให้มากขึ้น” โดยเนื้อหาระบุถึง ความเป็นมาเป็นไปของบทบาทของสถาบันกษัตริย์ต่อพัฒนาการทางการเมืองของไทยทีดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน 
ที่มา: http://eedition.inyt.com/epaper/viewer.aspx
 
     “สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ถ้าผมเขียน ผมก็อาจโดนกฎหมายหมิ่นฯได้”  ประวิตรกล่าว
การมีอยู่ของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ ข้อจำกัดใหญ่ในการวิเคราะห์การเมืองของสื่อไทย สื่อไม่สามารถอ้างอิงสถาบันกษัตริย์เพื่อใช้วิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ไม่มีในสื่อต่างชาติ ฉะนั้นบทวิเคราะห์ในลักษณะของฟูลเลอร์จึงไม่สามารถพบได้ในสื่อไทย อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ชุมนุม กลับมีอ้างอิงถึงสถาบันกษัตริย์อย่างมาก 
     “คนเหล่านี้อ้างเหลือเกินว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันฯ พวกเขาโบกธงที่มีสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ และใส่เสื้อเหลือง” ประวิตรกล่าวทิ้งท้าย
 
พัฒนาการสงครามข่าวสารภายใต้บริบททางการเมือง  
สุเมธ สมคะเน ผู้สื่อข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และตัวแทนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง บทบาทของสื่อมวลชนในห้วงวิกฤตการเมืองว่า ลักษณะของสงครามข่าวสารแปรเปลี่ยนไปตามบริบททางการเมือง โดยหากนับช่วงการเรียกร้องและได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 จะพบว่า การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน เพราะบริบทขณะนั้นสื่อทางเลือกหรือช่องทางในการสื่อสารยังไม่มีมาก คือมี ช่องฟรีทีวี และหนังสือพิมพ์ 
 
แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญปี 2540 แวดวงสื่อสารมวลชนได้เปลี่ยนแปลงไป เกิดข้อเรียกร้องใหม่ๆ เช่น การเกิดขึ้นของ ITV และบทบาทของอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสื่อก็ยังมีไม่มากเท่ากับปัจจุบัน 
 
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สื่อเริ่มมีความขัดแย้งมากขึ้นในช่วงปี 2544 เนื่องจากสื่อเองเริ่ม “เลือกข้าง” ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาลในขณะนั้น แต่สถานการณ์ก็ยังคงมีความคลุมเครือ สุเมธได้ชี้ให้เห็นว่า การถือกำเนิดขึ้นของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งนำโดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทำให้ความขัดแย้งนั้นชัดเจนขึ้น เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผู้ชุมนุมมี กระบอกเสียงเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสื่อกระแสหลัก 
ด้านผู้บริโภคสื่อ ก็ได้รับผลจากการเลือกข้างข้างสื่อ สุเมธ กล่าวว่า ผู้บริโภคข่าวเริ่มหันหาสื่อที่เป็นกระบอกเสียงจากกลุ่มที่สนับสนุน ประกอบกับปริมาณรายการเชิงข่าวในฟรีทีวีลดน้อยลง ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจทำให้หลายสถานีตัดสินใจผลิตรายการบันเทิงเนื่องจากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า 
 
ต่อมาในช่วงปี 2549  จนต่อเนื่องมาถึงการชุมนุมสลับกันระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง จะพบว่า สื่อเลือกข้างมากขึ้นและผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย เริ่มกดดันและคาดหวังต่อบทบาทของนักข่าวภาคสนามมากขึ้น  ซึ่งในที่สุดก็นำมาซึ่งความรุนแรงต่อนักข่าวภาคสนาม เป็นสาเหตุให้บางสำนักข่าวเลือกที่จะไม่ส่งนักข่าวลงสนามข่าว โดยใช้ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์แทน
 
จนมาถึงปี 2553-ปัจจุบัน สถานการณ์การเมืองรุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์หรืออภิสิทธิ์ก็ตาม ได้สร้างแรงกดดันต่อสื่อ ทั้งความคาดหวังต่อบทบาทของผู้สื่อข่าวสนาม รวมถึงแรงกดดันในเชิงการให้โฆษณาและเงินสนับสนุน 
     “นี่เป็นข้อจำกัดของทำให้สื่อและเป็นการลดโอกาสของสังคมไปพร้อมกัน  เนื่องจากสื่อไม่สามารถสร้างพื้นที่ตรงกลางเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่” สุเมธ กล่าว  
ภาพรวมสงครามข่าวสารภายใต้บริบททางการเมืองที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกได้รับผลกระทบและขาดความน่าเชื่อถือจากทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล จึงเกิดการปลุกระดมจากกลุ่มผู้ชุมนุมจนในที่สุดนำไปสู่การปิดล้อมสื่อต่างๆ
 
บทบาทของสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์ ต่อสวัสดิภาพของนักข่าวภาคสนาม 
สุเมธ ในฐานะตัวแทนของสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์ กล่าวถึงบทบาทของสมาคมฯ ท่ามกลางแรงกดดันและความรุนแรงที่มีต่อสื่อว่า ถึงแม้จะมีผู้วิจารณ์การทำงานของสมาคมฯ ว่า “ล่าช้า” แต่จากเงื่อนไขของสถานการณ์ทำให้สมาคมฯ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ได้พูดคุยกับทั้งสองฝ่ายทั้งทางตรงและทางลับแล้ว 
 
การที่สื่อกระแสหลักสูญเสียความน่าเชื่อถือ ถูกกล่าวหาจากผู้ชุมนุมว่า ไม่รายงานข้อเท็จจริงให้กับสังคมนั้น สุเมธกล่าวชี้แจงว่า ที่จริงแล้ว ในสนามนั้นมีผู้สื่อข่าวจากทุกสำนัก เกือบ 1,000 คน และนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด เพราะจากตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2551 ซึ่งกลุ่มพันธมิตรได้ปิดล้อมทำเนียบในปี พ.ศ.2551 และโดยกลุ่มเสื้อแดงในปี พ.ศ.2553 ซึ่งเมื่อทางกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นว่าสิ่งที่สื่อกระแสหลักรายงานไม่ตรงกับกระบอกเสียงของกลุ่ม ย่อมทำให้เกิดแรงกดดันต่อนักข่าวภาคสนาม 
 
การใช้ปลอกแขนสื่อมวลชน ของผู้สื่อข่าวภาคสนาม เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2552 เมื่อเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสุเมธ กล่าวว่า ปลอกแขนนี้อาจไม่ใช่ปลอกแขนศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ทุกคนปลอดภัย แต่จากการเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม ทำให้ได้ข้อตกลงรับรองความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวสนามในระดับหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองดำเนินมาถึง ปี พ.ศ.2553 ปลอกแขนผู้สื่อข่าวดังกล่าวกลับไม่สามารถรับรองสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวได้ โดยสุเมธอธิบายว่า ขณะนั้นปลอกแขนได้ถูกกระจายไปโดยผู้ที่ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่าปลอกแขนนี้เชื่อถือไม่ได้และไม่สามารถรองรับความปลอดภัยให้กับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ได้แก้ปัญหาโดยตกลงกับตำรวจ และใช้ปลอกแขนผู้สื่อข่าวรูปแบบใหม่  ซึ่งจะเป็นหลักประกันความปลอดภัยและใช้สื่อสารระหว่างผู้สื่อข่าวด้วยกันเพื่อให้ความช่วยเหลือเพื่อนผู้สื่อข่าวไม่ว่าจะเป็นสื่อไทยหรือสื่อต่างชาติ 
 
แต่ทั้งนี้แม้จะมีการใช้ปลอกแขนสื่อฯ ใหม่แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้แล้ว สุเมธ ได้แสดงความกังวลว่า 
     “ปลอกแขนนี้ อาจไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของนักข่าวภาคสนามรอดพ้นจากการถูกคุกคาม เพราะสงครามข่าวสารที่โหมกันทั้งสองฝ่าย มีการปลุกระดมและการโฆษณาชวนเชื่อสร้างความชอบธรรมกับทั้งสองฝ่าย โศกนาฏกรรมที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงเร็วๆนี้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการออกมาแสดงความรับผิดชอบจากการปลุกระดมจากทั้งสองฝ่าย และนี่คือความยากลำบากในการทำงานของผู้สื่อข่าว”
อย่างไรก็ตาม สุเมธ กล่าวทิ้งท้าย ถึงการรับมือสถานการณ์ของสมาคมฯ ว่า ทางสมาคมฯ ได้สร้างเครือข่ายของผู้สื่อข่าวภาคสนาม พร้อมกับตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปสื่อ ของสมาคมฯ 
 
ภูมิทัศน์สื่อ สะท้อน ภูมิทัศน์การเมือง 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์  นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ได้ตั้งข้อสังเกตแรกต่อ การเพิ่มขึ้นของสื่อ โดยเฉพาะสื่อทางเลือกว่า เป็นผลมาจากการปฏิรูปสื่อ หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งมีบทบัญญัติระบุให้ เป็นผลให้รูปแบบความเป็นเจ้าของเปลี่ยนไป จากหน่วยงานภาครัฐ สู่ภาคเอกชนมากขึ้น 
 
