Skip to main content

บรรยากาศการแถลงข่าว หนึ่งในกิจกรรมหลักของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย 

ขอบคุณภาพจาก www.cgmoore.com/blog/fcct28march08-3.gif

 

ย้อนไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นนักข่าวรุ่นกระเตาะ กลิ่นอายสงครามเวียดนามจางลงไม่นาน ตามมาด้วยการเปิดศักราชใหม่แห่งความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เวียดนามและเกาหลีเหนือ ต่อด้วยทหาร 'อาสาสมัคร' เวียดนามสองแสนนายเข้ายึดครองกัมพูชาแล้วจัดตั้ง 'ระบอบเฮงสัมริน’ ในกรุงพนมเปญ 

นับแต่นั้น ประเทศไทยก็กลายเป็น 'ศูนย์ล่าข่าว' สำหรับนักข่าวนานาชาติ พร้อมกับความรุ่งโรจน์ของย่านบันเทิงพัฒน์พงษ์และการก่อกำเนิดของถนนข้าวสาร แหล่งรวมที่พักราคาถูกที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย สถานที่ซึ่งนอกจากสามารถหาซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ปลอมอย่างที่เลดี้กาก้าว่าไว้แล้ว ยังสามารถหา 'บัตรนักข่าวสากล' ได้โดยไม่ยาก ด้วยสนนราคาเพียง 250 บาทในระยะเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

‘บัตรนักข่าวสากล (เทียม) ' หาได้ที่ถนนข้าวสาร 250บาท ครึ่งชั่วโมงได้

ขอบคุณภาพจากสงวน คุ้มรุ่งโรจน์

 

กรุงเทพฯ..อดีต “เมืองสวรรค์” ของสื่อต่างชาติ

กรุงเทพฯเป็น 'เมืองสวรรค์' สำหรับนักข่าวต่างชาติทั้งจริงและเทียมที่กระจัดกระจายอยู่นับพัน  บางคนอยู่ในไทยมาเกือบครึ่งศตวรรษจนมีครอบครัว มีลูกกับเมียคนไทย และส่วนใหญ่จะเลือกเป็น 'Freelance' หรือนักข่าวอิสระที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวและรับจ็อบหลายๆ แห่ง แทนที่จะทำงานให้สำนักข่าวแห่งเดียวซึ่งรายได้ไม่ค่อยพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าเช่าบ้านที่สูงขึ้น

นักการทูตไทยท่านหนึ่งที่เคยดูแลสื่อต่างชาติกล่าวกับผู้เขียนว่าแม้ว่ายังติดที่ภาษาสื่อสาร แต่ก็ภูมิใจว่าครั้งหนึ่งไทยเคยเป็น Regional Media Hub (ศูนย์รวมสื่อของภูมิภาค)" ยิ่งในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยหัวกระไดไม่เคยแห้ง มีการจัดประชุมนานาชาติทั้งแบบเปิดเผยและทางลับอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีบทบาทในการร่วมแก้ไขปัญหากัมพูชาและอยู่เบื้องหลังการทำให้สัมพันธภาพของรัฐบาลปักกิ่งและฮานอยและพรรคคอมมิวนิสต์ของทั้งสองประเทศกลับคืนปกติ ชื่อ'ประเทศไทย"จึงปรากฏอยู่บนสื่อกระแสหลักสากลอยู่ไม่ขาดสาย ประเทศไทยในสายตาของสื่อต่างชาติเวลานั้นเป็น 'สุดยอดแดนเสรีแห่งสื่อ’

ข้าราชการระดับสูงของกรมประชาสัมพันธ์ที่เคยคลุกคลีกับสื่อต่างชาติเป็นเวลายาวนาน เล่าจากประสบการณ์ของเขาว่า ในอดีต สื่อต่างชาติให้ความสำคัญกับประเทศไทยมาก เมื่อใดที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเมืองไทย สื่อทุกแขนงไม่ว่าเป็นหัวหน้าสำนักข่าวหรือผู้ช่วยที่เป็นคนไทยจะมาฟังการแถลงข่าวหรือติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

สื่อต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี (สิงหาคม 2531 – กุมภาพันธ์ 2534) พลเอกชาติชายมารับตำแหน่งพร้อมกับคำขวัญอมตะ'เปลี่ยนสนามรบเป็นตลาดการค้า'

สำหรับสื่อนอกสายเศรษฐกิจนั้นเริ่มสนใจประเทศไทยในยุคที่นายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรี และประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank 

ในสมัยที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน) ต้องการเนรมิตประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการทำข่าวของภูมิภาค โดยเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนา  International Press in Thailand ขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจของบรรดาสำนักข่าวและสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต่างประเทศที่มีสำนักงานอยู่ในฮ่องกงหรือสิงคโปร์ซึ่งมีการบริการด้านสื่อสารที่ก้าวหน้ากว่าไทย ให้มาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ มากขึ้น  ตัวอย่างสำคัญคือการตั้งสำนักข่าว Bloomberg จากเดิมที่มี Lee Millers เป็นตัวแทนเพียงคนเดียว โดยใช้บ้านพักเป็น สำนักงานนั้น  ปัจจุบันมีการเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการและจ้างผู้สื่อข่าวเพิ่ม ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ก็ขยายใหญ่ขึ้น โดยมีรอยเตอร์ทีวีเป็นศูนย์กลางการทำข่าวจากเดิมที่มีแค่ ‘ข่าว wire’

ต่อมาในยุคของรัฐบาลพรรค ไทยรักไทยนั้นแม้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีปัญหากับสื่อต่างชาติบ้างก็ตาม  แต่นโยบายต่างประเทศเชิงรุกสายฟ้าแลบชนิดที่สมาชิกอาเซียนอื่นตามไม่ทันนั้นเรียกความสนใจจากสื่อต่างประเทศมาโดยตลอด แม้จะเกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนักข่าวต่างชาติแต่สื่อก็ไม่เคยพลาดทำข่าวเขาเลย ช่วงนั้นมีสื่อ 'ขาประจำ' ที่วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีไทย เช่น NY Times, Far Eastern Economic Review, Asia Week,  Business Review Weekly, Time, Asian Business หรือ The Australian  

 

สื่อตะวันตกในไทย..พ่ายพิษการเมือง บ๊ายบายไทยแลนด์

หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณโดนพิษทางการเมืองถูกรัฐประหาร ต้องกลายเป็น'อดีตนายกรัฐมนตรี’ พลัดถิ่นไปสิงสถิต ณ นครดูไบ นิตยสารไทม์ ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณอย่างรุนแรงจากสื่อไทย เนื่องจากตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ ทักษิณขึ้นปก ทำให้เกิดวิวาทะ 'สื่อไทย-สื่อนอก' ว่าด้วยบทบาทความเป็นมืออาชีพของสื่อต่อกรณีการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ 

เริ่มจาก รายการสยามเช้านี้  ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2550 สื่อไทยโดยนายเทพชัย หย่อง ซึ่งขณะนั้นเป็นบรรณาธิการเครือเนชั่น ได้ตั้งคำถามกับ นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชีย และโฆษกสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย (FCCT) ว่า "คนไทยหลายคนเชื่อว่าสื่อต่างชาติถูกจ้างให้รายงานในสิ่งที่ทักษิณต้องการ" และนายโจนาธาน เฮด โต้สวนทันทีว่า"นั่นเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก เป็นการทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของนักข่าวต่างชาติที่ทำงานที่นี่อย่างที่สุด ผมอยากพูดว่าใครก็ตามที่จะกล่าวหาว่าสื่อต่างชาติรับเงินเพื่อทำข่าวทักษิณนั้นต้องแสดงหลักฐานด้วย นี่เป็นการหมิ่นประมาท เพราะผมยังไม่เคยเห็นหลักฐานใดๆ เลย"

