Skip to main content

ขอบคุณภาพจาก thairathonline www.youtube.com/watch?v=s2wFdbMtwgw

 

“กรณีอย่างนี้ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาท คดีฝนตกขี้หมูไหลเหตุไฉนกองปราบรับมาดำเนินคดี..หากในวันที่ 29 ตุลาคม ทางกองปราบยืนยันจะออกหมายเรียก หากมีการปะทะ จะต้องมีคนตายแน่”

คำกล่าวของนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ให้สัมภาษณ์ช่อง ASTV หลัง เหตุการณ์ปะทะระหว่างมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มเสื้อหลากสีที่หน้ากองปราบเมื่อ 25 กันยายนที่ผ่านมา สะท้อนชัดเจนถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ขณะนั้น

เหตุการณ์ดังกล่าว ดูเผิน ๆ ไม่น่ามีประเด็นเป็นสาระสำคัญอะไรที่จะเป็นความขัดแย้งหรือแม้แต่ในทางคดีความ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนสองกลุ่มซึ่งมีจุดยืนต่างกันมาอยู่ในที่เดียวกันแล้วจะเกิดปะทะกันขึ้นมา ที่น่าสนใจคือคนทั้งสองกลุ่มมาชุมนุมเพื่อการแสดงออกเพื่อ “ปกป้องผู้อ่อนแอ” และเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” จนนำไปสู่การปะทะกันถึง 4 ครั้งและลงเอยด้วยบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่ายและทรัพย์สินเสียหายหลายรายการ

แต่พอมองย้อนเข้าไปถึงต้นตอที่มาที่ไป จะพบว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ต่างกับนิทาน “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่เจ้าของแมวและเจ้าของสุนัขไม่ได้เจรจาสอบถามถึงเรื่องราวต้นสายปลายเหตุ จนนำมาซึ่งการห้ำหั่นกันทั้งสองฝ่ายกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” และมีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก

คดีน้ำผึ้งหยดเดียว
หลายคนที่ติดตามข่าวนี้ใกล้ชิดคงทราบไปแล้วว่า ต้นตอเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้เริ่มที่ห้างสยามพารากอน เมื่ออดีตครูสาวโรงเรียนนานาชาติ นางสาวมนัสนันท์ หนูคำ เข้าไปปรากฏตัวต่อหน้า นางดารุณี กฤตบุญญาลัย นักธุรกิจและไฮโซชื่อดังหนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. และกล่าวในลักษณะต่อว่านางดารุณี ด้วยเข้าใจผิดคิดว่านางดารุณีคือ “ดาตอปีโด”​ สตรีที่ขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่สนามหลวงและกล่าวคำไม่เหมาะสมต่อสถาบันฯ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการถูกคุมขังในเรือนจำ โดยส่วนหนึ่งของถ้อยคำที่ปรากฏในคลิปวีดีโอกล่าวว่า

“หน้าด้านมาก คุณด่าในหลวงทำไม ด่าในหลวงทำไม คนนี้แน่ ๆ ก็บนเวทีคนเสื้อแดงที่คุณไปขึ้นมาไง ถามหน่อยคุณด่าในหลวงทำไม”

ขอบคุณภาพจาก www.youtube.com/watch?v=3z2P-vWt2es

แม้จะมีรายงานแพร่หลายผ่านสื่อ แต่ไม่มีการออกมาขอโทษเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการว่าร้ายดังกล่าว ผู้กระทำผิดกลับนิ่งเฉยไม่มีการแสดงตัว นำไปสู่การแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

ในวันเดียวกัน มีการนำภาพเหตุการณ์ทั้งภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ และข้อความ เผยแพร่และส่งต่อผ่านเครือข่ายออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่คนเสื้อแดงที่รู้จักมักคุ้นนางดารุณี หลายข้อความมีลักษณะเหยียดหยามการกระทำของนางสาวมนัสนันท์

กลุ่มพันธมิตรได้เข้ามาผสมโรง โดยเสนอตัวว่าหากอดีตครูสาวต้องการความช่วยเหลือด้านคดีความ ทางกลุ่มก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเต็มที่ การออกมาแสดงบทบาทเช่นนี้เป็นการดึงกลุ่มฐานมวลชนที่มีอยู่แล้วในเครื่องหมายกลุ่มที่จงรักภักดี กรณีจึงเป็นการขยายขอบเขตความขัดแย้งจากระหว่างคู่กรณีเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างคู่ขัดแย้งทางการเมืองอย่าง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และกลุ่มพันธมิตรฯ อีกครั้ง

ตามกระบวนการทางกฎหมายเมื่อมีการกล่าวหาร้องเรียน เจ้าหน้าที่จะต้องเรียกคู่ความมาให้ปากคำ (ถามไถ่) ถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจริงดั่งที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และหากฟังได้ว่ามีการกระทำดังกล่าวจริงก็จะต้องสอบสวนดำเนินคดีว่ากันไปตามกรอบกฎหมาย นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดซึ่งยอมความได้ คู่กรณีจึงอาจจะตกลงกันเพื่อให้คดีความยุติลงได้

การเรียกมวลชนออกมาสนับสนุนหรือต่อต้าน โดยเฉพาะของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มเสื้อหลากสี ให้ออกมาชุมนุมสนับสนุนอดีตครูสาวและคัดค้านการดำเนินคดี เป็นการสื่อว่าการกระทำความผิดที่เป็นการละเมิดต่อผู้อื่นเป็นการกระทำที่ชอบ และยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนบางคนยังมองว่าอีกนี่เป็นการกระทำของ "คนดี" ที่กำลัง "ถูกรังแก"

แม้ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรม กล่าวคือ ฝ่ายนางดารุณีและกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยืนยันว่านางสาวมนัสนันท์ด่าผิดตัว ต้องออกมาขอโทษและรับผิดชอบ ด้านนางสาวมนัสนันท์ก็ยังเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่านี่เป็นการแสดงออกเพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันฯ  “เพียงแค่การไปถามไถ่ปกติว่า ‘ด่าในหลวงทำไม’ กลับต้องมาถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน”

การปลุกปั่นมวลชนฝ่ายพันธมิตรและกลุ่มเสื้อหลากสีจึงได้เริ่มขึ้น โดยอ้างความไม่เป็นธรรมในการรับเรื่องดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ฝ่ายตนมีความเคลือบแคลงในการทำหน้าที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความจริงใจในการป้องกันเหตุเพียงใด เหตุใดจึงปล่อยให้มีการปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า

สื่อ..ปัจจัยกระตุ้นความรุนแรง

สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน เรื่องเกิดขึ้น หากสื่อนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เหตุการณ์คงไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” จากความขัดแย้งระหว่างคู่กรณี กลายเป็นการปะทะของมวลชนจนเกิดการบาดเจ็บเสียเลือดเนื้อและทรัพย์สินเสียหายดังกล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สื่อประโคมข่าวโดยเน้นให้เกิดเฉดสีขาวกับดำอย่างชัดแจ้งว่าการกระทำของฝ่ายที่ตนสนับสนุนเป็นฝ่ายถูกและอีกฝ่ายกระทำการคุกคามไม่ชอบธรรม

สื่อจำนวนมากในเหตุการณ์นี้เป็นเสมือนปัจจัยหรือตัวเร่งให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายกลายเป็นความรุนแรง

แม้ปัจจุบันจะมีสื่อมวลชน “น้ำดี ที่วางตัวเป็นกลางและนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านที่หลายคนเรียกกันว่า “สื่อแท้” แต่ก็มี “สื่อการเมือง” ที่แอบอ้างสถานะสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ไม่ต่างกับกระบอกเสียงให้กับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และนำเสนอข่าวที่โน้มเอียงอันเกิดจากอคติต่อฝ่ายตรงข้าม และ “สื่อธุรกิจ” ที่เน้นบันเทิงและผลประกอบการมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือและรอบด้าน ที่หลายคนเรียกว่า “สื่อเทียม” จนบ่อยครั้งที่มีการตั้งคำถามว่านี่ใช่ “สื่อมวลชน” หรือไม่

สื่อที่มีบทบาทสำคัญในครั้งนี้ได้แก่ บลูสกายทีวี สื่อที่เป็นแกนนำในการสนับสนุนแนวคิดและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ มีการนำเสนอข่าวอย่างบิดเบือนเพื่อเรียกมวลชนอย่างชัดเจน มีการประชาสัมพันธ์ให้มีการออกมาชุมนุมที่หน้ากองปราบฯ มีแผนที่นัดแนะกับผู้ชุมนุม พร้อมกับประกาศว่าจะมีการแจกเสื้อที่พิมพ์คำว่า “ทรงพระเจริญ” อยู่บนหน้าอกเสื้อให้แก่ผู้ชุมนุม

การกระทำดังกล่าวนอกจากเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อและผู้สื่อข่าวแล้ว ยังเป็นความพยายามเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งของบุคคลให้เป็นเรื่องการเมืองและการโยงเอาสถาบันฯ มาเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม การเอาประเด็นสถาบันฯ​ ประเด็นที่คนทั้งประเทศต่างรู้กันดีว่าเป็นเรื่องอ่อนไหว สามารถทำให้คนคิดต่างห้ำหั่นกันได้โดยง่าย ไม่ต่างกับที่กลุ่มหัวรุนแรงใช้ประเด็นศาสนาก่อจลาจลและทำร้ายผู้อื่นอยู่ทั่วโลกในขณะนี้