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2535 มีการยกเลิก คณะกรรมการเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมศูนย์อำนาจในการตรวจสอบเนื้อหาของสื่อก่อนออกอากาศ และหลังจากนั้นมีความพยายามถึงสองครั้งในการจัดตั้ง องค์กรเพื่อกำกับดูแล แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง เนื่องจากขาดความโปร่งใสระหว่างคณะกรรมการสรรหาและผู้ที่ถูกเสนอชื่อ พิรงรอง ตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้การกระจายการเข้าถึงคลื่นความถี่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่กลับขาดองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล 
 
ส่วนประเด็นความเข้าใจเรื่อง “สื่อใหม่” (new media) นั้น พิรงรอง ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในระดับนานาชาติ ซึงมักให้ความสนใจ สื่อใหม่ในรูปแบบของสื่อดิจิตอล ต่างจากไทยที่สื่อใหม่นอกจากจะรวมถึงสื่อดิจิตอลแล้ว ยังรวมสื่อที่เกิดขึ้นหลังหลังการปฏิรูป ในปี พ.ศ.2540 เช่น วิทยุชุมนุม ทีวีดาวเทียม ด้วย 
 
เมื่อพิจารณาโครงสร้างความเป็นเจ้าของวิทยุและฟรีทีวี เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังจากปฏิรูปสื่อ จะพบว่า ก่อนการปฏิรูปสื่อนั้น หน่วยงานภาครัฐถือได้ว่าเป็นเจ้าของสื่อวิทยุ 532 สถานี และฟรีทีวี 6 ช่อง แม้กรณีของฟรีทีวี คือ ช่อง 3 และ 7 จะมีการต่อสัมปทานที่ยาวนานก็ตาม แต่ก็ยังถือว่ารัฐยังคงเป็นเจ้าของอยู่ และเมื่อมีการปฏิรูปสื่อภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้สถานีวิทยุมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 532 สถานี เป็น 6,599 สถานี ซึ่งมีมากกว่าจำนวนสถานีที่คาดการณ์ว่าสัญญาณอะนาล็อคจะรองรับได้ คือ 1,500 สถานี 
 
ด้านการเพิ่มจำนวนขึ้นของสถานีทีวีเคเบิ้ลและดาวเทียมนั้น มีความเชื่อมโยงกับบริบททางการเมืองในขณะนั้นๆ โดยได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงก่อนการรัฐประหาร ปีพ.ศ. 2549 จากสถานีเอเอสทีวี พิรงรอง กล่าวต่อไปว่า จากนั้นช่วงปีพ.ศ.2549 ซึ่งมีการทำรัฐประหาร จำนวนของสถานีทีวีเคเบิ้ลและดาวเทียมมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก และเป็นช่วงที่แต่ละสถานีเริ่มแบ่งขั้วทางการเมือง  ต่อมาในปี พ.ศ.2551 จำนวนสถานีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากความสนใจของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากจากการผ่านกฎหมายที่เปิดโอกาสให้สถานีทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล มีโฆษณาได้ 8 นาที ต่อการออกอากาศ 1 ชั่วโมง ทำให้ตัวเลขคร่าวๆ ของจำนวนของทีวีดาวเทียม คือ 990 สถานี และ ทีวีเคเบิ้ล จำนวน 300 สถานี 
 
ผศ.พิรงรอง กล่าวสรุปภาพรวมของการเพิ่มขึ้นของจำนวนของสื่อว่า นอกจากจะเป็นผลจากความพยายามปฏิรูปสื่อในทางกฎหมายแล้ว ภูมิทัศน์ของสื่อเปลี่ยนไป ยังสะท้อน ภูมิทัศน์ทางการเมืองในแต่ละห้วงบริบททางการเมืองอีกด้วย  
 
ส่วนประเด็นที่ว่า การที่สื่อเลือกข้างมากขึ้น ทำให้สังคมมีความแตกแยกมากขึ้นตามไปด้วยนั้น พิรงรองกล่าวว่า คำถามนี้เป็นปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือ มีทั้งคำอธิบายที่ว่า สังคมไทยซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีความรู้พอที่จะเท่าทันต่อสื่อ คนกลุ่มนี้ย่อมจะถูกชักจูงและปลุกปั่นโดยสื่อที่เลือกข้างมากขึ้น ซึ่งทวีความรุนแรงของสถานการณ์ทางการเมืองมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็มีคำอธิบายที่ว่า การมีอยู่ของสื่อที่เลือกข้างแบ่งขั้วนั้น เป็น “ผลสะท้อน” จากสังคมด้วยเช่นกัน 
 
