Skip to main content

 

 

วันนี้เป็นคนเดียวที่ไม่ได้ทำสื่อ จับพลัดจับผลูมานั่งท่ามกลางคนทำสื่อ ดิฉันทำงานหลักเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้านวรรณกรรมฝรั่งเศสและวัฒนธรรมศึกษา French Studies ฝรั่งเศสศึกษา ก็เป็นการศึกษาการเมืองเรื่องวัฒนธรรม

ขอเริ่มจากการสะท้อนการใช้สื่อออนไลน์ของตัวเองก่อน คือตัวเองกลับมาเมืองไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว กลับมาหลังรัฐประหาร กลับจากฝรั่งเศสปุ๊บก็รู้สึกช็อกมากกับการนำเสนอข่าวของสื่อกระแสหลักว่าทำไมถึงไม่มีการ Balance (สร้างสมดุล) เลย ทำไมนำเสนอข่าวด้านเดียว มีมุมมองจากรัฐบาลเท่านั้น อาจเพราะมาจากฝรั่งเศสประเทศสุดขั้วด้านหนึ่ง การจะพูดจาด่าทอกันในสื่อและการวิพากษ์วิจารณ์สื่อเป็นเรื่องปกติ พอมาเจอสังคมไทยที่การวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยน้ำเสียงอาจจะแตกต่างจากน้ำเสียงที่เป็น Conform (สอดคล้องกัน) ตรงตามมาตรฐาน กลับกลายเป็นถูกมองว่าระคายหู อย่างที่อาจารย์สมเกียรติพาดพิงถึงบทความโต้กลับกับอาจารย์ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์)อย่างนี้แหละค่ะ อาจารย์สมเกียรติก็บอกว่ามันไม่สุภาพ ก็สะท้อนบรรยากาศบางอย่างในสื่อ

ก็เริ่มจากการตั้งคำถามด้วยตัวเองว่าทำไมการนำเสนอข่าวเรื่องรัฐประหาร การนำเสนอข่าวเรื่องคนตั้งเยอะแยะมากมายบนท้องถนน ทำไมไม่มีความครอบคลุม เลยเริ่มเข้าไปใช้เฟสบุ๊คก็ไปรู้จักกับ(เว็บไซด์)ประชาไทและสื่ออื่น ๆ ว่าไปแล้วที่นั่งอยู่นี่ดิฉันน่าจะเป็นคนเดียวที่ใช้สื่อ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับวงการสื่อสารมวลชนเลย จากจุดนี้ก็เริ่มเห็นถึงความบกพร่อง ความขาดบางอย่างที่สื่อกระแสหลักไม่สามารถให้กับเรา ดิฉันก็เลยเริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องศีลธรรมในสังคมไทย วาทกรรมเรื่องคนดี ฉันเป็นคนดี เธอเป็นคนไม่ดี เพราะรู้สึกว่ามันเป็นความปกติที่คุณสามารถผูกขาดความดีไว้กับคุณได้แล้วสื่อบางสื่อก็มีแนวโน้มที่จะทำอย่างนั้น เขียนไปลงประชาไทก่อนเป็นที่แรกเพราะเป็นสื่อเดียวที่มีพื้นที่ให้กับคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียง หลังจากนั้นก็ส่งไปลงมติชนรายวัน ในหน้าทรรศนะ ดิฉันรู้สึกว่าจุดเปลี่ยนคือการเข้าถึงออนไลน์ซึ่งน่าจะเหมือนจุดเปลี่ยนของเพื่อนๆ หลายคน ที่เป็นคนชั้นกลางในเมือง มีการศึกษา จบปริญญาตรี โท เอกกันแทบทุกคน เริ่มจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเมืองในสังคมไทย

หลังจากนั้นดิฉันได้เข้ามาทำ Divas Café  ซึ่งเป็นรายการที่ชัดเจน ส่วนตัวดิฉันชัดเจนว่าดิฉันยืนอยู่ตรงไหน วาระที่ดิฉันผลักดันคือวาระเรื่องประชาธิปไตย ท่ามกลางที่เราคุยกันวันนี้ เราพูดถึงเรื่องจริยธรรมทางสื่อ  พูดถึงความเป็นกลางว่าสื่อเลือกข้างหรือเปล่า รู้สึกดีใจมากที่เราเริ่มเลิกที่จะติดอยู่ในวาทกรรมเรื่องความเป็นกลางของสื่อในสังคมไทย เพราะว่าในโลกอื่น ๆ เขาไม่พูดเรื่องความเป็นกลางของสื่อกันแล้ว สื่อต่างประเทศนี่ทุกเล่มเรารู้เลยว่าจุดยืนเขาอยู่ตรงไหน จุดยืนทางการเมืองเขาคืออะไร และเราในฐานะคนอ่านจะได้มุมมองจากการอ่านสื่อนี้ จาก Ideology หรืออุดมการณ์แบบไหน อันนี้มันชัดเจน

เรื่องความเป็นกลางของสื่อ ดิฉันรู้สึกว่าสังคมไทยมีการโยกของวาทกรรมจากเรื่องความเป็นกลางของสื่อ สู่วาทกรรมเรื่องจริยธรรมของสื่อ ซึ่งมันกลายเป็นว่าพอเมื่อคุณพูดประโยคเหล่านี้แล้ว คุณก็จะไปตกหลุมพรางของสิ่งที่เรียกว่า Conformism คือความตรงกับบรรทัดฐาน เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คุณต้องพูด คุณต้องปกป้องวิชาชีพของคุณในขณะที่โลกกำลังดึงความเป็นกลาง Decentralize ดึงอำนาจออกไปสู่นอกจุดศูนย์กลางผ่านสื่อออนไลน์ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ได้ยินทุกคนก็พูดอย่างที่พี่ป้อมบอกและดิฉันก็ยังหาคำตอบไม่เจอว่าสุดท้ายแล้วทุกคนพูด แล้วทำไมบรรยากาศมันออกมาเป็นแบบนี้ เลยรู้สึกว่าคำว่าจรรยาบรรณหรือว่าจริยธรรมและความเป็นกลางหรือสื่อเลือกข้างมันอาจจะไม่ใช่คำตอบของสื่อยุคนี้หรือเปล่า ดิฉันรู้สึกว่าโจทย์มันอยู่ตรงนี้ค่ะ ตรงที่หมาเฝ้าบ้านนี่แหละ

หมาเฝ้าบ้าน ได้ยินแล้วทำให้นึกถึงภาพชุมชนเล็ก ๆ ในอังกฤษที่แปะป้าย Dog Watcher ไว้ ถ้าใครขับรถเร็ว เขาจะแจ้งเจ้าหน้าที่เลย คือทำหน้าที่พลเมือง แต่จุดมุ่งหมายของ Dog Watcher คือต้องการจับ ตรงนี้ก็อาจจะ Join อะไรบางอย่างกับที่คุณจีรนุช (เปรมชัยพร) พูดไป คือว่าดิฉันรู้สึกว่าความเป็น Dog Watcher มันเคย Relevant หรือมีความหมายในยุคหนึ่ง คือยุคการเกิดของสื่อในประเทศไทย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดิฉันก็รู้สึกว่าสื่อไทยกินบุญเก่าอยู่ คือเกิดจากยุคเผด็จการ ยุคที่คุณต้องมีศัตรูชัดเจน คุณต่อสู้กับเผด็จการพลตำรวจเอกสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) คุณสันต์ จอมพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ฉะนั้นความเป็นศักดิ์ศรีของสื่อในประเทศไทยเกิดจากตรงนั้น แล้วดิฉันก็รู้สึกว่านี่แหละคือ Dog Watcher

แต่คำถามก็คือ ตำแหน่งแห่งที่ของสื่อมวลชนไทยในยุคของระบบระบอบสมัยใหม่ ร่วมสมัย ที่วาระก็คือการปกครองแบบประชาธิปไตย เสรีนิยมประชาธิปไตย ที่เน้นสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการยอมรับในคนเล็กคนน้อย หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง ตำแหน่งแห่งที่สื่อไทยอยู่ตรงในในระบอบการเมืองสมัยใหม่ อันนี้แหละที่ดิฉันคิดว่าเป็นโจทย์และนี่แหละคือจรรยาบรรณของสื่อ หรือ Ideology ของสื่อ คุณไม่ได้ต่อสู้กับเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่คุณต่อสู้กับอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วตอนนี้เราพยายามที่จะเปลี่ยนตัวเผด็จการการเมืองเป็นเผด็จการทุน เผด็จการนายทุนแทน แต่มันทำให้เราละเลยและก็ตาบอดข้างเดียวในหลาย ๆ อย่าง อย่างทุนอื่น ๆ ที่เหนือทุนทักษิณ มันมีทุนอื่น ๆ อีกตั้งมากมาย

