Skip to main content

 

ขอบคุณภาพจาก http://mashable.com/2012/09/13/sam-bacile/

 

จากภาพยนตร์เกรดบีล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัด (ถึงผู้กำกับจะบอกว่าทุนสร้าง 5 ล้านเหรียญแต่ผู้เขียนไม่เชื่อเป็นอันขาด เมื่อดูจากคุณภาพงานสร้างและการกำกับการแสดง) กลายมาเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างโลกมุสลิมและสหรัฐอเมริกาในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด..

จนถึงนาทีนี้ การประท้วงยังขยายวงออกไปเหมือนปรากฏการณ์โดมิโน เมื่อตัวแรกล้ม..เราไม่อาจหยุดการล้มไล่เรียงกันไปจนกว่าโดมิโนตัวสุดท้ายจะล้มลงเช่นเดียวกับการประท้วงภาพยนตร์ Innocence of Muslims ซึ่งขยายวงจากแอฟริกาเหนือสู่ยุโรป จากยุโรปสู่เอเชีย จากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง จากซีกโลกหนึ่งไปสู่อีกซีกโลกหนึ่ง(รวมถึงประเทศไทยที่มีการประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาในวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา) ไม่มีใครรู้ว่าการประท้วงนี้จะจบลงเมื่อไหร่และอย่างไร

คำถามที่น่าสนใจเบื้องหลังการลุกฮือขึ้นต่อต้านภาพยนตร์ Innocence of Muslims ของชาวมุสลิมทั่วโลก ย่อมหนีไม่พ้นบทบาทของสื่อมวลชนท่ามกลางความขัดแย้ง รวมถึงคำถามซึ่งถกเถียงกันมาตั้งแต่แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนได้กลายมาเป็นคุณค่าหลักของระบบกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คำถามนั้นคือ.. เสรีภาพในการแสดงออกมีขอบเขตหรือไม่ ถ้ามีคำถามต่อไปคือ..ตรงไหน..อย่างไร และ..ใครจะเป็นผู้ขีดเส้นเขตแดนของเสรีภาพแห่งการแสดงออกในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและไม่เคยว่างเว้นจากการปะทะสังสรรค์ทางความเชื่อ อุดมการณ์ และวัฒนธรรม

 

1. ภาพยนตร์.. พลังของภาพนิ่ง 24 เฟรมต่อวินาที

หากมีใครสงสัยว่าภาพยนตร์เรื่องเดียวกลายเป็นชนวนของมหากาพย์ความวุ่นวายระดับโลกได้อย่างไร อาจจะต้องนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งมนุษยชาติเพิ่งรู้จักสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ‘ภาพยนตร์’ ของสองพี่น้องลูมิแยร์ในปี 1895 การฉายภาพรถไฟกำลังวิ่งเข้าชานชาลาทำให้ผู้คนถึงกับแตกตื่นวิ่งหนีออกจากโรง (มีฉากนี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Hugo ของมาร์ตินสกอร์เซซี ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ผู้กำกับตั้งใจเชิดชูความงดงามและจินตนาการบนแผ่นเซลลูลอยด์) ความมหัศจรรย์ของสื่อภาพยนตร์, ตามคำประกาศของ Ricciotto Canudo ซึ่งเสนอว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะแขนงที่ 7 (1911) ก่อนที่ Rudolf Arnheim เสนอแนวคิดใกล้เคียงกันใน Film As Art (1933), อยู่ตรงที่ภาพยนตร์เป็นการผสมผสานของจังหวะแห่งพื้นที่และเวลา ภาพยนตร์เป็นการผสมผสานของศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนหน้าอย่างดนตรี, บทกวี, การเต้นรำ และการวาดภาพ ซึ่งศิลปะแต่ละประเภทมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่และเวลาแตกต่างกันไป ในขณะที่ภาพยนตร์สามารถนำ ‘พื้นที่และเวลา’ มารวมกันบนจอสีขาวได้ ปี 1967 André Bazin นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศสเสนอไว้ใน What is Cinema? ว่าความ ‘จริง’ ของภาพยนตร์นั้นมีความชอบธรรมเนื่องจากลักษณะเฉพาะของภาพยนตร์ที่สามารถบันทึก ‘เวลา’ ได้

 

2. Innocence of Muslims..หลากความหมายในสายตาสื่อ

ขอบคุณภาพภาพจาก http://www.hollywoodreporter.com/news/innocence-of-muslims-shot-paramount-libyan-attack-370300

 

หากพูดว่า Innocence of Muslims เคยเป็นหนังที่ไม่มีใครสนใจก็คงไม่ผิดจากความจริงเท่าใดนัก ครั้งแรกที่ Innocence of Muslims ออกฉายในแคลิฟอร์เนียนั้นมีคนดูน้อยกว่า 10 คน แม้กระทั่งผู้กำกับชาวอียิปต์-อเมริกัน  Nakoula Basseley Nakoula ซึ่งเป็นคริสเตียนนิกายคอปต์และใช้ชื่อปลอมว่า Sam Bacile โพสต์บางส่วนของภาพยนตร์ลงเว็บไซต์วีดีโอออนไลน์ชื่อดังอย่าง Youtube ที่ประมาณกันว่ามีผู้เข้าชมราว 4 พันล้านวิวต่อวันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ก็ไม่มีกระแสตอบรับใดๆ จนกระทั่งบาทหลวงเทอร์รี่ โจนส์ซึ่งเคยจัดกิจกรรมเผาคัมภีร์อัลกุรอานนำคลิปที่ว่ามาโพสต์บนบล็อกส่วนตัวพร้อมข้อความดูหมิ่นชาวมุสลิม และชนวนสุดท้ายที่จุดระเบิดความขัดแย้งคือ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมุสลิมในอียิปต์ได้นำคลิปความยาว 14 นาทีไปเผยแพร่พร้อมกับพากย์เสียงภาษาอารบิคสร้างความโกรธแค้นให้ผู้นับถือศาสนาอิสลามในประเทศอียิปต์จนเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงไคโรก่อนจะลุกลามไปทั่วโลกด้วยอิทธิพลที่ยากจะปิดกั้นของ Social Media

แน่นอนว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ละเอียดอ่อนเช่นครั้งนี้ สื่อมวลชนในแต่ละประเทศย่อมมีมุมมองแตกต่างกันออกไป  สื่อมวลชนบางสำนักในอเมริกาเสนอบทวิเคราะห์ว่าการโจมตีสถานทูตอเมริกาในลิเบียอาจจะเป็นการโจมตีที่มีการวางแผนล่วงหน้าของกลุ่มอัลเคดาซึ่งปะปนอยู่กับกลุ่มผู้ประท้วง  บางสำนักไปไกลถึงขั้นเสนอทฤษฎีสมคบคิดว่าเป็นการดิสเครดิตประธานาธิบดีบารัก โอบามาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

สื่อมวลชนในประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินโดนีเซียเสนอข่าวว่าผู้นำศาสนาอิสลามในประเทศขอให้ประชาชนอย่าโกรธแค้นจนเกินควร แต่ก็ต้องการให้ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกลงโทษด้วยเช่นกัน  สุดท้ายการประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในจาการ์ตาจบลงด้วยความวุ่นวายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 คน ในขณะที่สื่อมวลชนและพรรคการเมืองฝ่ายค้านในมาเลเซียออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกับรัฐบาลมาเลย์-มุสลิมว่าแม้จะประณามการสังหารทูตสหรัฐฯ ในลิเบีย แต่ก็ต้องประณามผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกันเพราะผู้สร้างจงใจดูถูกผู้นับถือศาสนาอิสลามและขอร้องให้หยุดการเผยแพร่ภาพยนตร์ซึ่งทำร้ายโลกมุสลิม

 

3. จาก The Satanic Versesถึง Innocence of Muslims.. ไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

