Skip to main content

ขอบคุณภาพจากมติชน

หากจะย้อนมองสถานการณ์สื่อไทยในปีที่ผ่านมา ว่ากันตามจริงแล้วก็แทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่  จากหลายปีที่ผ่านมานัก นับจากสื่อหันไปเป็นหัวหอกถล่มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เชียร์รัฐประหารตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นต้นมา ความเสื่อมศรัทธาต่อสื่อก็ดำเนินมาต่อเนื่องและดำเนินต่อไป

ประกอบเข้ากับบรรยากาศเบ่งบานของสื่อใหม่ และโซเชียลมีเดียนั้นมีผลอย่างสำคัญในการคัด-กรอง-แชร์-วิพากษ์ มนตร์แห่งสื่อที่จะชี้นำสังคมนั้น ได้เสื่อมคลายและดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง            กลายสภาพมาเป็นจำเลยแห่งการวิพากษ์โดยผู้อ่านที่ตื่นตัวต่อข่าวสารทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

มิพักต้องพูดถึงองค์กรวิชาชีพสื่อ ที่เมื่อย้อนดูแถลงการณ์ที่เลือกจะออกมาปกป้ององค์กรสื่อ หรือผู้ได้รับผลกระทบจากสื่อ ก็ชัดเจนในแนวทางว่าเลือกจะอยู่ตรงข้ามกับผู้รับข่าวสารอีกจำนวนไม่น้อย

 

สื่อกับการสร้างวาทกรรม “ชายชุดดำ”

ผลงานอันยอดเยี่ยมของสื่อไทยในหลายปีที่ผ่านมา หากจะนับเป็นผลงานได้ก็คงหนีไม่พ้นการช่วยกันเขย่าทักษิณให้ลงจากตำแหน่ง ในห้วงเวลานั้น ไม่มีสื่อฉบับไหนนำเสนอประเด็นการขายหุ้นชินคอร์ปว่าได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมายเลยแม้แต่ฉบับเดียว ประเด็นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ “หันตูดให้แดด” สื่อก็ช่วยกันตีให้เป็นประเด็นใหญ่รองรับความชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตามมาว่าการจัดการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ เพราะ “ไม่เป็นความลับ” ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ยังไม่นับการให้พื้นที่แหล่งข่าวให้การ “กล่าวหา” ฝ่ายการเมืองกันอย่างเต็มที่ ข้อมูลผิดถูกดูจะไม่เป็นสาระสำคัญ

ตัดตอนมาปี 2553 ผลงานชิ้นเอกของสื่อก็คงไม่พ้น “คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง”

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2555 ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ต่างไปมากนัก ปีนี้ เป็นภาคต่อของ “คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง” มาสู่ “ชายชุดดำเผาบ้านเผาเมือง ฆ่าทหารและประชาชน”

ก่อนการแถลงของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)   ในวันที่ 17 กันยายน 2555  สื่ออย่างแนวหน้า และไทยโพสต์ เล่นประเด็น “ชายชุดดำ” มารอไว้ก่อนแล้ว  1 สัปดาห์ล่วงหน้าว่านี่คือการค้นพบใหม่ของ คอป. ที่ยืนยันว่าชายชุดดำมีจริง ปูประเด็นให้กับการแถลงของ คอป. วันที่ 17 ที่แม้จะมีข้อเสนอหลายอย่าง แต่สื่อส่วนใหญ่เน้นเล่นประเด็น “ชายชุดดำ” ที่สมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ออกมายืนยันผลงานการค้นพบสำคัญของ คอป.

พาดหัวและการรายงานทางอินเตอร์เน็ตภายใต้หัวหนังสือพิมพ์เดียวกัน จะพบว่า รายงานอย่างต่อเนื่อง  และประเด็นนั้นมุ่งไปที่ “ชายชุดดำ”และประเด็นที่ตามมาตลอดทั้งวันนั้น รวมไปถึงวันต่อๆ มา “ชายชุดดำ”  เป็นประเด็นที่โดดเด่น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประเด็นเดียวที่สื่อไทยเวอร์ชั่นออนไลน์ให้ความสำคัญ เวลาอีก 1 สัปดาห์ต่อมา ประเด็นการนำเสนอข่าวก็ยังดำเนินไปเช่นนี้

แต่สายไปเสียแล้ว ประเด็นชายชุดดำ ในพ.ศ.นี้ จุดติดยากขึ้น ไม่เหมือนสมัยชายชื่อทักษิณ เพราะวันเดียวกัน ศาลมีคำพิพากษาคดีไต่สวนการตายของนาย พัน คำกอง ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม     เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553 ว่าตายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ และยังมีอีกหลายคดีตามหลัง จนบัดนี้ยังไม่มีคดีไหนที่ศาลระบุว่าการเสียชีวิตเกิดจากชายชุดดำเลยแม้แต่คดีเดียว

 

องค์กรวิชาชีพสื่อ: พลังตรวจสอบที่ไร้พลัง

การมีอยู่ขององค์กรวิชาชีพสื่อ เมื่อย้อนดูแถลงการณ์นับจากรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา จะเห็นบรรยากาศการไล่ตรวจสอบฝ่ายที่เห็นต่างกันทางการเมือง และการถือหางฝ่ายเดียวกันอย่างต่อเนื่อง (อ่าน Timeline: เทียบแถลงการณ์ “สมาคมสื่อ” กับสถานการณ์ “การเมือง”http://prachatai.com/journal/2012/12/44076

ทริปเป็ดโฟร์ซีซั่นลอนดอน

กรณีอื้อฉาวของทริป “ดูงาน” ของประธานรัฐสภา ที่มีการพาสื่อไป 37 ราย โดยใช้งบประมาณราว 7 ล้านบาท และในทริปนั้นมีการพาผู้สื่อข่าวไปดูบอลพรีเมียร์ลีกด้วย

เรื่องจะไม่เป็นปัญหา ถ้าข่าวไม่หลุดออกมาว่ารายชื่อที่ไปนั้นล้วนมีแต่สื่อฝั่ง “แดง” เช่น วอยซ์ทีวี และประชาไท ขณะที่การรายงานข่าวเพื่อจับตาประเด็นทริปนี้ว่าไม่โปร่งใส ก็ไม่ได้รวมนักข่าวสถานีช่อง 5 ช่อง 7 ที่ร่วมทริปไว้ในการวิพากษ์ด้วยว่าที่ไปนั้น เป็น “แดง” หรือไม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์มากในหมู่สื่อ เพราะการคัดเลือกคนร่วมทริปก็ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการตาม “จารีต” สื่อปกติ คือส่งหมายเชิญไปตามโต๊ะ และโดยปกติ สื่อที่ประจำโต๊ะนั้นๆ ควรจะได้โควต้าเป็นลำดับแรกๆ กรณีนี้ ควรเป็นนักข่าวประจำรัฐสภาของแต่ละสื่อ, จารีตแบบนี้ เอาเข้าจริงก็สมควรจะถูกวิพากษ์เช่นกัน เพราะดูเหมือนว่าที่สุด ก็มีการสถาปนาความเป็น “เจ้าแม่” หรือ ขาใหญ่ประจำสาย ว่าใครควรจะได้ไป

เรื่องนี้นายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จักร์กฤษณ์ เพิ่มพูล ให้สัมภาษณ์ Media Inside Out  ไว้ว่า จะเกาะติดเพราะเป็นเรื่องเอางบประมาณจากภาษีประชาชนไปละเลงให้ความบันเทิงคนไม่กี่คน

“เรื่องทัวร์รัฐสภาผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนนะ หลายคนไม่ได้เป็นสื่อแต่ไปบอกเขาว่าสังกัดสื่อ แล้วต่อมาก็มาอธิบายภายหลังว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมว่ามันไม่ make sense น่ะ คือการที่คุณจะไปแล้วเขาก็บอกว่าคุณสังกัดอะไร คุณไม่เคยปฏิเสธนะ แต่พอมีข่าวขึ้นคุณบอกว่าไม่ใช่ เป็นความเข้าใจผิด นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ผมว่าการใช้เงินของแผ่นดินนะ พูดให้มันใหญ่โตหน่อย เงินของแผ่นดิน งบประมาณของแผ่นดิน แล้วคุณไปละลายด้วยความเพลิดเพลินของคนกลุ่มเดียวนี่ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองเลยนะ ถามจริงๆ ไปคราวนี้เนี่ยมันได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้ประโยชน์เลยนะครับ แต่มันจ่ายเงินไปหลายสิบล้าน ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ ขณะนี้ในคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์สภาการหนังสือพิมพ์ฯมีการตั้งคณะทำงานที่ตรวจสอบเรื่องนี้ กำลังขอข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องอยู่ กำลังทำงานอยู่”

ก็น่าติดตามผลงานว่า สภาการหนังสือพิมพ์ฯ จะเกาะติดจนได้ข้อสรุปอย่างใดหรือไม่ เพราะถึงที่สุดแล้ว  “ทริป” ทำนองนี้มีอยู่เนืองๆ เพียงแต่มันไม่แหวกจารีตของสื่อที่ทำกันมานมนานคือข้ามหัวขาใหญ่ประจำโต๊ะเท่านั้นเอง

กรณีทริปลอนดอนนั้นเป็นเพียงอีกตัวอย่างของสื่อสองฝั่ง ทีขาดการตรวจสอบที่เหมาะสม ถ้าไม่กระเหี้ยนกระหือรือกันเกินไปที่จะตรวจสอบอีกฝ่าย ก็เลือกที่จะเงียบให้กับฝ่ายของตนเอง

ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อดูจะกระตือรือร้นมาก แต่สื่อสาย “แดง” ก็เลือกที่จะเงียบกริบ หรือเมื่อตอบก็เข้ารกเข้าพง อย่างกรณีของบรรณาธิการบริหารของประชาไท ที่ตอบคำถามของประวิตร โรจนพฤกษ์ ในท้ายบทความ ทริปพาสื่อไปอังกฤษ...‘ซื้อใจตบรางวัล’ หรือ ‘ดูงาน’ ด้วยภาษีประชาชน? http://prachatai.com/journal/2012/09/42819

กรณีนี้ นี่เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่า ที่สุดแล้ว คนทำสื่อพร้อมจะตรวจสอบกันเองหรือไม่ คำถามที่สำคัญคือ องค์กรสื่อจะอยู่กันไปอย่างนี้จริงๆ หรือ เรื่องของเขา-เราตรวจสอบ และเรื่องของเรา เราเลือกจะเงียบและปล่อยให้คำถามนั้นล่องลอยอยู่ในสายลม

มติชนกับ กสทช. และองค์กรวิชาชีพสื่อกับไร่ส้ม

ส่งท้ายปีในเดือน พฤศจิกายน ด้วยเรื่องของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่หยิบเอารายงานของ NBCT Watch (คณะทำงานติดตาม กสทช.) มาเผยแพร่โดยระบุว่า เครือมติชน-ข่าวสด ลงข่าวสนับสนุนการทำงานของ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ )เป็นจำนวนมาก เพราะได้รับเงินค่าโฆษณาจาก กสทช. เป็นจำนวนสูงถึง 13.2 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 5 เดือน แต่เรื่องโอละพ่อ เพราะข้อมูลที่ได้นั้นผิดไปจากข้อเท็จจริงชนิดที่ว่า ใส่จุดทศนิยมผิดหลักไปหน่อยเดียว จากเลขหลักล้านเลยกลายเป็นหลักสิบล้าน

เรื่องนี้มติชนไม่นิ่งนอนใจ ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองด้วยบทความ ‘สมาคมนักข่าวฯ กับ คุณสมบัติสื่อ’ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1353468208&grpid=03&catid=03) ถามหาความรับผิดชอบจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยทันควัน แต่ดูเหมือนเรื่องจะเงียบหายไปกับสายลมอีกเรื่อง

ก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม กรณีของบริษัทไร่ส้มของสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวคนดังขวัญใจมหาชน ถูกกล่าวหา มีส่วนพัวพันกับการทุจริตเงินรายได้โฆษณา ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้ชี้มูลความผิด และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีทางกฎหมาย

เรื่องนี้สภาวิชาชีพสื่อ อย่างสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์ว่าจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ทั้งยังเรียกร้องให้ผู้บริหารบริษัท บางกอก  เอ็นเตอร์เทนเม้นท์  จำกัด หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าผู้บริหารช่อง 3 พิจารณาการทำงานร่วมกับ บ.ไร่ส้ม และสรยุทธ์ ผลคือ สรยุทธ์ประกาศลาออกจากสมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ถ้าจำกันได้ ช่วงนั้นหุ้นของช่องสาม ดิ่งลงเล็กน้อยจากสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน แต่เมื่อที่สุดเกิดความชัดเจนว่า สรยุทธ์จะยังป้อนผลงานการนำเสนอข่าวให้กับช่องสามต่อไป หุ้นก็ดีดตัวกลับขึ้นมา

เรื่องยิ่งกลับตาลปัตร เมื่อ บ.ไร่ส้ม ฟ้อง อสมท. ปฏิบัติผิดข้อตกลงและสัญญาร่วมผลิตรายการโทรทัศน์  คุยคุ้ยข่าว โดยเรียกเก็บค่าโฆษณาส่วนเกินจาก บริษัท ไร่ส้ม โดยไม่ให้ส่วนลดทางการค้า ร้อยละ 30 ตามข้อตกลง รวมทั้ง บริษัท อสมท. ยังได้โฆษณาเกินส่วนแบ่งเวลาตามข้อตกลง

ตุลาการผู้แถลงคดีให้ความเห็นว่า ให้ อสมท. คืนเงินค่าส่วนลดทางการค้า ร้อยละ 30 ของค่าโฆษณาส่วนเกินที่เรียกเก็บจากไร่ส้ม พร้อมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 เป็นเงินกว่า 49 ล้านบาท   พร้อมทั้งให้จ่ายเงินค่าโฆษณาส่วนเกิน กรณีที่ อสมท. โฆษณาล้ำเวลาโฆษณาของไร่ส้ม โดยหักส่วนลดทางการค้าร้อยละ 30 พร้อมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ซึ่งองค์คณะตุลาการศาลปกครอง จะพิจารณาข้อเท็จจริง ก่อนมีคำพิพากษาต่อไป

บรรยากาศสื่อแบ่งขั้ว ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อก็ถูกท้าทาย ไม่ได้รับการยอมรับจากสื่อหลายสำนัก รวมถึงสื่อที่ถูกตรวจสอบก็เลือกจะอัปเปหิตัวเองออกจากองค์การวิชาชีพสื่อได้ เพื่อปฏิเสธอำนาจขององค์กรวิชาชีพสื่อนั้นๆ

ในอีกด้าน เสียงของคนเสพสื่อก็ดูจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ทั้งกรณีของมติชนและ บ.ไร่ส้ม ยิ่งถูกตรวจสอบ ความนิยมยิ่งเพิ่ม คำถามคงต้องโยนกลับไปที่สมาคมวิชาชีพสื่ออีกทีว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นจากคนในวงการเดียวกัน และจากประชาชนผู้เป็นนายที่แท้จริงของสื่อได้อย่างไร

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: พิณผกา งามสม, บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท นอกเหนือจากดูแลข่าวการเมือง วัฒนธรรม ต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน แล้ว มีความสนใจในเรื่องบทบาทสื่อกับกระบวนการประชาธิปไตยเป็นพิเศษ

 

 

สื่อตรวจสอบสื่อ 2555..แบ่งขั้วจนไร้พลัง