Skip to main content

 

หลังทำข่าวเลือกตั้งผู้ว่า กทม.วันอาทิตย์นี้ ไม่ว่าจูดี้หรือคุณชายหมูเป็นผู้ชนะ ก็จะถึงวาระนักข่าวเลือกนายกฯ

ใช่แล้ว อย่าลืมสิ วันที่ 5 มีนาคม เป็นวันนักข่าว และวันที่ 4 มีนาคม ก็เป็นวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี เลือกตั้งนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แต่บอกก่อนว่าจะไม่มีการเลือกตั้งจริงๆ หรอก เพราะเขา “สรรหา” กันไว้แล้ว (ไม่อยากใช้คำว่าล็อบบี้หรือเตี๊ยม อิอิ) ถึงเวลาก็จะมีใครซักคนเสนอชื่อนายกฯ เสนอชื่อกรรมการ 14 คน ชุดเดียวไม่มีคู่แข่ง เป็นอันเสร็จพิธี ที่ประชุมก็จะรับรองว่า นาย ป.ด. ร.ด. ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมคนใหม่ แอ่นแอ๊น

แหม ไม่ต้องเขียนชื่อย่อแบบสยามดาราก็ได้ บอกไปเลยสิว่า ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นักข่าวอาวุโส ค่ายบางกอกโพสต์ อดีตเลขาธิการสมาคมนักข่าว อดีตกรรมการหลายสมัย และเจ้าบ่าวหมาดๆ

แต่กว่าจะได้ผลลงเอย งานนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังซับซ้อน ไม่แพ้ข่าวปรับ ครม.หรือแต่งตั้งโยกย้าย เพราะตอนแรก มีข่าวที่แทบจะ “ฟันธง” หรือ “คอนเฟิร์ม” ว่า เสด็จ บุนนาค “เด้” บก.หน้า 1 คมชัดลึก ได้รับการวางตัวมาแทน “เดอะป๋อง” ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ซึ่งเป็นมา 2 ปี เป็นอีกไม่ได้แล้ว เจ้าตัวประกาศอำลา ไม่ขอมีตำแหน่งในสมาคมอีก

อย่างไรก็ดี พอข่าวออกไป ก็มีกระแสต้าน “ป๋องไม่เป็นให้เด้” โดยเฉพาะฝั่งบางกอกโพสต์ ตอนแรก ภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการข่าวโพสต์ทูเดย์ อดีตนายกสมาคมนักข่าว (ผู้เข้าไปเป็น สนช.) จะสนับสนุน ณกาฬ เลาหะวิไลย บรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ แต่ณกาฬไม่เคยทำงานสมาคมนักข่าว ไม่เคยเป็นกรรมการ เคยแต่ทำงานให้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มาคนละ line คนละเหล่า จะขึ้นเป็นนายกสมาคมนักข่าวได้ไง ณกาฬก็ไม่เอา เพราะถือเป็นผู้บริหารแล้ว

จากนั้นก็มีข่าวจะไปดัน วันชัย วงศ์มีชัย จากแนวหน้า แต่ “ไอ้แว่น” เพื่อนผมก็กำลังยุ่งๆ เพราะวาริน พูนศิริวงศ์ ไปเอา “น้องปอง” อัญชลี ไพรีรักษ์ มาเป็นใหญ่ในแนวหน้า ฮิฮิ

ท้ายที่สุด จึงมีชื่อประดิษฐ์โผล่มา และได้แบคอัพสนับสนุนเกรียวกราว

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี  (ซ้าย) และ ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ (ขวา)

ใช้สำนวนกอดฟาเธอร์ก็ต้องบอกว่า “นี่เป็นเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” คือไม่ใช่เรื่องระหว่าง “เด้” กับ “ดิษฐ์” แต่เพราะ “เด้” ถูกมองเป็นทายาท “เดอะป๋อง” ซึ่งพวกพ้องอยากให้ถอนรากออกจากสมาคมเสียที ตัว “เด้” ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีพิษมีภัยกับใคร เป็นคนประนีประนอมทุกฝ่าย เจ้าตัวก็บอกว่าไม่กระหายอยากเป็น แต่พี่ๆให้เป็นก็เป็น

ฉะนั้นพอเสียงสนับสนุนหันไปทาง’ดิษฐ์ เด้ก็ยอมถอนตัว นัยว่าค่ายเนชั่นก็ไม่อยากให้ลงแข่ง โดยเฉพาะ “จอกอ” จักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ผู้ชอบชูหลักการ เห็นหนวดหนาแต่หน้าบ๊างบาง หนุนว่าค่ายเนชั่นไม่ควรควบสองตำแหน่ง

ใครบ้างที่ล็อบบี้จนโผพลิก ต้องไปถามเดอะป๋อง ฮิฮิ น่าจะเห็นนมงู แต่เท่าที่รู้ มีใครบางคนในค่ายหัวเขียว มีนาตยา เชษฐโชติรส อดีตนายกฯ ของค่ายบางกอกโพสต์ แล้วก็มี “พี่ติ๋ม” วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย (สลิ่มที่ผมแสนรัก) เป็นอาทิ  พี่ติ๋มนี่มีบารมีในสมาคมไม่ใช่ย่อย เพราะแกเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำหนังสือหาทุนได้ทีละ 2-3 ล้าน

โผล่าสุดจึงมีประดิษฐ์เป็นนายก เด้รับเป็นอุปนายกเหมือนเดิม โดยมีสัญญาใจว่ารอ 2 ปีจะได้เป็น

“เด้” กับ’ดิษฐ์เป็นนักข่าวรุ่นไล่เลี่ยกัน แต่รายแรกโลว์โปรไฟล์ ไม่ใช่ผู้กว้างขวาง ไม่เหมือนรายหลัง ที่เก่งทางกว้าง  สังสรรค์สมาคมกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ นักวิชาการ อย่างหมอประเวศ วะสี, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ฯลฯ ไปจนนักการเมืองทุกค่าย ได้ยินว่างานแต่งงานเมื่อปลายปีที่แล้ว ส.ส.ปชป.แทบจะเหยียบกันตาย แต่ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน รัฐบาลก็เพียบ พวกรู้ลึกรู้จริงกระซิบว่าแม้แต่ “ไอ้ตู่” “ไอ้เต้น” ก็ซี้ปึ้กเพราะเด็กรามด้วยกัน ประดิษฐ์จะส่งการ์ดเชิญแต่ทางบ้านห้ามไว้ คนใต้นี่ครับ เกลียดเสื้อแดงยังกะอะไร

เท่าที่รู้ เฉพาะพิธีแต่งตอนกลางวันก็มีสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับเถ้าแก่เปลว สีเงิน ในฐานะปูชนียบุคคลวงการสื่อ เป็นเจ้าภาพจัดให้ เท่าที่ไม่รู้....ก็ไม่รู้นะสิ ฮิฮิ

ตอนแรก‘ดิษฐ์ยังมีอุปสรรคเล็กๆ คือ บก.ทำท่าจะไม่อนุญาต ค่ายโพสต์มีคำสั่งภายในว่า ใครจะไปรับตำแหน่งในกอง บก.ต้องขออนุญาตก่อน ‘ดิษฐ์เป็นนักข่าวคนสำคัญประจำทำเนียบ ขยันส่งข่าวยามดึกยามดื่น จน บก.เรียกไปพบ ฮิฮิ จะยอมให้ไปทำงานสมาคมได้ไง กระนั้นท้ายที่สุด เมื่อเห็นว่า ‘ดิษฐ์ได้เป็นนายกฯ แน่ ค่ายโพสต์ก็ยอมเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล

ล่าสุดได้ข่าวว่ากำลังฟอร์มทีมอยู่ แต่ก็ปวดขมับอีก เพราะโควตามีไม่เยอะ แต่มีผู้กระตือรือร้นอาสามาทำงานเพื่อส่วนรวมเพียบ

ว่าแต่ใครจะมาเป็นกรรมการชุดใหม่ ช่วยไป delete ภาพคู่กับมัลลิกา บุญมีตระกูล หรือบรรดา ส.ส.ปชป.ในเฟซบุคเสียด้วยนะครับ คริคริ

องค์กรจรรยาบรรณ?

ที่พูดมาผมไม่เข้าข้างใคร เพียงอยากตั้งปุจฉาว่า เฮ้ย มันจะเป็นไรนักหนา ถ้าสมาคมนักข่าวเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง หรือลงสมัครเป็นทีม เบอร์ 9 เบอร์ 16 หาเสียงล่วงหน้า แล้วลงคะแนนกันแฟร์ๆ ขอแค่มีสมาชิกมาลงคะแนนมากพอสมควร อย่าบล็อกโหวต ถ้าใช้กติกาก้าวหน้าหน่อย ก็กำหนดให้มีสมาชิกมาลงคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ถ้ากลัวนักข่าวติดทำข่าว มาเลือกตั้งไม่ได้ ก็เปิดหีบมันตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสองทุ่ม หรือ “เลือกตั้งนอกเขต” ให้หย่อนบัตรที่ทำเนียบ สภา บางนา ประชาชื่น คลองเตย วิภาวดี 1 วิภาวดี 2

แหม่ ถ้าวงการนักข่าวจะมีบัตรผี เวียนเทียน ไพ่ไฟ ซื้อเสียง ก็ให้มันรู้ไป ด่านักการเมืองเอาไว้ จะทำเสียเองหรือ

คนในให้เหตุผลว่าที่ต้องใช้วิธี “สรรหา” แทนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่อยากให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2530 ที่มีการจัดทีมลงแข่งกัน พี่สำเริง คำพะอุ ชนะ (ใครแพ้ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม) แล้วสมาคมก็แตกเป็นเสี่ยง ฝ่ายแพ้ถอนยวงไม่ร่วมสังฆกรรม

นั่นมัน 26 ปีแล้วนะครับ แล้วก็คงจะมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้คนรุ่นนั้นเขาขัดใจกัน ผมขี้เกียจฟื้นฝอย แต่ปัจจุบัน วงการสื่อเปลี่ยนไปเยอะแล้ว (เผลอๆ อาจทะเลาะกันแรงกว่ารุ่นเก่า-ฮา)

บทบาทสมาคมก็เปลี่ยนไปแล้ว สมาคมนักข่าวไม่ใช่ทำแค่แจกทุน กับแถลงต่อต้านการ “คุกคามสื่อ” รายสะดวกอีกต่อไป ด้านหนึ่ง สมาคมกลายเป็นองค์กรใหญ่ “ทุนหนา” เพราะมีสถาบันอิศรา อยู่คู่ขนาน รับทุน 14 ล้านจาก สสส.มาจัดกิจกรรมอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ สมาคมจะทำอะไรก็พึ่งใบบุญสถาบันอิศรา เช่นเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพราะทั้งสององค์กรเป็น “ตัวแม่” ของมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ที่รับผิดชอบสถาบันอิศราอีกที

อีกด้านหนึ่ง สมาคมก็ก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมือง ทั้งผ่านสำนักข่าวอิศรา และผ่านวงการสื่อ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะในยุคสื่อเลือกข้าง แม้แต่การแถลงประณาม “คุกคามสื่อ” บางกรณีก็กลายเป็นประเด็นการเมือง และพลอยถูกวิจารณ์ด้วยอย่างช่วยไม่ได้

อาทิเช่น การประณาม “ไอ้ทหาร” คุกคาม “ไอ้สื่อ” สมาคมควรจะท้วงติงทั้งสองฝ่าย แต่กับฝ่ายตัวเอง มีเพียงคำแถลงอ้อมแอ้มในข้อ 4 ว่า “ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็น โดยยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยเฉพาะการละเว้นการเสนอข่าวเพราะความลำเอียง หรือมีอคติจนเป็นเหตุให้ข่าวนั้นคลาด เคลื่อนหรือเกินจากความเป็นจริง การไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว และพึงหลีกเลี่ยงคำไม่สุภาพและมีความหมายเหยียดหยาม ฯลฯ”

บทบาทใหม่ที่สมาคมพยายามจะทำ คือร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์ตรวจสอบจริยธรรม เช่น กรณีสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งผมกังขาว่า สมาคมเอาฐานความชอบธรรมมาจากไหนในการไปตรวจสอบ รณรงค์บอยคอตต์ใครต่อใคร สมาคมเป็นผู้แทนของนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ทั้งหลายอย่างแท้จริงหรือเปล่า

เออ อย่างน้อยที่สุด ถ้ากรรมการมาจากการเลือกตั้ง ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นผู้แทนที่แท้จริงของสมาชิก แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่นักข่าวส่วนใหญ่ลงคะแนนนะ ไม่ใช่มายกมือไม่กี่สิบคน

สมาคมจะอ้างฐานความชอบธรรมได้ ประการแรก ต้องให้นักข่าวส่วนใหญ่เข้ามาเป็นสมาชิก ณ ปัจจุบัน ได้ยินว่ามีสมาชิก 2 พัน เป็นสามัญสมาชิก 1 พัน อีก 1 พันเป็นสมาชิกวิสามัญ (คือนักข่าววิทยุ ทีวี หรือนักข่าวเก่า) ยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่นะครับ และเท่าที่รู้ นักข่าวก็เพิ่งมาสมัครเป็นสมาชิกกันมาก ในช่วงสมาคมแจกเงินช่วยน้ำท่วมนี่เอง (แล้วว่าชาวบ้านประชานิยม ฮิฮิ)

สมาคมต้องกระตุ้นและเปิดกว้าง ทางที่ดีก็เลิกมีสามัญสมาชิก วิสามัญสมาชิก รับหมด ไม่ว่านักข่าวหนังสือพิมพ์หรือวิทยุทีวี (อย่ามีข้อแม้สื่อแท้สื่อเทียม)

ข้อสอง การลงคะแนนต้องเปิดกว้างอย่างที่บอก นักข่าวส่วนใหญ่ไม่มีเวลามาประชุมหรอก ต้องเปิดหีบตั้งแต่เช้าถึงค่ำ เอาหีบไปตั้งตามค่ายต่างๆ ทำเนียบ สภา ถ้ากลัวโกงก็มีผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ตอนนับคะแนนก็ถ่ายทอดสดผ่าน TPBS (ฮา) ไม่ใช่พูดเล่น ถ้าแข่งขันจริงใครก็สนใจ นักการเมืองอาจมามุงหน้าจอวิเคราะห์วิจารณ์แบบนักข่าวทำกับเขาก็ได้

สมาคมนักข่าวไม่มีการเลือกตั้งมา 26 ปี เพราะหลังปี 2530 ก็ดึงผู้หลักผู้ใหญ่มารั้งเก้าอี้ สร้างสมานฉันท์ พอปี 2536 หลังพฤษภาทมิฬ ยุคปราโมทย์ ฝ่ายอุประ เป็นนายกฯ ก็ดึงชุด “เดอะป๋อง” “เดอะโม่ง” มาทำงานให้ ต่อมาก็มีอีกหลายรายเช่น ท่าน ผอ.เก๊ะ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นักข่าวเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มยังเติร์กในสมัยนั้น เป็นพวกขยันทำกิจกรรม มีความคิดใหม่ๆ สร้างสรรค์ เพราะชอบสังสรรค์กับพวกหมอประเวศ (สมัยนั้นถือว่าใหม่และสร้างสรรค์-ฮา) จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนกันเป็นนายกสมาคมมาตลอด โดยไม่ต้องเลือกตั้ง

ด้านหนึ่งผมไม่เถียง ว่าคนเป็นนายก เป็นกรรมการ ควรมาจากคนอาสาทำงานนานนับสิบปี แต่อีกด้านหนึ่ง คนที่ทำงานให้สมาคมก็มีน้อยลงๆ นักข่าวส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วม ในขณะที่สมาคมพยายามจะสถาปนาตนเองเป็นองค์กรตรวจสอบจริยธรรม มันขัดแย้งกันครับ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเรื่องสื่อเลือกข้าง และคนที่มีบทบาทในสมาคมก็เลือกข้างเห็นๆ

ถ้ายังเป็นอย่างนี้ สมาคมก็อย่าอ้างเป็นองค์กรตัวแทนสื่อ ยอมรับว่าเป็นเพียงตัวแทนสื่อกลุ่มเดียว เสียดีกว่า

ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่งดงาม ทำไมนักข่าวจะต้องไป “สรรหา” คนดีแบบอำมาตย์ ประชาธิปไตยไทยอาจใช้ไม่ได้ผลเพราะชาวบ้านจน เครียด กินเหล้า โง่ ถูกซื้อ แต่นักข่าวคือผู้มีสติปัญญาเลิศล้ำ ผู้ชี้นำสังคมไทย เหตุใดจึงไม่จัดการเลือกตั้งให้เป็นแบบอย่าง แข่งขันตามกติกา มีมารยาท รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ไหงกลับกลัวจะแตกแยก กลัวทะเลาะกันใหญ่โต

ประชาธิปไตยยังเป็นระบอบที่ตรวจสอบ เช็คบิล (แบบบิลค่าซักกางเกงใน 20 บาท สมัยตั้งศูนย์ข่าวอิศราส่งนักข่าวลงภาคใต้หลายปีก่อน ฮิฮิ) การผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาดำรงตำแหน่งผ่านการเลือกตั้ง จะช่วยรับประกันความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ในการบริหารงาน ในเมื่อสมาคมมีกิจการ เอ๊ย กิจกรรมใหญ่โต ไม่ใช่สมาคมแจกทุนการศึกษาอีกแล้ว

ก็ฝากไว้ให้คิดกันเมื่อจะเลือกกรรมการปีหน้า เพราะยังไงผมก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว

จริยธรรมทั่วถ้วน

วันที่ 5 มีนาทีไร ผมต้องนึกถึงนักข่าวอาวุโสที่ผูกพัน “ลุงกุศล ประสาร” 1 ในผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักข่าวกับอิศรา อมันตกุล ซึ่งเพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่ปี ผมรู้จักลุงตั้งแต่อยู่แนวหน้า จนมาอยู่ไทยโพสต์ด้วยกัน แกเป็นคนรุ่นเก่าที่น่ารัก เป็นกันเอง อารมณ์ดี สนุกสนาน เวลาเมายิ่งน่ารัก เมื่อโดนพวกเราแหย่ แกก็จะด่า “ผีบ้า” แล้วหัวเราะ

แนวหน้าสมัยนั้นใกล้ชิดกันมากเพราะนักข่าวถูกเรียกมาเข้าเวรค่ำ ปิดข่าวแล้วจะเอารถข่าวไปส่งทุกคน ตระเวนสายยาว ผมอยู่คลองเตย ลุงอยู่อ่อนนุช ต้องขึ้นรถคันเดียวกัน แล้วทั้งที่ผมไม่กินเหล้า ก็จะต้องลงไปนั่งกับลุงเสมอ

ตอนนั้นลุงแปลข่าวกีฬา เคยเล่าให้ฟังว่าแกนี่แหละเป็นคนแรก ที่จัดถ่ายทอดฟุตบอลแล้วเอา ย.โย่งมาพากย์ สมัยรุ่งๆ แกเคยจัดมวย เข้าหุ้นกับโปรโมเตอร์ชื่อดัง แต่ด้วยความไม่มีหัวธุรกิจ (พูดง่ายๆ คือแกซื่อ) ก็เลยเจ๊งแต่ไอ้โปรโมเตอร์นั่นรวยไป

ลุงเป็นคนเรียบง่าย คือกินเหล้าตรงไหนก็ได้ (ฮา) กาลครั้งหนึ่งเคยไปยืนดูดเบียร์ในร้านเซเว่น กับนักข่าวรุ่นหลาน แหล่งกินเหล้าที่ลุงชอบพาไป คือแฟลตทหารบก ริมถนนวิภาวดี เลยแยกสุทธิสารหน่อยหนึ่ง แกมีเพื่อนซี้เป็นจ่าทหารที่เปิดร้านขายของชำอยู่ข้างแฟลต ไปถึงก็ตั้งโต๊ะเปิดขวดงัดถั่วทอด แหนม มาเลี้ยงระหว่างที่ผมนั่งตบยุงตั้งแต่หกทุ่มถึงตีสาม

แต่คืนวันพุธเป็นคืนพิเศษ ทุกพุธเว้นพุธที่ร้านเพลินจะมี “ชมรมวันพุธ” เป็นโต๊ะใหญ่ของพวกนักข่าวรุ่นเก่ากับนายทหาร ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ช่วงแรกๆ ลุงยังขับรถแต่ต่อมาเมาไปชนท้ายเขา แกก็เลิก ถ้าไม่มีรถโรงพิมพ์ไปส่งก็กลับรถเมล์ ไม่ขึ้นแท็กซี่ เพราะหนึ่ง แกมีลูกหลายคน สอง เคยเมาหลับบนแท็กซี่แล้วโดนล้วงหมดตัว

ฉะนั้นลุงไปกินเหล้าที่ร้านเพลินเสร็จก็จะเดินมาขึ้นรถตลอดคืนสาย 206 นานหลายปีจนหมอเพรา นิวาตวงศ์ รู้เข้าจึงให้แกขึ้นรถกลับด้วยเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน

สำหรับผม ลุงโคตรเท่เลย นี่แหละเฮ้ย ศักดิ์ศรีคนหนังสือพิมพ์ กินเหล้ากับพลเอก อธิบดี มหาเศรษฐี แต่ลุงกูขึ้นรถเมล์ตลอดคืนกลับบ้าน เป็นความทระนง ภาคภูมิ ที่ไม่มีวิชาชีพใดเสมอเหมือน

กระนั้นก็มีนักหนังสือพิมพ์ไม่กี่คนทำได้อย่างลุง

สื่อรุ่นก่อนแยกขาว-ดำกันค่อนข้างชัดเจน เช่นพวก 18 อรหันต์ไปอีกทาง บางคนก็รับจ้างเปิดซองดื้อๆ ส่วนใหญ่นักการเมืองให้ความสำคัญคอลัมนิสต์ แต่มาเดี๋ยวนี้ เริ่มมีรูปแบบหลากหลาย นักการเมืองจ่ายตรงก็มี แต่ที่สร้างคอนเนคชั่น สร้างความผูกพันกับ บก.ข่าว หัวหน้าข่าว หรือนักข่าว ทางอ้อม เช่น ช่วยเหลือโน่นนี่ แบบ “มีน้ำใจ” ตามเทศกาลงานมงคล นี่สิอันตราย

มีคนเพิ่งเล่าให้ฟังว่า “ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกก็มีนะพี่” หา ขนาดนั้นเลยหรือ “ก็แบบนักการเมืองเสนอตัวว่า เขามีเพื่อนคนไทยที่นั่น ฝากลูกไปอยู่กับเพื่อนเขาไหม มีคนดูแล อย่างน้อยไม่ต้องเสียค่าที่พัก ซึ่งก็หลายตังค์อยู่”

ของพรรค์นี้ก็อยู่ที่คนรับด้วยละครับ ว่ารู้จักขอบเขตแค่ไหน นักการเมืองทำข่าวกันทุกวันก็ต้องมีสนิทสนมผูกพัน แต่จะเว้นระยะห่างอย่างไร วันก่อนรุ่นน้องผมอยู่ไทยรัฐแต่งงานไม่มีนักการเมืองซักราย แต่โอเค บางคนพอไม่เชิญเขาก็ตัดพ้อ ซึ่งก็ต้องดูละว่า สนิทแค่ไหน อย่าใส่ซองเว่อร์ไป ไม่ใช่จัดงานแต่งแล้วแถมซื้อบ้านได้ทั้งหลัง ฮิฮิ

ทำไมนักการเมืองยังเอาใจสื่อ ทั้งที่โลกทุกวันนี้ แค่ 1 นาทีก็กด like หรือประจานกันสะพัดในเฟซบุค ไม่มีทางปิดข่าวได้ สาเหตุเพราะสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะสื่อกระดาษ ยังมีน้ำหนักสูง ฉะนั้น การพาดหัวข่าวหนักเบา การให้ลำดับความสำคัญ (ข่าวใหญ่ ข่าวรอง) หรือช่วยเผยแพร่คำชี้แจง จึง “มีค่า” สำหรับนักการเมือง ซึ่งมีให้จ่ายเหลือเฟืออยู่แล้ว อย่างน้อยผูกใจกันไว้ยังดี

ประเด็นที่น่าคิดคือ ทำไมสื่อกระดาษ สื่อกระแสหลัก ยังสำคัญ ประการแรก น่าจะเป็นเพราะข่าวในเน็ตหลักๆ ก็มาจากเว็บสื่อกระแสหลัก ถัดมาคือสื่อกระดาษยามเช้า ยังมีพลังในแง่ที่มันไปวางอยู่บนโต๊ะผู้บริหารส่วนราชการองค์กรธุรกิจต่างๆ หรือในสำนักงานทั่วไป โดยเป็นสื่อที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนในเน็ต

ทางแก้เรื่องซื้อสื่อ (หรือแม้แต่สื่อเอียงข้าง) จึงมีทางเดียวคือ “สื่อใหม่” ต้องถ่วงดุลสื่อกระแสหลักให้ได้

แต่ปัญหาจริยธรรมสื่อ ถ้าพูดให้เป็นธรรมคือ เราเข้มงวดกันแต่นักข่าวสายการเมือง ซึ่งไม่ค่อยเป็นธรรม

ยกตัวอย่าง นักข่าวทำเนียบจับสลากได้ไอโฟน 5 ของยิ่งลักษณ์ ถูกกระแสบีบให้ต้องคืน ซึ่งโอเคต้องคืน แต่อันที่จริง ตั้งแต่เห็นไอโฟน 5 มาตั้ง เพื่อนๆ นักข่าวก็ควรทักท้วงเจ้าของไอโฟนแล้วว่า ไม่เหมาะสม นี่ปล่อยให้เพื่อนจับสลากได้ไปแล้วจึงบอกว่าฟาวล์ คนจับได้กลายเป็นจำเลยสังคม

ประเด็นที่ผมจะพูดคือ โถ ในแวดวงข่าวธุรกิจ การตลาด บริษัทห้างร้านจัดงานจับสลากแจกไอโฟนกันถมไป สมาคมนักข่าว กรรมการจรรยาบรรณ ตามไปดูถึงหรือเปล่า

พูดง่ายๆว่า สมาคมนักข่าวควบคุมได้แค่นักข่าวการเมือง นักข่าวกระทรวง ไม่เกี่ยวกับนักข่าวเศรษฐกิจ นักข่าวอาชญากรรม นักข่าวบันเทิง นักข่าวกีฬา นักข่าวพระเครื่อง คุณไสย ฯลฯ ซึ่งต่างคนต่างก็มีสมาคมหรือชมรมของตัวเอง เข้มงวดบ้างหย่อนยานบ้าง ตามวัฒนธรรมของแต่ละสาย ซึ่งสมาคมนักข่าวหรือสภาการหนังสือพิมพ์ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ ไม่กล้าไปแตะต้องเขา

อันที่จริงสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจก็มีภาพลักษณ์ค่อนข้างดี แต่สมาชิกส่วนใหญ่ก็อยู่ในค่ายหลัก ขณะที่ค่ายรองค่ายเล็กมีจำนวนมาก มีไปถึง “สื่อผี” ที่หากินกับการขายรางวัล บริษัทนั้นนี้เป็นบริษัทดีเด่น

“นักข่าวผี” “ช่างภาพผี” อันนี้เป็นที่รู้กัน คือสังกัดสื่อโนเนม แต่ติดสติกเกอร์ตัวใหญ่ๆ ท้ายรถ เข้าไปถ่ายภาพไถตังค์ตามงานใหญ่ๆ แต่พวกนี้ถือว่ากระจอก เมื่อเทียบกับนักข่าวอาชญากรรมที่เข้าไปไถเงินบ่อน

สมาคมนักข่าว ชมรมผู้สื่อข่าวช่างภาพอาชญากรรม ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ต่างๆ น่าจะจัดประชุม เชิญเจ้าของบ่อนมาชี้แจงนะครับว่า ที่นักข่าวไปไถเงินบ่อนถ้าต้นสังกัดจับได้จะไล่ออก และถ้าบ่อนคุณเป็นข่าว ใครก็ปิดไม่ได้หรอก อย่าไปเชื่อนักข่าวพวกนี้ว่ามันจะช่วยได้ ฉะนั้น ต่อไปใครมาไถตังค์ จับแม่-นั่งยางเลย (ฮา)

นักข่าวกีฬา มีประเพณีที่รู้กันว่า สมาคมกีฬาแถลงข่าวต้องเป็นเวลา 11.00 น.เลิกเที่ยง เลี้ยงข้าวพอดี แต่จะมีอะไรมากกว่านั้นไหม ไม่ทราบ แต่ดูหน้าพวกผู้บริหารสมาคมกีฬาสิครับ หลายรายก็นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ที่เข้ามา “ชุบตัว” สร้างภาพกับวงการกีฬา

นักข่าวบันเทิง ผมมีความรู้สึกว่าทางที่ดีคือบอกสังคมว่า นักข่าวบันเทิงไม่ได้อยู่ในมาตรฐานวิชาชีพเดียวกับนักข่าวแล้ว พวกเขามีลักษณะเฉพาะ อาจต้องถือเป็นวิชาชีพเฉพาะอีกอย่าง เพราะนักข่าวบันเทิงทุกวันนี้ทำข่าวตามที่พีอาร์ค่ายต่างๆ จัดให้ กับไล่ทำข่าวดาราเปลี่ยนผัวเปลี่ยนเมีย ท้องไม่มีพ่อ หรือถูกจับยาบ้า

ถ้าคุณดูข่าวบันเทิงทีวีช่องต่างๆ จะยิ่งเห็นชัดว่ามันไม่ใช่ข่าวแล้ว ช่อง 3 ก็รายงานแต่ข่าวเบื้องหลังการถ่ายทำละครหรือข่าวกุ๊กกิ๊กดาราในช่องตัวเอง

ผมเคยดูละครเรื่องอะไรจำไม่ได้ ดูผ่านๆ เป็นเรื่องดารามีนักข่าวบันเทิงเฮไปเฮมา ดูแล้วอายลูก อยากบอกลูกว่า เฮ้ย อาชีพนักข่าวจริงๆ ที่พ่อทำไม่ได้เป็นอย่างนี้นะ แต่คิดไปคิดมา นักข่าวบันเทิงก็มีส่วนเป็นอย่างนี้จริงๆ นี่หว่า

ทำไงได้ ข่าวบันเทิงขายได้ เจ้าของสื่อก็ชอบ

 

                                                                                    ใบตองแห้ง

                                                                                    1 มี.ค.56

ขอขมา

เนื่องด้วยข้อเขียนของผมพาดพิง “พี่ติ๋ม” วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย 2 ประเด็น ขอชี้แจงดังนี้

1.พี่ติ๋มยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสรรหานายกสมาคม เพียงแต่เมื่อตกลงกันได้แล้วเขาโทรมาบอกให้รับรู้ พี่ติ๋มก็รับรู้ วันที่ 4 ที่มีการเลือกตั้งก็ไม่ได้ไปร่วม แต่คนวงนอกเข้าใจผิดว่าพี่ติ๋มมีส่วน ผมได้รับข่าวมาผิด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้

2.ผมเผลอใช้คำว่า “สลิ่มที่ผมแสนรัก 555” ที่จริงตั้งใจจะบอกว่า ไม่ว่าคิดต่างกันอย่างไรผมก็รักพี่ติ๋มเสมอ เพราะผูกพันกันมาร่วม 20 ปีตั้งแต่สยามโพสต์ถึงไทยโพสต์ พี่ติ๋มเขียนหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” มีเนื้อหาที่ผมไม่เห็นด้วยมากมายหลายประเด็น อ่านแล้วไม่พอใจ หงุดหงิด  โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ อ.ปรีดี ซึ่งอันที่จริงเมื่อผมไม่เห็นด้วยก็ควรแสดงความเห็นโต้กับพี่ติ๋มอย่างตรงไป ตรงมา แต่ผมไม่ได้โต้และเก็บความหงุดหงิดไว้ จนเผลอตัวแขวะพี่ติ๋ม ทั้งที่คิดจะบอกว่าไม่ว่าอย่างไรผมก็รักเคารพพี่ติ๋มผมเสียใจที่ทำให้พี่ติ๋มเสียใจ ขอกราบขอขมา ซึ่งคงไม่เพียงพอ ยอมรับว่านี่เป็นข้อเสียของผม ซึ่งแขวะคนไปทั่ว ด้วยความ หงุดหงิดกับคนที่คิดตรงกันข้าม ไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง ว่าคนที่ถูกแขวะจะรู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ ที่มีน้ำใจมีความผูกพันกันมา หลายคนเขาไม่ได้ทำอะไรผม แต่ผมดันไปแขวะเขา ทำให้เขาเสียใจ

                                                                                                                  ใบตองแห้ง

                                                                                                                   5 มี.ค 56

 

เลือกนายก(นักข่าว)โดยตรงซะดีมั้ย