Skip to main content

ขอบคุณภาพจาก Voice TV

คุยกับจอม เพ็ชรประดับ ในวันรายการหลุดผัง (อีกแล้ว):พื้นที่ยืนให้คนทำหน้าที่ให้พื้นที่ความเห็นต่างมันมีน้อย”

“ผมเป็นพิธีกรที่ไม่เรียกเรตติ้ง ไม่ได้ทำให้คนดูเฮโลสาระพา” จอมพูดตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์เพื่ออธิบายเหตุผลถึงรายการ Hot Topic ถูกถอดรายการออกจากผังของวอยซ์ทีวี ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นอธิบายตามมาด้วยหลักวิชาชีพในการทำงานของเขาที่ถูกท้าทายว่าจะยืนหยัดหรือมีที่ยืนได้หรือไม่มาอย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว

การไม่เรียกเรตติ้งนั้นอาจจะเป็นเหตุผลทางธุรกิจ และการ “ไม่ผ่อนสั้นผ่อนยาว” ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลในเชิงการเมือง ซึ่งทั้งสองเหตุผลสะท้อนกลับมาชวนให้ตั้งคำถามในวันที่สื่อมีทั้งสีทางการเมืองและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ต้องดูแล

Media Inside Out สนทนากับเขาในบ่ายวันที่ 9 ต.ค. แม้เขาจะอธิบายว่าการ “หลุดผัง” จากวอยซ์ ทีวีครั้งนี้จะเป็นการ “จากกันด้วยดี” และ “เข้าใจ” แต่มีคำถามอย่างสำคัญประการหนึ่งที่ Media Inside Out อยากจะชวนพูดคุยกับเขาคือ สำหรับสื่อที่ต้องการดำรงวิชาชีพสื่อของตนอย่างซื่อตรงนั้น หาที่อยู่ที่ยืนยากขึ้นหรือไม่เพียงใดในวันที่สื่อแบ่งสีและเป็นธุรกิจที่ต้องแคร์เรตติ้ง

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: เริ่มจากวันแรกที่เข้าไปที่วอยซ์ทีวี

จอม เพชรประดับ: หลักการแรกที่คุยกันเลย  คือคุณจะใช้วอยซ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เรื่องของคุณ  แต่ผมเข้ามาทำให้กับวอยซ์ อย่าใช้ผมเป็นเครื่องมือทางการเมือง  ขอให้ผมมีอิสระในการทำงาน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ผมได้รับการตอบรับที่ดีมากเลยจากผู้บริหาร และก็ได้รับอิสระนั้นมาโดยตลอดในช่วงของการเป็นฝ่ายค้าน 

พอเป็นฝ่ายรัฐบาล คนทำงาน น้องๆก็จะเริ่มกระอักกระอ่วนใจแล้วว่าจะเปลี่ยนไปไหม ผมก็บอกว่าคงจะมีกระแสกดดันมากขึ้นล่ะนับจากนี้ แต่ว่าเราก็ต้องยืนอยู่ในจุดของหลักการที่คุยกันไว้ ในส่วนของผมนะครับ ในส่วนของรายการผม คือ Hot Topic และ Intelligence ในช่วงหยิบประเด็นขึ้นมา  เราก็ต้องยืนในหลักการนั้น เพราะนี่คือหลักการแรกที่คุยกันไว้  แล้วเขาก็ให้อิสระมาตลอดนะครับ อันนี้ต้องยอมรับ เขาไม่เคยมาส่งสัญญาณอะไร ว่าอย่าโน่น อย่านี่ อย่านั่น  แต่ที่ส่งสัญญาณทันทีเลย ก็คือ ถอดเลย (หัวเราะ)

แต่ผมก็เข้าใจหลักการอันหนึ่ง นอกเหนือจากข้อตกลงอันนั้นแล้ว จะไปว่าเขาก็ไม่ได้ในเมื่อเขาคิดว่าทิศทางของข่าวที่จะต้องดำเนินการต่อไปนี่ จะไม่เล่นข่าวการเมือง  ไม่เล่นข่าวความขัดแย้ง  ไม่เล่นประเด็นที่มันแรงๆ  เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็มีเหตุผลที่เขาจะเห็นว่ารายการเราเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระแสประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง  เพราะฉะนั้น ในเมื่อเขาเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนทิศทาง มันก็ต้องยุติ  ถ้าพูดด้วยเหตุผล มันก็มีเหตุผล  ไม่ได้ขัดหลักการต่อการเข้ามาแทรกแซงเสรีภาพเลย เพราะเขาให้เสรีภาพมาตลอด แต่เมื่อนโยบายเปลี่ยน มันก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน ต้องเปลี่ยนคน เปลี่ยนรายการ อันนี้มันมีเหตุมีผลอยู่ ซึ่งผมเข้าใจได้

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: คำอธิบายนี้มีน้ำหนักพอหรือสำหรับคุณ รายการของคุณเน้นเรื่องเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่าง ไม่ใช่หรือ?

จอม เพชรประดับ: ผมก็คิดว่านี่คือ concept และสิ่งที่ผมทำอยู่ในวอยซ์ทีวี แต่ตอนนี้เขาบอกว่าเขาจะไม่เอาเรื่องนี้แล้ว งานเขาจะไม่เป็นงานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ทิศทางของช่องจะไม่เป็นอย่างนี้แล้ว แน่นอนแม้เราจะมีคำถาม แต่ในเมื่อนโยบายเปลี่ยน แล้วนโยบายนี้ก็ไม่มี concept อย่างที่เราทำ มันก็ต้องยอมรับ นี่คืออันที่ 1

ส่วนอันที่ 2 มันเป็นสื่อของเอกชนน่ะ คราวนี้ความเป็นเอกชนนี่ เราจะไปโวยวาย ไปเรียกร้องอะไรมาก ถึงแม้เรามีสิทธิตามกฎหมายตามอะไรอยู่บ้างนี่ ผมก็คิดว่า ความเป็นเอกชนบางทีมันก็พูดยากอยู่เหมือนกันว่า อ้าวธุรกิจบริษัทเปลี่ยนนโยบาย มันก็ต้องว่าตามนี้ 

