Skip to main content

 

 

ตอนที่เห็นหัวข้อนี้ชอบมาก ทำให้กลับไปนึกตอนเราสมัครเข้าเรียนวารสาร เราไม่เคยตั้งใจไปเป็นหมา และก็รู้สึก เอ๊ะ เขาให้เราไปเป็นหมาเฝ้าบ้านตั้งแต่เมื่อไร

ย้อนกลับมาคิดดูว่าแนวคิดหรือความคิดเรื่องการเป็นหมาเฝ้าบ้านของสื่อมากับอะไร คิดว่า Conceptของหมามากับเรื่องการระวังภัย และก็มองว่าเป็นภัยคุกคาม เป็นเรื่องภัยจากที่อื่น ภัยจากคนอื่น เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์หลายสิบปีของสื่อในประเทศไทย รวมทั้งสื่อที่อื่นก็จะมีลักษณะของการสร้าง ลักษณะของการผลักศัตรู  สร้างศัตรูขึ้นมา มีลักษณะขยายการมีแนวโน้มของการไปสู่การเป็นหัวอนุรักษ์นิยมได้ค่อนข้างมากกว่าที่จะไปเป็นแนวของการเปิดสู่ความเปิดกว้าง ทั้งที่จริงๆ ในบทบาทหนึ่งของการทำหน้าที่สื่อ ก็คือบทบาทของการสร้างความรู้ให้กับสังคม แต่ทันทีที่ความรู้มันมากับความต้องการที่จะระวังภัยความกลัว มันกลายเป็นการปิดกั้นสังคมอย่างหนึ่งสำหรับตัวเอง

อีกอย่างหนึ่งที่เรามักจะได้ยินคำว่า แมลงวันไม่ตอบแมลงวัน ก็โอ้โหคราวนี้เป็นแมลงวันเลย ตอนเรียนเขาให้เราเป็นนกน้อยในไร่ส้ม พอจบมาจบมาเรากลับเป็นแมลงวัน (ได้อย่างไร) ก็ไม่รู้ ไม่ค่อยเข้าใจ  แต่คิดว่าคำนี้มันมีความขัดแย้งอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเวลาที่เราพูดคำว่าแมลงวันไม่ตอบแมลงวัน จะยืนอยู่บนความคิดที่เชื่อว่าสื่อจะตรวจสอบตัวเอง การ Self Regulation (ตรวจสอบตัวเอง) ของสื่อเป็นไปไม่ได้  สื่อจะไม่ตอบกันเอง อันนี้จึงเป็นความท้าทายและเป็นคำถามสำคัญ

สมัยที่ตัวเองเรียนจบมาแล้วไปทำงานสื่ออยู่ 1 ปี แล้วก็เบื่อ และไปทำงานเรื่องกิจกรรมเพื่อสังคม สิ่งที่ตัวเองต้องทำมากที่สุดก็คือทำหน้าที่เฝ้าจับจ้อง เฝ้ามองสื่อ ก็ต้องเริ่มไปเรียนเรื่อง (รู้ทันสื่อ) Media Literacy  คือเรียนสื่อสารมวลชนมา 4 ปี เรียนเป็นนักหนังสือพิมพ์ ก็ตั้งใจจะเป็นคนเขียนหนังสือแค่นั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหมา เป็นแมลงอะไร สุดท้ายเราพบว่า พอเราเรียนจบออกมา 4 ปี เราไม่ได้เรียนเรื่อง Media Literacy  เรามาเรียนเรื่อง Media Literacy  เมื่อเราต้องการทำงานในเชิงเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเราต้องเท่าทันสื่อ นั้นคือสิ่งที่เราคิดว่ามันสะท้อนปัญหาและปรากฏการณ์ของสื่อในสังคมไทยอย่างพอสมควร

