Skip to main content

 

“จุดแข็งที่สุดของขบวนการ V For Thailand คือให้ความรู้คู่กับคุณธรรม เชิดชูสถาบันกษัตรย์

ประกาศล้มระบอบทักษิณ อันเป็นระบอบที่สอนคนให้เป็นควาย

เราไม่มีวันตายเพราะเรายืนเคียงข้างกฎหมาย รัฐธรรมนูญ สันติวิธี และรักพระเจ้าอยู่หัวฯ”

 

คำประกาศจาก แคน ไทยเมือง ที่เผยแพร่อยู่ในเฟซบุกเพจ V for Thailand เป็นสิ่งที่อธิบายที่ชัดเจนถึงจุดมุ่งหมายของขบวนการหน้ากากขาวที่ออกมารณรงค์เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ มีหน้าเพจที่คนคลิกไลค์แล้ว 43,245 (ขณะเขียนบทความ วันพุธที่ 5 มิ.ย.) และออกมาปรากฏตัวแสดงพลังกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิ.ย. ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยทางเพจระบุว่ามีจำนวนราว 700 คน

ใบหน้าโปรไฟล์เพจ V for Thailand นั้น แม้จะถูกเรียกใหม่แล้วว่า คือ “หน้ากากขาว” แต่มันก็ยังคงลักษณะเด่นของงานออกแบบต้นฉบับจากฝีมือสร้างสรรค์ของเดวิด ลอยด์ (David Lloyd) นักวาดการ์ตูนชื่อดังของอังกฤษ เพื่อใช้ในภาพยนตร์ V for Vendetta (ฉายเมื่อปี 2005) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากกาย ฟอว์กส์ (Guy Fawkes) กบฏชาวคอทอลิกสายเคร่งครัดที่ต่อต้านรัฐบาลของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ผู้นับถือโปรแตสแตทน์ และวางแผนลอบปลงพระชมน์ด้วยการวางระเบิด แผนการล้มเหลวและเขาถูกสั่งประหารชีวิตอย่างโหดเหี้ยม ถูกฉีกร่างด้วยการขึงพืดขา-แขน กับม้าสี่ตัว แล้วปล่อยให้ม้าวิ่งไปคนละทิศทาง

ในภาพยนตร์ V for Vendetta ผู้สวมหน้ากากชายใบหน้าฉาบยิ้มที่มุมปากคือบุรุษนิรนามผู้ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลที่ฉ้อฉล ประเด็นความขัดแย้งทางศาสนาที่ผลักดันให้กาย ฟอว์กส์ ออกมาปฏิบัติการโดยใช้ความรุนแรงนั้นดูเหมือนจะหายไปจากภาพยนตร์ คงไว้เพียงประเด็นความฉ้อฉลของผู้ปกครอง ซึ่งในหนังระบุถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี

หน้ากากแบบเดียวกันนี้ เคยถูกใช้ ในกิจกรรม Occupy Wall Street เมื่อปลายปี 2011 มีผู้ร่วมชุมนุมสวมหน้ากากนี้เพื่อแสดงสัญลักษณ์การต่อสู้ของเหล่าคนนิรนามกับระบบทุนนิยมและรัฐที่ทำหน้าที่เกื้อหนุนกันและกันในการสร้างความอยุติธรรมอันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั่วโลก.....

ความแตกต่างบนสัญลักษณ์อันเดียวกันเป็นข้อวิวาทะขึ้นในโซเชียลมีเดียของไทยอยู่ร่วมสัปดาห์ เมื่อมีกระแสคำอธิบายว่า Guy Fawkes ต้นตำรับแห่งหน้ากากนั้นเป็นคนที่หมายเด็ดหัวกษัตริย์เจมส์ ที่ 1 ของอังกฤษต่างหาก ก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความอ่อนด้อยในข้อมูลประวัติศาสตร์ของคนนิยมเจ้าที่เลือกเอาหน้ากากกาย ฟอว์กส์มาใช้ต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ในอีกด้านมีการตอบรับในเชิงที่ไม่สร้างสรรค์จากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลว่าจะพิจารณาดูช่องโหว่ของการใช้สัญลักษณ์หน้ากากดังกล่าวและอาจจะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวและใช้หน้ากากกาย ฟอว์กส์เป็นสัญลักษณ์

วิวาทะถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างสัญลักษณะที่ใช้กับที่มาที่ไปของมัน ขยายไปสู่โลกภาษาอังกฤษเมื่อ มีผู้นำภาพการประท้วงของกลุ่ม V for Thailand ที่สวม “หน้ากากขาว” ไปโพสต์ในวอลล์ของ Occupy Wall St. พร้อมเขียนข้อความให้กำลังใจแก่กลุ่ม V ในเมืองไทยที่ออกมาต่อสู้กับรัฐบาลคอร์รัปชั่น

แต่แล้วกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนหนึ่งก็เข้าไปให้ข้อมูลว่า กลุ่ม V ในเมืองไทยนี่ไม่ได้สู้เพื่อเสรีภาพหรือประชาธิปไตยอย่างพื้นที่อื่นของโลก หากแต่สนับสนุนระบอบกษัตริย์ การรัฐประหาร และการออกมาต่อต้านรัฐบาลคอร์รัปชั่นที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและคอร์รัปชั่นยิ่งกว่าเสียอีก  วิวาทะยังคงดำเนินไป และข้อความประกอบภาพก็เปลี่ยนไปเป็นการอธิบายแก้ต่างว่า กลุ่ม V for Thailand ไม่ได้ต่อต้านประชาธิปไตย หากแต่ต่อต้านนักการเมืองโกงกิน

การนำชื่อหรือสัญลักษณ์มาใช้โดยหลุดพ้นจากบริบททางประวัติศาสตร์ เรื่องแปลกใหม่ในสังคมการเมืองไทย สัญลักษณ์ต่างๆ นั้นอาจถูกกร่อนความหมาย หรือเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่อย่างไรก็ตามหน้ากาก Guy Fawkes หรือที่ถูกเรียกเสียใหม่ว่า หน้ากากขาว ได้จุดกระแสให้กลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาล ตื่นตัวกัน (อีกครั้ง)

การตอบรับจากสื่อบางส่วน เห็นว่านี่คือสัญลักษณ์ และหมุดหมายสำคัญของการขับเคลื่อนทางการเมืองในรูปแบบใหม่ ที่ประชาชนใช้พื้นที่ออนไลน์ในการแสดงการต่อต้านรัฐบาลและนำมาสู่รูปธรรมในโลกออฟไลน์เป็นขบวนสวมหน้ากากที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยประมาณการว่ามีคนเข้าร่วมหลายร้อยคน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านได้กล่าวตั้งแต่ช่วงแรกของการเริ่มรณรงค์ V for Thailand ว่า นี่คือสัญญาณบ่งบอกถึงความอัดอั้นตันใจของคนที่ไม่มีพื้นที่ออฟไลน์ในการแสดงออก จึงหันมาใช้พื้นที่ออนไลน์แทน พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลอย่าปิดกั้นการแสดงความเห็นของประชาชน

                           ขอบคุณภาพจากโพสต์ทูเดย์

หลังจากมีการเคลื่อนตัวจากพื้นที่ออนไลน์สู่ออฟไลน์ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์แล้ว รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ออกมากล่าวปกป้องเสรีภาพของผู้ชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้กับเสรีภาพในการแสดงออก

“พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลหยุดการใช้อำนาจในทางมิชอบ และการใช้พฤติกรรมที่ไม่ให้พื้นที่และเสรีภาพของประชาชน ซึ่งขอเตือนว่าหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่อยากให้มีปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันกับพี่ชาย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และยังคิดว่าอยากมีแผ่นดินอยู่ในประเทศไทยควรหยุดพฤติกรรมทั้งหมด ไม่เช่นนั้นวิกฤติที่ประชาชนทนไม่ไหวจะมากขึ้น ซึ่งสำนักโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์กำลังจัดทำวอร์รูมเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แง่คิดทางกฎหมายแก่ประชาชน และให้ข้อมูลเพื่อปรามฝ่ายอำนาจรัฐ เพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมซ้ำรอยกรณีการชุมนุมของกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม” น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูลกล่าว

ปรากฏการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์และสื่อบางส่วนตื่นตัวขึ้นมาสนใจเสรีภาพออนไลน์เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้การสวมหน้ากากเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อย้อนไปดูประวัติของการสวมหน้ากาก V ในประเทศไทย ที่เริ่มต้นขึ้นจากการเรียกร้องให้รัฐบาล “ปิดเว็บหมิ่น” ตามด้วย การประท้วงสหประชาชาติและสถานทูตสหรัฐฯ ที่ไม่เห็นด้วยต่อคำตัดสินคดี ม.112  - ไปจนถึงการทวงคืน “เหนือเมฆ”!!!!

เสรีภาพที่ควรได้รับการปกป้องมาตั้งนานแล้ว

ทฤษฎีในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกออนไลน์อย่างแข็งขันนั้น ทางหนึ่งอธิบายได้อย่างที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านได้อธิบายไป แต่เอาเข้าจริงแล้วทฤษฎีแบบนี้ ใช้ได้กับสังคมไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ยอดปิดเว็บไซต์ที่อ้างเรื่องความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงและความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของไทยสูงพรวด ภายในเดือน พฤษภาคม 2553 เดือนเดียว ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ปิดเว็บไซต์ไปเกือบ 2,000 ยูอาร์แอล โดยอ้างเรื่องการปลุกปั่น พร้อมระบุว่า

“สาเหตุที่เว็บปลุกระดมเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตได้ง่ายกว่าช่องทางอื่น อีกทั้งยังมีปัญหาจากการที่ปิด เพราะจะมีพวกที่ยุยงปลุกปั่นให้โจมตีรัฐบาล ขณะที่ การดำเนินการปิดกั้นของ ศอฉ.ก็ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ในการแจ้งเบาะแส สืบค้นข้อมูล และชี้เป้า นอกจากนี้ ยังดำเนินการกันทางลับกับผู้ที่เปลี่ยนแนวความคิดให้มีโอกาสกลับตัว หลังจากสำนึกผิด แต่ต้องโดนคุมขังระหว่างการสอบสวน ที่ผ่านมา ได้จับกุมไปแล้ว 2 ราย อย่างไรก็ตาม การจับกุมแต่ละหน่วยงานที่เข้าข่ายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน และใช้พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 (พรบ.ข้อมูลข่าวสาร)โดยใช้เวลาจับกุมเฉลี่ยประมาณ 4-5 เดือน”

                                                                           ข้อมูลจากเว็บไซต์ไอลอว์

คำอธิบายเรื่องพื้นที่ออนไลน์เป็นพื้นที่ทดแทนพื้นที่ออฟไลน์ซึ่งไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนไหวทางกายภาพนั้น อาจจะอธิบายได้ดีมาก สำหรับกรณีหลังการรัฐประหารของไทย กรณีอาหรับสปริง หรือกรณีประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่มีการปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรง ใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เข้าจับกุม รวมไปจนถึงใชอาวุธสงครามกับผู้ชุมนุมจนถึงสียชีวิจ อย่างกรณีของไทย และของหลายๆ ประเทศใกลุ่มอาหรับ

หรือในกรณีที่สื่อหลักไม่ได้ทำหน้าที่ เช่น กรณีมาเลเซียที่ชัดเจนว่าสื่อหลักนั้นถือหุ้นโดยพรรคร่วมรัฐบาล แม้แต่วันเลือกตั้ง ประชาชนยังต้องติดตามคะแนนของพรรคฝ่ายค้านจากเว็บไซต์ทางเลือกแทน เพราะสื่อหลักรายงานผลคะแนนเฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น

กรณีเหล่านี้ ชัดเจนว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสภาพการณ์ทางการเมืองไทยปัจจุบันที่สื่อหลักสามารถวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงด่าทอนายกรัฐมนตรีได้ และผู้ชุมนุมก็สามารถออกมาใช้สิทธิในการต่อต้านรัฐบาลได้อย่างไม่ต้องกลัวจะถูกจับกุม หรือถูกอาวุธสงครามประหัตประหาร

สิ่งที่น่าคิดมากกว่าการอธิบายให้ภาพพื้นที่ออนไลน์-ออฟไลน์ในการเมืองไทยประหนึ่งเป็นพื้นที่มืด-สว่าง อาจจะต้องมองไปที่บริบทการใช้พื้นที่ออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โซเชียลมีเดียในระดับสากล พฤติกรรมการสื่อสารของคนในยุคสมัยที่เติบโตมากกับเทคโนโลยีสื่อสาร และโซเชียลมีเดีย อาจจะมีคำตอบอย่างอื่นรออยู่

Slacktivist - นักกิจกรรมที่เฉื่อยเนือย

องค์กรวิจัยที่มีชื่อเสียงอย่าง Pew Research Centre (PEW) ได้นำเสนองานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อต้นปีนี้ โดยนำเสนอผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2008-2012 ในประเด็นการใช้พื้นที่ออนไลน์ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โจทย์ของงานวิจัยคือ หาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่ออนไลน์ทางการเมือง กับการออกไปแสดงออกทางการเมืองในโลกออฟไลน์ ว่าสัมพันธ์กันหรือไม่

ผลการวิจัยสรุปว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้พื้นที่ออนไลน์แสดงออกทางการเมือง นั้น แสดงออกทางการเมืองในโลกออฟไลน์ด้วย ทั้งร่วมกลุ่มทางสังคม การรวมตัวประท้วง ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจตามมา ผลการวิจัยพบว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีการเคลื่อนไหวในโลกออฟไลน์ และพบว่าคนกลุ่มนี้ มีการศึกษาอยู่ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และเป็นช่วงวัยรุ่น  อาการที่แสดงออกเฉพาะในโลกออนไลน์ แต่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมในโลกออฟไลน์นี้ ในงานวิจัยเรียกว่า slacktivist หรือ “นักกิจกรรมที่เฉื่อยเนือย”

พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่แสดงออกเฉพาะในพื้นที่ออนไลน์นั้นเป็นเรื่องน่าสนใจติดตามต่อไปว่า เมื่อพวกเขามีการศึกษาที่สูงขึ้นแล้ว เป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วจะมีพฤติกรรมออนไลน์ - ออฟไลน์ที่สอดคล้องกันหรือไม่ หรือว่านี่คือแนวโน้มของคนเจเนอเรชั่นถัดไป งานวิจัยยังไม่ได้มีการวิเคราะห์

เมื่อลองหันกลับมาในประเทศไทย แม้ว่าจะการตื่นตัวในโลกออนไลน์ของไทยจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์สื่อสารผลการวิจัยของ PEW ทำขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเทคโลโลยีอินเตอร์เน็ตกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชาชน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกับจำนวประชากรที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตของไทยที่มีอยู่ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 25 ล้านคน) และกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเฟซบุ๊ก ด้วยเป็นเมืองหลวงที่มีจำนวนประชากรผู้ใช้เฟซบุ๊กมากที่สุดในโลก (8,682,940 บัญชี จากทั้งหมด 16,403,280 บัญชีทั่วประเทศ) สิ่งที่เกิดขึ้นในเฟซบุ๊กภาคภาษาไทยจึงอาจจะไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หาก Occupy Wall Street มีคำขวัญที่จับใจคนว่า “พวกเราคือคนจำนวน 99 เปอร์เซ็นต์” เพื่อส่งเสียงบอกกับเหล่าบรรษัทใหญ่และรัฐบาลสหรัฐว่าพวกเขาผู้มีอำนาจที่มีจำนวนน้อยเหลือเกิน ก็น่าสนใจว่า นักกิจกรรมในโลกออนไลน์ของไทยนั้นคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ดี....น่าเสียดายที่ PEW ยังไม่คิดจะทำการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในเมืองไทย อาจจะได้พบอะไรน่าสนใจรออยู่

ปรากฏการณ์ Slacktivist ที่เกิดขึ้นกับโลกออนไลน์ไทยนั้นน่าสนใจศึกษาต่อไปด้วยว่า เพราะการเข้าถึงเทคโนโลยียังจำกัดวงอยู่กับคนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้น มีพฤติกรรมการสื่อสารและการทำกิจกรรรมทางการเมืองเฉพาะในพื้นที่ออนไลน์ที่สะดวกและไม่ต้องออกไปปรากฏตัวจริงๆ หรือไม่  

อีกทั้งประเด็นคุณภาพของ “สาร” ที่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เทคโนโลยีสื่อสารจะนำมาซึ่งการรับข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมการอ่านและแสดงความเห็นอย่างรวดเร็ว ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจศึกษาสำหรับโซเชียลมีเดียในไทย ซึ่งมีข้อมูลที่ไม่คัดกรองแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงกรณีการนำเอาหน้ากาก V มาใช้ในความหมายที่ย้อนแย้งกับต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Pew: Online Political Activism Grows, But ‘Slacktivism’ Problem Remains

Timeline: การใช้งาน 'หน้ากากกายฟอว์กส์' แบบไทย

รวมพล!! หน้ากากปราบมาร ผองพาลทั่วต่ำใต้ เราจะตามไปเด็ดหัว!!

"มาร์ค" ชี้ กระแส หน้ากาก "Vendetta " สะท้อน ความไม่พอใจของประชาชน หลังไม่มีพื้นที่แสดงออก

รองโฆษกปชป. จี้"ยิ่งลักษณ์" หยุดใช้อำนาจรัฐคุกคามละเมิดสิทธิ์ประชาชน

ศอฉ.อ้างเหตุปลุกระดม ปิดแล้ว 1,150 เว็บ

ศอฉ.ปิดเว็บเกือบสองพัน ทวิตเตอร์ทักษิณยังอยู่

"มาร์ค" ปัดคุมสื่อต่างประเทศ เข้าใจว่าปลดบล็อค "ประชาไท"แล้ว

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทย เดือน ก.ย.55

ร่วมปฏิบัติการ 'หน้ากาก V' !!

เกี่ยวกับผู้เขียน: พิณผกา งามสม, บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท นอกเหนือจากดูแลข่าวการเมือง วัฒนธรรม ต่างประเทศและสิทธิมนุษยชนแล้ว มีความสนใจในเรื่องบทบาทสื่อกับกระบวนการประชาธิปไตยเป็นพิเศษ

Guy Fawkes-Slacktivist-เสรีภาพออนไลน์ไทย