Skip to main content

ขอบคุณภาพประกอบ จาก www.learning.pitlokcenter.com

 

พัฒนาการอันรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิตอลและการขยายตัวของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ว่ากันว่า ทั่วโลกมีการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า 2,267 ล้านคน  และเฉพาะประเทศไทยมีคนใช้อินเตอร์เน็ต 25 ล้านคน หรือ 39 % ของประชากร โดยคนไทยใช้เฟสบุ๊ค 14.2 ล้าน 

นี่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์ ต้องปรับตัวขนานใหญ่ ไม่เพียงเม็ดเงินโฆษณาที่หดหายไปเรื่อยๆและยอดขายที่ลดต่ำลงทุกวัน อำนาจของสื่อกระแสหลักในการเป็นผู้กำหนดวาระข่าวสารของสังคมก็เริ่มอ่อนลงด้วย ข่าวสารหลากหลายประเด็นที่เป็นความสนใจของผู้รับสารเอง เกิดจากแหล่งข่าวในโลกออนไลน์ และเป็นกระแสข่าวใหญ่ของสังคม จนสื่อกระแสหลักต้องเป็นฝ่ายหยิบยกข่าวจากโลกออนไลน์มานำเสนอในสื่อกระดาษอีกทีหนึ่ง จนกล่าวได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์กำลังครองอำนาจนำในการกำหนดว่า วันนี้สังคมไทยจะพูดเรื่องอะไร จะเม้าจะเม้นกันในทิศทางไหน

การปรับตัวที่สำคัญประการหนึ่งของสื่อกระแสหลักในเวลานี้ คือการขยายที่ยืนของตัวเองเข้าสู่สื่อใหม่โดยองค์กรข่าวใหญ่ๆอย่าง ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน เนชั่น ฯ ล้วนเข้าสู่พื้นที่ของสื่อใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นสำคัญ  ทั้งทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ล  ออนไลน์  แอพลิเคชั่น  สงครามข่าวสารขยายแนวรบจนนักข่าวแทบทุกค่ายถูกบังคับให้ต้องปรับตัวขนานใหญ่  และต้องเพิ่มทักษาะความสามารถในการใช้เครื่องมือไฮเทคไปด้วย  เพราะนักข่าวคนหนึ่งๆ  จะต้องผลิตข่าวส่งต้นสังกัดของตนในหลากหลายสื่อ ทั้งข่าวกระดาษ วิทยุ โทรทัศน์ แล้วยังบล็อก หรือเฟซบุ๊ค ทวีตเตอร์ กระทั่งข่าวสั้นผ่านมือถือ

ในอดีต การลงทุนขององค์กรสื่อ มักเน้นไปที่การลงทุนใน Media Product  เช่น การมีหนังสือพิมพ์มากกว่า 1 หัว การผลิตนิตยสารหรือพ็อกเก็ตบุ๊ค เพื่อให้ผลประกอบการมีมูลค่าเพิ่ม แต่บัดนี้สื่อกระแสหลักกำลังตื่นตัวและตื่นเต้นไปกับการลงทุนด้าน Technology Investment  กระทั่งคิดว่า นักข่าวในวันนี้จะต้องพัฒนาความสามารถในการใช้ Smart phone / IPad  เพื่อการรายงานข่าวที่รวดเร็ว  รวมถึงต้องสามารถสร้างแฟนเพจของตัวเองด้วยเฟสบุ๊ค ทวีตเตอร์และบล็อก เพื่อดึงคนเข้าสู่สื่อของตนให้มากขึ้น หลายองค์กรสื่อใหญ่ลงทุนซื้อเครื่องมือทันสมัยให้นักข่าวใช้ หรือให้นักข่าวของตนผ่อนซื้ออีกต่อหนึ่งด้วย นักข่าวเองก็เคลิบเคลิ้มเชื่อว่า การเป็นคนข่าวที่ไม่ตกยุค จะต้องมีเครื่องมือไฮเทคเหล่านี้

คำถามก็คือว่า องค์กรสื่อสามารถที่จะรายงานข่าวให้มีคุณภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือไฮเทคกระนั้นหรือ ทำไมองค์กรสื่อจึงลงทุนด้านเทคโนโลยีได้ แต่ลงทุนด้านการเพิ่มคุณภาพของข่าวและเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้รอบรู้ในเชิงเนื้อหาแก่ตัวนักข่าวไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ตัวนักข่าวเป็น Humen Investment  และเป็นทุนสะสมที่จะสร้างความเข้มแข็งและความเหนือกว่าแก่องค์กรสื่อ เพราะประสบการณ์ กึ๋นและเก๋าของนักข่าวนี่แหละ ที่จะสะท้อนออกมาในข่าวที่เจาะลึก เข้มข้น หรือแตกต่างได้ พูดสั้นๆว่า”คุณภาพของนักข่าวคือ คุณภาพของงานข่าว”