ดิฉันอยากสนทนาต่อเนื่องสักหน่อย เมื่อสักครู่คุณจักรกฤษพูดถึงปัจจุบันนี้อะไรเป็นสื่อหลัก อะไรเป็นสื่อรอง Social Media ดูเหมือนจะเป็นสื่อหลักไปแล้วหรือเปล่า สำหรับตัวเองการจะบอกว่าอะไรเป็นสื่อหลัก อะไรเป็นสื่อรอง อยากจะมองว่าบทบาทหนึ่งของสื่อหรืออำนาจหนึ่งของสื่อ ก็คืออำนาจในการกำหนดวาระในสังคม ซึ่งถ้าถามในปัจจุบันนี้ ถ้าถามว่าเป็นคน เป็นชาวบ้าน ตาสี ตาสา คนหนึ่งจะสามารถกำหนดวาระทางสังคมได้หรือเปล่า แม้กระทั่งชาวบ้านบางคนที่ติดคุกมาแล้วเป็นปีสามารถสร้างวาระทางสังคมได้หรือเปล่า ไม่ได้ ฉะนั้นพอบอกว่า Social Media มันกลายเป็นสื่อหลักหรือเปล่า ตัวเองอยากจะมองแบบนี้ คือไม่อยากจะมองแค่ในเชิงว่าอันนี้เป็นสื่อพลเมืองหรือสื่ออะไร แต่มองว่าพลเมืองหรือคนที่อยู่ใน Social Media คือใคร

คนใน Social Media เป็นคนชั้นกลางในสังคม เป็นคนที่มีเสียงดังอยู่ในสังคม อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งเท่านั้น เราไม่อยากให้มองแบบเบี้ยวไปว่า ทุกวันนี้ช่วงนี้ประชาชนมีอำนาจ มันไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คือไม่มีสื่อใดสื่อเดียวที่มีอำนาจในการที่จะกำหนดความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวได้โดยสมบูรณ์ อำนาจแห่งการครอบงำทางสังคมมันไม่มีแล้ว เว้นแต่ว่าคุณจะต้องอยู่ในสังคมที่เป็นเผด็จการโดยสมบูรณ์แบบ ดังนั้นทันทีที่สื่อกระแสหลักหรือสื่อที่เป็นองค์กรธุรกิจที่มีอำนาจในสังคมต้องการที่จะกำหนดวาระในสังคม และก็รวมหัวกันกำหนดวาระทางสังคมนี่ ในยุคปัจจุบันซึ่งมีคนจำนวนมากซึ่งไม่ต้องเป็นสื่ออาชีพ แต่ว่ามีเรื่องที่เขาอึดอัดและคับข้องใจและมีองค์ความรู้ที่เขามีอยู่ หรือมีความคิดเห็นที่เขามีอยู่ และเขาอยากจะแลกเปลี่ยนอยากสนทนา มันเกิดการตีโต้และตอบกลับ ฉะนั้นอำนาจในการที่จะกำหนดความถูกต้องเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีใครโต้แย้ง มันหายไปแล้ว

ดังนั้นคิดว่าสิ่งที่เราน่าจะมองในแง่ของภูมิทัศน์เรื่องสื่อ หรือสภาพแวดล้อมเรื่องสื่อ อันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และส่วนตัวเองไม่เคยเชื่อว่าสื่อใหม่ สื่อเก่า ใครจะแพ้ ใครจะชนะ คือจริงๆ อย่างไรก็ตามในสังคมไหนๆ สื่อใหม่กับสื่อเก่ามันจะต้องทำงาน มันอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เราไม่สามารถปลีกตัวไปตั้งเกาะใหม่ของเราได้ เราไม่รวยพอ หรือถ้าเราไปอยู่เกาะใหม่อย่างนั้นเราก็อาจจะเหงาก็ได้ และจริงๆ พัฒนาการของมนุษย์ สติปัญญาของมนุษย์มันได้พัฒนาก็เพราะว่ามันได้ปฏิสัมพันธ์ใช่ไหมคะ