ทั้งนี้ พิรงรอง ได้ข้อสังเกตว่า ความพยายามของภาครัฐในการปิดและกดดันสื่อ ได้ทำให้สื่อทางเลือกกลายเป็นตัวเลือกใหม่ และนำมาสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น การถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทักษิณในขณะนั้น จนทำให้สนธิเลือกใช้ทีวีดาวเทียม โดยจัดตั้งสถานีเอเอสทีวีเพื่อดำเนินรายการดังกล่าวต่อ และในที่สุดก็นำมาสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในขณะที่เมื่อคณะรัฐประหาร ในปี พ.ศ.2549 ได้ระงับการออกอากาศของพีทีวี ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในการเกิดขึ้นของสถานีเคเบิ้ล อย่าง เอเชียอัพเดตและดีเอ็นเอ็น ซึ่งเป็นสถานีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
 
การมีอยู่ของ “สื่อเลือกข้าง” สะท้อน อุดมการณ์ และอัตลักษณ์ ของผู้คน?  
การที่สังคมไทยมีสื่อที่แบ่งขั้วทางการเมืองมากขึ้นนั้น สะท้อนลักษณะของผู้คนในสังคมเชิงอุดมการณ์และอัตลักษณ์หรือไม่นั้น พิรงรองตั้งข้อสังเกตต่อลักษณะเชิงอุดมการณ์ว่า จากการสอบถามและเก็บข้อมูลจุดยืนทางการเมืองของคนในสังคม พบว่า คนไทยไม่ซื่อตรงต่อต่อการให้ข้อมูลที่สะท้อนจุดยืนทางการเมือง คือ จากการสำรวจพบว่า ผู้ที่ไม่มีสีเสื้อทางการเมือง มีถึง 76 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็นเสื้อเหลือง-แดง แต่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ค กลับมีการแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง 
 
พิรงรอง กล่าวต่อไปว่า การเป็นส่วนหนึ่งของบรรดา “เพื่อนๆ” ในเฟซบุ๊ค ก็อาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ต้องสะท้อนความเห็นหรือรณรงค์ประเด็นทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกับเพื่อนๆ เช่น การเปลี่ยนเปลี่ยนรูปโพรไฟล์เฟซบุ๊คเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านการนิรโทษกรรม หรือ วาทกรรมที่ว่า “ไม่ได้จ้าง _มาเอง” เป็นต้น (พิรงรองให้ความเห็นว่า ข้อความลักษณะนี้ทำให้เกิด “ถูกจ้าง” ต่อของผู้ชุมนุมอีกกลุ่มไปโดยปริยาย) 
 
จากกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่า โซเซียลมีเดีย มีบทบาทของอย่างมากในเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ในขณะเดียวก็เกิดคำถามที่ว่า บทบาทดังกล่าวจะยิ่งสร้างความแตกแยกให้สังคมมากขึ้นไปหรือไม่ พิรงรอง กล่าวว่า การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลขณะนี้ เพจเฟซบุ๊คถือได้ว่าเป็นสื่อที่สร้างช่องทางในการสื่อสาร เพื่อระดมรวมชน รวมถึงยังมีส่วนสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองร่วมกันของกลุ่มที่มีจุดยืนทางการเมืองร่วมกันอีกด้วย เช่น วาทกรรมที่ว่า คนดีต้องเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมเพื่อขับไล่ไม่ให้คนโกงปกครองประเทศ เป็นต้น 
 
Echo chamber กับวงจรแห่งการสร้างความเกลียดชัง 
พิรงรอง ตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะการสื่อสารที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียว่า ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว และมีการแสดงความเห็นในเชิงความเกลียดชังมากขึ้น ซึ่งถูกอธิบายโดยแนวคิด Echo chamber ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วย การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เฟซบุ๊ค ของผุ้คนในสังคมที่แตกแยกอย่างรุนแรง ก็อาจกลายเป็นช่องทางในการ “เลือกรับ” เฉพาะข้อมูลที่ปัจเจกคนนั้นๆ ต้องการที่จะได้ยิน/ฟัง ส่วนความเห็นที่ไม่ต้องการนั้นก็จะถูกปิดตาย เช่น การ unfriend เพื่อนที่มีความคิดแตกต่าง เป็นต้น 
 
ฉะนั้น การใช้สื่อสมัยใหม่ จึงเป็นเพียงเสียงสะท้อนของความเห็นที่เราอยากได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก เครือข่ายเพื่อนในเฟซบุ๊ค จึงเป็นเครือข่ายของคนที่คิดเหมือนๆ กัน และมีความเป็นไปได้ที่จะผลิตสร้างความเห็นที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังต่อ คนกลุ่มอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ ‘เพื่อน’)
 
พิรงรอง ได้ยกกรณี ที่มีการรณรงค์ผ่านเพจเฟซบุ๊ค ให้เลิกซื้อ เครื่องดื่มยี่ห้ออิชิตัน หลังจากที่ ตัน อิชิตัน เจ้าของเครื่องดื่มยี่ห้อดังกล่าว แสดงความเห็นในเชิงคัดค้านการชุมนุมของผู้ที่ขับไล่รัฐบาล 
     “ตอนนั้น ดิฉันกำลังยืนต่อแถวซื้อเครื่องดื่มในร้ายขายของ ก็ได้ยินคนถามว่า ‘มีอย่างอื่นที่ไม่ใช่อิชิตันหรือไม่?’ ” 
 
เสรีภาพสื่อ กับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและการเมือง 
กายาทรี เวนกิทสวารัน กล่าวถึง สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า ได้ติดตามการทำงานและพัฒนาการของสื่อมวลชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลานาน โดยนับจากปี พ.ศ.2530 กระบวนการจรรโลงประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นในอาเซียนทั้งในไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งจะเอื้อให้เกิดเสรีภาพของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยปัจจุบัน กายาทรี กล่าวว่า เธอรู้สึกไม่สบายใจนักที่เห็นพัฒนาการดังกล่าว ‘ถอยหลัง’ แทนที่จะก้าวไปข้างหน้า 
 
อย่างไรก็ตาม กายาทรี ได้ตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์ทางการเมืองและการทำงานของสื่อไทยว่า เป็นเหตุการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ ซึ่งสื่อคือภาพสะท้อนของการต่อสู้/แย่งชิงในเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทย อีกทั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นเฉพาะที่เกิดในไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไป โดยเฉพาะในอาเซียน กายาทรี ยกตัวอย่างกรณีแรงกดดันต่อสื่อผ่านการให้เงินอุดหนุนผ่านโฆษณา และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้เกิดสื่อทางเลือกต่างๆ เธอระบุว่า นี่คือ ความท้าทายของสื่อมวลชน
 
ฉะนั้นแล้ว อะไรคือ “เงื่อนไข” ทางเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม กายาทรี ได้ตั้งคำถามถึง “ทุนสามานย์” ที่เป็นคำอธิบายที่ถูกใช้อย่างมาก แต่แท้จริงแล้ว ใครกันแน่คือ ทุนสามานย์ตัวจริง  ที่ครอบงำสังคมและชี้นำการทำงานของสื่อ?
 
เช่น ล่าสุด กรณีการปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมไปปิดล้อมหน้าสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3,5,7 และ 9 เนื่องจากเป็นสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล การกระทำนี้ดูคล้ายกับเป็นการระบายความโกรธ เป็นการใช้จิตวิทยาฝูงชนมากกว่าใช้ฐานวิเคราะห์เรื่องโครงสร้างการเป็นเจ้าของสื่อที่พิรงรองได้นำเสนอ 
     “ทางซีป้าสนใจเรื่องเสรีภาพของสื่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเมืองในแง่ของการถือครองสื่อ โดยเฉพาะการที่ประเด็น ‘การปฏิรูป’ ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แม้ที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงเรื่องนี้กันมาก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิรูปสื่อ คำถามคือ ความหลากหลายจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในระดับของโครงสร้าง, ความเป็นเจ้าของ, และเนื้อหา ภายในสื่อแต่ละสื่อเอง” กายาทรี กล่าวสรุป
 
บทบาทของสื่อ กับการจรรโลงประชาธิปไตย 
ภายใต้สังคมประชาธิปไตย การสื่อสารทางการเมือง (political communication) ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก  ฉะนั้น บทบาทการทำงานของสื่อจึงต้องสร้างความเข้าใจให้แก่คนในสังคมถึงหลักการประชาธิปไตย กายาทรี กล่าวว่า การที่ข้อถกเถียงเรื่องหลักการ 1 สิทธิ 1 เสียง และการเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปนั้น กลับมากลายเป็นประเด็นในสังคมไทยอีกครั้งในปี พ.ศ.2556 แสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมามีช่องว่างหรือสุญญากาศต่อคุณค่าของประชาธิปไตย  กายาทรี ยังแสดงความกังวลเพราะข้อถกเถียงนี้เกิดขึ้นในไทยซึ่งเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้กับสื่อมวลชน แตกต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม ที่ไม่สามารถมีพื้นที่ให้กับประเด็นใดๆ ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย ได้เลย 
 
