Skip to main content

 

 

 

ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มาพูดเรื่องออนไลน์ แม้จะอายุเยอะแล้ว  ทุกวันนี้ผมถือว่าอยู่นอกวงการสื่อ ไม่ได้ไปประกอบอาชีพอะไรจริงจัง วัย 65 ปีอยู่บ้านเฉยๆ บางวันก็มีคนเชิญไปพูดตามโรงเรียนต่างๆ อาทิตย์ละ 1-2 วัน รู้สึกมีเวลาว่าง เป็นโลกที่มีความสุขมากในวัยนี้  ได้เขียนบทความ  โชว์ภาพว่าไปเที่ยวที่ไหนมา ภาพแมวบ้าง ก็เหมือนทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวเหมือนกัน ผู้สื่อข่าวในวัยที่ไม่ควรจะทำงานแต่ก็ยังทำอยู่ ไม่มีค่าตอบแทนแต่มีความสุข ในโลกออนไลน์ เป็นโลกส่วนตัว เวลาโพสต์ข้อความหรือบทความแต่ละครั้งเกิดจากความจำเป็นของตัวเองที่เรื่องนี้ต้องเขียน บางทีก็รู้มาจากสื่อกระแสหลักหรือบางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวก็จะเล่าให้ฟัง 

สื่อออนไลน์สำหรับผมนะไม่ได้ไปเฝ้าบ้านหรือไปมอนิเตอร์ใครเท่าไร แต่ว่ามุ่งที่ออนไลน์อย่างเดียวก่อน แต่สุดท้ายมันก็คือมอนิเตอร์ถ้าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไปเที่ยวไหนมาเอารูปลงก็แค่นั้น ก็สนุกดี และไปถ่ายรูปกับใครคนเขาก็ส่งให้ แต่มีอยู่หลายเรื่องที่มันหงุดหงิดว่าทำไมสื่อกระแสหลักถึงไม่ทำ ซึ่งถ้าเขาไม่ทำเราก็ทำเท่านั้นเอง พอทำเสร็จโดนด่า เราก็คิดอุตส่าห์ทำให้ทำไมถึงโดนด่า 

ผมยกตัวอย่างกรณีเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา มีหนังสือ Communication With Mahathir, Communication With Lee Kuan Yu และ Communication With Thaksin ออกมาเป็นซีรีส์ 3 เล่ม เป็นหนังสือที่ฝรั่งเขียนตอนที่เขาสัมภาษณ์คุณทักษิณ สำนักพิมพ์มติชนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่แปลเป็นหนังสือแค่ 2 เล่ม คือ Communication With Mahathir และCommunication With Lee Kuan Yu ส่วนเล่มที่ 3 ไม่ได้แปล หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็ไม่พูดถึง มีคนโพสต์เข้ามาให้บอกอาจารย์ช่วยอ่านหน่อย มีอยู่หน้าหนึ่ง ผมอ่านดูแล้วน่าสนใจก็ซื้อมาอ่าน ผมจับประเด็นบางอย่างและทยอยแปลย่อหน้าต่อย่อหน้า ภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทย ผมเลือกเฉพาะที่เป็นปัญหาเอามา อ่านไม่ได้เอาเรื่อง แต่อ่านหาเรื่อง อย่างเรื่องป๋าเปรม เรื่องภาคใต้ เป็นต้น  แต่ที่ผมแปลกใจก็คือว่าสื่อของรัฐไม่ทำเลยตรงนี้ พอเราทำไปก็โดนด่าบ้างชมบ้าง เราก็ทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์  สื่อไม่ทำเราก็ทำให้

ซึ่งครั้งสุดท้ายนานมาแล้วสมัยที่คุณทักษิณได้เป็นนายกประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว ทางอีโคโนมิค รีวิว เขาลงบทความเล็กๆ พาดพิงถึงคุณทักษิณ พระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมฯ หนังสือพิมพ์ไทยก็ไม่ได้แปล นานเป็นเดือน ผมเริ่มทนไม่ไหวแล้ว ตอนแรกก็ไม่กล้าแปล แต่ทางหนังสือพิมพ์เขาไม่กล้าแปล ผมก็เลยแปลออกอากาศไป ตอนนั้นทำอยู่วิทยุ เขาเลยสั่งห้ามทำวิทยุตั้งแต่นั้นมา

