Skip to main content

 

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรสื่อมาเป็นเวลากว่าสามสิบปี ผ่านมาทั้งบทบาทนักข่าวและบรรณาธิการ ปัจจุบัน นอกจากตำแหน่งนายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เขายังมีหมวกอีกใบในฐานะคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

Media Inside Out สัมภาษณ์เขาในทั้งสองสถานะที่ต่างอยู่ในช่วงท้าทาย..สภาการหนังสือพิมพ์ฯปรับตัวอย่างไรเมื่อความหมายและการทำหน้าที่สื่อเลื่อนไหล และขยายรูปแบบมากขึ้น และการเรียนการสอนสื่อในยุคนี้ปรับตัวตอบรับกับรูปแบบของสื่อและผู้บริโภค ที่เปลี่ยนบุคลิกไปแล้วอย่างไร

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ในฐานะประธานสภาการหนังสือพิมพ์ที่ต้องรับผิดชอบสื่อไทย อะไรทีเป็นปัญหาน่าหนักใจที่สุดในปัจจุบัน

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ต้องย้อนกลับไปตอนที่เราตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ปี พ.ศ. 2540 ตอนนั้นจำเป็นต้องตั้งขึ้นด้วยบริบททางสังคมขณะนั้นมีความพยายามของผู้มีอำนาจที่จะร่างกฎหมายขึ้นฉบับหนึ่ง เป็นกฎหมายที่เรียกชื่อคล้ายๆ กันอย่างนี้ คือสภาการหนังสือพิมพ์ที่จะมาดูแลเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เราก็เห็นว่าไม่ถูกต้อง คือตอนนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราพยายามที่จะขอยกเลิกกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาในยุคเผด็จการ เช่น ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 รวมทั้งกฎหมายที่มีมาก่อนหน้านี้คือพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 กฎหมายเหล่านั้นให้อำนาจรัฐไว้กว้างขวางมากในการที่จะตักเตือน แม้กระทั่งที่จะปิดหนังสือพิมพ์ ก็เลยเป็นจุดเริ่มพวกเราคิดว่าพวกเราน่าจะดูแลกันเองได้ ก็เลยใช้ชื่อสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยรวบรวมบรรดาองค์กรสื่อทั้งหลายมาตกลงกัน ทำสัตยาบันร่วมกันและในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงคือมีการจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ก็เริ่มดูแลกันเองนับแต่วันนั้น นั่นคือจุดเริ่มต้น

ทีนี้ถ้าถามว่าปัญหาสำคัญขณะนี้คืออะไร ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาบริบทของสังคมเปลี่ยนไปเยอะมาก การสื่อสารเปลี่ยนไปเยอะมาก เครื่องไม้เครื่องมือที่เอามาใช้ในการสื่อสารก็เปลี่ยนไป เราต้องยอมรับว่าความเป็นหนังสือพิมพ์แท้ๆยังดำรงอยู่ก็จริงแต่ดำรงอยู่อย่างแผ่วเบามากในสังคมไทย เพราะว่าจุดที่เป็นหนังสือพิมพ์ได้แตกแขนงไปเป็นสื่ออื่นๆอีกมากมาย  คือ สื่อออนไลน์ วิทยุ โทรทัศน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์ดาวเทียมซึ่งหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ ไม่ว่าจะเป็นไทยรัฐ เดลินิวส์ หรืออะไรก็ตามก็มุ่งหน้าไปสู่จุดนั้นกันหมดแล้ว เป็นปัญหาที่ผมคิดว่าน่าสนใจว่าบทบาทของสภาการหนังสือพิมพ์ที่ถูกออกแบบไว้อย่างหนึ่งในการควบคุมสื่อเฉพาะนี่ โดยเฉพาะสื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์นี่  วันนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว มันมีรายละเอียดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุคแรก

แล้วอีกอย่างที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่พวกเราคงได้ยินกันเป็น Hot Issue ก็คือบทบาทของผู้ประกอบการกับบทบาทของผู้ที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน

ยุคของหนังสือพิมพ์นี่ เราต้องถือว่าถ้าต้องตั้งโรงพิมพ์ ต้องอะไรต่างๆ นานา ต้องลงทุนสูงนะ เมื่อก่อนใครเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องถือว่ามีฐานะ มีอำนาจ  แต่ยุคปัจจุบัน คุณอาจไม่จำเป็นต้องมีเงินทองมากนักคุณก็เป็นเจ้าของเว็บไซต์  เป็นเจ้าของสื่อออนไลน์ได้ คุณอาจจะตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อจะผลิต content [เนื้อหา]ป้อนให้กับสื่อต่างๆโดยที่คุณไม่ต้องมีสถานีของตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว มันก็มีผู้ประกอบการซึ่งผันตัวเองจากสื่อมวลชนไปทำงานในลักษณะที่ควบคู่กันเยอะมากขึ้น

ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้มีประเด็นที่พูดถึงกันมากนัก แต่หลังจากกรณีที่มีพิธีกรท่านหนึ่งมีปัญหาในแง่ของการถูกกล่าวหาว่าทุจริต เราก็เริ่มมาคิดว่า เอ๊ะ บทบาทผู้ประกอบการที่ต้องรับผิดชอบในเชิงธุรกิจกับบทบาทของสื่อมวลชนที่ต้องรับผิดชอบหรือต้องทำเพื่อประโยชน์สาธารณะนี่มันแยกกันชัดเจนไหม มันเป็นบทบาทที่มันซ้อนทับกันไหม นี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเราน่าจะให้ความสนใจมากขึ้นในบทบาทของสภาการหนังสือพิมพ์ ณ ปัจจุบัน ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่อาจจำเป็นต้องมานั่งคุยกันและหาข้อสรุปให้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้เราจะจัดวางบทบาทอย่างไรไม่ให้ซ้อนทับกัน ให้ชัดเจนว่านี่เป็นเรื่องธุรกิจ นี่เป็นเรื่องการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แต่ก่อนหน้านี้ แม้แต่สื่อหนังสือพิมพ์เอง ประเด็นการทับซ้อนกันระหว่างการเป็นสื่อกับการเป็นธุรกิจก็มีอยู่แล้ว อาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่แล้ว ตอนนี้ปัญหาชัดเจนขึ้น หรือมากขึ้นอย่างนั้นหรือ

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ผมว่าประเด็นที่เกิดขึ้นก็คงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เราก็รับรู้กันอยู่ว่าผู้ที่เข้าไปใช้สื่อ ณ ปัจจุบันนี้ต้องถือว่าอยู่ภายใต้สัมปทานรัฐอยู่นะครับ ในสัญญาเก่าต่างก็มีกรณีเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ทั้งนั้น แต่บังเอิญว่ากรณีนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ที่อาจจะเรียกว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่คนสนใจ และสปอตไลท์ของสังคมก็ฉายจับท่านอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็เป็นกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาที่ต้องพิจารณา

ส่วนเรื่องของบทบาทของสื่อที่คุณพูดถึงว่ามีสองบทบาท ความจริงมันก็เป็นสองบทบาทที่ควบคู่กัน และผมคิดว่าเท่าที่ปรากฏนี่ เขาก็ยังคงรักษาบทบาทนั้นไว้ค่อนข้างชัดเจนก็คือไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกัน  คนที่เป็นผู้ประกอบการที่มีบทบาทสื่อมวลชนด้วย  เขาก็ชัดเจนว่าเขาจะทำหน้าที่ตรงไหนอย่างไร ตรงนั้นไม่น่าเป็นมีปัญหาอะไร

 มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แม้จะมีสื่อใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ตัวหนังสือพิมพ์ยังเป็น content provider หลักอยู่ 

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ส่วนใหญ่ผมก็คิดว่าก็ยังเป็น content provider อยู่ เพียงแต่ว่าเราจะต้องปรับกันขนานใหญ่ ว่าเราจะต้องปรับอย่างไร คือตัว content ที่ใช้ในปริ้นท์นี่ ถ้าจะเทียบกับสัดส่วนแล้ว แทบจะเรียกว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัว  แต่ตัว content เราก็ยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ตัวสิ่งพิมพ์ในแง่ของความน่าเชื่อถือยังมีสูงกว่าสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะสื่อที่วูบวาบอย่างสื่อออนไลน์ซึ่งคนรุ่นใหม่ใช้เยอะแต่บางครั้งไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน

ผมพูดเรื่องนี้เสมอว่าในยุคของผม คือผมทำหนังสือพิมพ์มา 30 กว่าปีนะครับ ในยุคของผมนี่กว่าที่ content จะปรากฏในสื่อ หรือกว่าภาพสักภาพจะปรากฏในสื่อ เราผ่านกระบวนการมากมาย มีหัวหน้าข่าว มีบรรณาธิการ มีซับเอดิตอร์ กว่าจะออกไปได้ขั้นตอนเยอะมาก ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอๆ แต่ถึงยุคนี้ แทบจะเรียกว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบมา ยังไฟแรง ยังไม่รู้อะไรถูกอะไรผิด เขาสามารถที่จะส่งสารไปสู่มวลชน เป็นสื่อมวลชนได้ในตัวเอง โดยที่ไม่ผ่านกระบวนการอะไรทั้งสิ้น อันนี้ผมคิดว่าเป็นจุดอันตราย

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แต่ก็มีความย้อนแย้งอยู่เพราะว่าองค์กรสื่อหลักก็ส่งเสริมในนักข่าวของตัวเองทวีต หรือเฟซบุ๊ก ซึ่งแบบนี้จะจัดการอย่างไร เพราะไม่สามารถจะแยกหมวกออกมาได้

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่องค์กรสื่อที่ผมสังกัดอยู่ก็ต้องถือว่ามีนโยบายชัดเจนที่จะให้นักข่าวมีเครื่องมือที่เป็นโซเชียลมีเดีย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็มีการร่างระเบียบกฎเกณฑ์ในการใช้อยู่ ก็ย้ำอยู่เสมอๆ ว่าบางครั้งช้าแต่ชัวร์ดีกว่าเร็วแต่ผิด อันนี้เป็นเรื่องที่อาจจำเป็นต้องใช้เวลาปลูกฝังหรือตอกย้ำกันอยู่บ่อยๆว่าการที่เรามีเครื่องมือสื่อสารของตัวเองและสามารถส่งไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าเรามีโอกาสดีกว่าหรือเร็วกว่า แต่เรามีโอกาสเสี่ยงกว่าด้วยซ้ำไป ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องฟ้องร้อง แต่ผมคิดว่าการที่เราไม่ได้ตรวจสอบ ไม่ได้กลั่นกรอง บางทีไปทำร้ายคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นประเด็น เป็นปัญหาอยู่ที่ควบคู่ไปกับนโยบายให้นักข่าวใช้โซเชียลมีเดีย

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: นี่เป็นความขัดแย้งระหว่างการตลาดกับความเป็นมืออาชีพไหม

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ผมไม่แน่ใจเรื่องการตลาด แต่ว่าถ้าใช้ชุดคำอธิบายในแบบขององค์กรสื่อผม เขาก็หมายถึงช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น มีคนเข้าถึงความเป็นสื่อของเรามากขึ้น เราก็มองในแง่นั้นนะครับ แต่ในแง่ของการตลาด ผมคงอธิบายไม่ได้เพราะไม่มีความรู้มากนัก แต่ถ้าจะพูดถึงการตลาด โอกาสทางการตลาดก็คงยังไม่ชัดเจนว่าการที่เรามีสื่อหลากหลายจะช่วยเรื่องการตลาดมากน้อยขนาดไหน

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ในกระแสการเมืองสี่ห้าปีมานี้ สื่อก็ถูกติดป้ายกันไปหมดว่าเป็นสื่อเลือกข้าง คุณจักร์กฤษอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนองค์กรสื่อที่ยังรักษาภาพได้ดี ลำบากไหม

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ผมคิดว่าถึงที่สุดแล้วก็คงมีข้อติฉินนินทา มีข้อสังเกตอยู่ คงไม่ได้คลีนร้อยเปอร์เซ็นต์ ในแง่ความรู้สึกก็ยังมีความคิดว่าเราเป็นพวกนั้นพวกนี้อยู่ แต่ใจผมคิดว่าปัจจุบันเรามีสื่อที่เป็นสื่อทางเลือกมากขึ้น มีสื่อที่เป็นเฉพาะมากขึ้น เช่น ตอนนั้นที่ คอป.[คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ]ออกมาแถลงว่าสื่อจะต้องไม่ให้ความรู้สึกหวั่นไหว ไม่ให้ความรู้สึกตื่นกลัว ไม่เอนเอียงอะไรต่างๆ ซี่งผมคิดว่าความคิดหรือแนววิเคราะห์แบบนั้นมันอาจจะอุดมคติไปสักหน่อย เราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า บลูสกาย, เอเชียอัพเดท หรืออะไรก็ตามที่ย่อยๆ ลงมาเขามี agenda ทั้งนั้นแหละ เขามีกลุ่มของเขาทั้งนั้น เขาไม่แคร์ คุณเป็น เอเอสทีวี ใช่ไหมครับ โอเคผมไม่สนใจใครจะดูหรือไม่ดู แต่คนเสื้อเหลืองเขาดูเป็นกลุ่มเป็นก้อน เอเชียอัพเดท พวกเสื้อเหลืองไม่สนใจอยู่แล้ว แต่คนเสื้อแดง นปช. เขาดู อันนี้ผมว่าสื่อพวกนี้เป็นหน้าที่ขององค์กรสื่อซึ่งไม่รู้จะเป็นองค์กรนี้หรือเปล่านะครับที่จะต้องให้ความรู้ประชาชน  อย่างน้อยที่สุดให้เขาแยกแยะได้ว่านี่คือสื่ออาชีพนะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ นี่คือสื่อการเมือง ซึ่งไม่ใช่ว่าผิดหรือถูกนะครับแต่ต้องให้เขารู้เท่าทันสื่อ ว่าสื่อแต่ละประเภทมันจำแนกเป็นอะไร อย่างไรบ้าง เป้าประสงค์หรือเป้าหมายของสื่อแต่ละสื่อคืออะไร ส่วนที่เขาเลือกรับเสพหรือไม่ก็ตามก็เป็นเรื่องของเขา ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับที่จะต้องให้ชัดเจน

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: สภาการหนังสือพิมพ์ฯทำอะไรในประเด็นนี้บ้าง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: เราก็มีแนวคิดอยู่ แต่โดยภาระหน้าที่ของเราโดยตรงนี่ก็จะดูเรื่องควบคุมจริยธรรม แต่เรื่องงานวิชาการก็ทำไปเยอะ เช่น เรามีทุนวิจัยที่จะให้ทำวิจัยเรื่องสื่อสารมวลชน เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ผมก็กำลังให้เขาดูเรื่องวิจัยอยู่ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนี่มีประเด็นอะไรที่เป็นกรณีศึกษาบ้าง เรื่องนี้ก็เหมือนกัน บังเอิญว่ายังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ผมก็ให้ไอเดียไปบ่อยๆ ว่าที่เราบ่นๆ กันว่า เอ๊ะ เวลาเราถูกว่านี่ เราถูกเหมารวมกันหมดนะ ว่าสื่อไม่เป็นกลาง มี bias อะไรต่างๆ นานา โดยที่เขาไม่แยกแยะประเภทของสื่อ เราก็น่าจะมีงานวิชาการหรือมีอะไรที่จะเป็นองค์ความรู้ให้คนสามารถที่จะรู้เท่าทัน แยกแยะได้ว่าสื่ออะไรเป็นแบบไหน แต่ไม่ใช่ไปชี้ถูกชี้ผิด

ยุคหนึ่งเราพูดถึงสื่อแท้สื่อเทียม พอพูดถึงสื่อแท้สื่อเทียมนี่ คนที่ถูกจัดกลุ่มเป็นสื่อเทียมเขาก็จะบอกว่า อ้าว แล้วแปลว่าสื่อเทียมเป็นสื่อไม่จริง ไม่ได้ทำงานสื่อสารมวลชนแบบมืออาชีพ แบบมีวาระหรือเปล่า ผมคิดว่าเราต้องก้าวข้ามตรงนั้นไปให้ได้ เราไม่มีหน้าที่ไปชี้หน้าว่าใครว่าเป็นสื่อแท้สื่อเทียม ทุกคนก็มีบทบาทของตัวเอง มีเป้าประสงค์ของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่เอาล่ะ เราก็ควรพูดได้กลางๆ ควรให้คำอธิบายได้ว่า บลูสกาย มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นอย่างนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ เอชียอัพเดท, วอยซ์ทีวี แม้แต่ เนชั่นทีวี (หัวเราะ) ก็ต้องให้ความรู้ว่าเป็นสื่อการเมืองหรือเปล่า ถ้าจะเรียกอย่างกลางๆ น่าจะเป็นสื่อการเมืองนะครับ

 มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์:  เนชั่นทีวี เป็นสื่อการเมืองด้วยหรือเปล่า 

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) เนชั่นทีวี ก็คงเป็นสื่อที่พยายามจะเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่จะได้แค่ไหนอย่างไรผมไม่รู้

ขอบคุณภาพจากเนชั่นชาแนล

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: สื่อการเมือง ความหมายเป็นอย่างไร

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: สื่อการเมืองนี่ ผมว่ามันเกิดขึ้นในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงสามสี่ปีหลังนี่ เราจะพบว่านอกจากการชุมนุมของกลุ่มการเมืองต่างๆ กลุ่มเหล่านั้นก็จะมีสื่อของตัวเอง ก่อนหน้านี้ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว กลุ่มอะไรก็ไม่รู้ล่ะแต่เขาก็จะมีสื่อของตัวเองเป็นทีวีดาวเทียม ปรากฏการณ์นี้มันอาจจะเริ่มมาจาก ถ้าเห็นภาพชัดที่สุดก็คือ    เอเอสทีวี ที่ตอนที่ชุมนุมแล้วก็มีสื่อของตัวเองที่สามารถจะถ่ายทอดสด 24 ชม.

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แต่ เอเอสทีวี ก็เป็นสื่อมืออาชีพมาก่อน

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ก็อาจจะถือว่าเขาเป็นสื่อมืออาชีพมาก่อน แต่หมายถึงว่า ณ จุดหนึ่งนี่ เขาไม่ลังเลที่จะประกาศตัวว่าเขาเป็นใคร ต้องการอะไร แล้วก็จะเห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่เขามีความต้องการที่จะเป็นพรรคการเมือง เผอิญว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็เลยกลับมาอยู่เหมือนที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ในฐานะที่เป็นสภาการหนังสือพิมพ์ เราจัดการกับเขาอย่างไรเวลาที่เขาไปแสดงบทบาทอื่นๆ ไม่เฉพาะ เอเอสทีวี สื่ออื่นๆด้วย เช่น พอมีการเตือนไป ก็จะโดนประท้วงกลับมา

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: นี่เป็นเรื่องที่สังคมอาจจะมองเห็นภาพไม่ชัดนะครับ ในสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เรามีองค์ประกอบที่หลากหลายมาก เรามี โลกวันนี้ ซึ่งเขาจะมีสีสันที่ชัดเจนว่าเป็นอะไร เรามี เอเอสทีวี อยู่ในนี้ เรามีหลายแนวคิดต่างๆอยู่ที่นี่ แต่เวลาที่เราพูดถึงประเด็นความคิดหรือเป้าหมายทางการเมืองเราไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกตินะ ผมเคยพูดไม่รู้พูดเวทีไหน ไปพูดกับคุณใบตองแห้ง ว่าผมไม่ได้คิดว่าการที่สื่อมติชน ข่าวสด เขาจะเลือกยืนข้างสีแดง เขาจะเลือกที่จะนำเสนอสีแดง จะเป็นความผิดจรรยาบรรณหรือจริยธรรม มันไม่เกี่ยวข้องกันนะ มันเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกัน ถ้าสมมติว่าข่าวสด หรือมติชนไปลงภาพที่หวาดเสียว ไปลงข่าวที่ไม่จริงทำให้คนอื่นเสียหาย อันนั้นน่ะ โอเค เข้าข่าย แต่ถ้าเขาจะเลือกที่จะเชื่อ ถึงแม้สังคมส่วนใหญ่จะไม่เชื่อ แต่เขาเลือกที่จะเชื่อ และเขาเลือกที่จะเสนอข่าวเลือกหรือให้พื้นที่ของเขากับข้างพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดที่เขาเชื่อเป็นพิเศษนี่ ผมถือว่าเป็นสิทธินะ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณ เป็นสิทธิของเขา และเป็นพันธกรณีระหว่างเขากับคนอ่าน ระหว่างเขากับผู้รับสารของเขา แปลว่าถ้าเขาเลือกทางนั้นแล้วไม่มีคนอ่านเขาก็แป็นความรับผิดชอบของเขาเอง แต่ผมพูดกลางๆ ว่าเมื่อเขาเลือกทางนั้นแล้วเขายังอยู่ได้ จะอยู่ได้ดีหรือไม่ดีก็สุดแล้วแต่ ถ้ายังมีคนอ่านเขา ยังมีคนติดตามเขา ยังมีแฟนประจำอย่างเหนียวแน่น ก็แปลว่าเขาก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อที่ยอมรับได้ในแง่ของการเป็นสื่อมืออาชีพอยู่ ไม่ได้ผิดอะไร

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: จุดแบ่งอยู่ตรงไหน ระหว่างสื่อการเมืองกับสื่อมืออาชีพ

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ผมอยากให้ดูง่ายๆ เอเชียอัพเดท, บลูสกาย ถ้าเราดูโครงสร้างความเป็นเจ้าของก็ชัดเจน เขาก็ไม่ปิดบังอำพรางว่าเขาเป็นใคร อย่างเอเชียอัพเดท เขาก็บอกว่าเขาคือ นปช. เช้าขึ้นมาคุณก็ต้องเจอจตุพร พรหมพันธุ์ ในนั้นอยู่แล้ว ให้เวลาจตุพรเต็มที่  แต่ถ้าพูดถึง มติชน  หรือ โลกวันนี้ ที่ยังเป็นกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯอยู่ เขาก็มีความชัดเจนเหมือนกันว่าเขาจะให้พื้นที่ใครอย่างไร แต่ถ้าดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นความเกาะเกี่ยวระหว่างการเมือง มันไม่ได้ชัดขนาดนั้น มันไม่ต้องประกาศชูธงว่าฉันเป็นเพื่อไทยนะ ฉันเป็นยิ่งลักษณ์นะ มันไม่ใช่ขนาดนั้น  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าจุดแบ่งยังพอมีอยู่

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ภาพจากภายนอก สถาบันสื่อก็จะรวมคนกลุ่มเดียว สภาการหนังสือพิมพ์ฯ สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ ฯลฯ และมีวิธีคิดหรือมุมมองในทิศทางเดียว คิดอย่างไรที่มีภาพสะท้อนแบบนี้ออกมา

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: เราอาจจะรู้สึกว่าเราเป็นคนกลุ่มเดียวที่มาทำงานให้องค์กรสื่อ แต่ความจริงไม่มีอะไรปิดกั้นคนอื่นเลยนะครับ คนอื่นก็สามารถเข้ามาได้ และที่ผ่านๆ มาเราก็หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านมา คนนั้นคนนี้เข้ามา แต่การที่เรามาทำงานตรงนี้ก็เหมือนเรามายืนกลางแจ้ง คนก็จะมองด้วยความรู้สึกว่าเรามีผลประโยชน์หรือเปล่า หรือว่าเราต้องการอะไรหรือเปล่า แต่ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เอาเฉพาะตัวคนก่อนนะ คนที่มาทำงานที่นี่ไม่ได้อยู่ๆมาตั้งพรรคการเมืองแล้วโฆษณาหาเสียงอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่ แต่แต่ละคน เอาเฉพาะผมกับนายกสมาคมนักข่าวฯก็ได้ เราทั้งสองคนทำงานให้องค์กรสื่อมาเป็นสิบปีโดยที่ไม่มีบทบาท ไม่มีชื่อเสียงอะไรทั้งสิ้น เหมือนคนอื่นๆที่มาทำงาน การเป็นกรรมการเป็นนายก เป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น แต่การที่สังคมสื่อโดยส่วนใหญ่ยอมรับให้เรามาทำหน้าที่นี้ เพราะเขาเห็นว่าเราทำงานจริง เราไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร และหากย้อนหลังไปสิบกว่าปี ผมก็ทำงานให้สภาการหนังสือพิมพ์มาสิบกว่าปีแล้ว และวันนี้ผมก็มาทำหน้าที่ที่คิดว่าอาจจะสำคัญที่สุดในสภาการหนังสือพิมพ์ คนเหล่านี้มาด้วยความอุทิศเวลา เสียสละและคิดว่าจะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรนะครับ ไม่มีเงินเดือน ถ้าคนจะมองก็อาจจะมองได้ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวหรือเปล่าแต่ต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้แหละที่ทำงานต่อเนื่องมายาวนาน

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ถ้ามองในแง่จุดยืนทางการเมืองที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ในหลายเรื่องก็เห็นไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา เวลาประชุมกันก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ และมีความเห็นหลากหลายต่างๆ แต่เวลาที่เราจะผลักดันหรือประกาศต่อสาธาณะนั้น นั่นแปลว่าเราต้องมีความเห็นพ้องต้องกัน แปลว่าทุกเรื่องที่ออกไปสาธารณะนั้นเราเห็นตรงกัน ข้อโต้แย้งที่มีอยู่เราก็เคลียร์กันหมด ไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่อง หลายเรื่องที่เรามีความเห็นไม่ตรงกัน ยกตัวอย่างกรณีคุณสรยุทธ์ ทำไมองค์กรสื่อทั้งสี่องค์กรไม่ได้มีบทบาทที่ไปพร้อมๆ กัน ถ้าลองไปดู ณ ขณะนั้น มีสภาการหนังสือพิมพ์ฯแห่งเดียวที่ออกแถลงการณ์ แต่ถามว่าเราอยากออกแถลงการณ์องค์กรเดียวไหม รู้สึกโดดเดี่ยวไหม รู้สึกครับ แต่ผมคิดว่าจังหวะเวลานั้นเราต้องยืนยันหลักการการเป็นสื่อมวลชนที่ดีถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิกก็ตาม

แต่ถามว่าผมอยากให้สภาการหนังสือพิมพ์ฯมีบทบาทอยู่ที่เดียวไหม ผมก็มีความกังวลอยู่  เพราะเรามีกรรมการ 20 กว่าคนก็อาจจะไม่เห็นด้วย ซึ่งก็มีคนไม่เห็นด้วย แต่ว่าผมไปถามสภาวิชาชีพข่าววิทยุ ผมไปถามสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นี่ก็ความเห็นไม่ตรงกันแล้วนะ ส่วนสมาคมนักข่าวฯ เขาอาจจะรู้สึกว่าสรยุทธ์ไม่ได้สังกัด คือเขาอาจจะกลางๆ แต่นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ผมชี้ให้เห็นว่าไม่ได้มีความเป็นเอกภาพกันในเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าเรา [สภาการหนังสือพิมพ์ฯ]เห็นของเราเองว่าเราควรจะมีบทบาทในเรื่องนี้

คือกำลังจะชี้ให้เห็นว่า บางเรื่องเราก็เห็นตรงกัน บางเรื่องเราก็ไม่เห็นตรงกัน แต่เมื่อไม่เห็นตรงกันนี่ เราต้องรอให้อีก 3 องค์กรเห็นด้วยไหมที่จะประกาศต่อสาธารณะ ผมคิดว่าในบางกรณีผมต้องตัดสินใจได้ว่าผมรับผิดชอบ ผมออกของผมในนามสภาการหนังสือพิมพ์ฯถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรก็ตาม ผมออกได้โดยที่ทั้งสามองค์กรไม่ได้เห็นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าตั้งข้อสังเกตว่าทุกคนมีความเห็นเดียวกัน หรือทิศทางเดียวกัน คงไม่ใช่ครับ หลายเรื่องเราก็มีความเห็นขัดแย้งกัน

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: มีแถลงการณ์ร่วมเรื่องทัวร์รัฐสภาด้วย

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: อันนั้นออกกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุ เรื่องทัวร์รัฐสภาผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนนะ หลายคนไม่ได้เป็นสื่อแต่ไปบอกเขาว่าสังกัดสื่อ แล้วต่อมาก็มาอธิบายภายหลังว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมว่ามันไม่ make sense น่ะ คือการที่คุณจะไปแล้วเขาก็บอกว่าคุณสังกัดอะไร คุณไม่เคยปฏิเสธนะ แต่พอมีข่าวขึ้นคุณบอกว่าไม่ใช่ เป็นความเข้าใจผิด นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ผมว่าการใช้เงินของแผ่นดินนะ พูดให้มันใหญ่โตหน่อย เงินของแผ่นดิน งบประมาณของแผ่นดิน แล้วคุณไปละลายด้วยความเพลิดเพลินของคนกลุ่มเดียวนี่ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองเลยนะ ถามจริงๆ ไปคราวนี้เนี่ยมันได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้ประโยชน์เลยนะครับ แต่มันจ่ายเงินไปหลายสิบล้าน ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ ขณะนี้ในคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์สภาการหนังสือพิมพ์ฯมีการตั้งคณะทำงานที่ตรวจสอบเรื่องนี้ กำลังขอข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องอยู่ กำลังทำงานอยู่

ขอบคุณภาพจากไทยรัฐ

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: มีผู้ร้องทุกข์เรื่องนี้เข้ามาไหม

 จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ไม่มีผู้ร้องทุกข์ แต่เราคิดว่าเป็นประเด็นที่เราจะต้องพิจารณา

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: มีกรณีทัวร์อื่นด้วยไหม

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ตอนนี้เราพูดเฉพาะทัวร์นี้ก่อน แต่ทัวร์อื่นๆ มันก็มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูล อาจจะยังไม่มีความชัดเจนเท่าทัวร์นี้ เพราะเรื่องนี้มันหลุดออกมาและมีโปรแกรมชัดเจน ก็เลยเป็นประเด็นขึ้นมา

 มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ปัจจุบันคุณจักร์กฤษมีอีกบทบาทหนึ่ง คือบทบาทคณบดี มองนักข่าวรุ่นใหม่ๆว่าไม่ค่อยมี critical thinking เท่าไรไหม และเป็นเพราะไม่มีการฝึกปรือถ่ายทอดจากรุ่นพี่ๆ หรือเพราะเทคโนโลยีไวไปไหม 

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ใช่ครับ ผมว่าพฤติกรรมคนรุ่นใหม่มันฉาบฉวยมากขึ้น ไม่สามารถทนอะไรอยู่ได้นานๆ ยกเว้นแรงเงาเมื่อคืนนะ (หัวเราะ) มันจะฉาบฉวย สังเกตการใช้คำในการสนทนาโต้ตอบกัน จะสั้นๆ ไม่ค่อยมีอะไรยืดยาว ความสนใจเขาจะน้อย พอให้เขามาคิดเยอะๆ คิดหลายๆ มิติ เขาก็ปวดหัว เขาไม่อยากคิด แล้วถ้าไม่อยากคิด แต่บังเอิญมาทำหน้าที่สื่อนี่ มันก็เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดสารมาจากแหล่งข่าวมาสู่ผู้รับสารโดยที่ไม่มีตัวกลาง ไม่มีแนวคิด ไม่มีวิเคราะห์อะไรทั้งสิ้น ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องกลับไปดูในสถาบันการศึกษา ต้องสอนวิธีคิดนะ

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: คุณจักร์กฤษสอนอะไร

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: Media Management [การบริหารจัดการสื่อ]

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: เคยได้ยินว่า มหาวิทยาลัยเนชั่นมีการสอน Critical Thinking

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: มีครับ ที่อื่นๆก็มี วิชาวิเคราะห์วิพากษ์ เพียงแต่ว่าถ้าจะพูดไปแล้วทั้งคนสอนคนเรียนก็พอกัน คนสอนก็สอนตามทฤษฎี คือก็ว่าไปตามทฤษฎี 1-2-3-4-5 แล้วก็ไม่ได้เอาตัวอย่างจริงมาวิเคราะห์ให้เห็น ผมว่าการวิเคราะห์นี่ถ้าจะให้เห็นภาพชัด คุณมีทฤษฎีจับมาวางแล้วคุณก็ต้องมี case study ใส่เข้าไปในทฤษฎีแล้วก็วิเคราะห์ออกมาด้วย มันก็เป็นแบบนี้ ทั้งสองด้าน จะไปโทษเด็กก็ไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ช่วยสอนให้เด็กคิดเท่าไร

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: Media Management สอนอะไร

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: (หัวเราะ) ความจริงมันกว้างมากนะ Media Management ก็คือการบริหารจัดการสื่อ ผมก็สอนมาประมาณสิบกว่าปี มันก็วิวัฒนาการจากตั้งแต่การบริหารจัดการสื่อที่เป็นหนังสือพิมพ์ แล้วก็มาเป็นวิทยุโทรทัศน์ มาเป็น New Media [สื่อใหม่] มาเป็น Media Convergence [การหลอมรวมสื่อ] แต่โดยวิธีสอนของผมนี่ ผมสอนแนวคิดมากกว่าที่จะสอนเรื่องของตัว fact  หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แนวคิดในเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องสำคัญๆที่ผมมักจะสอนบ่อยๆ คือผมให้ดูว่าบทบาทขององค์กรสื่อว่ามีบทบาทที่คู่ขนานกัน คือบทบาทของความเป็นองค์กรธุรกิจกับบทบาทขององค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันนี้เป็นบทบาทที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อไรก็ตามที่คุณเลือกบทบาททำธุรกิจ คุณก็อาจจะสูญเสียบทบาทของสื่อมวลชนที่ถูกต้องในเรื่องการเลือกภาพ เลือกข่าวต่างๆ นี่ก็เป็นประเด็นที่ผมพยายามสอดแทรกอยู่ตลอดเวลาในการสอนเรื่องของการบริหารจัดการสื่อ

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ความหมายของคำว่าสื่อหลอมรวมแบบกระชับให้เข้าใจได้ง่ายคืออะไร

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: คือไม่มีใครนิยามชัดเจนว่าสื่อหลอมรวมเป็นอะไร แต่ในเชิงบริหารธุรกิจ ก็อาจจะบอกได้ว่า พูดเรื่องการบริหารก่อนนะ สื่อหลอมรวมก็คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือในเมื่อวัตถุดิบในการทำงานโดยเฉพาะงานสื่อคือข่าวอยู่แล้ว ถ้าคุณมีสักหน่วยหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการนำข่าวนำภาพมา แล้วคุณก็ไม่ต้องไปตั้งอีกตั้งหลาย unit เพื่อที่จะไปแต่ละสื่อ คุณก็เอา unit นี้แหละ แล้วก็มีคนในวงหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกร้องทักษะเป็น multimedia skill คือมีความสามารถในการบริหารจัดการหลายๆสื่อ คุณก็ไปบริหารก้อนนี้ก้อนเดียว แทนที่จะเป็นหลายๆก้อน มันก็จะดีในแง่ธุรกิจคือลดต้นทุน แต่ผมคิดว่าในสังคมไทย ในสื่อไทยไม่ได้พูดที่ใดโดยเฉพาะเจาะจงนะครับ มันคงเป็นเรื่องยากอยู่ เพราะเราคงไม่สามารถหาบุคลากรที่มีความสามารถอย่างนี้ในระดับที่น่าพึงพอใจได้ คือทำน่ะทำได้ แต่ในระดับที่เราคิดว่าควรจะเป็นนี่ คงจะยาก อันนี้คือในแง่ของการบริหารจัดการ

แต่พูดถึงในแง่ของสื่อ ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่อาจจะจำเป็นต้องฝึกฝนหรือให้ความรู้ของสื่อให้เขาเข้าใจว่าบาทบาทของเขาจากนี้ไปไม่ใช่บทบาทที่เขาจะไปโฟกัสที่จุดหนึ่งจุดใดอีกต่อไปแล้ว เขาไม่สามารถที่จะไปบอกว่าอาณาเขตเขาอยู่แค่นี้นะ เขาส่งงานหนังสือพิมพ์นะ แล้วคุณอย่ามายุ่งกับผมนะ ไม่ได้แล้ว คุณต้องมีความสามารถที่จะทำหลายๆ สื่อไปในเวลาเดียวกัน คุณต้องเปิดหน้าได้ ต้องวิเคราะห์ข่าวต้องออกทีวีได้ ถึงแม้หน้าตาคุณจะไม่สวยไม่หล่อก็ตาม แต่คุณต้องมีความสามารถ คุณต้องทำออนไลน์ได้ อันนี้ก็คือเป็นการคอนเวอร์เจนท์ในแง่ตัวบุคคลโดยใช้เครื่องมืออันเดียวกัน คือต้องไปนั่งคิดครับว่านิยามเรื่องนี้คืออะไร ผมก็ยังไม่เห็นใครให้นิยามที่ชัดเจน

ขอบคุณภาพจาก คม ชัด ลึก

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: เป็นการลดต้นทุนการผลิต?

