Skip to main content

หนังสือพิมพ์ภาษาจีนในไทย (ภาพ: สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

หนังสือพิมพ์ภาษาจีนรายวันที่พิมพ์จำหน่ายในกรุงเทพฯที่อยู่มายาวนาน 30-60 กว่าปี ทั้ง 6 ฉบับ  ปัจจุบันยังไม่ปรากฎรายงานว่าได้ล้มหายตายจากดั่งเช่นสื่อไทย ทั้งๆที่คำว่า 'เรียบร้อยโรงเรียนจีน' นั้นก็ยังไม่เรียบร้อยเหมือนอย่างที่คนไทยทั่วไปเข้าใจกัน เพราะความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศและเทคโนโลยีก้าวไกลไม่หยุดของประเทศจีนในปัจจุบัน ยิ่งมีส่วนเพิ่มให้กับการเรียนภาษาจีนและสื่อที่เป็นภาษาจีนมีบทบาทสูงขึ้นในไทยด้วย ซึ่งหากเป็นเมื่อ 30-40  ปีแล้ว คนที่เคยทำสื่อจีนมาก่อนอย่างข้าพเจ้าจะถูกเพื่อนที่ทำเนียบเยาะเย้ยว่า 'เล่นงิ้ว' และฐานะหนังสือพิมพ์จีนในไทยในสายตาของทางการไทยคือ 'ลูกเมียน้อย' เขียนไปก็ไม่มีคนอ่าน!!

ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  "รัฐบาลหอย" ของธานินทร์ กรัยวิเชียร มาด้วยอำนาจรัฐประหารหลังมีการปราบปรามนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยม สิ่งพิมพ์ภาษาจีนซึ่งตอนนั้นมีเกือบ 10 ฉบับก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกับสื่อไทยคือต้องถูกตรวจสอบเบื้องหลังว่า “ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์" หรือไม่จึงจะสามารถได้รับ               ใบอนุญาตเปิดใหม่ได้ เพราะยิ่งถูกปิดนานวัน ภาวะขาดทุนย่อมมีมาก  บางเจ้าถึงขนาดยอม ‘ยัดเงินใต้โต๊ะ’ เพื่อเปิดหัวหนังหนังสือใหม่ก็มี  และเป็นเรื่องจริงที่จำเป็นต้องมีบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยเป็น 'ยันต์กันเหนียว' เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของธุรกิจสื่อ  ในจำนวนนั้น หนังสือพิมพ์จีนฉบับหนึ่งเชิญอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอกพจน์ เภกะนันทน์ อีกรายเชื้อเชิญมือกฎหมายชั้นเอกอย่าง ดร.สมภพ      โหตระกิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยให้ตำแหน่ง 'ประธานกรรมการบริษัท' หนังสือพิมพ์จีนพร้อม      "เบี้ยเลี้ยง" 6,000 บาทต่อเดือน ทั้งๆที่สองคนนี้ไม่มีหุ้นอะไรเลยในบริษัทแม้แต่สลึงนึง และอ่านภาษาจีนไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว!

ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลุยหาเสียงที่เยาวราช (ขอบคุณภาพจากโพสต์ทูเดย์)

