Skip to main content

 

 

 

“ผมคิดว่าความเป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือ watchdog เป็นบทบาทที่ไม่ได้ผันแปรไปตามสื่อหรือตามวิวัฒนาการของสื่อที่เปลี่ยนไป จะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อดั้งเดิมก็ยังเป็นบทบาทนั้นอยู่ เพียงแต่ว่าวันนี้มันมีคำถาม เริ่มมีประเด็นขึ้นมาว่านอกจากบทบาทหมาเฝ้าบ้านแล้ว น่าจะมีบทบาทอย่างที่ค่ายคุณนิรันดร์ (ค่ายผู้จัดการ) ที่บางคนบอกว่าเป็นบทบาทตะเกียง คือบทบาทที่จะชี้นำสังคมและอธิบายความซับซ้อนของสังคมที่ทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้นหรือไม่

ขบวนการที่เกิดขึ้นในสังคมสื่อมวลชนในประเทศไทยขณะนี้คือว่า ทุกวันนี้กว่าครึ่งของสื่อมวลชนอาชีพได้ใช้สื่อใหม่ Social Media ไม่ว่าจะเป็น เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารไปถึงมวลชน ในขณะเดียวกันถ้ามองในแง่ผู้บริโภคข่าวสาร เขาเกือบจะติดตาม Social Media ของนักข่าวคล้ายๆ กับเป็นสื่อกระแสหลักเหมือนกัน แล้วมันเร็วกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่มันสิ่งที่อันตรายและผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวล การใช้ Social Media หรือ Multi Media ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ก็แล้วแต่ มันได้ก้าวขั้นตอนที่เราเคยปฏิบัติกันมา อย่างที่ผมพูดบ่อยๆ ว่าในสมัยที่เราทำสื่อดั้งเดิม เป็นสื่อหนังสือพิมพ์มันต้องผ่านขั้นตอนเยอะมาก ต้องผ่านบรรณาธิกร กระบวนการปรู๊ฟข่าว ต้องผ่านหัวหน้าข่าว บรรณาธิการข่าว แต่ทุกวันนี้มันข้ามขั้นตอนเหล่านั้นไปทั้งหมด มันสามารถจะส่งจากคนที่เป็นนักข่าว

นักข่าวที่เติบโตมาในยุคใหม่ ยุคที่เลือกใช้ Social Media  เป็นนักข่าวที่ไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์เรื่องของการต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ หรืออาจจะมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมไม่มากพอ ดังนั้นจะเห็นบ่อยครั้งว่าสิ่งที่ทวิตจากนักข่าว หรือสิ่งที่เฟสจากนักข่าวรุ่นใหม่ๆ จะมีลักษณะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่นค่อนข้างเยอะ เป็นปัญหาที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นอยู่ อย่างเมื่อวานที่จุฬาฯ มีการสัมมนาอะไรสักอย่าง ผมชื่อจำไม่ได้ มีคนถามหา ethic ของ social media ถามหาจริยธรรมของสื่อสังคมออนไลน์ นี่เป็นประเด็นที่น่าตกใจและน่าเป็นห่วงของสังคมในยุคปัจจุบัน

                ...

ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ ที่เรียกตัวเองว่าสื่อกระแสหลัก เป็นกระแสหลักจริงไหม เพราะถ้าทำ content analysis (วิเคราะห์เนื้อหา) นับจำนวนนิ้วของเนื้อหาข่าวที่ปรากฏในสื่อกระแสหลักที่เป็นสิ่งพิมพ์มาจากสื่อใหม่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพเป็นข่าว มาจากสื่อใหม่ทั้งนั้น ถ้าจำกันได้ข่าวนักร้องท่านหนึ่งที่ไปเสพยาเสพติด นั่นก็มาจาก Social Media