แม้ยังไม่มีข้อสรุปว่าการโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในลิเบียจนทูตและเจ้าหน้าที่ทูตเสียชีวิตรวม 4 รายเป็นการวางแผนของกลุ่มก่อการร้ายหรือเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งโกรธแค้นสหรัฐอเมริกา แต่ข้อเท็จจริงที่ยากปฏิเสธคือไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน, กลุ่มผู้ลงมือได้อาศัยความเกลียดชังจากการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นข้ออ้างในการสังหารผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าไม่มีข้ออ้างประเภทไหนในโลกจะสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบียได้

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกได้กลายมาเป็นปมขัดแย้งเมื่อมีการแตะต้องประเด็นอ่อนไหวซึ่งในที่นี้คือประเด็นศาสนาที่ผ่านมาเคยมีกรณีของ Salman Rushdieนักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียจากครอบครัวมุสลิม

ขอบคุณภาพจากhttp://www.guardian.co.uk/books/2009/jan/11/salman-rushdie-satanic-verses

 

ในปี 1989 Ayatollah Khomeini ผู้นำการปฏิวัติอิหร่านประกาศพิพากษาประหารชีวิตซัลมาน รัชดี และผู้เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์นิยายของรัชดีที่ใช้ชื่อว่า The Satanic Verses ตามกฎหมายฟาตาวา(Fatwa) เนื่องจากชื่อหนังสือของรัชดีถูกตีความว่าเป็นการกล่าวถึงคัมภีร์กุรอานและมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ศาสดามูฮัมหมัด  แม้รัชดีจะกล่าวขอโทษแต่โคไมนีไม่ยอมรับคำขอโทษ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รัชดีต้องอยู่ในความคุ้มครองของตำรวจถึง 9 ปี และทำให้อังกฤษตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน จนกระทั่งรัฐบาลอิหร่านถอนคำพิพากษาฟาตาวาในปี 1998

แม้รัชดีจะรอดชีวิตจากคำพิพากษาของโคไมนีมาได้ แต่อีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้ได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อว่าหนังสือหนึ่งเล่มจะสร้างความสูญเสียได้ถึงเพียงนี้เมื่อผู้แปลหนังสือของรัชดีเป็นภาษาญี่ปุ่นถูกแทงจนเสียชีวิตในปี 1991 นักแปลชาวอิตาเลียนถูกแทงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสในเดือนเดียวกับที่นักแปลชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต ส่วนเจ้าของสำนักพิมพ์ในนอร์เวย์เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการลอบสังหารเช่นกัน แม้ว่ารัชดีจะออกมาประณามผู้สร้างภาพยนตร์ Innocence of Muslims แต่ดูเหมือนว่าโลกอิสลามยังไม่ให้อภัยซัลมาน รัชดี  ล่าสุดประธานมูลนิธิมุสลิมแห่งหนึ่งในอิหร่านประกาศเพิ่มค่าหัวซัลมาน รัชดีขึ้นอีก 500,000 เหรียญสหรัฐ (http://worldnews.nbcnews.com/_news/2012/09/17/13908002-iran-increases-price-on-satanic-verses-author-salman-rushdies-head-by-500k?lite  19 กันยายน 2555)

นอกจากกรณีของรัชดีแล้ว อีกกรณีที่เสรีภาพในการแสดงออกก่อให้เกิดข้อขัดแย้งและความรุนแรงไม่แพ้กันคือกรณีของ Theo Van Gogh ผู้กำกับภาพยนตร์ซึ่งเป็นเหลนของพี่ชายศิลปินดัตช์ชื่อก้องโลก Vincent  Van Gogh ถูกยิงและแทงจนถึงแก่ความตายบนท้องถนนในอัมสเตอร์ดัมโดยชาวดัตช์เชื้อสายโมร็อกโก