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้สื่อต่างชาติงุนงงเป็นอย่างยิ่งกับสถานการณ์ในประเทศไทย คือกรณีที่มีสตรีไทยอ้างว่ามีอาชีพนักแปลและเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนเข้าแจ้งความที่สน.ลุมพินี เพื่อให้มีการดำเนินคดีกับนายโจนาธาน เฮด รวมกับคนอื่นๆ อีก 13 คนในความผิดฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี

โจนาธานเฮด จึงโบกมืออำลาประเทศไทยไปในที่สุด

สื่อต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าข่าย ‘ล้มเจ้า’ จนต้องออกจากประเทศไทยไปอีกรายคือ นายแอนดรู เอ็ม มาแชล อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่อยู่เมืองไทยยาวนานจนได้เลื่อนเป็นหัวหน้าสำนักฯประจำกรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวต่างชาติรายนี้ได้นำข้อมูลจากวิกิลีกส์ที่ทางการไทยลงความเห็นว่ามีข้อความ ‘หมิ่นฯ’ มาเปิดเผยต่อสาธารณะ

แอนดรู เอ็ม มาแชลเดินทางออกจากประเทศไทยไปอย่างเงียบๆ ตอนนี้เขามีblog ชื่อ zenjournalism เป็นอาวุธ เขียนเรื่องหมิ่นเหม่ทั้งหลายเกี่ยวกับประเทศไทยที่คนไทยเองไม่เคยรู้มาก่อน

สัปดาห์ที่ผ่านมา แพทริก วินน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ Global Post ได้ร่วมวงเสวนา 'จรรยาบรรณสื่อกับการพัฒนาการเมืองไทย' ที่จัดโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้วิจารณ์ สื่อการเมืองไทยว่า"ไม่ใช่แค่เลือกข้าง แต่มีส่วนกับการเคลื่อนไหวบนถนน คนดูก็รู้ว่าใครเป็นสีอะไร ซึ่งก็ดีที่จริงใจและยอมรับว่าเป็นสื่อเลือกข้าง" แต่เขามองว่า"อคติแบบที่เป็นอันตรายต่อเมืองไทยกว่า คืออคติต่อนายทุนและผู้มีอำนาจ ถ้าผู้มีอำนาจไม่แถลงข่าวก็ประหนึ่งว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น" พร้อมทั้งเตือนสื่อไทยให้พึงระวังในการนำเสนอคือ การรายงานแบบอ้างคำพูดโดยตรง เพราะอาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เท็จ หรือตกเป็นเครื่องมือ โดยควรมีแหล่งข่าวอย่างน้อย 3 แหล่ง หรือ 2-3 มุมมองในเรื่อง เพื่อมุมมองที่รอบด้าน

 

สื่อยักษ์ต่างชาติรวมอยู่ที่เดียวกัน

ขอบคุณภาพจากสงวน คุ้มรุ่งโรจน์

 

สื่อเอเชียในไทย..หดตัวเงียบ ๆ ในวันเหงา ๆ

เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว สำนักข่าวของญี่ปุ่นในประเทศไทยมักจ้างผู้หญิงเป็นผู้ช่วยนักข่าว นักข่าวไทยตั้งฉายาผู้ช่วยสาวไทยประจำสำนักข่าวของญี่ปุ่นเหล่านี้ ว่า 'โชจิกุ' (Shochiku 松竹) ซึ่งเป็นชื่อบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่สมัยนั้นที่มีดาราประเภทคิขุ ดูแล้วเพลินตาจำนวนมาก เพราะในยุคนั้น พวกที่ทำงานเป็นผู้ช่วยนักข่าวญี่ปุ่นนั่งอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันไม่ต้องเหงื่อหยดทำข่าวหนักหนักเหมือนนักข่าวไทย 

ยุคต่อมาสำนักข่าวญี่ปุ่นในไทยเริ่มมีผู้ช่วยชาย ซึ่ง 'ศิษย์เก่า' หลายคนที่เคยเป็นผู้ช่วยสื่อญี่ปุ่น ออกไปได้ดิบได้ดี เป็นพิธีกรสื่อทีวีชื่อดังหรือนักวิชาการ เช่น พิสิทธิ์ กิรติการกุล,ชัยรัตน์ ถมยา,ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ,นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และอัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว เป็นต้น