ยุคที่ผ่านมา น.ส.พ.ภาษาจีนค่อนข้าง 'รักนวลสงวนตัว'  ทุกครั้งที่ฤดูเลือกตั้งมาเยือน เจ้าของหนังสือพิมพ์จะประกาศจุดยืนแน่วแน่นไม่ถือหางพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยให้ความสำคัญกับการเสนอข่าวกิจกรรมสังคมชาวจีนเป็นหลัก แม้ว่าแหล่งรายได้โฆษณาหลักที่ได้มาคือจากธุรกิจ "แดง" และ "ขาว" ซึ่ง "แดง" ในความหมายศัพท์สื่อโฆษณาจีนคืองานมงคล เช่นงานแต่งงานหรือฉลองเปิดร้านใหม่ ส่วน "ขาว" คือการไว้ทุกข์ ลงโฆษณาคนตายหรืองานกงเต๊ก แต่จริงๆก็รับลงโฆษณาเลือกตั้งโดยเฉพาะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หัวคะแนนที่พูดจีนได้ต้องพาผู้สมัครมาที่โรงพิมพ์จีนทั้งหมด เพื่อให้ 'ดูตัว' ขอร้องให้ช่วยเชียร์ ซึ่งคนทำหนังสือพิมพ์ก็แค่พะยักหน้าร้อง 'ฮ้อฮ้อ' เท่านั้น ไม่ได้ให้สัญญาอะไรทั้งนั้น  ช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน พรรคการเมืองต่างๆก็ทุ่มงบลงโฆษณาแนะนำผู้สมัคร ที่เหมือนกันทุกคนก็คือ "มีเชื้อจีน" ขอให้อาแปะอาซิ้มสนับสนุนด้วย และไม่ควรปฏิเสธเลยว่า ผู้ว่า กทม.บางคนที่กวาดคะแนนจากย่านชุมชนจีนได้หลายครั้ง ก็ด้วยแรงโฆษณาภาษาจีนนั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก http://democracydog.blogspot.com/2010/06/blog-post_7431.html

สิ่งที่นึกไม่ถึงว่าอิทธิฤทธิ์ของเจ้าของวลี 'ลูกจีนรักชาติ' อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ทำให้ระยะ 6-7 ปีนี้     หนังสือพิมพ์จีนในไทย ‘บ้าก็บ้าว่ะ' เจริญรอยตามเป็นแฟชั่นสื่อหลักที่ "แบ่งเหลืองแบ่งแดง" กับเขาด้วย ถึงขั้นที่บางครั้งมีบทความด่าข้ามฉบับ เหมือนช่วงก่อนที่ไทยจะเปิดความสัมพันธ์ทางทูตกับปักกิ่งวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 หนังสือพิมพ์จีนขณะนั้นได้แบ่งเป็นค่ายฝักใฝ่ฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตง และโปรพรรคก๊กมิ่นตั๋งของเจียงไคเชค ถึงขนาดคนทำหนังสือพิมพ์จีนความคิดไม่ลงรอยกันต้องชกต่อยกันกลางงานสังคมก็มีมาแล้ว

ที่เด่นชัดที่สุดคือหนังสือพิมพ์ซิงเสียนเยอะเป้า หลังจากสองปีที่แล้วเปลี่ยนมือจากลูกเขยของทายาท     ยาหม่องตราเสือ ลี สันติพงศ์ไชย เชื้อสายจีนพม่า มาเป็นเสี่ยไมค์ สดาวุธ เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด และในฐานะนายกสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย จุดยืนที่      'เป็นกลางเอียงขวา' ในอดีตก็เปลี่ยนหมด  ทุกวันนี้ การเสนอข่าวและการ์ตูนล้อเลียนการเมืองไทย ล้วนแต่มุ่งโจมตีการทำงานของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอย่างต่อเนื่อง และเป็นกระบอกเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่แปลกเลย เพราะนายทุนใหม่ที่จบการศึกษาจากออสเตรเลียผู้นี้ น้องชายร่วมสายโลหิตคือ "เสี่ยโต" อภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่  ในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการชักชวนจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าสู่สนามการเมือง เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และลงสมัคร สส.ปาร์ตี้สิสต์พรรคประชาธิปัตย์ แต่สอบตก เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว "เสี่ยโต" ก็หวนกลับสู่ธุรกิจที่ถนัดอีกครั้งส่วน "คู่กัด" ของ     ซิงเสียนเยอะเป้ายุคใหม่ ดูจากพาดหัวข่าวที่ออกจะเห็นใจชาวรากหญ้าเสื้อแดงและเคยวิจารณ์           'ความอำมหิต' ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็คือ หนังสือพิมพ์เกียฮั้วตงง้วนรายวัน (ศิรินคร) ซึ่งเคยจดทะเบียนในนามของกรมประชาสัมพันธ์หรือ 'เอเชียนิวส์ไทม์' น้องใหม่วงการในขณะที่ฉบับอื่นค่อนข้างมีท่าทีเป็น      'จีนมุง' เสียมากกว่า บางครั้งเป็น 'อีแอบ' กล้าๆกลัวๆ

ยุคที่การเมืองไทยบ้าคลั่งไร้สติ หนังสือพิมพ์จีนบางแห่งถึงกับ "ฉีกพรมจารีย์" ที่เคยสาบานว่าไม่ม้วนเข้ากระแสการเมืองใดๆ กลับยอมเข้ากับปรากฎการณ์ 'ลูกจีนรักชาติ' กับเขาด้วย มีการเห็นดีเห็นงามกับการต่อต้าน 'ระบอบทักษิณ' ด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ถึงขนาดยอมเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มพันธมิตร เรียกร้องให้ไฮซิ้มไฮซ้อส่งกระเพาะปลา ก๋วยเตี้ยวลูกชิ้นปลา หอยทอด ฯลฯ อาหารเลิศรสเป็นเสบียงบำรุงกองทัพ 'กู้ชาติ' ขับไล่บรรดา 'นอมินี'ทักษิณจนได้รับ 'ชัยชนะ'  ซึ่งผู้ชุมนุมรุ่นอากงอาม่าที่ถูกชักชวนไปนั้น บางคนก็ยังไม่รู้ไปเพื่ออะไร แต่ 'เฮียลิ้ม' ใช้จิตวิทยา 'กากี่นั้ง' ทักทายเป็นภาษาแต้จิ๋ว ทั้งที่ตัวเองเป็นไหหลำ และบางครั้ง 'เฮียลิ้ม' ก็ทำตัวเป็นดีเจจำเป็นเสียเอง เปิดเพลงจีนสากลอมตะของเติ้งลี่จวินหรือไช่ฉินมาเอาใจพวกเขาเหล่านั้น

ปรากฎการณ์ 'ลูกจีนรักชาติ' ถึงขนาดทำให้ร้านโจ๊กทรงเครื่องที่ไม่มีชื่อร้านหนึ่ง ลงทุนตั้งชื่อร้าน 'โจ๊กพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน’ อย่างเต็มยศ แล้วมี "มือตบ" เป็นเครื่องหมายการค้า อาซิ้มขายไปด่าทักษิณไป ที่แผงขายหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ อาเฮียคนขายนอกจากเปิดวิทยุเสื้อเหลืองดังลั่นไปสองฟากถนน  ตกเย็นก็รับหน้าที่เป็นการ์ดพันธมิตรให้ฟรีๆ   และห่างจากแผงหนังสือพิมพ์ไม่ถึง 50 เมตร มีร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้ายอดผักชื่อดังเจ้าหนึ่ง ยุคที่ทักษิณเรืองอำนาจ ในร้านแขวนรูปทักษิณถ่ายคู่กับเจ้าของร้านตอนทักษิณร่วมงานแต่งลูกสาวกว่า 20 ภาพ แต่เมื่อทักษิณถูกโค่นล้มอำนาจลงโดยการรัฐประหาร  19 กันยายน 2549  รุ่งขึ้นรูปในร้านที่มีทักษิณที่เจ้าของร้านชอบคุยนักคุยหนาว่าเป็น 'เพื่อนเก่า' ก็เก็บเกลี้ยงหมดตามกระแส  นี่ก็เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงสังคมจีนในไทยที่ไม่มีอุดมการณ์แน่วแน่ทางการเมือง. หลังจากเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า “เผาบ้านเผาเมือง” ปี 2553  คนไทยเชื้อสายจีนที่เยาวราชส่วนหนึ่งปฏิเสธที่จะสวมใส่เสื้อแดงที่เป็นสีมงคลในงานตรุษจีน เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่แม้ว่ารักในหลวงแต่เพราะการเมืองเปอะเปื้อนจนไม่กล้าเลือกใส่เสื้อเหลือง


อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกุล (แถวล่าง ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมแสดงอุปรากรจีนกวางตุ้ง

คนไทยน้อยคนที่รู้ว่าบุคคลในแวดวงการเมืองเชื้อสายจีนที่ทุกวันนี้ยังคงใช้หนังสือพิมพ์ภาษาจีนเป็นอาวุธหากิน หนีไม่พ้นมีชื่อของ ชวรัตน์ ชาญวีรกุล ซึ่งชุมชนคนจีนเรียกเขาว่า 'ตั้งเก๋งติ่ง' (陳景鎮)ปู่จิ้นแต่เดิมเป็นพระเอกและเจ้าของโรงงิ้วกวางตุ้งและผูกขาดนายกสมาคมกว๋องสิวแห่งประเทศไทยหลายสมัย

(ซ้าย) อดีตรองนายกรัฐมนตรี จาตุรนต์ ฉายแสง ออกเทปเพลงจีน และ (ขวา)  สัก กอแสงเรือง นายกสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย

อีกคนหนึ่งที่มีความสุขกับ 'ความเป็นจีน' มากกว่าการเป็นทนายความหรือเป็นวุฒิสมาชิกเจ้าปัญหาก็คือ สัก กอแสงเรือง หรือกอ อู๋ท้ง' (高梧桐)ปัจจุบันยังคงตำแหน่งนายกสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทยอยู่   และที่มาแรงในพักหลังและพูดอ่านภาษาจีนได้คล่องแคล่ว ก็คือ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่มีชื่อจีน 'หลิวหงหวี่’ (劉鴻宇)ซึ่งเขาได้ออกอัลบั้มเพลงจีน 3 ชุดมาแล้ว นอกจากนี้ น้อยคนที่รู้ว่าอดีตประธาน 'สภายุ่งตายห่า' ประสิทธิ กาญจนวัฒน์ หรือ 'โค้วตงหมง' ก็เคยเป็นคนทำหนังสือพิมพ์จีนมาก่อน  ตงง้วน แซ่แต้ บิดาของไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเคลื่อนไหวเสื้อเหลืองทวงปราสาทพระวิหาร เคยเป็นนายกสมาคมผู้สื่อข่าวภูธรของหนังสือพิมพ์จีนแห่งประเทศไทย และส่งข่าวให้หนังสือพิมพ์จีนหลายฉบับในไทยด้วย

ที่กำลังท้าทายคนทำหนังสือพิมพ์จีนในไทยขณะนี้ก็คือ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่เป็นกระบอกเสียงพรรคคอมมิวนิสต์จีน 'เหรินหมินรื่อเป้า' หรือ 'พีเพิ่ลส์ เดลี่' ได้ฤกษ์เปิดตัววารสารรายเดือนฉบับโพ้นทะเลในประเทศไทยเป็นภาษาไทยและจีน เพื่อแบ่งตลาดหนังสือพิมพ์จีนในไทย โดยกำหนดวางแผงทุกวันที่ 18 ของเดือน ในราคาเล่มละ 60 บาท ถึงตอนนั้นสิ่งพิมพ์จีนในไทยซึ่งนับวันบุคลากรสึกหรอไปตามวัย จะเพิ่มสีสันหรือเป็นแดนสนธยาต่อไป เป็นสิ่งที่น่าคิดเหมือนกัน!

เกี่ยวกับผู้เขียน:  สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวต่างประเทศมานานกว่าสามทศวรรษ ปัจจุบันทำงานอิสระ

น.ส.พ.จีนในไทย บ้าก็บ้าว่ะ!!!