Skip to main content

บทความนี้เขียนเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวกลุ่มจับตาสื่อ Media Inside Out “ส่องสื่อไทย จากในสู่นอก”

บทบาทของสื่อในสถานการณ์ทางการเมืองไทยรอบหลายปีที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ว่า “สื่อไทยกำลังตีบตัน” และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบันถูกแสดงออกมาให้เห็น แล้วอย่างชัดแจ้ง

ถ้าพิจารณาโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่อมวลชนในประเทศไทย ได้แก่ วิทยุโทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เราจะเห็น “คุณลักษณะร่วม” อยู่สองประการ

อย่างแรกคือ การกระจุกตัวของทุนสื่อ (concentration of media ownership) ซึ่งปัจจัยของการลงทุนในธุรกิจสื่อที่มีต้นทุนสูง ทำให้สื่อทุนน้อยอยู่รอดทางธุรกิจลำบาก และเกิดปรากฏการณ์ควบรวมสื่อในรูปสื่อใหญ่เข้าครองกิจการสื่อเล็ก จนผลสุดท้ายเจ้าของที่แท้จริงของสื่อในประเทศไทยขนาดใหญ่ มีกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ในส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ได้แก่ กลุ่มเนชั่น กลุ่มผู้จัดการ กลุ่มไทยรัฐ กลุ่มโพสต์ กลุ่มสยามกีฬา เป็นต้น ส่วนสื่อทีวีนั้นความกระจุกตัวชัดเจนยิ่งกว่า เพราะมีเพียงทุนของช่องสามและช่องเจ็ดที่เป็นเจ้าของสถานีเท่านั้น

อย่างที่สองคือ การควบคุมโดยรัฐ (state control) ผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสื่อประเภทต่างๆ หรือการควบคุมผ่านกลไกสัมปทาน ดังจะเห็นได้จากอุตสาหกรรมวิทยุ-โทรทัศน์ที่รัฐเป็นเจ้าของรายใหญ่ของคลื่น ความถี่ นอกจากนี้ยังมีสื่อที่เป็นของรัฐโดยตรงอย่างกรมประชาสัมพันธ์ อสมท และกองทัพบกอีกด้วย

คุณลักษณะสองข้อนี้ทำให้สื่อไทยจำต้องอิงแอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นทุนหรือรัฐ เพื่อรักษาสถานภาพของตัวเองไว้ และเกิดปัญหาในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารดังที่เห็น ประเด็นนี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการงดเว้นจะสื่อสารในประเด็นทั่วไปหลายๆ เรื่องที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของรัฐหรือทุนด้วย

การผูกขาดสื่ออันมีเหตุจากปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ ทำให้ในห้วงยามแห่งความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา เราเห็นกลุ่มก้อนทางการเมืองที่หลากหลาย พยายามทำลายกำแพงของการปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารของฝ่ายพวกตน

ความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนครั้งแรกมาจากฝ่ายคนเสื้อเหลืองที่ต้องต่อสู้กับ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกปลดจากช่องฟรีทีวีที่ควบคุมโดยรัฐ กลุ่มสื่อผู้จัดการจึงหาทางออกโดยใช้ “สื่อทางเลือก” ที่ลัดขั้นตอนการควบคุมโดยรัฐออกไป หันไปใช้เทคโนโลยีทีวีดาวเทียมและการถ่ายทอดผ่านอินเทอร์เน็ตที่ปิดกั้นได้ ยากกว่าแทน

หลายปีต่อมาเมื่อสถานการณ์พลิกกลับ กลุ่มคนเสื้อแดงที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันก็ดำเนินรอยตามด้วย “สื่อทางเลือก” ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่สื่อที่ใช้เทคโนโลยีดั้งเดิมอย่างนิตยสารนอกกระแส (เช่น Red Power ของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)

การตั้งสถานีดาวเทียม BlueSky ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็หนีไม่พ้นความจริงข้อนี้ เมื่อไม่ได้กุมอำนาจรัฐอีกต่อไป ก็ไม่มีสิทธิใช้งานสื่อของรัฐ และจำเป็นอย่างยิ่งต้องหาสื่อของตัวเองมาทดแทน

ไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดไหน เป้าหมายของทุกฝ่ายก็เหมือนกันคือ “ข้ามกำแพง” การควบคุมโดยทุนและรัฐ เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ฝั่งของตัวเองต้องการ

เทคโนโลยีสมัยใหม่กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนอันทรงพลังของ “สื่อทางเลือก” ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีดาวเทียมลดค่าใช้จ่ายของการตั้งสถานีทีวีเดิมหลัก หมื่นล้านลงมาเหลือเพียงไม่กี่ล้าน ยุคที่การตั้งวิทยุเองใช้เงินเพียงหลักหมื่น และยุคเดียวกันที่การทำสื่อออนไลน์แทบไม่ต้องใช้เงินตั้งต้นเลย เราจึงเห็นสภาวะการบูมของสื่อทางเลือกเป็นจำนวนมาก