ผมคิดว่าตอนนี้มันกลับกันแล้วนะครับ Social Media  กลายเป็นสื่อกระแสหลัก หากมองจากการทำงานของคนทำหนังสือพิมพ์หรือสื่อดั้งเดิม แม้(โดยส่วนตัวตอนนี้)จะไม่ได้เข้าไปยุ่งกับรายละเอียดการทำงานข่าววันต่อวันแล้ว แต่จากที่ดูตัวข่าวหรือภาพที่ปรากฏ ผมเชื่อว่าวัน ๆ จะมีคนมอนิเตอร์สื่อ Social Media หรือ New Media แล้วเอาไปใช้ในสื่อกระแสหลักเยอะทีเดียว แม้แต่เรื่องที่อาจารย์สมเกียรติโพสในเฟสบุ๊ค ความจริงผมไม่อยากพูดถึงมติชน เพราะแสลงใจเหมือนกัน ในฐานะประธานสภาการหนังสือพิมพ์ฯ นะครับ เรื่องของอ.สมเกียรติก็แพร่หลายไปมากนะครับในหนังสือพิมพ์ หลายฉบับทีเดียว ทั้งที่ตอนที่อาจารย์สมเกียรติเฟสก็ตั้งใจให้เป็นเรื่องส่วนตัว ตั้งใจแสดงทรรศนะส่วนตัวใช่ไหมครับ..ผมติดตามผลงานอาจารย์อยู่ เช่นเดียวกับที่ติดตามหลายท่าน เรื่องกฎหมายก็ติดตามมีชัยไทยแลนด์ (mechaithailand.com) นำไปอ้างเยอะ

ทุกวันนี้ผมเข้าใจว่าไม่ต้องมีนักข่าวก็ได้นะ อย่างกองบก. ไม่รู้คุณนิรันดร์เห็นด้วยหรือเปล่า คือก็คิดว่า วันๆ หนึ่งคุณก็มีเจ้าหน้าที่สัก 2 คนคอยมอนิเตอร์เว็บไซด์ ดูประชาไท มติชนด้วย และมาดูผู้จัดการ แค่นี้พอ แล้วคุณสามารถทำงานได้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครไปดูว่าจะต้องไปแก้ไขอย่างไร ก็ปล่อยกันไป

..

ที่ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่น่าสนใจและที่น่าห่วงคือว่า องค์กรสื่อบางองค์กรมีนโยบายด้วยซ้ำที่ต้องให้คนในกอง บก. หรือนักข่าวมีเครื่องมือที่เป็น Social Media ผมแค่ยกตัวอย่างไม่ได้พาดพิงถึงองค์กร ยิ่งเป็นนักข่าวใหม่เขายิ่งสนุกกับการใช้ social media ทีนี้องค์กรบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ต้องแยกให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่บางทีมันมีนามสกุลที่เป็นองค์กรเข้าไป แต่เป็นเรื่องอะไรก็ไม่รู้นะครับ

ผมมีตัวอย่างเรื่องหนึ่งซึ่งได้ฟังมานะครับ นักข่าวเขามีเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ และทำข่าวผมไม่แน่ใจว่าข่าวประเภทไหน เป็นข่าวที่ต้องมีการเดินทาง ปรากฏว่ามีแหล่งข่าวคนหนึ่งไปสัญญากับเขาว่าจะพาเขาไปต่างประเทศประเทศหนึ่งนะครับ แล้วก็จะออกค่าใช้จ่ายให้ ซึ่งไม่ผิดนะครับออกค่าใช้จ่ายให้ไปทำข่าว แต่พอถึงเวลาแล้วแหล่งข่าวคนนั้นไม่จ่าย นักข่าวคนนี้ก็โมโห รู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิดไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ใช้เฟสบุ๊คของตัวเองเขียนด่าแหล่งข่าวคนนั้นว่าพูดกันแล้วว่าจะออกสตางค์ให้ เขาเบิกบริษัทไม่ทันนะ พอถึงเวลาแล้วไม่ออกให้ ก็มีการสอบสวนครับ ผมคิดว่าตรงนี้น่าสนใจทีเดียว บริษัทก็มีการสอบสวนนักข่าวคนนี้และที่สุดก็ให้ออก กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเยอะนะครับ เราไม่รู้หรอกครับว่าไอ้เครื่องมือที่เรามีอยู่และที่เขาใช้อยู่ เขาจะใช้มันในบทบาทไหน อย่างไร ก็น่าเป็นห่วง

...