หลังจากภาพยนตร์วิพากษ์การปฏิบัติต่อผู้หญิงในศาสนาอิสลามเรื่อง Submission ซึ่งเขาร่วมสร้างกับนักการเมืองหญิงอดีตผู้ลี้ภัยจากโซมาเลียซึ่งประกาศเลิกนับถือและหันมาวิจารณ์ศาสนาอิสลามอย่างหนักหน่วงในประเด็นสิทธิสตรีออกฉายทางโทรทัศน์ในเดือนสิงหาคม ปี 2004  หลังจากนั้นธีโอได้รับคำขู่ฆ่าและถูกปองร้ายจนเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายนปี 2004

ขอบคุณภาพจาก http://www.annefrank.org/en/Worldwide/Monitor-Homepage/Research/Developments-following-the-assassination-of-Theo-van-Gogh/

 

อย่างไรก็ดี เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ธีโอ ฟาน ก็อก คือหนึ่งในผู้ต่อต้านสังคมแบบพหุวัฒนธรรมซึ่งกำลังขยายพื้นที่เข้ามาในยุโรป เนื่องจากการย้ายถิ่นของผู้อพยพจากแอฟริกา ยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางภาพยนตร์ของเขามักก่อให้เกิดการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนว่านั่นคือเสรีภาพในการพูดหรือการดูหมิ่นผู้คนต่างเชื้อชาติศาสนาผ่านศิลปะที่มีชื่อว่าภาพยนตร์ (http://www.trutv.com/library/crime/notorious_murders/famous/theo_van_gogh/index.html 19 กันยายน 2555)

ขอบคุณภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Jyllands-Posten_Muhammad_cartoons_controversy

 

กรณีสุดท้ายที่น่าสนใจกล่าวถึงคือกรณีของนักเขียนการ์ตูนชาวเดนมาร์ก Kurt Westergaard ซึ่งวาดการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดในอิริยาบถต่างๆ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Jyllands-Posten ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในเดนมาร์ก ทางหนังสือพิมพ์พยายามจะอธิบายว่าต้องการเสนอประเด็นการเซ็นเซอร์ตัวเองของนักหนังสือพิมพ์เมื่อพูดถึงความเชื่อมโยงของศาสนาอิสลามกับการก่อการร้าย แต่ความพยายามนั้นไม่เป็นผลเมื่อเกิดการประท้วงต่อเนื่องยาวนานถึงสี่เดือนหลังจากนั้น มีรายงานว่าผู้ประท้วงทั่วโลกเสียชีวิตจากการปะทะและสลายการชุมนุมมากกว่า 100 คน รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นการวางระเบิดสถานทูตเดนมาร์กในปากีสถาน การเผาสถานทูตเดนมาร์กในซีเรีย เลบานอน และอิหร่าน เป็นต้น (http://news.bbc.co.uk/2/hi/middle_east/4688602.stm 19 กันยายน 2555)

 

4. พรมแดนของจริยธรรมและเสรีภาพในการแสดงออก: บทบาทสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง

บทบาทและจริยธรรมของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นประเด็นที่สื่อเก่ากำลังถูกท้าทายจากสื่อใหม่ที่มีพลังในการเข้าถึงผู้คนไม่แพ้สื่อกระแสหลัก รวมถึงธรรมชาติของสื่อเก่าซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกควบคุมจากกลุ่มอำนาจได้ง่ายกว่าสื่อใหม่ จนสื่อใหม่ถูกมองว่ามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยและตอบโจทย์หลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่า (สื่อออนไลน์ Born to Be Democracy: โครงการศึกษา ‘สื่อใหม่’ ในความขัดแย้งทางการเมือง สนทนากับ 12 นักสังเกตการณ์ ‘นิวมีเดีย’, สำนักพิมพ์ PrachataiBookclub, มกราคม 2554) ตำราเรียนสื่อสารมวลชนรุ่นเก่าที่พร่ำสอนว่าสื่อต้องผดุงความเป็นกลางถูกตั้งคำถามว่าเป็นแนวความคิดที่อาจไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่สื่อใหม่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมในการเสพข้อมูลข่าวสารของผู้คนในสังคม ยิ่งไปกว่านั้น สื่อใหม่ได้เปิดพื้นที่ให้คนธรรมดาสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันในฐานะ ‘นักข่าวพลเมือง (Citizen Journalism)’ ไม่ได้จำกัดบทบาทของ ‘ผู้เฝ้าประตูข้อมูลข่าวสาร (Gatekeeper)’ ไว้ที่นักข่าวหรือฐานันดรที่สี่อีกต่อไป

นอกจากนั้น ประเด็นจริยธรรมสื่อและพรมแดนของเสรีภาพในการแสดงออกยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาปี 1994 ที่มีขั้นตอนตระเตรียมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยใช้สื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์และวิทยุเป็นเครื่องมือ ข้อความที่เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์และวิทยุในช่วงก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุตซีเป็นการใช้ hate speech ปลูกฝังความเกลียดชังลงในจิตใจของชาวฮูตูอย่างเป็นระบบจนสุดท้ายการยั่วยุ (Incitement) ได้ข้ามเขตแดนของเสรีภาพในการแสดงออกไปไกลถึงขั้นว่ารายการวิทยุออกอากาศบอกตำแหน่งของชาวทุตซีเพื่อให้ชาวฮูตูตามไปสังหาร (http://www.comminit.com/?q=global/node/189378 19 กันยายน 2555) ผลของการใช้สื่อเพื่อยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังในรวันดามีประสิทธิภาพเสียจนประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึง800,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 100 วัน

ขอบคุณภาพจาก http://prachatai.com/journal/2011/02/33169

 

เช่นเดียวกับการสังหารหมู่ทางการเมืองในประเทศไทยอย่างน้อยสองครั้งที่มีขั้นตอนการออกใบอนุญาตฆ่าอย่างเป็นระบบ  ครั้งแรกคือเดือนตุลาคม 2519 ฝ่ายขวาในขณะนั้นได้ใช้หนังสือพิมพ์และวิทยุในการ “สร้างความเป็นอื่น” เช่นการกล่าวว่านักศึกษาเป็นญวนหรือคอมมิวนิสต์ก่อนจะเกิดการสังหารกลางเมืองหลวงอย่างโหดเหี้ยมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผู้ลงมือกลับรู้สึกว่าตนเองได้กระทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ อีกครั้งคือการสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553  รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ใช้สื่อเก่าอย่างโทรทัศน์, หนังสือพิมพ์และสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตในการ “ลดทอนความเป็นมนุษย์” และ “ลดทอนความเป็นปัจเจก” ของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตฆ่าจากประชาชนจำนวนหนึ่ง  สื่อที่ทรงพลังอย่างยิ่งในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 หนีไม่พ้นรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ที่ปั้นโฆษกประจำ ศอฉ.พันตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิดจนกลายเป็นขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งที่สิ่งที่พันตรีสรรเสริญกล่าวออกอากาศในแต่ละวันคือการใช้โวหารเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเข่นฆ่าผู้ชุมนุมมือเปล่า

ในกรณี Innocence of Muslims ก็เช่นกัน เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อถูกตั้งคำถามจากทุกทิศทุกทางว่าเสรีภาพสื่อควรจะมีพรมแดนหรือไม่ หากสื่อนั้นพูดถึงประเด็นที่ดูหมิ่นเหยียดหยามความเชื่อของผู้อื่น และคำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ, หากเราตัดสินใจร่วมกันว่าเสรีภาพสื่อน่าจะมีเขตแดนอันไม่ควรก้าวล่วง ใครจะเป็นผู้ตัดสินพิพากษาว่าเรื่องไหนที่เราจะได้รับอนุญาตให้พูดหรือไม่ได้รับอนุญาตให้พูด และหลักเกณฑ์อะไรที่จะใช้แยกแยะข้อความยั่วยุ ข้อความสร้างความเกลียดชัง ข้อความที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง หรือข้อความที่เพียงแต่ ‘วิพากษ์วิจารณ์’ ในวัฒนธรรมที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกันไปในแต่ละประเด็น