โดยส่วนตัวมองว่า อย่างปรากฏการณ์ในอาหรับสปริง ถามว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทวิตเตอร์ โดยเฟสบุ๊ค โดยคนในโลก Social Media แต่ถามว่าสิ่งเหล่านั้นมันออกมาสู่โลกด้วยใคร มันออกมาสู่โลกด้วยอัลจาซีร่า มันออกมาสู่โลกด้วยสำนักข่าวอย่างรอยเตอร์ ซึ่งมีอำนาจที่จะส่งเสียงก้องระดับโลก ดังนั้นสำหรับตัวเองมองว่ามันจึงไม่ใช่เรื่องแบบว่ามาเป็นคู่แข่งหรือศัตรูกัน ระหว่างสื่อเก่าและสื่อใหม่นะคะ อาจจะทะเลาะกันบ้าง ขบเขี้ยวกันบ้าง แลกเปลี่ยนกันบ้าง ถกเถียงกันบ้าง แต่ก็ในฐานะกัลยาณมิตรที่ไม่มีใครมีอำนาจมากกว่าใคร

ดังนั้น เวลาที่ เหมียว (MIO) จะต้องลุกขึ้นมาร้องเหมียวเหมียวในสังคม มันจะยากขึ้นนิดหน่อย เพราะว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทย เป็นโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ค่อยอนุญาตให้เราถกเถียง แลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียม คือเราอยู่ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ที่มีระบบอาวุโส มีระบบอำนาจ แล้วก็เราคิดว่าเวลาที่เราจะปฏิรูปองค์กรสื่อ หรือปฏิรูปสื่อ มันต้องกลับไปที่การปฏิรูปองค์กรสื่อให้องค์กรสื่อสามารถที่จะมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย มีความสัมพันธ์ที่เปิดให้กับประชาชนได้มีโอกาสในการถกเถียงและแลกเปลี่ยน

กลับไปที่คำถามที่ว่าแล้วสื่อในปัจจุบันมีหน้าที่อะไร จะต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม สำหรับตัวเองทุกวันนี้เมื่อประชาชนเป็นนักข่าวเป็นผู้สื่อข่าวแล้วก็อย่าเอาเปรียบประชาชน อันดับแรกเขาก็ทำหน้าที่ในการรายงานข่าวเบื้องต้น หรือรายงานสิ่งที่เขาเห็น หรือเป็นรายงานสิ่งที่มันเป็น First Data สื่อมวลชนก็ยังต้องมีหน้าที่ในการที่จะทำงานศึกษาอย่างเข้มข้น ทำงานในการหาคำตอบ หาคำอธิบายที่ดี ทำหน้าที่ในแง่ของการสร้างองค์ความรู้ เพราะว่าเมื่อประชาชนได้ช่วยคุณรายงานในสิ่งที่มันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าออกมาแล้วนี่ สื่อก็อาจจะต้องทำงานที่หนักขึ้นและก็ลึกขึ้น อันนั้นคิดว่าคงเป็นบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญ เพราะว่าทุกวันนี้เวลาคนติดตามข่าวสารในทวิตเตอร์ในเฟสบุ๊ค ก็จะเจออุ้ยอันนั้นอันโน้น จริง ๆ และเขาก็ต้องการการเช็ค ต้องการการตรวจสอบ หากสื่อซึ่งได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานตรงนี้แต่ไม่ทำหน้าที่ตรงนี้  เราก็รู้สึกเป็นเรื่องน่าละอายพอสมควร

 

หมายเหตุ เรียบเรียงจากการนำเสนอ จีรนุช เปรมชัยพร ในเวทีเสวนา รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ แค่หมาเฝ้าบ้านไม่พอ? ซึ่งจัดขึ้นในวาระงานเปิดตัวกลุ่ม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์  เมื่อ14 กรกฎาคม 2555

 

 

รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ (4)..ในสายตา ‘จีรนุช เปรมชัยพร’