แต่ทีนี้ถ้าดูจากเนื้อหาที่ผมทำนี่ จะเห็นว่า 1. ไม่ได้มีอะไรที่แหลมคมมาก  อันที่ 2 คือ ว่าตามประเด็นที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่มันมีคนที่อาจจะไม่ได้เห็นต่างจากรัฐบาล  จะมีคนที่กลางๆ  ผมก็ไม่ได้เอารัฐบาลมาด่า สังเกตดู  แต่ว่ากรณีที่เขาขอมา เอากระทรวงนี้มาออก  ก็แน่นอนครับ เราก็ออกให้  กระทรวงคมนาคม  กระทรวงโน้นกระทรวงนี้มา  เราก็ออกให้  หรือบางทีเราอยากรู้ว่านโยบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ของรัฐบาลเป็นอย่างไร เราก็เชิญมา  ซึ่งการเชิญแขกนี่เขาให้อิสรภาพกับเรามาก แล้วหลายๆเรื่องก็เป็นแขกที่อยู่ตรงข้าม หรือแย้งกับรัฐบาลมาออก  แต่ว่าสิ่งที่เป็นประเด็น แล้วอันนี้เขาตัดสินใจทันทีที่จะให้รายการออกไป คือการสัมภาษณ์ให้พื้นที่กับประชาธิปัตย์มากไปหน่อย 

เหตุผลที่ผมให้น้ำหนักตรงนั้น เพราะว่า อันทื่ 1 คือ ประชาธิปัตย์เป็น สส. เป็นตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นเราควรจะฟังตัวแทนของประชาชนที่อยู่ฝ่ายค้าน  อันที่ 2 ผมเห็นว่ารายการหลายรายการในวอยซ์นี่ออกมาในเชิงโปรรัฐบาลอยู่  ผมก็อยากเอาความเห็นที่ต่างจากรัฐบาลมาแชร์บ้าง เพื่อให้คนดูโดยภาพรวมมีข้อเห็นที่หลากหลายกันไป 

หรือแม้แต่เรื่องของ คอป.ก็เหมือนกัน เขาก็วิจารณ์คุณสมชาย [หอมลออ] อย่างนั้นอย่างนี้  ผมก็เอาคุณสมชายมาพูด ว่าทำไมต้องเน้นเฉพาะชายชุดดำ  เขาก็อธิบาย  ซึ่งผมคิดว่าในแง่ของคนดูน่าจะได้ประโยชน์ เพราะว่าจะได้ไปสมดุลกันเอง

แล้วหลายๆครั้งเหมือนกันที่แฟนคลับ คนดูน่ะครับ บอกว่า ทำไม [ผม] ถึงอยู่ได้ ทำไมไม่เอาออกไปสักที  มีเหมือนกันที่บอกว่า สัมภาษณ์ทำไม เอาแหล่งข่าวคนนี้ออกอยู่ได้ จอมจะสัมภาษณ์ทำไม ออกช่องนี้ เสียเวลา  ก็มีเสียงสะท้อนมาอยู่บ้าง แต่ผมก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไร เพราะผมคิดว่าผมมีความสมดุล  รายการ Hot Topic ก็มีความสมดุลอยู่แล้ว ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน

ผมเชื่อว่าคนที่ดูวอยซ์นี่ ส่วนใหญ่เขาก็มีวุฒิภาวะพออยู่แล้ว วิเคราะห์ได้ว่านี่คือกระบวนการของสื่อนะ

ทุกๆวันที่ทำนี่ ไม่มีสัญญานออกมาจากผู้บริหารเลย ว่าให้หยุดนะ  คือเราก็สบายใจ แล้วเราก็มั่นใจว่า เออ เขาให้อิสระเราจริงๆ  แต่วันที่เขาจะยกรายการนี่   ผมว่าผมก็รับได้นะ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ขัดต่อความรู้สึกอยู่บ้าง  กลับมาสู่เหตุผลที่พูดตอนแรกว่า เพราะนโยบายเขาเปลี่ยน และเขาต้องการจะเอาช่องเข้าไปผูกกับ true ซึ่ง true เขามีกรอบของ contents อยู่ว่าของเขาต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จะไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับ 112 ไม่มีเรื่องขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง  ไม่มีเรื่องของการเมืองมาก  ดังนั้นถ้าจะเข้าก็ต้องเป็นแบบนั้น

แต่จริงๆแล้ว เขาบอกผมอย่างที่เล่าให้ฟัง ก็คือว่า เนื่องจากปรับนโยบาย เขายังไม่บอกว่าเข้าไปอยู่ในแพ็คแกจของทรู เขาบอกว่าปรับนโยบาย เขาจะไม่เล่นข่าวของเรื่องความขัดแย้ง เรื่องของการเมืองรุนแรงอะไรอีกแล้ว  จะเล่นเรื่องของคนรุ่นใหม่ เขาจะขยายกลุ่มเป้าหมายมาสู่เด็กวัยรุ่นมากขึ้น  แล้วก็ life style แรงบันดาลใจ  เรื่องของ smart content ซึ่งมันเป็นลักษณะของความรู้ ลดความขัดแย้งทางการเมืองลง

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ถ้าจะบอกว่าคุณทำงานโดยไม่เคยถูกเซนเซอร์หรือได้รับอิสรภาพมาตลอด แต่ก็มีกรณีที่คุณเคยสัมภาษณ์คุณจักรภพ เพ็ญแข แต่ก็ไม่ได้นำเสนอ คำอธิบายคืออะไร

จอม เพชรประดับ: เรื่องคุณจักรภพนี่ ทาง บก.[บรรณาธิการ]เองก็คิดว่าน่าจะคุยได้ เขาก็ให้สัมภาษณ์ทางสื่ออินเตอร์เน็ต ประชาไท มันก็ไม่น่าจะมีปัญหา ผมไปกัมพูชาช่วงที่คุณทักษิณไปด้วย ผมก็เลยคิดว่ามีโอกาสแล้วสัมภาษณ์เลยดีกว่าและก็ปรึกษากับ บก. ซึ่งก็เห็นด้วยว่าน่าจะได้ ให้ผมสัมภาษณ์มาเลยแล้วมาดูเนื้อหากัน ผมก็สัมภาษณ์ พอมาดูเขาบอกไม่ได้ คือมีเรื่องของสถาบันซึ่งนำเสนอไม่ได้

คืออันนี้ก็อาจเป็นความเห็นที่ดูไม่แฟร์สำหรับเขานะ เป็นความเห็นส่วนตัวของผม คือ ดูเหมือนว่าช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ประเด็นมาตรา 112 หรือประเด็นเกี่ยวกับองคมนตรี เราเล่นได้อิสระ แต่ไม่ใช่อิสระบนความเอาเป็นเอาตาย แต่บนเหตุผลที่จะนำเสนอเราเล่นได้เต็มที่  แต่พอมาเป็นรัฐบาลนี่รู้สึกว่าเขาจะเริ่มมีความกังวลขึ้น มีสัญญาณแบบนี้มา

ภาพ / มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ถามเขาไหมว่าทำไมรายการอื่นยังอยู่ แต่รายการคุณหลุดผัง