 

5. ความเท่าเทียมทางวัฒนธรรม: ผลไม้ชนิดเดียวกัน, ในต่างบริบท, อาจให้รสชาติไม่คุ้นเคย

เสรีภาพการแสดงออกในสหรัฐอเมริกานั้นได้รับการรับรองเป็นข้อแรกในรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพชนิดนี้ในสังคมอเมริกัน  อย่างไรก็ตาม แม้เสรีภาพในการแสดงออกจะได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีข้อยกเว้นใดๆในสังคมอเมริกัน

กรณี WikiLeaks คือตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด ขณะที่ Julian Assange กำลังดิ้นรนขอลี้ภัยในประเทศเอกวาดอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา (http://www.guardian.co.uk/media/2012/sep/03/ecuador-julian-assange-extradited-death-penalty เข้าถึงเว็บไซต์วันที่ 19 กันยายน 2555)  พลทหาร Bradley Manning ผู้ส่งต่อข้อมูล ‘เคเบิล’ จากสถานทูตอเมริกาทั่วโลกให้กับเว็บไซต์วิกิลีกส์ถูกขังเดี่ยวมาสองปีและได้รับการปฏิบัติในสภาพอันลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แมนนิ่งถูกฟ้อง 22 ข้อหารวมทั้งข้อหาขายความลับของชาติและให้ความช่วยเหลือแก่ศัตรูอาจต้องเผชิญโทษประหารชีวิตหรืออย่างดีที่สุดคือโทษจำคุกตลอดชีวิต (http://www.cbsnews.com/stories/2011/03/02/national/main20038464.shtml?tag=breakingnews 19 กันยายน 2555)  กรณี WikiLeaks กลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลกว่าพรมแดนของเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารควรจะไปได้ไกลสักเพียงไหน อีกกรณีคือชายหนุ่มอายุ 21 ปีถูกจับเพราะโพสต์ข้อความขู่ฆ่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาบนทวิตเตอร์ แม้ไม่มีหลักฐานว่าผู้โพสต์มีอาวุธร้ายแรงหรือมีศักยภาพในการก่อเหตุตามที่โพสต์ (http://www.huffingtonpost.com/2012/09/06/donte-jamar-sims-obama-threat_n_1863065.html 19 กันยายน 2555)

นอกจากนั้นประเด็นเหยียดสีผิวหรือเหยียดเชื้อชาติในอเมริกาก็เป็นพื้นที่อ่อนไหวและสามารถส่งผลให้คนที่ไม่ตระหนักถึงความถูกต้องทางการเมือง (Political Correctness) ต้องสูญเสียหน้าที่การงาน เหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับ Jimmy ‘The Greek” Snyder ผู้บรรยายอเมริกันฟุตบอลที่ให้ความเห็นระหว่างการแข่งขันว่า “คนผิวดำเป็นนักกีฬาที่แข็งแรงกว่าโดยธรรมชาติ เพราะเชื้อสายของนักกีฬาผิวดำมาจากทาส” จนถูกไล่ออกจากการเป็นคอมเมนเตเตอร์ของช่อง CBS (http://www.nytimes.com/1996/04/22/sports/jimmy-the-greek-snyder-76-is-dead-a-sports-oddsmaker.html 19 กันยายน 2555)

เช่นเดียวกับที่ประเด็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นพื้นที่เปราะบางในสังคมยุโรปหลายประเทศ  ในยุโรปมีกฎหมายบัญญัติว่าการปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการแสดงออกว่าสนับสนุนลัทธินาซีนั้นมีความผิดทางอาญา เช่นออสเตรีย, เบลเยียม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, โปแลนด์, สเปน, เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น (http://www1.yadvashem.org/yv/en/holocaust/insights/pdf/bazyler.pdf 19 กันยายน 2555)

หากพิจารณาจากความเท่าเทียมทางวัฒนธรรม (Cultural Equivalence) การเหยียดสีผิวทำให้คนตกงานในอเมริกาและการปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทำให้คนติดคุกในยุโรปได้ฉันใด การล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดก็อาจก่อความไม่พอใจให้ประชาชนในโลกมุสลิมได้เฉกเช่นกัน (แม้จะไม่มีเหตุผลใดในโลกที่สร้างความชอบธรรมให้กับการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้) เพราะพื้นที่ศาสนาของชาวมุสลิมยึดโยงอยู่กับชีวิตสาธารณะอย่างยากจะแยกต่างกับโลกตะวันตกซึ่งพื้นที่ศาสนาเป็นพื้นที่ส่วนตัว

ในทางกลับกัน เมื่อแต่ละสังคมมีพื้นที่เปราะบางแตกต่างกันไปแต่ละสังคมก็มีขีดคั่นความอดทนอดกลั้นไม่เท่ากันในแต่ละประเด็น เช่นการปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวถือว่าเป็นเสรีภาพในการพูดและไม่ผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับที่รัฐบาลพรรคแรงงานนอร์เวย์ปฏิเสธที่จะจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนหลังเหตุการณ์สังหารหมู่เยาวชนของพรรคที่เกาะ Utøya แม้ความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการยั่วยุ แสดงความเกลียดชัง หรือดูถูกดูหมิ่นสังคมพหุวัฒนธรรมซึ่งเป็นนโยบายของพรรคแรงงาน

เพราะผู้คนบนโลกใบนี้มีความแตกต่างหลากหลายและมีคุณค่าในชีวิตที่ยึดถือต่างกันคำถามท้าทายมนุษยชาติในวันที่เปลวไฟแห่งความขัดแย้งจากภาพยนตร์ Innocence of Muslims ยังลุกลามไปทั่วโลกคือ, ท่ามกลางความแตกต่าง, เราจะร่วมทางกันได้อย่างไร

   

6. กติกาสากล: ข้อตกลงเบื้องต้นในการอยู่ร่วมกัน

ในกฎหมายระหว่างประเทศหรือกติกาสากลในการอยู่บนโลกใบเดียวกัน มีบทบัญญัติกล่าวถึงประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอยู่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)หรือ UDHR ข้อ 19 (https://www.un.org/en/documents/udhr/index.shtml#a19) กล่าวไว้ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกโดยปราศจากการแทรกแซง และมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อทุกชนิดโดยปราศจากการปิดกั้น และกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights)หรือ ICCPR ข้อ 19 (http://www2.ohchr.org/english/law/ccpr.htm)ที่ระบุไว้ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกโดยปราศจากการแทรกแซง และมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อทุกชนิดโดยปราศจากการปิดกั้นเช่นกัน แต่ICCPR ได้ระบุเพิ่มเติมไว้ในข้อ 19(3) ว่าสิทธิในการแสดงออกอาจถูกจำกัดได้ หากการใช้สิทธินั้นไปกระทบกับชื่อเสียงหรือความเคารพในสิทธิของผู้อื่น หรือการใช้สิทธินั้นไปกระทบกับความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดีของส่วนรวม และ ICCPR ข้อ 20 ระบุว่าการรณรงค์ยั่วยุด้วยความเกลียดชังทางสัญชาติ, เชื้อชาติหรือศาสนาเพื่อให้เกิดการดูถูกเหยียดหยาม, ความเป็นศัตรู หรือความรุนแรงสามารถถูกจำกัดได้ตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าประเด็นเสรีภาพการแสดงออกในกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นที่สีเทาคลุมเครือที่เว้นว่างไว้รอการตีความเนื่องจากลักษณะสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศคือเป็นระบบกฎเกณฑ์ที่อาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ  มิใช่กฎระเบียบในสังคมเหมือนกฎหมายภายในประเทศและสิ่งสำคัญที่สุดในการบัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศคือการรักษาอธิปไตยของชาติสมาชิกที่เป็นภาคีของสนธิสัญญาต่างๆ (Rosalyn Higgins, Problem and process: International Law and how to use it, Oxford University Press, 1994) ทำให้หลายรัฐในโลกซึ่งไม่อยากได้ยินเสียงอันแท้จริงของประชาชนอาศัยประโยชน์จากพื้นที่สีเทานี้ในการปิดกั้น จำกัด หรือลิดรอนสิทธิว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพลเมือง

 

7. เพราะเราอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน

แม้จะมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องจากอิหม่าม  Ahmed el-Tayyeb ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในนิกายซุนนีแห่งอียิปต์ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ให้สหประชาชาติลงมติห้ามการล้อเลียนหรือดูหมิ่นสัญลักษณ์ทางศาสนาอิสลามและศาสนาอื่น รวมทั้งให้มีบทลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ความวุ่นวายอย่างเช่นกรณี Innocence of Muslims ในอนาคต (http://www.sis.gov.eg/En/Story.aspx?sid=63922  19 กันยายน 2555)

แต่การเซ็นเซอร์และการลงโทษคือทางออกสุดท้ายของสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ หากคำตอบของเราคือไม่  สิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนธรรมดาคือการช่วยกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการอดทนอดกลั้น (Tolerance) ให้เกิดขึ้นในสังคมเหมือนที่ชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งในลอนดอนตอบโต้เนื้อหาในภาพยนตร์ Innocence of Muslims ด้วยการแจกคัมภีร์กุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษแทนการประท้วงด้วยความรุนแรง (https://twitter.com/NurBera/status/247375822397247488/photo/1 19 กันยายน 2555) หรือการชุมนุมแสดงความเสียใจต่อสหรัฐอเมริกาของชาวลิเบียจำนวนมาก (https://www.buzzfeed.com/jtes/12-photos-of-benghazi-citizens-apologizing-to-amer  19 กันยายน 2555)

ความอดทนอดกลั้นหรือ Tolerance ไม่ได้หมายถึงการปิดปากเงียบงันแสดงความจำนน  แต่หมายถึงการยืนหยัดเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างสันติสังคมที่เคารพความแตกต่างและให้คุณค่าแก่ความอดทนอดกลั้นนั้นไม่อาจสร้างในชั่วข้ามคืน  การปลูกฝังคุณค่าใดๆ ในสังคมเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน อาจจะหลายเดือน หลายปี หรือหลายชั่วอายุคนสิ่งที่ลงมือในวันนี้อาจจะไม่ผลิดอกออกผลในวันพรุ่งนี้หรือไม่แม้กระทั่งในชั่วชีวิตของมนุษย์หนึ่งคนแต่อย่างน้อยที่สุด, ใครหลายคนยังคงออกแรงผลักให้โลกหมุนไปในทิศทางที่มนุษย์ต่างเชื้อชาติ, ต่างศาสนา, ต่างภาษา, ต่างสีผิว, ต่างเพศ, ต่างรสนิยมทางเพศ, ต่างความคิดเห็นทางการเมืองจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ และสื่อมวลชน, ไม่ว่าจะเป็นกระแสหลักหรือกระแสรอง ไม่ว่าจะเป็นสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวพลเมืองหรือฐานันดรที่สี่ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณค่าต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะคุณค่าที่สนับสนุนประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความอดทนอดกลั้น

ไม่ว่าจะรักจะเกลียดจะชอบจะชังกันสักแค่ไหน.. ไม่ว่าจะอย่างไร.. เราทุกคนยังต้องอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน..

 

Thank you Prof. AmrAbdalla, University for Peace for fruitful conversation about cultural equivalence.

เกี่ยวกับผู้เขียน พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ อดีตนักเรียนสื่อจากภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง/วารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจบทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลากประเด็นอยู่หลายปี ปัจจุบันเรียนปริญญาโท ด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศที่คอสตาริกา ทวีปอเมริกากลาง มีความสนใจและติดตามเรื่องเสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการแสดงออก ภาพยนตร์ศึกษา และกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นพิเศษ

'Innocence of Muslims': บนความแตกต่าง..เราจะร่วมทางกันได้อย่างไร