ข้อเสนอ คอป. เกี่ยวกับรากเหง้าความรุนแรง

ตามรายงานของ คอป. ที่ออกมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาที่ได้กล่าวถึงรากเหง้าความขัดแย้งอันนำมาสู่ความรุนแรงในเดือนเมษา-พฤษภา 2553 อันเป็นเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งสำคัญของประเทศ หนึ่งในหลายข้อค้นพบของ คอป. คือ บทบาทของสื่อที่ “เป็นปัจจัยกระตุ้น ตลอดจนขยายระดับความรุนแรงของความขัดแย้ง” จากความคิดและจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันของคนในสังคม “การเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) หรือการเผยแพร่ถ้อยคำที่ทำให้เกิดการเกลียดชัง (hate speech)” โดยเฉพาะ “การกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือดึงมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมจากมวลชนของตนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง” (รายงานฯ หน้า 206, 208 และ 213) 

ข้อเสนอแนะของ คอป. ต่อองค์กรสื่อ “สื่อทุกแขนงทุกแขนงต้องมีความระมัดระวังและมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณะชน... ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้สื่อเพื่อปลุกระดมและยั่วยุให้เกิดความรุนแรง.. สื่อทุกแขนง[ต้อง]ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบจริยธรรมและหลักวิชาชีพ สื่อต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้านแก่ประชาชน โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หามาได้ก่อนนำเสนอ สื่อต้องไม่นำเสนอข้อมูลและถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังหรือยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อคู่ขัดแย้ง..” (รายงานฯ หน้า 258)

ข้อเสนอต่อทุกฝ่าย “ทุกฝ่ายควรแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะยกย่องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นสถาบันที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง และทุกฝ่ายต้องงดเว้นการกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม” (รายงานฯ หน้า 256)

คำถามต่อบทบาทสื่อวันนี้คือ กลไกการควบคุมสื่อด้วยกันเอง การตรวจสอบ และบทลงโทษมีประสิทธิภาพเพียงใด หรือว่าสื่อจะต้องมีอิสระอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคำนึงว่าอะไรคือจรรยาบรรณ จริยธรรม ความเหมาะสมในบทบาทหน้าที่ของตน ตลอดจนบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อประเทศชาติ หรือแม้แต่มโนธรรมสำนึกในฐานะที่เป็นคนไทยหรือการเป็นประชากรของชาติ

ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นนอนว่าฝ่ายนางดารุณีเป็นฝ่ายเสียหายฝ่ายแรกที่จะต้องได้รับความเป็นธรรมโดยไม่คำนึงว่าอยู่ฝ่ายเสื้อสีอะไร อีกฝ่ายที่จะต้องได้รับความเป็นธรรมคือนางสาวมนัสนันท์ ที่ถูกประณามหยามเหยียดผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์จนเป็นที่สนใจของสังคม

หากแต่จะโทษสื่อมวลชนฝ่ายเดียวก็คงไม่เป็นธรรมนัก สมมติเหตุการณ์ปะทะดังกล่าวเป็นการวางแผน เป็นการจงใจให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ฝ่ายที่สมควรถูกประณามมากที่สุดคือ ฝ่ายนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่นำเรื่องราวมาบิดเบือนขยายประเด็นและนำมาสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะการนำประเด็นเกี่ยวกับสถาบันฯ มาปลุกเร้าเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเกลียดชังกันในหมู่คนร่วมชาติ นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งหากจะมีใครเพียงมุ่งชัยชนะทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและวิธีการ

ที่สำคัญ คงจะดีไม่น้อยหากสื่อมวลชนจะมีบทบาทในการนำเสนอความจริงให้ปรากฏแทนการเข้าไปอยู่ในขบวนการเช่นว่า

สื่อมวลชน ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้กว้างขวาง รู้ลึก รู้จริง เพราะสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวและข้อมูลที่สำคัญได้และคลุกคลีกับข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา เป็นผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชี้นำสังคมและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน แม้บ่อยครั้งที่ตัวสื่อหรือผู้สื่อข่าวเองจะถูกตราหน้าว่าไม่เป็นกลาง มีสี ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่ากับการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อสารมวลชนและผู้สื่อข่าวที่มีเกียรติ

ผู้เขียนจึงอยากเรียกร้องที่สื่อมวลชนจะตระหนักถึงบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญนี้ รู้ทันสถานการณ์และไม่ตกเป็นเครื่องมือปลุกปั่นเรื่องราวฝนตกขี้หมูไหลให้กลายเป็นสงครามกลางเมืองเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใด แต่ทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณตรงไปตรงมาในการตรวจสอบเป็นดั่งกระจกสะท้อนความจริงให้แก่สังคมได้รับทราบเพื่อส่งเสริมคนดีและเปิดโปงคนเลว เพื่อนำพาสังคมไปสู่ความสันติสุขร่วมกัน

เดชอุดม ขุนนะสิทธิ์
กันยายน 2555



เกี่ยวกับผู้เขียน

เดชอุดม ขุนนะสิทธิ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษากฎหมาย องค์การนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากฎหมายและนักวิชาการอิสระมีบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และสันติภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ม็อบชนม็อบ คดีฝนตกขี้หมูไหลกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว