Skip to main content

ขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th

 

นายมั่น พูลทรัพย์ ผู้ต้องหา เปิดเผยว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นตนกำลังจะเดินทางกลับที่พักเพียงลำพัง โดยใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำ ระหว่างทางได้เจอกับรถของนายฟารุต ซึ่งตนขับรถเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงพยายามขับวิ่งแซงรถนายฟารุตโดยกะพริบไฟหน้าเพื่อให้สัญญาณก่อนแซง หลังขึ้นแซงแล้วรถของนายฟารุตได้กะพริบไฟหน้าใส่ 2 ครั้ง ตนจึงเปิดไฟสปอตไลต์ด้านหลังซึ่งมีผ้าคลุมอยู่ใส่รถนายฟารุต”

ส่วนหนึ่งของรายงานข่าว 'ผู้ต้องหาฆ่าลูกชาย ส.ส.ชาดา' ไหว้ขอโทษ ยันตัวจริงแต่ไม่เจตนา ผวาขอ ตร.คุ้มกัน” ของ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (http://www.manager.co.th/south/viewnews.aspx?NewsID=9550000107382)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อมวลชนมีการสัมภาษณ์ผู้ต้องหาขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวมาแถลงข่าว และมิใช่กรณีแรกที่ตำรวจนำผู้ต้องหามาจัดแถลงข่าว บ่อยครั้งการแถลงข่าวดังกล่าวอยู่ในรูปแบบของการนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ห้อมล้อมด้วยผู้สื่อข่าว ญาติมิตรและไทยมุง ซึ่งหลายครั้งนำไปสู่การ “รุมประชาทัณฑ์”ผู้ต้องหา ดังข่าวที่เห็นกันเจนตาผ่านการรายงานของสื่ออย่างสม่ำเสมอ

            คำถามคือ การสัมภาษณ์ผู้ต้องหาของสื่อมวลชนนั้น เป็นสิ่งที่ควรหรือ และทำไปภายใต้อำนาจชอบธรรมอันใด

            เหตุผลที่สื่อมักใช้อธิบายเรื่องนี้คือ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการรู้ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ เพื่อให้สังคมรู้เท่าทันอาชญากรจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำความผิดอีก และที่สำคัญ เป็นเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและเป็นเสรีภาพในการแสดงออก

            สองประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ที่ควรต้องได้รับการถกเถียงเพื่อความชัดเจนและนำไปสู่บรรทัดฐานการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม คือ การสัมภาษณ์ผู้ต้องหาเป็นเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อจริงหรือ และหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ในเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ประเด็นแรก สื่อมวลชนกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข่าว

เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวนั้น อยู่ภายใต้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามที่ปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 19 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พ.ศ.2509 ข้อ 19 ที่ว่า “การแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถแสดงความคิดเห็นโดยผ่านสื่อทุกรูปแบบและสามารถที่จะแสวงหาการรับข้อมูลข่าวสารและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นนั้นได้โดยปราศจากแทรกแซงหรือการขัดขวางจากรัฐ แต่จะต้องรับผิดชอบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นรวมทั้งรักษาความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยหรือการสาธารณสุขหรือศีลธรรมของประชาชนและปราศจากผลประโยชน์สาธารณะซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 45 ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประกอบด้วย เสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา เสรีภาพหนังสือพิมพ์”

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 19

“ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่จะแสวงหารับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆและโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พ.ศ. 2509 ข้อ 19

                1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง

                2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกสิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหารับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภทโดยไม่คำนึงถึงพรมแดนทั้งนี้ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการตีพิมพ์ในรูปของศิลปะหรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก

                3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วยการใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่องแต่ทั้งนี้ข้อกำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อ

                (ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น

                (ข) การรักษาความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยหรือการสาธารณสุขหรือศีลธรรมของประชาชน”

 

อย่างไรก็ตามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่สามารถดำเนินไปโดยปราศจากความรับผิดชอบ รัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรค 2 จึงให้จำกัดเสรีภาพนี้ได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนดังต่อไปนี้

 

รัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรค 2

1. เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ

หมายถึง การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลที่อยู่ในรัฐ ไม่ให้ตื่นตระหนก ต่อข่าวที่สื่อเผยแพร่ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการก่อการร้าย การรุกรานหรือคุกคามหรือประทุษร้ายจากการรุกรานของรัฐอื่น หรือการประทุษร้ายที่เกิดจากความไม่สงบเรียบร้อยภายในรัฐนั้นเอง  ซึ่งรัฐทุกรัฐมีหน้าที่ควบคุมให้เกิดความมั่นคง อันเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของสาธารณชน

2. เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น

การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าของประชาชนหรือของสื่อมวลชนก็ตามจะต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของบุคคลอื่น เช่น สิทธิในครอบครัว สิทธิในเกียรติยศและชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนอาจเสนอข่าวหรือภาพที่ละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลดังกล่าวได้แต่ต้องกระทำในกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นไปตามหลักผลประโยชน์ส่วนรวมย่อมเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

3. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ความสงบเรียบร้อยของประชาชนหมายถึง ผลประโยชน์โดยทั่วไปของสังคมทั้งในด้านการเมือง ทางเศรษฐกิจ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สถาบันครอบครัว เป็นต้นส่วนการใช้เสรีภาพ ส่วนศีลธรรมดันดีของประชาชน หมายถึง ทัศนะทั่วไปทางจริยธรรมของสังคม โดยคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น

4. เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามของจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

    “ความเสื่อมทรามของจิตใจ” หมายถึง การทำให้ความรู้สึก หรือมโนสำนึกตกต่ำ เช่น การเขียนชักจูงให้มีการขายตัว ส่วน “สุขภาพ” หมายถึง สภาพร่างกายและจิตใจที่อยู่ในภาวะปกติสุขทั้งเป็นสุขภาพของประชาชน

 

 การที่สื่อมวลชนนำเสนอรายงานการสัมภาษณ์ผู้ต้องหา หรือข่าวการ “รุมประชาทัณฑ์”ผู้ต้องหาที่ถูกนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในบางคดี เช่น คดีล่วงเกินทางเพศ อาจเป็นการทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง เพราะผู้ชมข่าวหรือรับทราบรายงานข่าว อาจคิดว่าคนร้ายหรือคนที่ล่วงเกินทางเพศผู้อื่น สมควรได้รับการประณาม ก่นด่าหรือประชาทัณฑ์ อันเป็นการผิดวิสัยของสังคมที่เจริญแล้ว เพราะ หลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรม คือ บุคคลทุกคนเสมอกันในกฎหมายและย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าทียมกัน ดังนั้นใครทำผิดกฎหมาย ประชาชนไม่มีสิทธิแก้แค้นกันเอง หรือปราบปรามอาชญากรรมกันด้วยตนเอง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชนจึงสามารถถูกจำกัดเสรีภาพในประเด็นนี้ได้

ประเด็นที่สอง สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหา

หลักการสิทธิมนุษยชนนั้น ให้ความสำคัญต่อหลักการที่เรียกว่า บุคคลที่ถูกหาว่ากระทำความผิดทางอาญาย่อมมีโอกาสในการต่อสู้คดี อย่างเสรีและเป็นธรรม หมายความว่า ผู้ต้องหาต้องมีสิทธิได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาในภาษาที่ตนเข้าใจ มีสิทธิพบทนายความทันทีเมื่อถูกจับ มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การในเรื่องที่ถูกกล่าวหานั้น มีสิทธิได้รับการประกันตัว โดยมีหรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหลักทรัพย์นั้นต้องไม่สูงเกินกว่าสัดส่วนของการกระทำความผิด หากจะให้การอย่างใดต้องมีทนายความหรือผู้ที่ตนไว้ใจนั่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนด้วย ผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด จนกว่าศาลจะตัดสินว่ามีความผิด และหากศาลยังไม่ตัดสินว่ามีความผิดจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 39) ที่สำคัญ ผู้ต้องหามีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 (4))

การที่ผู้ต้องหาจะให้การรับสารภาพผิดอย่างไร ผู้ต้องหาต้องทราบว่าถ้อยคำที่ตนพูดหรือรับสารภาพนั้น จะให้คุณหรือโทษแก่ตนในชั้นศาลได้ หากผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าตนเองกระทำอย่างนั้น อย่างนี้ และสื่อมวลชนก็ถามลึกไปถึงความรู้สึกขณะกระทำผิด คิดหรือไม่ว่าเหยื่อและญาติจะรู้สึกอย่างไร หรือ ทำไมรู้ว่าเป็นความผิดจึงยังกระทำ ฯลฯ คำถามของสื่อมวลชนและคำตอบของผู้ต้องหาที่ให้สัมภาษณ์นั้น ย่อมถือเป็นถ้อยคำที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง” คือ ตัวเองต้องรู้ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร ซึ่งหากเป็นสื่อมวลชน ถ้อยคำนั้นย่อมสามารถใช้ยืนยันเพื่อลงโทษผู้ต้องหาได้

สื่อมวลชนไม่มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงจากตัวผู้ต้องหา เพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนหรือตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐาน

ประการต่อมา หน้าที่ของสื่อ คือ การรายงานข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยขอทราบรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ช่างภาพข่าวอาชญากรรม ก็ไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพของผู้ต้องหา เพราะในหลักสิทธิมนุษยชน ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ผู้ต้องหายังต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด การถ่ายภาพผู้ต้องหา ไม่ว่าผู้นั้นจะรับสารภาพแล้วหรือไม่ ย่อมทำให้ผู้เสพข่าว ตัดสินไปแล้วว่าผู้นั้น คือ ผู้ร้าย หรือเป็นอาชญากร ซึ่งขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ผู้ต้องหา ยังได้รับความคุ้มครองในเกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นส่วนตัว หากผู้ต้องหาที่ตกเป็นข่าวว่ารับสารภาพต่อหน้าสื่อมวลชนแล้วภายหลัง ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้นั้นไม่มีความผิด ให้ปล่อยตัวไป ย่อมเท่ากับว่าสื่อมวลชนได้ละเมิดสิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคล อันไม่อาจอ้างได้ว่าสื่อมวลชนใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวอันจะขัดต่อข้อยกเว้นของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในข้อแรกข้างต้น

เสรีภาพในความเป็นส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคลนั้น อาจได้รับการยกเว้นให้สื่อมวลชนสามารถรายงานข่าวได้ สำหรับกรณีที่บุคคลนั้นเป็นบุคคลสาธารณะ และเรื่องที่นำมารายงานต่อสาธารณะต้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและมิใช่เรื่องส่วนตัวของบุคคลสาธารณะผู้นั้น

หากยังจำกันได้ สื่อมวลชนเคยนำเสนอข่าว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สื่อมวลชนพยายามเข้าไปถ่ายภาพข่าวในห้องพักของโรงพยาบาลเพื่อรายงานว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ รับประทานอาหารอะไร ที่โรงพยาบาลจัดให้สำหรับคนไข้ ปรากฏว่าคุณชายคึกฤทธิ์โกรธมากและให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สื่อมวลชนละเมิดความเป็นส่วนตัวของท่าน กรณีนี้ เกิดขึ้นเมื่อคุณชายคึกฤทธิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมานานแล้ว ความเป็นบุคคลสาธารณะจึงถือว่าไม่มีแล้วและเรื่องที่เป็นข่าว ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

หรือในกรณีไม่นานมานี้ สมัยที่คุณสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวไปรอสัมภาษณ์คุณสมัคร ที่หน้าห้องน้ำ ในตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรรม (อตก.) ในวันอาทิตย์ คุณสมัครไม่ยอมให้สัมภาษณ์เนื่องจากในวันดังกล่าว ไม่ได้แจ้งนักข่าวว่าจะให้สัมภาษณ์ เพราะเป็นวันหยุด มาพักผ่อนกับครอบครัว คุณสมัครก็โกรธนักข่าวหลายสิบคนที่รอสัมภาษณ์ แต่มายืนรอหน้าห้องสุขา ซึ่งถือเป็นบริเวณส่วนตัว จึงไม่ให้สัมภาษณ์ วันรุ่งขึ้นก็มีข่าวออกสู่สาธารณะว่า นายกฯ โกรธจัดหรืองอนนักข่าวไม่ยอมให้สัมภาษณ์

ทั้งสองกรณีดังกล่าว ย่อมถือว่าสื่อมวลชนละเมิดเสรีภาพความเป็นส่วนตัวของบุคคล เช่นกัน แม้จะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ต่อสาธารณะหรือพ้นจากความเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว ย่อมมีความเป็นส่วนตัวที่เรื่องส่วนตัวของบุคคลนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการรายงานข่าวของสื่อมวลชน

สื่อมวลชน ถือเป็นสถาบันที่สามารถส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสื่อมวลชนทำหน้าที่นำเสนอข่าวถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และ อยู่ภายใต้กรอบจรรยาบรรณของวิชาชีพ และหลักสิทธิมนุษยชน หากวิชาชีพสื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องแล้ว สื่อมวลชนย่อมได้รับการยอมรับจากสาธารณชนและผู้คนในสังคม จึงอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนมาช่วยกันทำหน้าที่ตามหลักการที่ถูกต้อง เพื่อร่วมกันพิทักษ์ปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้สังคมไทยมีสถาบันที่เป็นที่พึ่งของผู้ขาดโอกาสในสังคมอีกแห่งหนึ่งอย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับผู้เขียน  ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมายสถาบันหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน เคยเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) 

‘สิทธิผู้ต้องหา’ ในสื่อไทย