ในยุคที่สื่อทุกรายอยู่บนพื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกัน ทั้งกลุ่มทุนขนาดยักษ์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และสื่อทำมือที่สร้างโดยคนเพียงคนเดียว ผู้บริโภคจึงมีสิทธิเลือกจะเสพสื่อที่ตัวเองเห็นว่าคุณภาพดีที่สุด และเหมาะกับความต้องการของตัวเองที่สุด

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “สื่อมวลชน” (mass media) ที่เน้นการกระจายข่าวในวงกว้าง เริ่มต้องเผชิญกับการแข่งขันจาก “สื่อเฉพาะทาง” (niche media) ที่รายงานเรื่องบางชนิดได้ลึกกว่าและดีกว่า ซึ่งการเกิดขึ้นของสื่อเฉพาะทางในหลากหลายสาขารวมๆ กันแล้วจึงเริ่มเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของสื่อมวลชนดั้งเดิมที่ยังยึดติดอยู่ ในกรอบแบบเดิม

ไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่สื่อเฉพาะทางหรือสื่อทางเลือก จะแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองหรือ เศรษฐกิจแบบใด (advocacy journalism) เพื่อให้ผู้อ่านคัดเลือกสื่อที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายและตรงไปตรงมามากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้จะต่างไปจากแนวทางความเป็นกลางของสื่อ (non-objective viewpoint) ที่สถาบันการศึกษาด้านสื่อมวลชนไทยยึดถือมาโดยตลอด

การเกิดขึ้นของสื่อทางเลือกแบบใหม่ๆ นี้ จึงเป็นความท้าทายทั้งในแง่การแข่งขันทางธุรกิจ การควบคุมโดยรัฐ (โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเช่นกรณีทีวีดาวเทียมหรือวิทยุชุมชน หรือช่องโหว่ทางเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เน็ตที่ปิดกั้นได้ยาก) และการควบคุมโดยองค์กรทางสังคมอย่างสมาคมวิชาชีพสื่อต่างๆ ที่เริ่มจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะผู้ผลิตสื่อทางเลือกเหล่านี้ไม่ถือว่าตัวเองเป็นสื่อวิชาชีพแบบเดิม และไม่สนใจสักนิดเลยด้วยซ้ำว่าสมาคมวิชาชีพจะมีมุมมอง ความเห็น หรือกฎระเบียบอย่างไร

ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สื่อขนานเดิมในประเทศไทยต้องปรับ ตัวอย่างหนัก เพื่อรับมือสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป รับมือคู่แข่งหน้าใหม่จำนวนมากที่รู้ลึกกว่า รู้จริงกว่า รวมถึงคิดโมเดลการหารายได้แบบใหม่ ๆ ที่อยู่รอดได้ในทางธุรกิจ

สื่อทางเลือกแบบใหม่ๆ เองต้องเร่งพัฒนาคุณภาพของเนื้อหาและบริการให้แข็งแกร่ง ต่อสู้กับสื่อใหญ่ได้อย่างภาคภูมิ รวมถึงตอบโจทย์เรื่องรายได้ธุรกิจเพื่อความอยู่รอดในระยะยาวด้วยเช่นกัน

สังคมไทยในฐานะผู้บริโภคสื่อก็ต้องพยายามอย่างยิ่งยวดในการรักษาสภาพการ แข่งขันอย่างเสรีในวงการสื่อเอาไว้ และกล้าปฏิเสธการปิดกั้น ควบคุม คุกคาม คนทำสื่อไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าจากหน่วยงานภาครัฐหรือผู้มีอำนาจในสังคม ขณะเดียวกันก็ต้องเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างการผูกขาดที่ไม่เป็น ธรรมในอดีต โดยเฉพาะกฎหมายควบคุมสื่อและการถือครองคลื่นความถี่ของหน่วยงานภาครัฐไป พร้อมกัน ผู้บริโภคเองก็จำต้อง “รู้เท่าทัน” สื่อว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หรืออุดมการณ์ใดด้วย

การเกิดขึ้นของกลุ่มจับตาสื่ออย่าง Media Inside Out จึงถือเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวหนึ่งที่น่าติดตาม เพราะเป็นความพยายามของคนในวงการสื่อเดิมที่เข้าใจสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปของ อุตสาหกรรมสื่อ และเริ่มออกมาตั้งคำถามกับเพื่อนร่วมวิชาชีพตัวเองว่าจารีตนิยมที่ถือ ปฏิบัติกันมายาวนานนั้น มันยังใช้ได้จริงๆ หรือในโลกสมัยใหม่นี้

ที่มา: http://www.siamintelligence.com/future-of-thai-media/

 

ความเห็นผู้เขียนไม่จำเป็นต้องสอดคล้องจุดยืนกลุ่ม MIO
 

 

อนาคตของสื่อไทย: โอกาสของสื่อใหม่ภายใต้การผูกขาดของสื่อเก่า