จอม เพชรประดับ: ผมก็ถามว่ารายการอื่น เช่น รายการของคุณปลื้ม [The Daily Dose] ซึ่งก็หยิบประเด็นที่ค่อนข้างจะแรง  หรือรายการอื่นๆที่มีลักษณะนี้ เขาบอกว่ารายการอื่นมีเรตติ้งที่ดี  มีคนดูเยอะ เรตติ้งของเราอาจจะยังไม่ดี

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: เรตติ้งของรายการก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง

จอม เพชรประดับ: ใช่ครับ เขาบอกว่าเรตติ้งเราไม่ดี คือเวลาทำรายการของผมนี่  ผมไม่รู้นะในลักษณะของคนทำงานข่าวในปัจจุบัน ต้องคิดคู่กันไปหรือเปล่าว่าระหว่างการให้ข้อมูลที่รอบด้านกับคนดู คนฟัง กับการคำนึงถึงเรตติ้ง  แน่นอนมันก็ต้องคำนึงถึงเรตติ้งด้วยเพื่อจะให้สิ่งที่เรานำเสนอนั้นเข้าถึงคนดูได้มากที่สุด  แต่บางครั้งถ้าเราคิดว่าเราเอาเรตติ้งเป็นตัวตั้งนี่ แล้วเราทำเพื่อสนองเรตติ้งโดยไม่ได้คิดว่าข้อมูลที่ให้นั้นมันสร้างความคิดให้กับคนที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในเชิงเหตุผลมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าเรตติ้งก็ไม่น่าจะใช่ปัจจัยที่เป็นหลัก แต่ควรจะมองไปในลักษณะที่คู่กันว่า content ที่ให้จะให้คนดูได้ประโยชน์ด้วย และเป็นเรตติ้งที่ไปด้วยกันได้ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่คนทำสื่ออาจจะต้องกลับมาคิดเหมือนกัน นี่ขนาดเป็นช่องเคเบิลนะครับ  ถ้าเป็นช่องธุรกิจนี่  เรตติ้งจะเป็นอะไรที่ต้องต่อสู้ฟาดฟันให้ได้มากันจนลืมหลักการของการทำงานด้วยซ้ำว่า แล้วข้อมูลข้อเท็จจริงที่เราจะให้เป็นอย่างไร แน่นอนบางครั้งมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ แต่ด้วยความรู้สึกว่าจะต้องใส่อะไรเข้าไปอีกเพื่อให้ได้เรตติ้งเข้ามาด้วยนี่ ตรงนี้ทำให้บางทีมันดูเพี้ยนๆไป

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: วอยซ์ไม่มีนักวิชาชีพสื่อ หรืออาจจะเรียกว่ามีน้อยมาก  หรือมีเซเลปเสื้อแดงเป็นหลักหรือเปล่า

จอม เพชรประดับ: ผมก็ตั้งคำถามนะกับรายการของวอยซ์ ว่านักวิชาการที่เราเชิญมา คือเหตุผลของนักวิชาการเหล่านี้เป็นเหตุผลที่มีความน่าสนใจ มีความคิดในเชิงของเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพ และเรื่องแนวคิดประชาธิปไตยมาก มีความเป็นธรรม มีความมุ่งมั่น แต่ผมคิดว่ามันยังไม่พอ ยังมีนักวิชาการกลุ่มอื่นที่เห็นต่างจากนักวิชาการที่เค้าเรียกว่า ‘ขาประจำ’ ของวอยซ์ ผมเคยเสนอว่าเรามีรายการสักรายการไหม เป็นรายการที่เอาพวกอาจารย์จากนิด้า จากกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ เรามีพื้นที่ให้เขาออกบ้างไหม ก็ได้รับคำอธิบายว่าเขาคงไม่มามั๊ง แต่เราได้พยายามหรือยังล่ะ  ถ้าเรามีรายการขาประจำ นักวิชาการแดงอยู่ในวอยซ์ก็ว่าไป แล้วเราก็มีกลุ่มที่ออกเหลืองๆ ก็มานั่งถกเถียงกันได้นี่  มีรายการได้นี่ ผมบอกว่าผมพร้อมที่จะเป็นไกด์ให้ เพื่อให้คนดูมีความสมดุล

ผมเคยเสนอว่าลองเอานักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์มาสิ มาทำรายการหมุนเวียนอย่างที่ Wake Up Thailand ทำน่ะ คือมีพิธีกรหลักแล้วก็มีนักวิชาการที่ดูออกเหลืองๆมานั่งสลับ นั่งคอมเมนต์เรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง ให้เขาได้แสดงทัศนะบ้าง เขาบอกว่าคงไม่มาหรอก ยาก แต่เราได้พยายามหรือยัง ไม่รู้นะ

แต่ถ้ามองอีกอันหนึ่ง เขาก็มักจะย้อนว่าคุณก็รู้ ทีนี่ใครเป็นเจ้าของ มันก็ชัดน่ะว่าที่นี่คือแดง ที่นี่คือช่องหรือสื่อที่จะสนับสนุนรัฐบาลโดยปริยายเพราะฉะนั้นอย่าพยายาม คือนี่คือคำตอบที่ผมได้รับนะว่าอย่าพยายามหาความเป็นกลางเลย

คือมันก็ไม่ได้เป็นสื่อแบบที่เราอยากให้เป็น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสื่อเลือกข้าง ผมเองทำหน้าที่อยู่ในสื่อเลือกข้าง ทีนี้ผมพยายามที่จะไม่เลือกข้าง คุณก็เลยเป็นตัวประหลาด (หัวเราะ)

ขอบคุณภาพจาก Voice TV

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: คุณเจอสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก แล้วครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่นไหม คิดว่าอะไรเป็นเหตุผลจริงๆที่อยู่เบื้องหลัง

จอม เพชรประดับ: ครั้งนี้ถ้าจะต่างก็เป็นเหตุผลเรื่องธุรกิจ แต่ที่ผ่านๆ มาเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ก็สะท้อนให้เราเห็นชัดว่า นักธุรกิจที่มาทำสื่อนี่ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้จีรังอะไรกับเรื่องของหลักการวิชาชีพ เขาไม่ลึกซึ้งกับเรื่องของวิชาชีพ จรรยาบรรณ หรือหลักของวิชาชีพเลย แต่เขาคิดว่าถ้าเขาจะสามารถทำประโยชน์ได้ ประโยชน์นั้นไม่ว่าจะประโยชน์เชิงธุรกิจหรือประโยชน์ทางการเมือง อันนี้คือเป้าหมายหลัก ส่วนประโยชน์ในแง่ของประโยชน์สาธารณะที่คนจะได้มีความรู้ความเข้าใจ ได้ความคิดในเชิงเหตุและผลและปัญญานั้น เขาคิดไว้หลังสุด

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: การถูกถอดรายการครั้งนี้ สำหรับตัวคุณเอง ระหว่างเหตุผลทางธุรกิจกับการเมือง ให้น้ำหนักอย่างไร กี่เปอร์เซ็นต์

จอม เพชรประดับ: ผมว่า พอๆ กัน เพราะว่าเขามองว่า ตอนนี้ถ้ามองว่าสื่อในมือรัฐบาลมีอยู่สอง ที่ชัดเจนนะ คือวอยซ์ กับเอเซียอัพเดท ทีนี้เขาบอกว่าถ้าจะทำประเด็นการเมือง ประเด็นที่มีความขัดแย้งแรงๆ ให้ไปที่เอเชียอัพเดท คือเขาต้องการให้สองช่องนี้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและแตกต่าง เป็นสินค้าสองตัวที่ต่างกัน ถ้าเป็นวอยซ์ ก็ควรจะเป็นสินค้าในอีกกลุ่มหนึ่งที่ลดความขัดแย้งลดความรุนแรงลง แต่เป็นลักษณะของคนรุ่นใหม่ เป็นเรื่องของแรงบันดาลใจ ความทันสมัย งานศิลปะ  เป็นรูปลักษณ์นี้  แต่ถ้าจะเล่นการเมืองแรงๆ เป็นลักษณะของการถกเถียงกัน ไปเอเชียอัพเดท ซึ่งเขาก็เสนอเหมือนกันว่าสนใจไปเอเชียอัพเดทไหม แต่ผมบอกว่าผมขอไม่ไป

เอเชียอัพเดทนี่ ต้องบอกว่า เขาชักชวนผมตั้งแต่วันแรกที่เราจากไอทีวีกันมา และมีความพยายามมากที่จะให้ผมไป แต่ผมก็ขอร้องเถอะว่ามันไม่ใช่ทิศทางผม ซึ่งแน่นอนชัดเจนว่าเขาเป็นสื่อเลือกข้างสำหรับรัฐบาลและการเมือง ซึ่งผมคิดว่า อันหนึ่งที่คนในขบวนการเสื้อแดงอาจจะต้องคิด คือมันมีคำถามอยู่ว่าคุณจอมเป็นเสื้อแดงนี่ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งบางทีผมก็ต้องมาค้นหาตัวเองเหมือนกันว่าเราแดงตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าจะจับต้นชนปลายผมคิดว่าก็น่าจะมองผมตั้งแต่ผมสัมภาษณ์คุณทักษิณ สองสามครั้ง ซึ่งผมก็มีเหตุผลทุกครั้งในการสัมภาษณ์คุณทักษิณ ช่วงที่อยู่ อสมท. ช่วงนั้นก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ผมเห็นว่าคุณทักษิณถูกรัฐบาลประชาธิปัตย์กล่าวหาเยอะมาก แล้วเราก็ไม่ได้มีโอกาสฟังเสียงชัดๆว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นเขาจะอธิบายอย่างไร ผมก็ได้ทำหน้าที่นั้น ซึ่งแน่นอนการทำหน้าที่ของผม อาจจะไม่ได้เจาะลึก หรือขุดคุ้ยตะลุยตะบี้ตะบัน เพราะฉะนั้นฝ่ายที่เป็นประชาธิปัตย์จริงๆก็บอกว่าถ้าคุณเป็นสื่อจริงคุณจะต้องขุดให้ลึกกว่านั้น โอเค อันนั้นก็อาจจะวิพากษ์วิจารณ์กันได้

ส่วนอีกครั้งก่อนหน้านั้นเป็นช่วงที่สัมภาษณ์คุณทักษิณตอนที่อยู่ฮ่องกง ช่วงพรรคพลังประชาชนกำลังฟอร์มตัวเป็นรัฐบาล ก็เหมือนกัน เหตุผลของผม เพราะว่าพลังประชาชนกำลังจะเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นที่ต้องสัมภาษณ์ ถ้าสองครั้งนี้ทำให้สังคมมมองว่าผมเป็นแดง ผมก็บอกว่าก็น่าจะมาจากเหตุผลนี้ แต่ผมยืนยันกับทีมงานตัวเองว่าถ้าผมจะแดง ผมไม่ได้แดงเพื่อพรรคเพื่อไทย และผมไม่ได้แดงเพื่อทักษิณ แต่ถ้าจะแดง เพราะผมเห็นความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนอาจจะอยู่ในเฉดของแดง คือ กลุ่มคนที่ต้องการเห็นความเป็นธรรม เรื่องของประชาธิปไตย ประชาชน สิทธิ  คือประชาชนคือผู้มีอำนาจในการที่จะบริหารจัดการประเทศ คนกลุ่มนี้มีอยู่เฉดหนึ่งในขบวนการเสื้อแดง ผมคิดว่าผมเป็นหนึ่งในนั้นถ้าจะมองอย่างนั้นนะ เพราะว่าก่อนหน้านั้นมันไม่ชัด เพราะผมก็เห็นไม่ชัด แต่หลังที่มีการปฏิวัติ การเคลื่อนไหวต่อสู้ของคนเสื้อแดง ผมเห็นกลุ่มหนึ่งในเฉดแดงนี่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่องนี้ และคนกลุ่มนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อทักษิณ ไม่ได้ออกมาเพื่อเพื่อไทย แต่เขาอยากเห็นกลไกของประเทศที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ผมคิดว่าถ้าจะแดง ผมอยู่แดงในส่วนนี้ และผมก็ปฏิเสธที่จะอยู่ร่วมขบวนการแดงเพื่อไทย หรือแดงเพื่อทักษิณ

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ความเป็นสื่อ ความเป็น ‘แดง’ กับความเป็นมืออาชีพมันไปด้วยกันแค่ไหน

จอม เพชรประดับ: ความเป็นมืออาชีพ ผมไม่รู้ว่าเขาดูจากอะไร แต่ถ้าจะถามผม ที่จะมีและผมพยายามที่จะเป็น ก็คือสื่อน่าจะยืนอยู่บนหลักของความเป็นธรรม คำนี้คือคำที่ผมชอบใช้มากที่สุด คือจะเป็นกลางหรือเปล่า ในแง่ของการทำงานเราเราก็ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง แต่จุดยืน ความคิด อุดมการณ์ของเราก็ต้องมีจุดหลัก ทุกคนต้องมีจุดหลักมีอุดมการณ์ของตัวเองทั้งนั้น แต่ ณ วินาทีที่คุณทำหน้าที่ คุณต้องเอาจุดหลัก เอาอุดมการณ์ของคุณเก็บไว้ ไม่ใช่ออกมาเพ่นพ่านอยู่หน้าสื่อหรือขณะที่ทำงาน ผมเองก็ต้องฟังคนที่ผมไม่เห็นด้วยในหลายๆ เรื่อง และเชิญเขามาเพื่อให้เขาอธิบายความ อันนี้ต่างหากที่จะเรียกว่าเป็นมืออาชีพหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าคุณต้องยอมรับและฟังคนที่เห็นต่างกับคุณให้ได้ และคุณต้องให้เกียรติ ให้พื้นที่เขาในการทำหน้าที่ หมายถึงให้พื้นที่เขาในการที่จะแสดงออกและพูด นี่แหละผมคิดว่าคือความเป็นธรรม ส่วนจะเป็นมืออาชีพหรือเปล่าไม่รู้ ส่วนเรื่องของจรรยาบรรณ จริยธรรมวิชาชีพ มันก็เป็นพื้นฐานที่ต้องคำนึงอยู่แล้ว เรื่องความซื่อสัตย์ต่างๆ หมายความว่าเรื่องการไม่ไปหาผลประโยชน์จากวิชาชีพนี่เป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้ว

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ปัจจุบันสื่อที่ทำแบบนี้ยังมีที่ยืนหรือเปล่า

จอม เพชรประดับ: ผมว่ายาก เกือบจะเรียกว่าน้อย เหมือนกับว่าถ้าคุณยืนตรงกลางมันไม่มีที่ให้ยืน ต้องชัดไปเลย คุณจะเอาผู้มีอำนาจรัฐบาล หรือค้าน หรือจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เอาทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล แต่ถ้ายืนแบบกลางๆ หรือแอบนั่นแอบนี่ ไม่ได้ (หัวเราะ)

ถ้าผมมอง มันมีพื้นที่ที่เรายอมรับร่วมกัน นั่นคือทีวีไทย แต่ก็มีคำถามตัวเบ่อเริ่มตามมาว่าแล้ว [ทีวีไทย/ThaiPBS] เปิดพื้นที่ให้กับทุกกลุ่มทุกคนหรือเปล่า แต่ถ้านอกเหนือจากนี้แล้วผมคิดว่าไม่มี ถ้ามองฟรีทีวีช่องหลัก 3,5,7,9 ก็ขึ้นกับว่าใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นรัฐบาลก็เอียงตามรัฐบาลไป เป็นอย่างนี้มาตลอด ส่วนธุรกิจก็เอาข่าวเอาเหตุการณ์มาใส่บ้าง ก็ใส่เฉพาะประเด็นที่เป็นเชิงสังคม เป็นเชิงกระแส แต่ประเด็นที่เป็นเชิงโครงสร้างใหญ่ๆของบ้านเมืองที่ชำรุดทรุดโทรม หรือโครงสร้างอำนาจใหญ่ๆ มันไม่ถูกนำมาพูดคุยแล้วร่วมกันหาทางแก้ปัญหาในโครงสร้างใหญ่ๆเหล่านั้น คือเราพูดกันแต่เรื่องที่เป็นลมฟ้าอากาศ สังคมที่อยู่ปลายๆ ของปัญหา หรือเรื่องที่อยู่ในกระแสความรู้สึก แต่โครงสร้างใหญ่ๆ ที่จะต้องแก้ไข ไปสู่การวางแผนของประเทศในอนาคตไม่ได้ถูกหยิบมาพูดคุยในช่องสื่อกระแสหลักสักเท่าไหร่

เพราะฉะนั้น คนที่จะมีพื้นที่ยืนเพื่อที่จะทำหน้าที่ในการนำคนที่มีความเห็นต่างมาคุยกันและเปิดกว้าง เกือบจะเรียกได้ว่ามันมีน้อย เพราะสื่อแต่ละสื่อก็มี agenda (วาระ)ของตัวเอง แต่ละสำนักก็จะมีเป้าหมายของตัวเองว่าไม่พอใจกลุ่มนั้นก็ต้องมาอยู่กับกลุ่มนี้ จะเปิดพื้นที่สำหรับกลุ่มนี้ ให้พื้นที่กลุ่มนั้นน้อยหน่อย เป็นแบบนี้กันเป็นส่วนใหญ่

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ธุรกิจที่มาทำสื่อจะไม่เข้าใจความเป็นสื่อหรือเปล่า

จอม เพชรประดับ: ผมว่ามันก็พิสูจน์ชัดนะ ผมว่าสังคมก็เห็น อย่างช่อง 3 ถ้าเป็นธุรกิจที่ชัดเจน ก็ช่อง 3 เราก็เห็นว่าเขาจะทำในเชิงธุรกิจ คือพื้นที่ส่วนใหญ่มันก็เป็นพื้นที่เชิงธุรกิจ

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ถ้าพูดอย่างนั้น เครือเนชั่น ก็เป็นธุรกิจที่มีพื้นฐานมาจากสื่อนะ แต่ทิศทางก็ไม่ต่างจากช่อง 3

จอม เพชรประดับ: ผมคิดว่าสิ่งที่น่ากังวลสำหรับคนทำสื่อตอนนี้คือมีสองบทบาทในตัวคนเดียว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาก เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจน

มีคนถามผมเหมือนกันว่าทำไมผมไม่ตั้งบริษัทเอง เพื่อที่จะทำธุรกิจไปด้วยและก็อยู่ในวิชาชีพโดยที่จะไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครอีก ทำไมต้องไปอยู่กับบริษัทนั้น อยู่กับนายทุนคนนั้น แล้วถูกเขาเตะออกมาเมื่อคุณทำในหลักการที่คุณอยากจะทำ ผมก็บอกว่าผมไม่ถนัดเพราะผมมีความรู้สึกว่ามันคือผลประโยชน์ทับซ้อน ผมจะต้องไปเดินหานายทุน แล้วนายทุนกับนักการเมืองตอนนี้เป็นเป็นคนๆ เดียวกันไปแล้ว  คือเวลาคุยกับนายทุนกับนักการเมืองที่เป็นคนๆเดียวกันนี่ คือมันขอได้ทันที หนึ่งคนขอได้สองอย่าง อันนี้กรณีสื่อกับรัฐบาล คือขอเวลา และขอสปอนเซอร์ได้ ทีนี้บางทีมันอึดอัด เราอยากทำสื่อ เช่น ผมอยากนำเสนอรายการ “ต่างขั้วต้องคุย” หรือเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้ หน้าที่ของผม คือผมบอกว่าความจำเป็นของรายการมันควรต้องมีช่องนี้เพราะอะไร คือต้องการให้คนมาคุยกัน คนที่มีความเห็นต่างจะได้หาทางออกบ้านเมืองร่วมกันได้ แต่เมื่อคุยจบ ผมไม่ควรที่จะคุยว่า เอ่อ ขอโฆษณาหน่อย หรือขอสปอนเซอร์หน่อย ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่ของผม ซึ่งถ้าผมเป็นนักธุรกิจด้วยและเป็นสื่อมวลชนด้วย ผมต้องทำหน้าที่สองอันนั้น ผมไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีการของผม มันก็เลยทำให้ลำบาก แต่ในขณะที่คนอื่นที่เขาเป็นอิสระอยู่ได้และเขาสามารถทำอยู่ในวงการนี้ได้นี่ คือ เขาจะมีบริษัทของตัวเองอยู่เสมอ ลองไปดูได้เลยพิธีกรแต่ละคนที่ดังๆทั้งหลายนี่ จะมีบริษัทลูกของเขามาพ่วงท้ายอยู่เสมอ

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แล้วเขาเป็นอิสระได้ไหม

จอม เพชรประดับ: ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นอิสระได้ไหม แต่เขามีธุรกิจของเขาเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่า นั่นคือการพิสูจน์ถึงความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพสื่อมวลชน ถ้าคุณเป็นนักข่าวอยู่แบบนี้ แล้วก็เป็นคนรับจ้างไปเรื่อยๆแบบนี้ โดยไม่มีธุรกิจของตัวเองนี่มันสะท้อนว่าคุณไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน ไม่สำเร็จในวิชาชีพ เพราะการทำธุรกิจเป็นเจ้าของบริษัท คุณก็รับจ๊อบโน้นมาจ๊อบนี้มา ลองสืบดูสิ มันจะมีหุ้นส่วนกันหมดแหละ

อันนี้เลยทำให้เรามีความรู้สึกว่า เอ๊ะ! มันคือผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ แล้วมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะไปวิจารณ์ตรวจสอบกับนายทุน สังเกตดูสิ กระทรวงหลักๆ อย่างกระทรวงพลังงาน ก็จะมีนักข่าวที่เป็นเจ้าของบริษัทอยู่หลายคน เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่กันอยู่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ไปดูสิ จะมีนักข่าวที่เป็นเจ้าของธุรกิจแล้วเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่มีเครือข่ายเดียวกันอยู่ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้นี่ มันคืออะไร มันคือการแยกไม่ออกระหว่างผลประโยชน์ที่มันซ้อนทับกันอยู่อย่างนี้ หรือแม้แต่สายการเมือง นักข่าวการเมืองเองก็พยายามที่จะอาศัยเครือข่ายทางการเมืองเพื่อที่จะให้บริษัทลูกของตัวเอง บริษัทที่ตัวเองมีหุ้นส่วนอยู่ด้วยนี่สามารถที่จะได้งานจากกระทรวงนั้นกระทรวงนี้

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนแยกกันชัดกว่านี้

จอม เพชรประดับ: ที่อันตรายคือมันอยู่ในคนๆ เดียวไง คือเป็นทั้งสื่อมวลชนและเป็นนักธุรกิจสื่อ ซึ่งยากมากที่จะทำให้เรารักษาจรรยาบรรณไว้ให้ได้ มันยากมาก แต่ไม่ได้ถูกถกเถียงกันในคนทำสื่อ

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง

จอม เพชรประดับ: ตอนนี้ลำบาก คืออยู่ในภาวะที่ยอมจำนน มีรายการที่ช่อง  11 ชื่อรายการ “ฟันธง” ช่วงสองทุ่มครึ่งถึงสามทุ่ม รายการนี้ผมก็บอกว่าผมขอเป็นอิสระด้วย ผมบอกว่าเป็นไปไม่ได้เลยหรือที่จะเชิญฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐบาลมาคุยในช่อง 11 เขาก็บอกว่าเป็นไปได้ยาก เพราะตอนนี้ช่อง 11 ถูกใช้เป็นพื้นที่ของรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว ผมบอกว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร เขาบอกว่าก็คุณดูสิ เป็นมาทุกรัฐบาล โอเคถ้าผมไม่สามารถไปแก้ตรงนี้ได้ ผมขอเป็นอิสระในการทำหน้าที่ คือผมจะถามในสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับที่สิ่งรัฐบาลทำ โอเคคุณจะเป็นรัฐมนตรี แต่ผมจะถามในสิ่งที่คนที่เขาเห็นต่างจากคุณ ทำหน้าที่ได้แค่นี้แหละ นั่นคือภาวะที่ผมทำได้ ณ ภาวะที่ไม่ค่อยมีทางเลือกในปัจจุบัน คือผมบอกว่า เช่น เรื่องจำนำข้าว เชิญอาจารย์นิด้ามาสิ ก็ไม่ได้เพราะเขาบอกว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ของรัฐบาล

ผมก็ไม่รู้ว่าสังคมยอมรับหรือเปล่าว่าช่อง 11 เป็นพื้นที่ของรัฐบาล หรือนี่เป็นวิธีการจัดการของฝ่ายอำนาจรัฐที่ตีขลุมไปเลยสรุปรวมไปเลยว่านี่คือเครื่องมือของรัฐ ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้นะ ทีนี้สังคมรับรู้กันแล้วหรือว่าช่อง 11 เป็นเครื่องมือของรัฐเท่านั้น มันต้องมีพื้นที่ของฝ่ายค้านด้วยสิ หรือคนที่ต่างจากรัฐด้วย  ผมคิดว่ามันต้องมีสัดส่วนที่ให้ฝ่ายค้านเข้ามาร่วมคุยด้วย

ทุกวันนี้ผมก็ยังขอข้อมูลจากฝ่ายค้าน ทางช่องยอม คือคุณกำหนดประเด็นให้ผม คุณกำหนดแขกให้ผม แต่ในเรื่องของการพูดคุย การถามนี่ ผมขอที่จะเป็นอิสระเอง ผมก็ได้แค่นี่แหละในช่อง 11 ประนีประนอมได้แค่นี้

ตอนนี้เสนอ ศอบต. ทำเรื่องภาคใต้ อาจจะทำแล้วออกที่ช่อง 11 กำลังคุยกัน ไม่รู้จะได้หรือไม่ได้ อยากทำเรื่องใต้มาก เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องวิกฤตเป็นความเป็นความตายเป็นความสูญเสียเยอะมาก แล้วรู้สึกว่าคนยังไม่ค่อยสนใจไยดีสักเท่าไหร่

ส่วนความเห็นต่าง ผมไม่เคยยุให้คนสองขั้วมาทะเลาะกัน แต่ผมอยากให้คุยกัน สุดท้ายเรื่องเรตติ้ง ผมเป็นพิธีกรที่ไม่เรียกเรตติ้ง ไม่ได้ทำให้คนดูเฮโลสาระพา

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แล้วจะยั่งยืนไหม

จอม เพชรประดับ: ผมก็พยายามที่จะหาที่ที่จะไป ก็พยายามหาที่ว่ามีที่ไหนบ้าง ผมก็จะลองเดินไปที่ทีวีไทยว่าผมจะทำอะไรได้บ้าง ใจผมอยากให้มีทีวีสาธารณะเยอะๆ  ขอ กสทช.เปิดอีก 3 ช่องเป็นไง (หัวเราะ)