ขณะที่สื่อจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ประจำประเทศไทยนั้นยกโขยงกันมาเกือบ 20 คน มีทั้งสำนักข่าว ทีวี วิทยุและสื่อพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลอีกหลายสำนัก ทว่าน้อยครั้งที่พวกเขาจะออกมาทำข่าวภาคสนาม ร่วมแถลงข่าวหรือซักถามดุเดือดเหมือนนักข่าวตะวันตก ข่าวทุกชิ้นที่จะเสนอต้องขออนุมัติจากทางการปักกิ่ง และต้องนำเสนอเฉพาะข่าวด้านดีของจีนข่าว ‘อ่อนไหว’ ที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ข่าวชาวจีนทำผิดกฎหมายหรือแม้กระทั่งข่าวที่นางอองซานซูจีมาเยือนประเทศไทย ก็ถือว่าเป็นข่าวต้องห้าม  

นอกจากนี้ สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซียและสำนักข่าวเวียดนาม แม้ว่าจะเป็นผู้แทนของสำนักข่าวหลักในอาเซียน แต่ก็ไม่ค่อยเห็นผู้สื่อข่าวสองสำนักนี้ออกมาทำข่าวด้วยตนเอง  ผลงานที่รายงานออกไปแทบจะ 'พิมพ์ซ้ำ' จากข่าวภาษาอังกฤษของสำนักข่าวไทย หรือ 'ตัดตอน' จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษคู่แข่งในไทย คือ บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) และเดอะเนชั่น (The Nation)

นักข่าวตะวันออกบางคนบอกว่า "เดี๋ยวนี้ทำข่าวเมืองไทยไม่สนุก อยากปิดที่นี่แล้วย้ายไปพม่า หากทางการเนปิดอว์ไฟเขียวก็จะไปทันที'" สอดคล้องกับเสียงจากข้าราชการกองสื่อท่านหนึ่งที่บอกว่า “ปัจจุบัน การเมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่าหรือเวียดนาม มีพัฒนาการไปไกลมากแทบทุกด้าน น่าสนใจมากกว่าความเคลื่อนไหวในไทย นักข่าวต่างชาติหลายสำนักจึงใช้ไทยเป็นฐานในการขอวีซ่าเพื่อเข้าไปทำข่าวในพม่า" ก่อนพม่าเปิดประเทศ มีนักข่าวฝรั่งหลายคนย้ายไปอยู่แถวเชียงใหม่หรือชายแดน เพื่อสังเกตการณ์และรายงานความเคลื่อนไหวในพม่า นักข่าวไทยที่ทำงานให้สำนักข่าวต่างประเทศมานานคนหนึ่งบอกว่า" ในเมืองไทย บางวันแทบไม่มีข่าวจะรายงาน อยู่แบบซังกะตาย ไม่ตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อน"

อดีตเจ้าหน้าที่โฆษกทำเนียบรัฐบาลท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า หากเมืองไทยไม่มีเหตุการณ์รัฐประหาร นองเลือด การเมืองบนถนน หรือเกิดสึนามิที่ภูเก็ต น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ป่านนี้พวกเขาคงกลับบ้านไปนานแล้ว ข่าวร้ายเหล่านี้คือข่าวดีของสื่อนอก"

'ซังเคชิมบุน'หนังสือพิมพ์อันดับห้าของญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี ตัดสินใจปิดสำนักงานไปเมื่อปลายปี 2551 ย้ายไปเปิดสำนักงานแห่งใหม่ที่กรุงนิวเดลีประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 เพื่อเกาะติดสถานการณ์เอเชียใต้ซึ่งน่าตื่นเต้นและน่าสนใจกว่าอาเซียน

‘การเมืองบนถนน’ ของไทย เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้สำนักข่าวบางแห่งโบกมือลา ผู้ช่วยสำนักข่าวญี่ปุ่นแห่งหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า หัวหน้าของเธอต้อง 'อพยพ' ลูกเมียตัวเองกลับประเทศหลายครั้ง เนื่องจากเหตุการณ์การเมืองบนท้องถนนและมหาอุทกภัยที่ผ่านมา

สำนักงานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)

ขอบคุณภาพจากสงวน คุ้มรุ่งโรจน์

 

นอกจากนี้ พลังโลกาภิวัฒน์ที่มาพร้อมกับอาวุธทรงพลานุภาพคือ 'อินเตอร์เน็ต' กับ 'สื่อดิจิตอล' โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียอย่างเฟสบุ๊คที่แพร่ข่าวอย่างฉับไว ไม่ต้องรออ่านข่าวสื่อสิ่งพิมพ์วันรุ่งขึ้น บวกกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ไม่มีท่าทีกระเตื้องขึ้น อันเป็นผลพวงจากแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทำให้สื่อต่างชาติในไทยต้องปรับตัวรัดเข็มขัดกันจนเอวกิ่ว

ปีที่แล้ว สื่อหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นฉบับหนึ่งลดจำนวนพนักงานคนไทยจากสองเหลือหนึ่ง ตอนนี้หนึ่งเดียวที่ทำงานมากว่า 20ปี ซึ่งแต่ก่อนทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ปัจจุบันถูกลดวันทำงานเหลือ 3 วันพร้อมลดเงินเดือนลง  อีกเจ้าหนึ่งที่อาศัยกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานเอเชีย เดิมมีนักข่าวญี่ปุ่นประจำ 3 คน ตอนนี้เหลือเพียงหัวหน้าสำนักงานคนเดียว บางเจ้าต้องตัดรายจ่ายโดยเลิกจ้างผู้ช่วยไทยที่อยู่นานที่มีเงินเดือนสูงเกือบสี่หมื่นบาท  แล้วประกาศรับเอาคนรุ่นใหม่ไฟแรงเพิ่งออกจากรั้วมหาวิทยาลัยด้วยค่าตัวประมาณหมื่นเศษ

ในอดีตที่ผ่านมา สื่อญี่ปุ่นในไทย ออกพื้นที่ทำข่าวทีไรต้องจองโรงแรมหรูไว้หลายห้อง นั่งเครื่องบินอย่างน้อยต้องชั้นธุรกิจ แต่เดี๋ยวนี้ทุกสำนักออกนโนบาย 'รัดเข็มขัด' นั่นคือนอกจากต้องบินไกลเกินกว่า 4000 ไมล์ไปทำข่าวถึงนั่งชั้นธุรกิจได้ ระยะทางสั้นกว่านี้ให้นั่งชั้นประหยัดหรือใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำแบบ 'แอร์เอเซีย' ไปก่อน  

สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ที่มีอายุมาถึง 56 ปี ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย FCCT เคยมีสมาชิกมากสุดถึงสองพันคน แต่ด้วยสาเหตุที่เก็บค่าสมาชิกแพงหูฉี่และกิจกรรมในระยะหลังไม่น่าสนใจ ทำให้จำนวนสมาชิกลดลง ล่าสุดเหลือเพียง 760 คน ในจำนวนนี้มีเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่เป็นสื่อมวลชนตัวจริงเสียงจริง

สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศจากเมื่อก่อนที่ต้องมีโต๊ะเสริมหรือสมาชิกต้องยืนฟังการแถลงข่าว ปัจจุบัน ในการจัดแถลงข่าวหรือการจัดงานแต่ละครั้ง แทบจะไม่มีนักข่าวมาฟังเลยหากไม่มีบุคคลสำคัญมาปรากฏตัว หรือไม่ใช่การแถลงข่าวในประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ เช่น ข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในพม่า

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า..สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยนั้น นับวัน ยิ่งใกล้จะกลายเป็น 'แดนสนธยา' เข้าไป..ทุกที..

 

เกี่ยวกับผู้เขียน สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวต่างประเทศมานานกว่าสามทศวรรษ ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ

สื่อนอกในไทย..หรือสนธยาจะมาเยือน