นอกจากนั้น กายาทรี  ยังตั้งข้อสังเกตถึงการที่สื่อมีความหลากหลายในแง่ของจำนวนและรูปแบบมากขึ้น แต่หากพิจารณาเรื่องความหลากหลายต่อมุมมองในเนื้อหาที่นำเสนอของสื่อแต่ละสื่อเองนั้นกลับไม่เพียงพอ  เพราะสื่อแต่ละสื่อนั้นก็มีจุดยืนเฉพาะทางการเมืองของตนเอง สังคมไทยจึงไม่มีสื่อเพียงพอที่จะนำเสนอความแตกต่างหลากหลายซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการจริงๆ ในขณะนี้ 
 
ในวิกฤติความขัดแย้ง สื่อไทยไม่ได้นำเสนอมุมมองที่หลากหลายสู่สังคม (ภาพจากเฟซบุ๊ก)  
 
โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ย่อมทำให้เกิดการสร้างพื้นที่ใหม่ๆ โอกาสใหม่ เช่น สื่อออนไลน์ต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการแบ่งแยกของผู้คนที่มีความเห็นแตกต่างกัน เช่น การเลือกรับเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของตนเอง และปรากฏการณ์ unfriend เป็นต้น 
     “คุณมีสื่อที่จำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่สื่อเหล่านั้นกลับไม่ได้สะท้อนมุมมองที่หลากหลายภายในสื่อแต่ละสื่อเองเลย” 
 
มุมมองต่อ “ชาวต่างชาติ” ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะที่ไทยแต่ที่ประเทศอื่นๆ ก็มีการใช้ สื่อต่างชาติเป็นภาพของ “ผู้ร้าย”  สิ่งซึ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นภาพสะท้อน “คุณค่า” ของหลักการประชาธิปไตย และสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย ซึ่งมีผู้จับจ้องและให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้สรุปสถานการณ์ทางการเมืองให้สถานทูต ซึ่งน่าสนใจว่า มาเลเซียและพม่าเลือกส่งเอกอัครราชทูตขณะที่ประเทศอื่นๆ ส่งเพียงตัวแทนเข้าร่วม นอกจากนั้นระหว่างการประชุมร่วมอาเซียน-ญี่ปุ่น มีแถลงการณ์ที่ระบุว่าประเทศกลุ่มอาเซียนสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในไทย ฉะนั้น ประเด็นเรื่อง มุมมองของรัฐ/ประเทศอื่นๆ ที่มีต่อการสถานการณ์ในประเทศไทยก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก็เป็นความท้าทายต่อการทำงานของสื่อมวลชนว่าจะสามารถทำงานร่วมกับสื่อต่างชาติได้อย่างไรท่ามกลางการจับตาของนานาชาติ 
 
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของไทยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกิดข้ามพรมแดนของรัฐ เพราะนี่เป็นเรื่องของ “คุณค่า” ที่ยังคงต้องถกเถียงและควรถกเถียงให้มากขึ้น กายาทรี กล่าวว่า หวังว่าสื่อจากประเทศต่างๆ จะสนใจเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองไทยตอนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า สื่อในอาเซียนค่อนข้างมีความกังวลต่อการชุมนุมประท้วงในไทยขณะนี้ แน่นอนว่าการเลือกตั้งย่อมเป็นทางออกให้กับการชุมนุมประท้วง แต่สื่อก็มีบทบาทที่จะคลี่คลายความสับสน และนำเสนอประเด็น/ข้อเรียกร้อง/มุมมองที่หลากหลาย 
 
และแม้ท่ามกลางแรงกดดันและสถานการณ์ที่เร่งเร้านั้น ซึ่งสร้างความยากลำบากในการทำงานของนักข่าวภาคสนาม แต่ กายาทรีก็ได้เรียกร้องให้บรรดานักข่าวสนามรวมกลุ่มและกล้าพอที่จะลุกขึ้นมาปกป้องจรรยาบรรณในการทำงานของสื่อมวลชน เพราะท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมของสื่อเองจะเป็นเกราะป้องกันตัวของสื่อเอง 
 
สื่อ “ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง” แต่ต้อง “รายงานความจริง”
นิค น็อตสติทซ์ ช่างภาพและนักข่าวอิสระ ซึ่งเป็นอยู่ในเหตุการณ์การปะทะกันที่รามคำแหง และได้เขียนบทความ “บันทึกของ นิค นอสติทซ์ "รามคำแหง : มุมมองจากในสนามกีฬา"  เผยแพร่ในเว็บไซด์ข่าวประชาไท ได้ข้อสังเกตถึงการทำงานของสื่อในบริบทเหตุการณ์ดังกล่าวว่า การรายงานข่าวยังมีความสับสนและเกิดข้อถกเถียงมากมาย ข้อมูลต่างๆ ถูกใช้ประโยชน์จากกลุ่มทางการเมือง นอกจากนั้น สื่อยังเลือกที่จะรายงานข่าวในเชิง “ภาพขาว-ดำ” มีแค่กลุ่มคนเสื้อเหลือง – เสื้อแดง ไม่มีพื้นที่ตรงกลาง  
 
อย่างไรก็ตาม การที่สื่อจะมีจุดยืนทางการเมืองหรือเลือกข้างนั้น นิกส์มาเห็นว่าเป็นปัญหาและเป็นเรื่องทั่วไปที่สามารถยอมรับได้ แต่สิ่งที่สื่อที่ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ต้องทำ คือ นำเสนอความจริง 
     “จากประสบการณ์ของผม ประเทศที่ผมอยู่นั้น การที่สื่อจะมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันไปนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นอนุรักษ์หรือเสรีนิยม ฉะนั้น จึงอาจไม่มีความจำเป็นที่สื่อจะต้องเป็นกลางเสมอไป อะไรคือความเป็นกลาง? ไม่มีทางที่คนใดคนหนึ่งจะเป็นกลางได้เสมอไป แต่สื่อควรทำหน้าที่ทำหน้าที่เสนอข้อเท็จจริง (factual journalist)” 
 
นิกส์ กล่าวต่อไปว่า การรายงานข่าวถึงเหตุการณ์รามคำแหงที่เกิดขึ้น จากที่สังเกตในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเดอะเนชั่น พบว่า มีแต่การระบุถึงนักศึกษารามคำแหง แต่ไม่ระบุถึงมุมมองของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งถือว่าเป็นการรายงานที่ค่อนข้าง “เลือกหยิบ” ข้อมูลจากด้านใดด้านหนึ่ง 
 
ต่อประเด็นเรื่อง สวัสดิภาพของนักข่าวสนาม นิกส์ ชี้ให้เห็นว่า จากเหตุการณ์รามคำแหง สื่อโดยเฉพาะนักข่าวภาคสนามรู้สึกหวาดกลัวและถูกคุกคามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
     “ผมรู้สึกได้ว่า นักข่าวสนามไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปรายงานเหตุการณ์ที่รามฯ เพราะพวกเขารู้สึกถูกคุกคามและรู้สึกไม่ปลอดภัย” 
ผู้สื่อข่าวที่รายงานการรับสมัครเลือกตั้งติดอยู่ภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 หลังผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานรับสมัครเลือกตั้ง 
 
เขากล่าวต่อไปว่า ฉะนั้น ในมุมของนักข่าวเอง ก็ต้องกลับมาคิดถึงสวัสดิภาพในการรายงานข่าวด้วย ว่าจะรวมกลุ่มหรือมีวิธีการอะไรที่จะทำให้รายงานข่าวจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจากเหตุการณ์รามคำแหงที่เกิดขึ้นนั้น จะเห็นได้ว่าส่งผลในแง่จิตวิทยา คือทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นรู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางสงคราม (war-like scenario) 
 
“แม้ผู้สื่อข่าวในเหตุการณ์นั้นและผมจะสวมปลอกแขนสื่อมวลชนสีเขียว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าปลอดภัยแต่อย่างใด ผมถูกโจมตีจากคนกลุ่มหนึ่ง เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘นักข่าวเสื้อแดง’ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าแม้แต่ผู้นำการชุมนุมยังไม่เห็นเคารพการทำหน้าที่สื่อที่สวมปลอกแขนสีเขียว แล้วจะคาดหวังให้การ์ดหรือผู้ชุมนุมรับรองความปลอดภัยของสื่อได้อย่างไร?”
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
มุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวจากประชาไท ตั้งข้อสังเกตสองประการจากเหตุการณ์รามคำแหง ดังนี้ คือ ประการแรก การที่สื่อกระแสหลักไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่รามคำแหงได้ ทำให้คนเลือกที่จะบริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านโซเซียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นพื้นที่เปิด ทำให้บางครั้งมีการแชร์ข้อมูลที่บิดเบือน เช่น มีการแชร์รูปของ 6 ศพจากเหตุการณ์วัดปทุมวนาราม เมื่อปี พ.ศ.2553 ว่าเป็นนักศึกษาที่ถูกยิงจากเหตุการณ์รามคำแหง ซึ่งมีการแชร์กันอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะควบคุม จนมีผลสร้างความเกลียดชังของนักศึกษา 
 
และประเด็นที่สอง คือ การรายงานข่าวของสื่อกระแสหลัก ที่รายงานข่าวตามที่แกนนำปราศรัย โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบ เช่น คุณสุเทพ กล่าวว่า สามารถจับคนเขมรที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ชุมนุม ซึ่งต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบ พบว่าหนึ่งในนั้น เป็นคนไร้บ้านซึ่งมีความผิดปกติทางสมอง  แต่จากการรายงานข่าวของสื่อทำให้ความเข้าใจผิดนี้กระจายออกไปไกล 
 