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: การลดต้นทุนนี่มองเห็นชัดเจนเพราะว่ามันคำนวณนับค่าในเชิงสถิติได้ แต่ในเชิงของสื่อสารมวลชน ผมคิดว่ามันก็ยังคงเป็นภาพเทาๆ อยู่ ยังไม่ชัดเจนเท่าไรว่ามันคืออะไร

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: คุณจักรฤษณเคยให้สัมภาษณ์ลานนาโพสต์ว่าต่อจากนี้ไปสื่อไม่สามารถชี้นำได้อีกแล้ว

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ผมพูดเสมอๆ ว่า ตอนนี้ถ้าเราย้อนกลับไปดูหนังสือพิมพ์ที่เป็นสื่อดั้งเดิมของเรานี่ เราก็จะยังเห็นภาพ เห็นข่าวในแบบเดิมๆ อยู่ เช่น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็ยังมีภาพข่าวอาชญากรรมโดยส่วนใหญ่อยู่ในบางวันหรือในหลายวัน เหตุผลนั้นก็เนื่องจากว่า เพราะวันนั้นหัวหน้าข่าวมาจากนักข่าวสายอาชญากรรม บางวันอาจจะเห็นภาพการเมือง ข่าวการเมืองเต็มหน้า ด้วยเหตุผลว่าหัวหน้าข่าววันนั้นเป็นคนที่เติบโตมาจากสายงานข่าวการเมือง ก็มีความสนใจเฉพาะด้าน แต่เราถามตัวเองจริงๆจังๆไหมว่าถ้าเราอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เราคิดว่าข่าวหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏ 7-8 ข่าวนี่มันสำคัญจริงไหม มันมีคุณค่าเชิงข่าว หรือมีสาระที่เราควรสนใจจริงไหม อันนี้คือตัวข่าวนะ ทีนี้พูดถึงตัวคนที่เขียนคอลัมน์ จะเรียกว่าคอลัมนิสต์หรือนักวิเคราะห์อะไรก็ตาม ผมยังเห็นว่ามีสุ้มเสียงของความเป็นนักเทศนาอยู่เยอะ ก็คือยังคิดว่าเรื่องนั้นควรจะเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้ควรจะเป็นอย่างนั้น แล้วก็ใช้ถ้อยคำที่ดุดัน ใช้ภาษา ใช้สุ้มเสียงที่เหมือนกับว่าต้องเชื่อฟังเขา ต้องเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดสิ่งที่เขาแนะนำนั้นคือถูกต้องที่สุด ซึ่งผมคิดว่ายุคนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว คือคนมีการศึกษามากขึ้น มีวิจารณญาณมากขึ้น  คนรุ่นใหม่ถึงแม้เราบอกว่าเขาจะไม่ค่อยคิดอะไรต่างๆ แต่เขาก็แยกแยะได้นะว่าอะไรที่เขาควรจะสนใจหรือไม่สนใจ

เพราะฉะนั้น ผมก็อาจจะส่งสารไปถึงคนรุ่นผมให้ตระหนักว่าวันนี้เราไม่ใช้คนที่จะชี้ถูกชี้ผิดให้กับสังคมอีกต่อไปแล้ว แต่เรามีหน้าที่ให้ข้อมูล หรือกระตุ้นให้เขาคิด ให้เขารู้สึกว่าจะเชื่ออะไรหรือไม่เชื่ออะไรด้วยเหตุผลอะไรมากกว่า

สมัยก่อนมีคำว่า “18 อรหันต์” หมายถึงสื่อกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลมาก มี connection กับนักการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ แล้วเขาสามารถที่จะกำหนดวาระข่าวสารได้ ซึ่งวันนี้มันไม่มีแบบนี้แล้ว ไม่มีใครสักคนที่จะลุกขึ้นมาบอกว่าต้องเชื่อฉัน ต้องฟังฉัน มันไม่มีแล้ว มันควรจะต้องยอมรับเสียทีว่าสังคมนี้เป็นสังคมที่มันยกระดับการพัฒนาเรียนรู้มากขึ้น คนรู้จักคิดมากขึ้น เขาแยกแยะได้ว่าอะไรควรเชื่อไม่ควรเชื่อ เพราะฉะนั้นวิธีคิด วิธีการเขียนอะไรต่างๆนานานี่ ผมคิดว่าควรต้องปรับ  ต้องฟังคนข้างนอกมากขึ้น ต้องฟังสังคมมากขึ้น แล้วอย่าไปสำคัญผิดว่าตัวเองเป็นฐานันดรสี่ ที่คนต้องฟัง บางคนหงุดหงิดนะครับว่ารัฐมนตรีไม่ฟังคำแนะนำเขาเลย เขาอุตส่าห์เตือนแล้วนะ แล้วเขาเป็นใครล่ะ เขาก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่บังเอิญมาทำหน้าที่สื่อเท่านั้นเอง ผมหมายความว่าอย่างนั้นนะครับ

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: นอกจากสื่อที่เป็นสื่ออาวุโสแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญกับอนาคตของวงการสื่อ คืออาจารย์ด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ช่วงที่ผ่านมาอาจารย์หลายท่านก็ปล่อยให้อุดมการณ์ทางการเมืองออกมาเพ่นพ่าน

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: อาจจะเห็นบ้าง ผมว่าอยู่ที่พื้นที่มากกว่านะ แต่อย่างที่ผมบอกตอนต้นคือผมไม่ถือสาเรื่องความคิดทางการเมือง และผมคิดว่าหนังสือพิมพ์ที่น่านับถือมากที่สุด ณ ขณะนี้ก็คือ ไทยรัฐ คือเปิดทีละหน้าจะรู้ว่าใครเป็นใคร แล้วคนอ่านเขาก็เลือกได้ เขาไม่ได้เกลียด ไม่มีใครบอกว่าจะเลิกอ่าน ไทยรัฐ ไม่มี เพราะฉะนั้น ตรงนี้นี่ความหลากหลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่าประเด็นที่พูดถึงว่าอุดมการณ์เพ่นพ่านนี่ ผมคิดว่าเป็นสิทธิของเขาที่เขาจะแสดงความเห็นของเขา เขามีสิทธิที่จะเลือกเชื่อด้วยเหตุผลของเขา ด้วยอะไรก็สุดแล้วแต่ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด ยกเว้นว่าสิ่งนั้นมันไปปรากฏในพื้นที่ของข่าวอันนี้กลับไปสู่หลักการดั้งเดิมว่าข่าวไม่ควรมีความเห็น