นอกจากคำถามว่าตำแหน่งของคุณอยู่ตรงไหนในการปกครองแบบประชาธิปไตย อีกคำถามคือสื่อมวลชนมีความรู้หรือความเข้าใจแค่ไหน เพราะเห็นชอบไปบอกคนอื่นว่าคนอื่นไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยยังไง ดิฉันไม่ทราบว่าในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักสื่อสารมวลชนมีการ Debate ไหมว่าอะไรคือประชาธิปไตย ดิฉันสอนคณะศิลปะศาสตร์ นักศึกษาเรียนหลายอย่างที่เป็นเรื่องทางเทคนิคของแต่ละศาสตร์ แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐศาสตร์มา เพราะนักศึกษาไม่ไปลงเรียนเอง ฉะนั้นดิฉันให้เครดิตน้อยมากกับคนจบปริญญาตรีไม่ว่าจากมหาวิทยาลัยไหน ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอน คือเรามีความรู้แคบ ๆ เพราะว่าเนื่องจากมันเกิดจากการแบ่งแยกศาสตร์ในสมัยใหม่ให้มันแคบ ๆ แต่เรามักจะอ้างเอาความรู้นั้นเป็นความรู้แบบ Universal(สากล) และดิฉันรู้สึกว่านี่แหละ ตกลงสื่อมวลชนกับประชาธิปไตย คุณอยู่จุดไหน คุณให้ความสำคัญกับหลักการแค่ไหน หรือคุณให้ความสำคัญกับวิธีการ คุณจะโค่นล้มคนที่คุณเห็นว่าเป็นโจรผู้ร้ายเข้ามาในบ้านโดยวิธีการใดก็ตาม โดยที่คุณไม่ต้องแคร์หลักการประชาธิปไตยหรือเปล่า

สำหรับตัวดิฉันเองทำรายการของดิฉัน จุดยืนของดิฉันชัดเจน คือดิฉันเชื่อในสิทธิเท่าเทียมกัน  เชื่อในวาระเรื่องประชาธิปไตย เชื่อว่า 1 คนเท่ากับ 1 เสียง ดิฉันเคารพในเสียงส่วนใหญ่ ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่ที่มันออกมานั้นดิฉันไม่ได้ไม่ได้Happy (มีความสุข) กับตรงเสียงนั้นเลยหรือเปล่า อันเป็นสิ่งที่ทำไมดิฉันถึงก้าวเข้ามาทำงานสื่อ ดิฉันรู้สึกว่ามันขาดคนที่พูดและ Take Side ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน 

อันที่สองดิฉันรู้สึกว่า ไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานแต่เกี่ยวกับตัวเองที่เป็นคนอ่านและเสพสื่อ งาน Investigative (ข่าวและข้อเขียนเชิงสืบสวนสอบสวน) อย่างที่ Siam Intelligence Unit ทำ งานในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ ชี้ให้เห็นข้อมูล มันขาดมากเลย เวลาการนำเสนอข้อมูลจะเสนอแค่ด้านเดียว บ้างก็ Investigative ของตัวเองไปด้านเดียว แต่ไม่มีการ Balance (สร้างสมดุล) ข้อเท็จจริงให้เห็น

อีกอย่างหนึ่งก็คือแนวโน้ม Hollywoodian แนวโน้มที่จะทำงานแบบอะไรที่เกิดในพื้นที่การเมืองเป็น Conspiracy Theory (ทฤษฏีสมคบคิด) ทั้งหมด ตกลงแล้วคุณอยู่ตรงไหนในวาระเรื่องประชาธิปไตย อย่างกรณีนาซ่า(ขอใช้ฐานทัพไทย) เห็นได้ชัดเจนว่าตกลงสุดท้ายคนที่เสียผลประโยชน์ไม่ใช่นักการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นประเทศไทย นักวิทยาศาสตร์จุฬาฯ ก็ออกมาจัดเวที บอกชัดเจนแล้วว่าทางนาซ่าเขามาทำอะไร เป็นงานด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีสื่อที่จะผลักดันในเรื่องทฤษฏีสมคบคิด ก็เกิดขึ้นอย่างนี้เรื่อยมา และดิฉันก็รู้สึกว่างง ๆ เราอยู่ประเทศไหนกันนี่ แล้วนี่ก็บอกว่านี่จรรยาบรรณของสื่อ ในฐานะคนอ่านก็รู้สึกว่าอันนี้มีปัญหา ดังนั้นสื่อออนไลน์ก็เป็นทางออกหนึ่ง ที่จะสร้างการตรวจสอบ Check and Balance ที่คุณอิสริยะพูด จริงๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นได้

อีกอันหนึ่งที่ไม่มีใครพูดบนเวทีเป็นหลักการที่น่าจะเกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์สื่อกระแสหลักที่คุณจะเคียงข้างคู่กันไป ถ้าประเทศนี้ไม่มีกฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้าประเทศนี้ไม่มีมาตรา 112  คือดิฉันเห็นว่าสื่อไม่พูดในเรื่องเหล่านี้เลย เพราะคุณควรจะเสนอข่าวที่มีข้อเท็จจริงครบ  แต่คุณไม่เคยพูดถึงกฎหมายที่มาลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และคุณก็บอกว่าเราอยู่ในประชาธิปไตย แล้วประชาธิปไตยเป็นวาทกรรมที่นำมาใช้เพื่อเอามา Endorse (รับรอง) การนำเสนอข่าวที่เต็มไปด้วย Conspiracy Theory ประเทศนี้จึงต่างไปจากประเทศอื่นๆ มีความย้อนแย้ง สามารถที่จะเอาวาทกรรมดูดี จริยธรรม ประชาธิปไตย มาใช้มาเสริมสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ นี่ก็พูดในฐานะที่หลงเข้ามาและจับผลัดจับผลูเข้ามาทำงานทางสื่อ และในฐานะตัวเองเป็นผู้เสพสื่อ

                ..

ถ้าใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยให้สะท้อนถึงประชาธิปไตยได้ก็จะเป็นการดี เราต้องเคารพหลักการเรื่องประชาธิปไตย โดยหลักการแล้วถ้าพูดถึงเสรีภาพในการแสดงออกจะต้องรณณรงค์ในสามสิ่งคือพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์  และพ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์และสื่อวีดีทัศน์ทุกอันให้ต้องไม่ Double Standard (สองมาตรฐาน) คุณถึงจะเป็น Dog Watcher ได้จริงๆ ถ้าอยากจะเป็น หรือเปล่า 

อีกอย่างในฐานะที่เป็นผู้เสพสื่อ ก็จะบอกว่าสังคมมันก็เปลี่ยนไปแล้ว สังคมและผู้คนสามารถที่จะมีช่องทางอื่น ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นการผลักดันวาระอะไร มันไม่สามารถทำได้โดยไม่รู้สึกว่ามีใครตรวจสอบได้อีกแล้ว ก็เป็นข้อดีที่จะเกิดขึ้น และก็หวังว่ามันจะเป็น Electronics Revolution คลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่ว่านำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อจุดมุ่งหมายของเราก็คือผลักดันวาระเสรีนิยมประชาธิปไตย

..

ในแง่บทบาทสื่อมีอยู่ 2 ข้อที่ต้องเฝ้าดู ระวัง และตั้งคำถาม ข้อแรกคือการเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับโครงข่ายของอำนาจของสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะกระทบต่อการตรวจสอบผู้มีอำนาจในสังคมไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองทัพ กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ หลายคนบอกว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้สื่อไม่สามารถไปทำบทบาทตรวจสอบได้ ถ้าวันหนึ่งประชาชนตัวเล็กๆ เกิดทำบทบาทตรงนี้ได้ขึ้นมา เขาก็จะไม่ง้อสื่ออาชีพอีกต่อไป 

อีกข้อคือ ถ้ามองในแนวระนาบ ปรากฏการณ์ที่เราเห็นในรอบหลายปีที่ผ่านมา คือแนวโน้มที่สมาคมสื่อหรือสื่อกระแสหลักทั้งหลาย หรือสื่ออาชีพ พยายามที่จะตั้งคำถามต่อการสื่อสารของประชาชนในโลกออนไลน์  หลายครั้งดูเหมือนการ Discredit (ทำลายความน่าเชื่อถือ) เสียงของประชาชน อำนาจของประชาชน ที่พยายามใช้ช่องทางสื่อที่คุณไม่ได้เปิดให้เขา เป็นเรื่องที่อยากจะฝากถึงสื่อและองค์กรเฝ้าระวังสื่อ

 

หมายเหตุ เรียบเรียงจากการนำเสนอ วันรัก สุวรรณวัฒนา ผู้จัดรายการ Divas Cafe วอยซ์ทีวี ในเวทีเสวนา รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ แค่หมาเฝ้าบ้านไม่พอ? ซึ่งจัดขึ้นในวาระงานเปิดตัวกลุ่ม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์  เมื่อ14 กรกฎาคม 2555

รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ (6)..ในสายตา ‘วันรัก สุวรรณวัฒนา’