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ผู้หญิงในสื่อ กับเป้าหมายของการสร้างความเกลียดชัง
มณฑิรา นาควิเชียร จาก  UN Women ตั้งคำถามในสองประเด็น คือ ประเด็นแรก นอกจากประเด็นเรื่องสื่อเลือกข้างแล้ว สื่อยังมีบทบาทการนำเสนอหรือเผยแพร่ประเด็นที่มีข้อความในลักษณะดูถูกเหยียดหยามโดยใช้เรื่องเพศสภาพ โดยเฉพาะเพศหญิง จากกรณีที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นผู้หญิงของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยหรือไม่? 
 
สุเมธ ในฐานะตัวแทนจากสมาคมฯ กล่าวชี้แจงว่า ทางสมาคมฯ ตระหนักว่าการคุกคามทางเพศนั้นเป็นประเด็นใหญ่ จึงได้จัดอบรมนักข่าวถึงการรายงานข่าวที่ส่งผลกระทบต่อความอ่อนไหวเรื่องเพศ รวมทั้งสร้างเครือข่ายนักข่าวรุ่นใหม่ และให้ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ สุเมธ ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า หากพิจารณาจริงๆ แล้ว จะเห็นว่าในรายงานข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์นั้น จะไม่มีข้อความในลักษณะที่ดูหมิ่นหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเพศสภาพเลย แต่ข้อความที่มีลักษณะดูหมิ่นเพศสภาพหรือความเป็นผู้หญิงนั้น อาจพบในส่วนของคอลัมนิสต์หรือในโซเซียลเน็ตเวิร์ค หรือในสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของนักข่าว 
     “อย่างไรก็ตาม สภาวิชาชีพสื่อ ได้เปิดช่องทางการร้องเรียน หากผู้เสียหายเห็นว่าตนเองได้รับผลกระทบ หรือรู้สึกถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพ” สุเมธ กล่าว 
 
นอกจากนี้ พิรงรอง ได้ตอบเพิ่มเติมในประเด็นนี้ โดยกล่าวอ้างอิงจากการรายงานเรื่องข้อความแสดงความเกลียดชังหรือ hate speech ในโซเซียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งพบว่า เพศสภาพโดยเฉพาะความเป็นผู้หญิง กลายเป็นเป้าหมายของการสร้างความเกลียดชัง แต่ในกรณีของผู้ชาย เป็นพฤติกรรมทางการเมืองที่เป็นเป้าหมายในการโจมตีมากกว่าเรื่องเพศสภาพหรือความเป็นเพศชาย 
     “เช่น กรณีของอภิสิทธิ์จะถูกวิจารณ์ว่า เป็นฆาตกร ส่วนทักษิณ ก็คือ คนโกง ซึ่งต่างจากกรณีของ ยิ่งลักษณ์ ที่ความเป็นผู้หญิงของเธอ กลายเป็นเป้าหมายในการโจมตี”
ส่วนเรื่องการสร้างสวัสดิภาพให้นักข่าวภาคสนาม มีการดำเนินการจริงจังเมื่อปี 2553 โดยทางสมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจาก สถาบันความปลอดภัยของสื่อมวลชน (INSI) ที่ได้ส่งทีมนักข่าวจากฟิลิปปินส์ และฝรั่งเศสมาอบรม ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ได้สร้างองค์ความรู้มาอบรมจนถึงปีที่ 4 และปีนี้เป็นปีแรกที่เราสามารถอบรมได้เองโดยที่ไม่ต้องมีนักข่าวต่างชาติมาเป็นวิทยากร
 
นอกจากนี้ สุเมธ ยังระบุต่อไปอีกว่า จากสถิติในปีนี้พบว่า อัตราการบาดเจ็บของนักข่าวสนามค่อนข้างน้อยลง แต่การคุกคามและปลุกระดมจากผู้ชุมนุม ก็ยังมีอยู่ แต่การรายงานข่าวไปเป็นกลุ่มก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง 
 
เกี่ยวกับผู้เขียน: ทสิตา สุพัฒนรังสรรค์ บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้ช่วยวิจัยโครงการ 'Thai democracy in new media context' หลังจบการศึกษา ทสิตาเข้าทำงานเป็นผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ สนใจประเด็นประชาธิปไตยและการเมืองไทย, การพัฒนา, เพศสภาพและวัฒนธรรม 
สื่อไทย..ในห้วงวิกฤตการเมือง