หลายปีมานี้  คนทำงานข่าวถูกลดศักดิ์ศรีลงเป็น”พนักงานบริษัท”  ที่ทำให้สายพานการผลิตวิ่งได้  พวกเขาถูกจัดวางให้เป็นนักข่าวสายกระทรวงเฉพาะ  เป็นนักข่าวประจำพรรคการเมืองนี้ๆ  เป็นนักข่าวเกาะติดเฉพาะเรื่องนั้นๆ  เช่นเดียวกับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า  ที่คนพ้งชายเสื้อก็จะพ้งชายเสื้อไปจนหมดแรง  หลายปีมานี้  เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์นักข่าว”สมองไหล”   ทั้งที่ไหลออกมาจากระบบสื่อ  เพื่อไปเป็นคนอิสระหรือเป็นผู้ประกอบการรายย่อย  รับจ้างทำโครงการบ้าง  และที่น่าสนใจคือ สมองที่ไหลออกมาทำงานสื่ออิสระหรือสื่อทางเลือกอีกจำนวนไม่น้อย  นักข่าวเหล่านี้เลือกใช้ข้อดีของเทคโนโลยีออนไลน์  เป็นเครื่องมือต้นทุนต่ำ แต่ให้ศักดิ์ศรีความเป็น “คนข่าว”ได้สูง

กระแสมาแรงของการลงทุนข้ามสื่อและการใช้เทคโนโลยีสื่อทันสมัย  นำมาซึ่งทฤษฎี “สื่อหลอมรวม”หรือ Media Convergence  ที่เรียกร้อง Multi Tasking Skill หรือความสามารถรอบตัวของนักข่าว  ที่ดูๆก็ยังเน้นที่ความสามารถในเชิงเทคนิค  และการทำงานในเชิงปัจเจกของนักข่าวแต่ละคน  ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ด้านการปฎิรูปสื่อ  โดยเฉพาะในมุมของการยกระดับคุณภาพข่าว  การทำหน้าที่อันพึงประสงค์ของสื่อ  และการทำให้สื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ของสังคม

แต่สำหรับ Multi Tasking Skill ของสื่อทางเลือกประเภทออนไลน์  อันเป็นสื่อต้นทุนต่ำ  มีคนทำงานไม่กี่คน  พวกเขากำลัง”หลอมรวม” สิ่งที่เป็นความรู้เฉพาะด้าน  เนื้อหาที่แตกต่าง และความถนัดของแต่ละคน  รวมถึงเครือข่ายความสัมพันธ์หลายชุดเข้าด้วยกัน  กลายเป็นการหลอมรวมด้านเนื้อหาจากการทำงานเป็นทีม  และการรับผิดชอบงานข่าวแต่ละเรื่องร่วมกัน  พูดสั้นๆว่าคือ  “การหลอมรวมศักยภาพคน”  ในแง่นี้  อาจมีนักข่าวที่รับผิดชอบการศึกษาข้อมูลชั้นต้น  แล้วนำมา brief แก่คนอื่นๆในทีมให้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน ก่อนจะถกเถียงเลือกเอาแง่มุมที่”แหลม”ที่สุด  และอาจมีการแบ่งกันสัมภาษณ์ตัวละครในข่าวที่มีหลายคน  แล้วนำมาประกอบสร้างเป็นชิ้นงานข่าวนำเสนอ  และบางทีก็จะมีใครคนหนึ่งทำหน้าที่บรรณาธิการจัดการข่าวชิ้นนั้นๆให้เสร็จสมบูรณ์  หมุนวนกันไป

วันหนึ่งข้างหน้า ก็อาจไม่เหมาะจะเรียกคนทำงานข่าวว่า”นักข่าว” ซึ่งมีความหมายแต่เพียงคนๆหนึ่งที่เป็น actor ของข่าว เช่นเดียวกับคำ”นักวิ่ง” ที่ทำให้เรานึกถึงแต่คนที่วิ่งเก่งแต่เพียงเท่านั้น สังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เรียกร้องความเป็น”นักสื่อสารสาธารณะ” ที่ไม่ใช่เป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น  หากแต่คือคนที่ชำนาญการ และมีจิตสำนึกสาธารณะในการทำงานสื่อด้วย

เกี่ยวกับผู้เขียน สุชาดา จักรพิสุทธิ์ เขียนบทความชิ้นนี้สำหรับ TCIJ Blog ของศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (tcijthai.com) และเห็นว่าเนื้อหาสอดคล้องเหมาะสมกับมีเดียอินไซด์เอาท์จึงกรุณาส่งมาเผยแพร่ทาง mediainsideout.net อีกทาง

 

 

ความเห็นผู้เขียนไม่จำเป็นต้องสอดคล้องจุดยืนกลุ่ม MIO
 

 

สื่อหลอมรวม...หลอมรวมอะไร ?