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ในบทบาทคณบดีและอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: พื้นที่ในห้องเรียนล่ะ รวมทั้งอาจารย์สื่อที่ใช้พื้นที่ออนไลน์สอนหนังสือ สอนกันทางเฟซบุ๊ค

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ผมก็ใช้ (หัวเราะ) ถ้าในห้องเรียน ผมคิดว่าก็อาจจะมีหลากหลายประเภท มันก็มองได้หลายแง่นะครับ ความเป็นอาจารย์นี่บางทีมันก็อาจ dominate ได้บางระดับ แต่ผมเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ฉลาดขึ้น เขาคงไม่ได้เชื่ออะไรง่ายๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็น เขาอาจจะบอกว่าเขารักเขาศรัทธานักการเมืองคนนี้หรือกลุ่มการเมืองนี้ พรรคการเมืองนี้ ลูกศิษย์อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้

โดยทั่วไปไม่น่าจะเป็นปัญหานะ ถ้าเราพูดอย่างแฟร์ๆนะ เราบอกไม่ได้หรอกว่าสีเหลืองหรือสีแดงผิด มันบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะบอกว่าคุณชอบสีแดงไม่ชอบสีเหลือง มันก็ไม่ได้เป็นความผิด ถ้าคุณบอกว่าคุณชอบสีเหลืองไม่ชอบสีแดง ก็ไม่ได้เป็นความผิด แต่ถ้าวันไหนมีสุ้มเสียงของความรู้สึกมากเกินไปสักหน่อย อันนั้นน่าจะมาคุยกัน แต่ถ้าแค่บอกว่าเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เห็นด้วยกับคนคนนี้ ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นประเด็น

อุดมการณ์จะเพ่นพ่านนั้น ผมก็เห็นนะ แต่ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผมยังเชื่อว่าคนรุ่นใหม่คิดได้คิดเป็น จะว่าไปแล้วเขาอาจจะรับสื่อหรือมีความรู้มากกว่าเราในบางเรื่องก็ได้ ไม่ใช่เป็นปัญหา

ตรงข้าม ผมกลับรู้สึกว่าถ้าเราเก็บงำความรู้สึกของเราโดยที่เราไม่บอกชัดเจนว่าเร่าคิดอย่างไรกับเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่นี่ มันน่าจะไม่ถูกต้องด้วยซ้ำไป คือมันก็ต้องเปิดออกมาว่าเราคิดอย่างไร แล้วก็มาถกเถียงกัน ถูกผิดอย่างไรก็ว่ากันไป

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ปรากการณ์ของการไม่ยอมรับบทบาทของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ไม่ยอมรับการตรวจสอบด้วยการลาออก

จักร์กฤษ เพิ่มพูล: ประเด็นนี้พูดถึงบ่อยนะครับ เรามองได้สองมิติ  มิติหนึ่งคือมองในเชิง negative [เชิงลบ] คือว่าสภาการหนังสือพิมพ์ฯนี่จะมีศักยภาพหรือมีบทบาทอย่างไร หรือพูดกันถึงที่สุดคือจะมีไว้ทำไมด้วยซ้ำไปถ้าเผื่อไปวินิจฉัยหรือไปพาดพิงแล้วทำให้สมาชิกลาออกไป เราจะทำอะไรได้ นี่ก็เป็นคำถามนะครับ ซึ่งเขาก็มีเหตุผลของเขา

แต่เหตุผลของผมก็คือว่า ณ ขณะนี้ องค์กรสมาชิกเรามีห้าสิบกว่าแห่ง ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ถ้าคิดเป็นสัดส่วน ไม่นับสมาชิกที่ออกไป แปดสิบ-เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เป็นสื่อกระแสหลักยังอยู่กับเรา ยังพร้อมที่จะทำงานร่วมกันในการตรวจสอบ ยังพร้อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกันในภารกิจที่เราได้รับฉันทานุมัติมา14-15 ปีมานี้  ประเด็นนั้น [การลาออก]คงไม่ค่อยเป็นปัญหาในแง่การทำงานของพวกเรา ซึ่งเราก็ยังเชื่อว่าแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราที่เป็นสื่อกระแสหลักยังมีความชัดเจน ยังมีความมุ่งมั่น และมีเป้าหมายชัดเจนที่เรารู้ว่าเราจะทำอะไร

ในส่วนที่ออกไป ความจริงหลังจากที่มติชนออกไป ก็มีหนังสือพิมพ์เล็กๆ สอง-สามฉบับออกไปนะครับ หนึ่งในสอง-สามฉบับนั้น เราก็ได้ไปพูดคุยแล้ว เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าเลือดสุพรรณน่ะ มาด้วยกันไปด้วยกัน เราก็ได้ไปพูดกันแล้วเขาก็แสดงความจำนงที่จะกลับมาแล้ว ผมกลับคิดว่าถ้ามองอีกแง่หนึ่งเขาคงอึดอัด ไม่ต้องพูดถึงใครโดยเฉพาะเจาะจง เขาคงอึดอัดที่จะอยู่ในกรอบที่จะมีคนมาคอยดูแลตรวจสอบ ว่าทำผิดทำถูก มีหนังสือเตือนอะไรต่างๆ ซึ่งก็ต้องพิจารณาเอาเองว่าความไม่ถูกต้องมันอยู่ที่คนที่ยังอยู่หรือคนที่ออกไป คนที่ไม่อยากมีพ่อแม่ ไม่อยากมีคนดู เขาอยากจะออกไปเผชิญโลกตามลำพัง แล้วไปพิสูจน์ถูกผิดด้วยตนเอง ก็เป็นสิทธิของเขา แต่นั่นไม่ได้แปลว่านั่นคือเครื่องหมายหรือสิ่งที่บอกเหตุว่าเราทำอะไรไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงออกหมดล่ะครับ (หัวเราะ) ที่เหลือก็ยังคงเหนียวแน่นกับเรา

คุยกับจักร์กฤษ เพิ่มพูล ผู้คุมจริยธรรมสื่อในยุคหลอมรวม และเลือกข้าง