ความอึดอัดแบบที่ผมมีอยู่นั้น ก็มีอยู่ในคนทำสื่่อไม่น้อยแต่เขาอาจจะไม่พร้อมที่จะออกมาพูด เขาพร้อมจะประนีประนอมเพื่อให้ดำรงอยู่ในวิชาชีพได้ และผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยในวงการสื่อที่คิดว่าพูดไปมีแต่กระทบ ยอมจำนนอยู่รอด อันนี่น่าจะเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: สังคมก็ไม่พร้อมที่จะฟังความเห็นต่าง ด้วยหรือเปล่า

จอม เพชรประดับ: สังคมไม่พร้อมที่จะฟังความเห็นต่าง อะไรที่ต่างจากที่เขาคิด คือเขาดูเพื่อจะอยากฟังสิ่งที่เขาอยากฟัง

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: สื่อถึงจุดที่ควรต้องมาคุยกันไหมว่าเรื่องหน้าที่ในการนำเสนอ หรือคุณอาจจะต้องกล้าที่จะไม่ต้องแคร์ว่าคนดูจะพอใจ

จอม เพชรประดับ: เรื่องพวกนี้มันควรจะคุยตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครยอม ผมว่าคนทำสื่อเองก็ไม่มีใครยอมใคร แล้วเขามีความรู้สึกว่าเขาก็มีมวลชนของเขา เพราะฉะนั้น เขาไม่เห็นแคร์อีกกลุ่มหนึ่ง

คนก็ไม่เชื่อมั่นสื่่อ แล้วกลายเป็นว่าเราเองแหละที่เป็นหัวหอกทำให้สังคมกำลังฆ่ากันทุกวันนี้ พวกเราเองที่ยอมกับสิ่งเหล่านี้แทนที่จะมาทบทวนตัวเองว่าเราเป็นเครื่องมือของใครแล้วทำอะไร และคนที่ทำสื่อปัจจุบัน อันนี้ไม่ได้ไปดูถูกคนวิชาชีพอื่นๆนะ ผมว่าคนทำสื่อมันต้องผ่านการต่อสู้ ผ่านการค้นหาหลักการจุดยืนของวิชาชีพพอสมควรว่าสังคมเราอะไรคือปัญหา ไม่ใช่แบบว่า ผมได้ยินมาเยอะเหมือนกัน พอเพื่อไทยชนะ ขบวนการแดงมา สื่อบางฉบับ บางสำนักก็หันเหมาแดงเพราะเห็นว่าคนแดงเยอะ

ในความเป็นขบวนการแดงผมคิดว่ามีเรื่องน่าสนใจ คือแดงก็ต้องสังเคราะห์นะ อย่างพวกเราเนี่ย วิธีการทำสื่อ หน้าที่หลักของสื่อมวลชนคือการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ครั้งหนึ่งเพื่อไทยไม่มีอำนาจ แต่เมื่อเขามีอำนาจแม้ว่าคนเสื้อแดงจะสนับสนุนแต่อย่าลืมว่าประชาชนต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจ สื่อมวลชนต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจ ถ้าบอกว่าไม่ต้องตรวจสอบเพราะเราเป็นกลุ่มเดียวกัน ไม่ต้องตั้งคำถาม ผมทำเพื่อคุณอยู่แล้ว ไม่มีทางที่เราจะมีความเชื่อมั่นได้  ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยผู้มีอำนาจไม่เคยน่าไว้วางใจได้เลย เพราะฉะนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ข้างคุณ แต่ ณ วันหนึ่งที่คุณอยู่ในอำนาจ เรามีหน้าที่ต้องตั้งคำถามกับคุณ ตรวจสอบคุณ เหมือนกัน ถ้ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ปฏิเสธการตรวจสอบของคนเสื้อแดง ไม่ต้องการให้คนเสือแดงออกมาเคลื่อนไหวตั้งคำถามในการดำเนินนโยบายต่างๆ ผมว่าอันนี้คนเสื้อแดงต้องกลับมาทบทวนแล้ว ฝ่ายค้าน สว.จะตรวจสอบคุณ ก็ปล่อยให้เขาตรวจสอบไป คุณมีอะไรมาอธิบายก็อธิบายไป ไม่ใช่ว่าไม่ได้ อันนี้จะล้มรัฐบาลๆ คุณมีผนังทองแดงคือประชาชนอยู่ข้างหลังคุณ แล้วคุณจะกลัวอะไรกับการตรวจสอบ

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ถึงตอนนี้ มีอะไรที่คุณอยากคุยกับสาธารณะ

จอม เพชรประดับ: ฝากผู้มีอำนาจมากกว่ามั้ง และที่สำคัญคือประชาชน ผมว่าคนเสื้อแดงหรือประชาชนเองนี่ จะต้องอย่าสนับสนุนในลักษณะที่พวกกูกลุ่มกูทำอะไรแล้ว มีอำนาจแล้วคือชัยชนะ ผมอยากจะบอกกับขบวนการคนเสื้อแดง หรือคนที่อยากจะเห็นบ้านเมือง เรามองว่ารัฐบาลหรือฝ่ายการเมือง เรายังไม่สามารถให้ความไว้วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจริงใจต่อประเทศหรือต่อประชาชน นี่เป็นสิ่งที่ถูกพิสูจน์มาในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนเสื้อแดงเองก็จะต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลนี้ แน่นอนเขาอาจจะมีหลักการ มีจุดยืนอยู่ข้างประชาชนมากว่าพรรคการเมืองอื่น ด้วยวิธีคิด ด้วยนโยบายเอาประชาชนเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ  อันนี้เป็นจุดแข็งของรัฐบาลนี้ แต่ว่าประชาชนเองหรือคนเสื้อแดงเองจะต้องตรวจสอบ ตั้งคำถาม ท้วงติง ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทำแล้วเป็นประโยชน์เฉพาะก๊วน เฉพาะพรรค เฉพาะกลุ่ม เฉพาะครอบครัวของกลุ่มการเมืองเอง

เพราะฉะนั้น หนึ่งปีผ่านไปของรัฐบาล คนเสื้อแดงต้องมาถามว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงเรียกร้องมาไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย ความเป็นธรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปอะไรต่างๆที่เป็นโครงสร้างหลักของประเทศที่จะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยจริงๆนี่ มันได้ถูกขยับเขยื้อนหรือยัง หรือทำไปบ้างหรือยังในรัฐบาลนี้ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คนเสื้อแดงต้องตั้งคำถามเหมือนกัน แน่นอนว่าเรื่องของโครงการช่วยเหลืองเรื่องปากท้องก็ทำกันไป เป็นส่วนหนึ่ง แล้วถ้าหากมันมีข้อสงสัยความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการนี้ก็อย่าออกมาปกป้องจนลืมหลักการที่ว่าไว้ ผมก็ยังไม่ชัดว่าเพื่อไทยจะมีอุดมการณ์หรือความเป็นประชาธิปไตยที่เราใฝ่ฝันให้เกิดขึ้น