ต่อคำถามเรื่องสภาฯ กับจริยธรรม  ว่าสภาฯหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่ผมเป็นประธานอยู่ให้ความสนใจในเรื่องความคิด ความเชื่อ จุดยืนอุดมการณ์มากน้อยแค่ไหน เช่นเสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่ชอบสีแดง ไม่ชอบสีเหลือง เพราะมีความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ เราจะมองประเด็นนั้นเป็นอย่างไรเป็นสำคัญ ผมยืนยันได้เลยว่าองค์ประกอบของสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  เราดูเรื่องความเป็นธรรมมากกว่า ดูเรื่องการละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือไม่มากกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของทางสภาการหนังสือพิมพ์ หรือทางสมาคม จะไปก้าวร่วมในเรื่องของความคิด จุดยืนของแต่ละสื่อ ในเรื่องของปัจเจกย่อมมีความแตกต่างกันได้ ในสังคมสื่อปัจจุบัน ผมคิดว่าถ้าจะให้ดี องค์กรควรจะมีความคิดที่หลากหลาย ไม่ควรจะถูกมองว่ามติชนเป็นสื่อนั้น  เนชั่นเป็นสื่อนี้ ปรากฏการณ์ที่ผมอยากให้เกิดขึ้น คือสื่อสามารถมีความคิดที่หลากหลาย สามารถที่จะเลือกข้างได้ สามารถที่จะมีจุดยืนเดียวกันได้ แต่เมื่อเราพูดถึงเรื่องของจริยธรรม ผมว่าเราควรพุ่งประเด็นไปที่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น หรือไปทำให้คนอื่นเสียหายมากกว่า ผมยังยืนยันว่าการให้พื้นที่กับความคิดในเชิงอุดมการณ์ ความคิดทางการเมือง สื่อไหนเลือกข้างหรือไม่เลือกข้าง เป็นกลางหรือไม่เป็นกลางอย่างไร เพราะจะเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางมันไม่มี ประชาชนคงจะเป็นผู้สอบถาม ไม่ใช่คนอื่น

...

ในแง่ของตัวสมาคมฯ ผมคิดว่าที่ผ่านมาตัวเองได้ทำหน้าที่ดีในระดับหนึ่ง จะมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่มุมมอง แต่ว่าคำถามก็คือว่า เนื่องจากว่าเป็นองค์กรวิชาชีพ การดูแลตัวเองของสื่อกับหน้าที่จำกัดสิทธิ์ของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นสื่อเก่า หนังสือพิมพ์รายใหญ่ ต้องใช้ความพยายาม คือตัวสมาคมทุกๆ สมาคมสื่อในเมืองไทยจะยังคงมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน สมาคมสามารถไปควบคุมจริยธรรมของเว็บไซด์ต่างๆ อย่างไร ส่วนนี้เป็นคำถามสำคัญ ..

...

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แม้ว่าจะเป็นชื่อหนังสือพิมพ์ แต่ว่าสมาชิกเรามีเกือบทั้งหมดรวมทั้งสื่อใหม่ด้วย มีเว็บไซด์ ทวิตเตอร์  Social Media ซึ่งขณะนี้ในยุคของผมกำลังจะปฏิรูปโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมีบทบาท มีหน้าที่ในการที่จะไปควบคุมดูแลสื่อ..

 

หมายเหตุ

  1. จักรกฤษ เพิ่มพูน บรรณาธิการอาวุโสเนชั่นกรุ๊ป ปัจจุบันเป็นคณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น และดำรงตำแหน่งประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
  2. บทความนี้เรียบเรียงจากการนำเสนอ จักรกฤษ เพิ่มพูน ในเวทีเสวนา รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ แค่หมาเฝ้าบ้านไม่พอ? ในงานเปิดตัวกลุ่ม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2555

 

 

รู้ทันสื่อยุคออนไลน์(2)..ในสายตาจักรกฤษ เพิ่มพูน