Skip to main content

พลันที่การอ่านคำพิพากษาในคดีที่รัฐบาลกัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษากรณีประสาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2505 จบลงเมื่อบ่ายวันที่ 11 พ.ย. สื่อไทยส่วนใหญ่รายงานข่าวสั้น ๆ ตรงกันว่า คำพิพากษามีผลในลักษณะที่เป็นคุณต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการไม่รับพิจารณาพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกม.ที่ถูกใช้เป็นเงื่อนไขกระพือความขัดแย้งของฝ่ายคลั่งชาติในไทยมาตลอด และการไม่ยอมรับการใช้แผนที่มาตรา 1:200,000 เพื่อกำหนดเส้นเขตแดนตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา สร้างความดีอกดีใจให้กับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่แถบพรมแดนประเทศไทย-กัมพูชา ซึ่งอยู่กันมาอย่างอกสั่นขวัญแขวนหลายวัน เพราะเกรงว่าคำตัดสินในคดีนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง

                แต่ในช่วงข่าวภาคค่ำวันเดียวกัน เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ผู้สื่อข่าวทีวีไทย (TPBS) รายงานจากกรุงเฮก เริ่มต้นด้วยคำพูดที่ดุดันว่า “ไทยเสียดินแดนอีกแล้วครับเป็นครั้งที่ 15 จากคำพิพากษาของศาลโลกข้อ 98” เขาหมายถึงส่วนหนึ่งของคำพิพากษาที่ให้ยึดตามแผนที่มาตรา 1:200,000 เพื่อกำหนดแนวเขตโดยสังเขป (limit) ด้านทิศเหนือของตัวประสาท           เสริมสุขตอกย้ำต่อไปถึงความเจ็บช้ำน้ำใจจากคำตัดสินของศาลโลกว่า “พื้นที่ที่ไทยต้องเสียดินแดนทั้งหมดด้านทิศเหนือของตัวประสาทประมาณ 600 กว่าไร่” และต่อมาเขายังนำข้อความดังกล่าวไปโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว (แต่ระบุว่าเสียดินแดนไป 500 กว่าไร่)

                ท่าทีและการใช้ภาษาในการรายงานข่าวของเสริมสุข ซึ่งมีการสรุปตีความที่เป็นความเห็นส่วนตัวลงไปทำให้เกิดคำถามว่าเป็นการกระทำอันเป็นวิสัยและสอดคล้องกับหลักจรรยาบรรณในการรายงานข่าวหรือไม่ เพราะเป็นการ “ตีความ” คำพิพากษาอย่าง “ชัดเจน” ทั้ง ๆ ที่คณะทีมทนายความของไทยระบุว่า ยังต้องมีการเจรจากันต่อไปเพื่อ “ถ่ายทอดเส้น (transpose)” กำหนดหลักเขตที่ชัดเจนว่า “small parcel of territory” ซึ่งอยู่ตอนเหนือของตัวประสาทในคำพิพากษาที่ว่า ครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ซึ่งการถ่ายทอดเส้นเช่นนี้ นอกจากความรู้ความชำนาญเป็นการเฉพาะแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนและกินเวลานาน และจะเห็นว่าศาลใช้คำว่า “small” แสดงว่าพื้นที่ที่ศาลตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ภู” (promontory) ประสาทพระวิหาร เป็นพื้นที่ขนาดเล็กมาก

                วันเดียวกับที่เสริมสุขรายงานข่าว สื่อไทยส่วนใหญ่รายงานตรงกันว่า ผลจากคำพิพากษาในครั้งนี้ทำให้ (1) ไทยไม่เสียดินแดนที่เป็นข้อพิพาท (4.6 ตารางกม.) และภูมะเขือ ซึ่งเป็น “main issue” เป็นข้อเรียกร้องหลักของฝั่งกัมพูชา (2) ไทยชนะใน “ข้อกฎหมาย” เพราะศาลยกคำร้องของฝ่ายกัมพูชาที่จะให้ใช้แผนที่มาตรา 1:200,000 หรือแผนที่ตาม Annex I เพื่อกำหนดเส้นเขตแดน (ยกเว้นให้นำมาใช้เพื่อกำหนดขอบเขตด้านทิศเหนือของ ”ภูประสาท” ซึ่งจะเป็นพื้นที่แค่ไหนยังบอกไม่ได้ ต้องมีการเจรจา แต่ศาลยืนยันว่า “เล็ก”)

                จากกรณีนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าเสริมสุขเลือกจะตีความคำพิพากษา ทั้งๆ ที่สามารถเปิดโอกาสให้แหล่งข่าวเป็นผู้แถลงด้วยตนเองได้ เพราะเป็นประเด็นในเชิงเทคนิคและ “อ่อนไหว” ซึ่งตนเองไม่มีความรู้และไม่เข้าใจ เนื่องจากข้อต่อสู้สำคัญของทีมทนายไทยซึ่งเป็นเหตุให้ศาลยกคำขอของกัมพูชาให้ใช้แผนที่มาตรา 1:200,000 เป็นเพราะว่าแผนที่ดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนทางแผนที่และตำแหน่ง (topographical and positioning errors) ขาดความแม่นยำ (imprecise) และยังมีระวางที่แตกต่างกันถึงอย่างน้อย 11 ฉบับ เป็นเหตุให้ไม่ควรนำใช้เพื่อกำหนดเส้นเขตแดน  ซึ่งศาลก็เห็นด้วย (รายละเอียดคำพิพากษา http://www.icj-cij.org/docket/files/151/17704.pdf ย่อหน้าที่ 62)

                                      การไปคนละทางของสื่อไทยในการรายงานข่าว (ภาพ:อริน เจียจันทร์พงษ์)

พาดหัวหนังสือพิมพ์ไทยในวันต่อมาจึงปรากฏความเห็นทั้งสองฝ่าย แม้สื่อไทยส่วนใหญ่รายงานตามคำแถลงซ้ำแล้วซ้ำอีกของคณะทนายฝ่ายไทยว่า ผลจากคำพิพากษาครั้งนี้ทำให้ไทยไม่ต้องเสียดินแดนข้อพิพาท และยังเป็นเหตุให้คำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกใช้เพื่อกระพือความขัดแย้งในระหว่างที่ไทยถูกรุมล้อมด้วยม็อบของฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะฝ่ายคลั่งชาติที่พร้อมจะเลือกข้อมูลใด ๆ จากคำตัดสินในคดีนี้เพื่อกระตุ้นให้ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาบานปลาย แต่ถึงอย่างนั้น มีสื่อส่วนน้อยซึ่งมีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างชัดเจนมาตลอดกลับเลือกเสนอประเด็นที่ไทย “สูญเสียดินแดน” ทั้ง ๆ ที่ในความจริงไม่ใช่เป็นการสูญเสียดินแดนใหม่แต่อย่างใด หากเป็นเพราะการตีความคำตัดสินตั้งแต่ปี 2505 ของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาไม่ชัดเจน เป็นเหตุให้ที่ผ่านมาการกั้นแนวรั้วรอบตัวประสาทโดยเฉพาะด้านทิศเหนือคลาดเคลื่อนจากคำตัดสินของศาล

                หมายความว่าจากคำตัดสินซึ่งเป็นการตีความคำพิพากษาเดิมในครั้งนี้ จะทำให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจนมากขึ้นของตัวปราสาท ซึ่งศาลโลกวินิจฉัยว่าเป็นของประเทศกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2505 แล้ว ถ้าจะบอกว่าเป็นการสูญเสียดินแดน ก็เป็นการสูญเสียดินแดนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2505 ไม่ใช่การเสียดินแดนครั้งใหม่แต่อย่างใด

บทบาทสื่อบนความอ่อนไหวของสังคม

                การรายงานข่าวแบบ “เสริมสุข” และสื่อส่วนน้อยของไทย เป็นผลมาจากความไม่ตระหนักถึงบทบาทของสื่อที่อาจส่งผลกระทบให้เกิดสันติภาพหรือทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาประชาคมโลกและนักวิชาการมากมายตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานด้านวารสารศาสตร์ของสื่อ รวมทั้งกรณีที่สื่อได้ทำหน้าที่รับใช้คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง ขาดความเป็นกลางและความเป็นธรรมในการรายงานข่าว เป็นเหตุให้มีการพัฒนาหลักสูตรอบรม การทำงานวิจัยและศึกษาในระดับโลก หาทางให้ความรู้กับสื่อเพื่อให้สื่อทำหน้าที่ลดความรุนแรง มีการพัฒนาถ้อยคำต่าง ๆ ด้านนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น media and conflict reporting, media and peace building, peace journalism หรือ conflict-sensitive reporting/journalism ทั้งหมดสะท้อนถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ของสื่ออย่างระมัดระวังในกรณีข่าวที่มี “ความอ่อนไหว” (sensitivity)

                กรณีที่สื่อไม่ทำงานอย่างอ่อนไหวตามสถานการณ์ ไม่ตระหนักถึง Peace Journalism และไม่ตระหนักว่าตนเองถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระพือความรุนแรงระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกัน และนำไปสู่การสังหารหมู่ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ได้แก่กรณีการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนเกือบล้านคนในประเทศรวันดา ทวีปแอฟริกา เมื่อปี 2537 ซึ่งมีผู้สรุปว่าสาเหตุสำคัญของการสังหารหมู่ครั้งนั้นคือ บทบาทของสื่อในประเทศทั้งสถานีวิทยุและหนังสือพิมพ์ที่ถูกคู่ขัดแย้งใช้ประโยชน์เพื่อโจมตีและลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง ในกรณีนี้คือพลเมืองเชื้อสายเผ่าฮูตูที่ใช้สื่อเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เลวร้ายให้กับชาวตุตซีที่เป็นชนกลุ่มน้อย และในขณะเดียวกันสื่อระหว่างประเทศเพิกเฉยที่จะรายงานข่าวนี้ หรือมีการรายงานข่าวบิดเบือนจากความจริง[1]

                ในคำตัดสินเมื่อปี 2546 ของศาลอาญาระหว่างประเทศกรณีประเทศรวันดา (International Criminal Tribunal for Rwanda - ICTR) ยืนยันถึงบทบาทของสื่อที่สร้างความเกลียดชัง (hate media) ซึ่งส่งผลให้เกิดการสังหารหมู่ในประเทศอย่างกว้างขวางว่า

                “ทั้งหนังสือพิมพ์และวิทยุต่างเสนอข่าวโจมตีเรียกร้องให้มีการทำลายเผ่าพันธุ์ชาวตุตซีอย่างชัดเจนและซ้ำแล้วซ้ำอีก ขาดความไม่บันยะบันยัง มีการสร้างภาพที่เลวร้ายของชาวตุตซี กล่าวหาว่าเป็นผู้ที่มีความชั่วร้ายในกมลสันดาน เปรียบเทียบว่าชนชาติพันธุ์กลุ่มนี้เป็นศัตรู ทั้งสื่อยังสร้างภาพว่าผู้หญิงชาวตุตซีถูกฝ่ายศัตรูส่งมาเพื่อยั่วยวน สื่อมวลชนพากันเรียกร้องให้มีการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ชาวตุตซี เพื่อเป็นการตอบโต้ภัยคุกคามทางการเมืองซึ่งพวกเขาเห็นว่ามาจากเผ่าพันธุ์ชาวตุตซี” [2]

 

                             บทบาทของสื่อที่สร้างความเกลียดชังนำสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวตุดซีในรวันดา

อีกกรณีหนึ่งได้แก่ เหตุการณ์จลาจลภายหลังการเลือกตั้งในเคนยาเมื่อปี 2550 ซึ่งเป็นผลมาจากการรายงานข่าวของสื่อที่ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง (inflammatory media reporting) เป็นเหตุให้ประเทศที่เจริญและมีเสถียรภาพอย่างมากด้านประชาธิปไตยในแอฟริกา เกิดการเข่นฆ่าสังหารกันระหว่างฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง และฝ่ายที่แพ้และกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ทำให้มีคนตายไปอย่างน้อย 1,000 คน อีกกว่า 300,000 คนต้องอพยพหลบหนีออกจากถิ่นฐานบ้านเรือนของตนเอง ในภายหลังสื่อมวลชนในเคนยายอมรับว่าขาดการเตรียมพร้อมและทำความผิดพลาดร้ายแรงที่กระพือให้ความรุนแรงขยายวงกว้างออกไป ขั้วการเมืองแต่ละฝ่ายต่างใช้สื่อเป็นกระบอกเสียงเพื่อฟาดฟันกันเอง[3]             

                UNESCO เคยจัดพิมพ์คู่มือ Conflict-Sensitive Reporting: State of the Art[4] เขียนโดย Ross Howard (www.rosshoward.ca) ซึ่งสอนวารสารศาสตร์ที่ Langara College แคนาดา และเป็นประธาน Media&Democracy Group และมักนำการอบรมการรายงานข่าวความขัดแย้งที่อ่อนไหว (conflict-sensitive reporting) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้สื่อมวลชนตระหนักถึงบทบาทตนเองที่ช่วยสร้างสันติภาพได้ เป็นคู่มือที่ผู้สื่อข่าวและผู้บริหารสื่อไทยควรได้อ่าน ก่อนจะรายงานข่าวในเรื่องที่เป็นประเด็นอ่อนไหวของสังคม นอกจากนี้บทความ “The Task of Peace Journalism” ของ ศ. Johan Galtung ผู้อำนวยการ Transcend: A Peace and Development Network; ศาสตราจารย์ด้านสันติศึกษา (Peace Studies) ทั้งที่เยอรมนีและนอร์เวย์ และเรียกได้ว่าเป็นผู้ก่อตั้งสาขา Peace Studies และเป็นที่ยกย่องนับถือของสดมภ์หลักด้านสันติศึกษาของไทยอย่างดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ก็เป็นอีกบทความหนึ่งที่ไม่ควรพลาด

                ศ.กัลตุงกล่าวไว้ในบทความชิ้นนี้ว่า สาเหตุที่สื่อมักรายงานเฉพาะความรุนแรงเพราะสื่อคิดว่า “ความรุนแรง” เป็นสิ่งเดียวที่ขายได้ ซึ่งท่านไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะความจริงจากการศึกษาของท่าน โดยเฉพาะผู้หญิงต้องการ “ความจริง” ไม่ต้องการข้อมูลที่ปั้นแต่งด้วยเจตนาที่จะสื่อความรุนแรง ศ.กัลตุงถึงกับบอกว่า “การบอกว่าความรุนแรงเป็นสิ่งเดียวที่ขายได้ ถือเป็นการดูถูกมนุษยชาติ” (To say that violence is the only thing that sells is to insult humanity.)[5]

                อาจารย์ผู้ก่อตั้งสันติศึกษายังกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ท่านเรียกร้องสำหรับ Peace Journalism ก็คือ ผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวอย่างเป็นภววิสัย (objective journalists) “หมายถึงผู้สื่อข่าวที่สามารถรายงานทุกแง่มุมของความขัดแย้ง และอยากย้ำอีกว่า ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องชอบทุกฝ่ายในความขัดแย้ง แต่อย่างน้อยควรให้เขาเล่าเรื่องของตัวเอง อย่าไปตีความ”[6] ความเห็นของอาจารย์อาวุโสท่านนี้สอดคล้องกับ Ross Howard ที่ให้ความเห็นในกรณีการปรับปรุงบทบาทของสื่อเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในเคนยาว่า “สื่อต้องกลับไปที่พื้นฐานของวิชาวารสารศาสตร์ นั่นคือความแม่นยำ ความไม่ลำเอียง และความรับผิดชอบ (accuracy, impartiality and responsibility)”[7]

                น่าจะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างมากสำหรับวงการวารสารศาสตร์ไทย ที่จะต้องตระหนักถึงบทบาทของการทำหน้าที่สื่อเพื่อเสริมสร้างสันติภาพหรือ peace journalism ซึ่งทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการบิดเบือนข้อมูล หรือการมองข้ามข้อเท็จจริงบางอย่างไป แต่ถึงที่สุดแล้วเป็นการกลับไปสู่รากเหง้าพื้นฐานความเป็นวารสารศาสตร์ในแง่ของการรายงานข่าวที่มี “ความแม่นยำ ความเป็นธรรม สมดุล และมีความรับผิดชอบ” (accuracy, fairness, balance และ responsible conduct) เป็นการรายงานข่าวตามข้อเท็จจริง ตระหนักถึงโอกาสที่สื่อจะช่วยลดความขัดแย้ง และช่วยให้คู่กรณีได้มีโอกาสพูดจากปากของตนเอง ไม่ใช่การตีความของผู้สื่อข่าวเอง

เกี่ยว กับผู้เขียน: พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ เคยทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เด็ก และสิทธิมนุษยชน และเคยเป็นสาราณียกร “ปาจารยสาร” ปัจจุบันทำงานแปลและล่าม และเขียนบทความเผยแพร่ทั่วไป 


[1] The Media and the Rawanda Genocide, Allan Thompson (ed.) 2007 http://web.idrc.ca/openebooks/338-0/

[3] เพิ่งอ้าง

[6] เพิ่งอ้าง

[7] Conflict-Sensitive Reporting: State of the Art น.44

 

ปราสาทพระวิหาร: สื่อไทยไปคนละทาง