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: ในส่วนสถาบันสื่อกับผู้ประกอบธุรกิจสื่อล่ะ

จอม เพชรประดับ: ผมอยากให้คนทำสื่อเป็นตัวของตัวเองให้มาก และอยากให้กลับมาเคารพในวิชาชีพให้มาก และให้เป็นหลักของสังคมให้ได้ คือไม่รู้จะใช้คำอะไร คือให้สังคมมีความยอมรับ มีความศรัทธา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณสรยุทธ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการเมืองที่ใช้สื่อแล้วสื่อยอมตามกลไกของรัฐ กลไกอำนาจการเมือง อำนาจของนายทุน มันถูกพิสูจน์มาแล้ว และทำให้คนเสื่อมศรัทธาต่อวิชาชีพสื่อมาโดยตลอด ตอนนี้เรียกว่าเกือบไม่เหลืออะไรแล้ว และยิ่งกรณีคุณสรยุทธ์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้เสื่อมถอยมาก  คือ อย่าคิดว่านี่คืออุดมติหรืออุดมการณ์ที่เราจะไปไม่ถึง มันต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ อย่างน้อยต้องให้คนมีศรัทธาต่อคนในวิชาชีพนี้บ้าง คำเรียกร้องแบบนี้เรียกร้องกันมายี่สิบปีได้แล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดขึ้น ส่วนนักธุรกิจคงเปลี่ยนเขาไม่ได้ คือธุรกิจกับสื่อมันต้องคู่กัน แต่ว่าคู่กันอย่างไรที่ทั้งสองอันไม่ได้ทำให้วิชาชีพหรือจรรยาบรรณของวิชาชีพถูกทำลายโดยธุรกิจและฝ่ายการเมือง  อันนี้ผมคิดว่าคนทำสื่อก็ต้องให้นักธุรกิจเรียนรู้ด้วย แล้วธุรกิจเองคุณก็ต้องยอมรับและเคารพในวิชาชีพเราด้วย

 

มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์: แล้วมองการมองหลวมรวมสื่อจากสายตาคนอยู่ในวิชาชีพสื่อมายี่สิบปีอย่างไร

จอม เพชรประดับ: นี่คืออันตราย เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่ง เพราะเอาธุรกิจหรือกำไรเป็นตัวตั้ง พอธุรกิจกับนักการเมืองเป็นอันเดียวกัน แล้วตอนนี้ผมว่าทำท่าเป็น 3 in 1 คือนักธุรกิจ สื่อมวลชน และนักการเมืองอยู่ในคนๆเดียวกัน อนาคตจะเป็นอย่างนั้นนะ มันจะยิ่งไม่มีความศรัทธาในสื่อ สุดท้ายก็คือสื่อมวลชนเราก็หมดความยอมรับเชื่อถือในสายตาของประชาชน คือเราพูดอะไรไปแล้วไม่มีใครยอมรับ

แต่ผมคิดว่าประชาชนก็คงเลือกเหมือนกันนะ คือประชาชนต้องใช้ความสามารถมากขึ้นในการกรองข้อมูล ถ้าจะฝากอีกอันก็ต้องฝากไปที่ประชาชน คือประชาชนต้องอย่ายอมที่จะให้พวกเรา คืออย่างยอมให้คนที่เป็นสื่อเป็นนายทุนเป็นนักการเมืองเขาชักจูง คือฟังเขา แต่ต้องกรองให้มากขึ้น

 

สุดท้าย อาจจะมีคำถามว่าทำไมคุณไม่ผ่อนสั้นผ่อนยาว เพราะดูเหมือนปัญหาที่กระทบการทำงานของคุณมากๆ คือเรื่องจังหวะ เช่น สัมภาษณ์ทักษิณในช่วงที่ต้นสังกัดไม่อยากให้สัมภาษณ์

จอม เพชรประดับ: ผมก็ผ่อนแล้ว แต่การให้พื้นที่กับความเห็นต่างนั้นเป็นจุดยืนสำคัญมาก การให้ความเป็นธรรมกับทุกความเห็นที่หลากหลายมันต้องมีพื้นที่ให้ได้ถ่ายทอดอออกไป นี่เป็นความยากลำบาก

 

จอม เพ็ชรประดับ เริ่มงานข่าวกับหนังสือพิมพ์มติชน ก่อนที่จะก้าวสู่การเป็นผู้สื่อข่าวให้กับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในปี 2539

ปี 2543 เมื่อไอทีวีถูกซื้อหุ้นโดยทักษิณ ชินวัตร เขาลาออกจากไอทีวี แล้วเดินทางไปอเมริกา เข้าคอร์สผลิตสารคดีข่าวอยู่ 6 เดือน จากนั้นช่วง ปี 2544-2548 จึงได้โอกาสทำรายการ “อินไซด์ไทยทอล์ก” ฉายทางเคเบิลทีวีในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีกลุ่มคนดูชาวไทย ลาวและกัมพูชา

เขากลับมาไอทีวีอีกครั้งในปี 2548 หลังการปฏิวัติปี 2549 เขามาทำรายการที่ช่อง 11 ในช่วงของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช หลังจากปฏิเสธสัมภาษณ์นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เขาถูกลดเวลาออกอากาศจาก 5 วันเหลือ 3 วัน จนกระทั่งรายการถูกยุบไปในที่สุด

หลังจากนั้นไปดำเนินรายการวิทยุช่อง 100.5 และตัดสินใจยุติการทำงานหลังจากที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แสดงความไม่พอใจที่สัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เริ่มทำรายการ Hot Topic และ Intelligence กับ Voice TV ตั้งแต่เริ่มตั้งสถานีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และรายการหลุดผังล่าสุดด้วยเหตุผล สถานีปรับเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอให้มีประเด็นการเมืองและความขัดแย้งน้อยลงและเน้นเรื่องไลฟ์สไตล์มากขึ้นเพื่อถ่ายทอดผ่านทรูวิชั่น

 

อ่านเพิ่มเติม

สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ: ทีวีสาธารณะ VS จริยธรรมสื่อ "ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน"

คุยกับสื่อชื่อ จอม เพชรประดับ: ผมอยากสัมภาษณ์ท่านประธานองคมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คุยกับจอม เพ็ชรประดับ ในวันรายการหลุดผัง (อีกแล้ว)