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าออนไลน์มีเดีย สำหรับคนวัยผม มันมีประโยชน์มาก บังเอิญอาชีพเดิมคือสื่อมวลชน ซึ่งทุกวันนี้ยังทำอยู่เล็กๆ น้อย ๆ ก็คิดว่ายังพอจะทำเป็นอาชีพเสริมได้ ส่วนผมจะไปมอนิเตอร์สื่อมวลชน หรือหนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่นึกว่าสังคมจะโวยวายอะไรมากในความเห็น 

แต่ผมฉุนมากๆ เมื่อปีใหม่ เมื่อคุณทักษิณขึ้นปกและเป็นบุรุษแห่งปี ส่วนข้างในมีอยู่หน้าเดียว ซึ่งผมต้องการอ่าน 8-10 หน้า และเรื่องคุณยิ่งลักษณ์จะไปเขมร ผมพาดหัวไว้ว่า นายกรัฐมนตรีของไทยไปเยือนกัมพูชาตามคำเชิญของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และผมก็อธิบายตามหลักรัฐสภาว่า มันไม่เหมาะตามหลักสากลที่เขาทำกัน ผมก็เลยโดนด่าอยู่ทุกวันนี้ เมื่อเช้าก็ยังด่าอยู่ แต่ว่าคุณปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เขาก็เขียนบทความตำหนิ เสียดสี ไม่สุภาพและก็ตอกผม แต่ว่าไปโผล่ที่มติชน ซึ่งตรงนี้มีคนโพสมาให้ โดยปกติผมไม่ได้ไปค้นหาอะไรมาอ่าน แต่จะมีเพื่อนๆ โพสมาให้ทางเฟสบุ๊ก ก็เลยไปอ่านมติชนคอลัมน์เดียวกันนี้ เขาฝากอะไรให้ผมไปต้มกิน เขาไปลงมติชน ซึ่งมติชนไม่ได้เปิดข้างล่างเพื่อให้ความเห็นเลย ผมก็หงุดหงิดเพราะใครๆ เขาก็ให้ความเห็นทั้งนั้น เช็คไปเช็คมาก็ไปที่ประชาไท ทางประชาไทเขาก็ดี เขาจะมีหลักจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่ข้างหน้า แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะบล็อกผมหรือเปล่า ถึงปัจจุบันก็ยังอยู่ มีคนมาชมบ้างด่าบ้าง

อย่างหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ASTV ด่าผมบ่อยมาก พอโพสเข้าไปมันไม่โชว์ มันหายไป เลยทำให้มีแต่คนด่า ไม่มีคนชมผมเลย แต่ผมไม่ซีเรียสอะไร ผมคิดว่าคนสมัยใหม่ต้องเข้าใจว่า 1.คนแก่เขาไม่มีอะไรทำ ต้องให้เขาทำบ้าง สุดท้ายผมก็บอกว่า ผมไม่มีอะไรนะ เขาคิดว่าผมเป็นพวกประชาธิปัตย์ ผมไม่มีอะไรจริงๆ ในวัยนี้  เพียงขอแสดงความเห็น ไม่ชอบก็ไม่ชอบ มีความรู้อะไรก็เอามาเขียน

ดังนั้นสื่อออนไลน์ ผมก็มอนิเตอร์เหมือนกันว่าต้องทำ เพราะมีเวลาอ่านขึ้นเยอะ ส่วนภาคที่เหลือผมเพียงแต่แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าใครจะด่าคำหยาบคายอย่างไร ผมมีคำอธิบายเสมอ ไม่มีความทุกข์ใจอะไร แต่กังวลว่าในอนาคตรุ่นหลังจากผมเขาจะเขียนหนังสือกันอย่างไร ที่จะแสดงความเห็นเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม 

ขอตอบในส่วนเรื่องจริยธรรมวิชาชีพ ผมคิดว่าจริยธรรมด้านวิชาชีพไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าโลกของสื่อสารมวลชน หรือไม่ว่าอายุของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะว่ากรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ มันเป็นกรอบมาตรฐานสากล ที่มันวิวัฒนาการมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

ผมก็เหมือนหลายๆ ท่านที่ไม่ได้เรียนนิเทศ วารสาร มาเข้าสู่อาชีพนี้ก็อ่าน พออ่าน ผมกลับไปที่คณะนิเทศฯ เพื่อน ๆ ที่เป็นอาจารย์เขาแนะนำหนังสือ ต่อมาที่บ้านก็มีหนังสือเยอะแยะหมดเลย ตอนหลังผมก็เป็นอาจารย์สอนในสิ่งที่ผมไม่ได้เรียนมา ก็แปลกดี ผมเรียนมาทางด้านการเมืองระหว่างประเทศอินเดีย  ไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่มใดที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมวิชาชีพที่ฝรั่งเขียน ซึ่งอาจจะหนาบ้าง บางบ้าง บริบทต่างกัน  หรือกลับไปอ่านสมาคมนักข่าว จรรยาบรรณวิชาชีพตั้งแต่รุ่นอิศรา (อมันตกุล) เขาเขียน ยาวละเอียดมาก ผมก็ใช้เป็นเครื่องมือในการบรรยาย เพียงแต่ว่ามันมีข้อใหญ่ ข้อย่อย จะต่างกันในเชิงรายละเอียดเท่านั้น ผมคิดว่าไม่ว่าจะปีไหนที่มีถกเถียงกันเรื่องจริยธรรมทางวิชาชีพของสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะปีไหน ประเทศไหน ข้อมูลเหมือนเดิม เนื่องจากผมมีโอกาสได้บรรยายบ้างเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนต่อหน้ามืออาชีพบ้าง ประมาณเกือบ 10 ปี ได้ใช้ The Elements of Journalism ของ Committee of Concerned Journalists ซึ่งเขาพิมพ์มา 2 เวอร์ชั่น มีอยู่สิบข้อ มันง่ายดีสำหรับบรรยายให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ  โดยหลักก็ไม่พ้นการยึดความจริง  การ modify ความจริง  การตรวจสอบความจริง การมอนิเตอร์ผู้มีอำนาจในสังคม

ที่สำคัญในลักษณะที่มันมี political communication คือ สื่อต้องเป็นเวทีสาธารณะ ข้อนี้ผมยึดตรงนี้มาก ผมเปิดเวทีเล็กๆ ในเฟสบุ๊ก เขายังเข้ามาบอกว่าไม่ควร อายุมาก แก่แล้ว ความจริงเขาพูดหยาบกว่านี้ ผมคิดว่าอย่างหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าไร รุ่นใหม่ รุ่นเก่า เรื่องจริยธรรมวิชาชีพมันเป็นของคลาสสิค มันไม่เปลี่ยน อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นในแง่เทคนิค แต่หลักๆ คือความที่มีความจริงจัง  มีอัตลักษณ์  มีการตรวจสอบความจริงของผู้มีอำนาจในสังคม และนักวิชาการจะพูดว่ามีความ Balance หรือเป็นกลาง

ผมคิดว่าสื่อกระแสหลักที่เปิดบนเว็บเขาเปิดเวทีให้อยู่แล้ว แต่ว่าหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์มันไม่มีที่ให้อยู่แล้ว สมัยหนุ่มๆ ผมจะคอยเฝ้าคอลัมน์ของสถาบันเอเชีย จุฬาฯ ไปมาหาสู่ตั้งแต่ออฟฟิซเก่าๆ เนชั่นผมก็ทำอยู่ 2-3 วัน ดังนั้นจะคุ้นเคยกัน เวลาอยากจะเขียนบทความก็สามารถโทรไปหาบอกว่าขอเขียนบทความหน่อย แต่สมัยนี้มันไม่มีที่เยอะสำหรับทุกคนแล้ว ตอนนี้ผมใช้ช่องทางเว็บไซด์ เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ผมมี fouresquare รูม มี pinterest เพื่อให้รู้ว่าเด็กๆ เขาทำอะไรกัน

 

หมายเหตุ เรียบเรียงจากการนำเสนอ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมลในเวทีเสวนา รู้ทันสื่อยุคออนไลน์ แค่หมาเฝ้าบ้านไม่พอ?งานเปิดตัวกลุ่ม มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ 14 กรกฎาคม 2555

 

 

รู้ทันสื่อยุคออนไลน์(1)..ในสายตา ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล