Skip to main content

หัวข้อใหญ่อันหนึ่งในวงสนทนาของบรรดาเพื่อนฝูงในวงการสื่อ(รายเล็กๆ)ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือเรื่องของความยากลำบากในการดำรงอยู่ให้ได้ภายใต้สภาพและเงื่อนไขในปัจจุบัน

ขอบคุณภาพจาก สมอุษา บัวพันธ์

หลายปีมานี้ผู้คนหลายกลุ่มในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างโอกาสเพื่อส่งเสริมให้เกิดสื่อในพื้นที่ขึ้นมา ด้วยความมุ่งหวังว่าสื่อที่ทำโดยคนในพื้นที่จะตอบสนองประเด็นการสื่อสารและความต้องการข้อมูลของสังคมทั้งในและนอกสามจังหวัดนี้ได้ดีขึ้น และหลังจากพยายามมาหลายปี เวลานี้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสื่อเกิดขึ้นหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นรายเล็กๆ 

ทว่าดูจะไม่มีเครื่องค้ำประกันใดๆว่าการคงอยู่ของพวกเขาจะยาวนานและมีคุณภาพ  เพราะปัญหาของพวกเขาในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของทักษะในการผลิตอย่างเดียว

การผลิตสื่อที่จะให้ดีได้ไม่ใช่แค่เรียนรู้หรืออบรมทักษะในการผลิตแค่ไม่กี่วันแล้วลงมือทำและคาดหวังว่าจะได้ผล คนผลิตสื่อที่จะทำให้ได้ดีต้องมีทั้งโอกาสและเวลาในการฝึกฝีมือ ได้ทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร ไม่เช่นนั้นการเรียนรู้ทักษะก็เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์เพราะไม่มีโอกาสได้ใช้ทักษะอันนั้น

ปัญหาของสื่อรายใหม่ๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ หลังจากวันเวลาอันยาวนานของการสะสมทักษะโดยเฉพาะในเรื่องของเทคนิค พวกเขายังไม่มีโอกาสมากพอในอันที่จะได้ฝึกฝนและขยายผลทักษะอันนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในเรื่องของการจัดการเนื้อหา ทั้งนี้เพราะปัญหาอีกหลายประการที่ทำให้โอกาสที่จะได้ทำงานในประเด็นที่เป็นการพัฒนาความสามารถนั้นยังตีบตันอยู่มาก

ปัญหาใหญ่คืออันหนึ่งคือเรื่องของเงิน

เงิน โอกาสในการทำงาน ความเป็นอิสสระ และการอยู่รอด ในที่สุดแล้วล้วนแต่เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันทั้งสิ้น

เงิน เป็นแทบจะทุกอย่างในการผลิตงาน ในแง่ของการทำงานข่าว ไม่มีทุนงานไม่เกิด เพราะข่าวไม่ใช่เรื่องของความพยายามส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว  มันยังมีองค์ประกอบอื่นอีกมากหลายที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นถ้าหากอยากทำข่าวและโดยเฉพาะถ้าอยากทำให้ได้ดี องค์ประกอบเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น  แม้จะไม่มากมายก่ายกองอย่างที่คิดกันก็ตาม

เงินหรือทุนให้โอกาสแก่คนในสังกัดสื่อรายใหญ่มากกว่าสื่อรายเล็ก แต่ในกรณีของประเด็นเรื่องภาคใต้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่มาพร้อมกับเงิน

ปัญหาอันหนึ่งของการนำเสนอข้อมูลจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ ประเด็นที่จะ “ขาย” ได้มีจำกัด ซึ่งไม่ว่าสื่อไหนก็เจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน ทั้งสื่อที่มีสังกัด สื่ออิสสระหรือสื่อในพื้นที่ที่หวังพึ่งช่องทางนำเสนอของสื่อกระแสหลักในเมืองหลวง

การพยายามจะขายประเด็นเรื่องของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสวยงามของพื้นที่ บุคลิกและลักษณะอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของสังคมคนเชื้อสายมลายู หรือสภาพของปัญหาสังคม เศรษฐกิจและอื่นๆไม่ใช่เรื่องทำได้มากมายอย่างที่หลายคนหวัง  เพราะเอาเข้าจริงแล้วมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้น่าเชื่อได้ว่า สังคมที่เหลือไม่ได้สนใจเรื่องราวเหล่านี้ขนาดนั้น ไม่ใช่แต่เรื่องราวทำนองนี้จากภาคใต้ แต่จากทุกแห่งก็ว่าได้ และแม้ว่าหลายอย่างจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังดูสดใหม่เพราะที่ผ่านมาถือว่าสังคมไทยยังไม่รู้จักอัตลักษณ์ของพื้นที่นี้มากนัก แต่สำหรับสื่อจำนวนหนึ่งพวกเขารู้สึกว่าการนำเสนอเรื่องราวทางสังคมจากพื้นที่นี้เข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้วเพราะปริมาณที่นำเสนอกันมาในช่วงเจ็ดถึงแปดปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นคนที่จะเสพข้อมูลประเภทนี้ก็คือคนกลุ่มที่ไม่ใหญ่นัก ส่วนใหญ่คือคนที่สนใจในเรื่องราวของพื้นที่อย่างจริงจังที่มีไม่มาก บวกกับกลุ่มนักวิชาการ หรือไม่ก็คนหัวอกเดียวกันที่เป็นคนชายขอบเหมือนกัน

สิ่งที่ขายได้ในแง่ของประเด็นข่าว นอกจากเรื่องของความรุนแรงประเภท ใครถูกฆ่าตายด้วยวิธีการอันพิสดารอย่างไรและเมื่อไหร่แล้ว ก็คือเรื่องราวที่อธิบายที่มาหรือเบื้องหลังความรุนแรงอันนั้น การอธิบายสาเหตุของความรุนแรงหรือแม้แต่ค้นหาคนที่ก่อเหตุรุนแรง  ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ง่ายและต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์และความสามารถในการค้นหาตัวจริงเสียงจริง ที่สำคัญต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อจะอธิบายปรากฏการณ์ให้ได้

การทำข่าวแบบโดดร่มชูชีพลงพื้นที่อย่างที่เรียกกันในภาษาฝรั่งนั้น มีต้นทุนที่ “แพง” ขึ้นทุกที เพราะประเด็นเรื่องของความปลอดภัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งการจ้างคนที่รู้ทางและสามารถพาเข้าพื้นที่ตลอดจนช่วยแปล ระยะเวลาในการทำงานที่น้อยเพราะข้อจำกัดเรื่องเวลาทำงานที่ปลอดภัย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสมทบในการเพิ่มต้นทุนให้กับการทำงานข่าวทั้งสิ้น  คนข่าวในกรุงเทพฯโดยเฉพาะที่นานๆตามข่าวทีและที่ไม่มีทุนหนักจึงมักพากันติดเบรคแทบทุกครั้งที่คิดเรื่องทำข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ยังไม่นับต้นทุนของการที่ต้องหาข้อมูลเพราะความไม่รู้หรือไม่ทันเหตุการณ์อันเนื่องมาจากไม่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักข่าวจำนวนหนึ่งจึงทำข่าวเหตุรุนแรงที่เป็นข่าว “อีเว้นท์” เป็นหลัก เพราะมันเป็นข่าวที่อาศัยการลงไปหาข้อมูลจากหน้างาน กลับไปนั่งผลิตและปิดฉากได้ภายในเวลาอันรวดเร็วและที่สำคัญรับประกันว่า “ขาย” ได้

ข่าวที่เป็นประเด็นตายและแห้งที่ต้องใช้ความสามารถในการปะติดปะต่อเรื่องราวทำความเข้าใจกับสถานการณ์และนำเสนอได้อย่างเป็นระบบต้องมาจากการทำการบ้านต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่ทำให้คนทำข่าวและการทำข่าวภาคใต้ชะลอตัว

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมรายงานข่าวของสื่อข้างนอกยิ่งนานวันจึงยิ่งห่างไกลจาก “ประเด็น” จริงที่อยู่ในความรู้สึกของคนในพื้นที่  

และประเด็น ”จริง” ที่สื่อทางเลือกหลายรายในพื้นที่ต้องการจะนำเสนอนั้น ในที่สุดแล้วมันคือเรื่องราวของผลกระทบจากเหตุรุนแรงและการละเมิดสิทธิเสีย รวมทั้งปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านมุสลิมกับภาครัฐ ทั้งนี้เพราะสื่อเหล่านี้ก็คือตัวแทนของคนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยที่ต้องการสื่อเรื่องราวเช่นนี้ออกไปสู่สังคม

แต่เรื่องราวเหล่านี้ไม่อาจขายได้ทุกวันในสื่อหลัก  ส่วนหนึ่งเพราะคนนอกหรือสื่อข้างนอกมักรู้สึกว่าพวกเขาได้ยินจนเอือม  หรือสำหรับหลายๆกรณีที่เป็นปัญหาใหญ่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าในแง่ความเคลื่อนไหว การจะเปิด “แผลเก่า” รึก็เสี่ยงกับการต้องสู้กับแรงปะทะคือความไม่พอใจของผู้มีบารมีตัวจริงที่ยังทำให้เรื่องราวไม่ว่าจะอย่างกรณีกรือเซะ ตากใบหรือ ไอร์ปาแยร์เป็นกรณีที่สังคมถูกบีบให้ลืม 

ที่สำคัญในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะเป็นพื้นที่ชายขอบ แต่เพราะปัญหาความขัดแย้งทำให้เรื่องราวในพื้นที่อยู่ในสายตาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและนอกระบบโดยตลอด ตัวแทนของหน่วยงานและกลุ่มอำนาจในสังคมไทยที่ใหญ่ๆล้วนแล้วแต่มีพื้นที่อยู่ในนี้อย่างครบถ้วน การจะขยับตัวทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปต้องมองหน้ามองหลังอย่างระแวดระวัง

สื่อรายย่อยและสื่ออิสสระในพื้นที่จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองทั้งด้วยการสร้างการยอมรับและทำงานของตัวเองนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน และบางรายอาศัยสายสัมพันธ์กับส่วนงานราชการในพื้นที่และบุคคลสำคัญต่างๆที่สนับสนุน  แต่ต้องยอมรับว่า สื่อรายเล็กรายน้อยส่วนใหญ่ที่เพิ่งเกิดใหม่ยังไม่อาจสร้างเครือข่ายสายสัมพันธ์เช่นนี้ได้ ความหวั่นเกรงย่อมทำให้ประเด็นที่อยากจะเล่นหดแคบลงไปตามสมการความรู้สึก

ปัญหาในการเลี้ยงตัวเองให้อยู่ได้ในพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายต่างมีเดิมพันสูงเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากสำหรับสื่อรายเล็กและเกิดใหม่ ทั้งหมดนี้ยังไม่พูดถึงปัญหาใหญ่อีกอย่าง นั่นคือเรื่องของการสร้างโอกาสให้กับตัวเองในอันที่จะสามารถผลิตผลงานเพื่อเปิดโปรไฟล์กลุ่มให้เป็นที่รู้จัก เช่นเดียวกันกับเป็นการสร้างโอกาสให้คนในกลุ่มได้ฝึกฝนฝีมือและสมอง เพราะคนเราไม่ว่าเก่งเท่าเก่ง หากไม่มีโอกาสได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ฝีมือก็ตก

สื่อในพื้นที่ที่ยังทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ได้ทุนชนิดกะปริบกะปรอยจากแหล่งทุนที่ไม่ใช่ทางการ ส่วนใหญ่จะมาจากแหล่งทุนจากต่างประเทศที่ต่างคนต่างมากันแบบมิได้นัดหมาย และต่างคนต่างตีโจทก์ปัญหาในพื้นที่กันมาคนละชุด คำตอบที่พวกเขาคิดไว้ในใจก็จะออกมากันคนละอย่างและกลายมาเป็นปัจจัยกำหนดแนวทางของการสนับสนุนการทำงานของสื่อ สื่อรายเล็กรายน้อยที่พากเพียรขอทุนจากต่างประเทศจึงต้องทำงานมือเป็นระวิงเพราะต้องทำทั้งขอทุน (ที่ไม่ง่าย กินเวลาและส่วนมากทำเป็นภาษาอังกฤษ) ผลิตผลงาน (โดยใช้เวลาและเงินน้อยที่สุดให้ได้งานมากที่สุดและดีที่สุดโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงการหล่อเลี้ยงหรือสร้างองค์กร) ทั้งยังต้องบริหารทุนและรายงานผล (ที่รวมๆกันแล้วกินเวลาไปกว่าครึ่ง) โดยทั้งหมดนี้เฉลี่ยงานกันไปทำภายในหมู่สมาชิกที่มีอยู่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่จึงมักจะลงเอยด้วยการใช้เวลาแทบจะเป็นครึ่งไปในการทำงานที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต

การอาศัยเงินจากแหล่งทุนแบบนี้กลายเป็นเรื่องที่ทั้งผลักและฉุดความก้าวหน้าของคนทำงาน  ผลักก็เพราะว่ามันเป็นเงินที่ไม่ต้องคืน ไม่ต้องกู้ และส่วนใหญ่แล้วแหล่งทุนที่เข้าใจธรรมชาติของงานข่าวและข้อมูลมักไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาของงาน  ปล่อยให้ว่ากันไปตามเพลง เพียงแต่ขอให้ยึดหลักมีคุณธรรมในการนำเสนอ ให้ความเป็นธรรมกับแหล่งข่าวและยึดติดกับข้อเท็จจริงเป็นใช้ได้

แต่แหล่งทุนจากต่างประเทศก็เจอแรงกดดันเช่นกัน ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยหวั่นไหวกับการแทรกแซงจากภายนอกและพยายามเข้าไปกำกับความเกี่ยวโยงของคนนอกเหล่านี้  แหล่งทุนบางรายจึงหวาดหวั่นเกรงว่าความสัมพันธ์ของตนกับเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะกระทบกระเทือนหากคนรับทุนของตนดันไปแตะต้องสิ่งที่เป็นพื้นที่อ่อนไหว ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วแม้จะเป็นแหล่งทุนที่โดยธรรมชาติถือว่าอิสสระแต่เอาเข้าจริงแล้วลักษณะของการให้ทุนนั้นก็ไม่ได้อิสสระจริง

ส่วนการจะหันไปพึ่งพาแหล่งทุนในประเทศก็นับเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง  หลังจากความพยายามของคณะกรรมการอิสสระเพื่อความสมานฉันท์เมื่อหลายปีที่แล้วที่ให้ทุนกับสำนักข่าวอิศราทำรายงานข่าวภาคใต้แล้ว  สังคมก็ไม่ได้เห็นความพยายามของภาครัฐหรือกลไกของรัฐไทยที่จะสนับสนุนการสื่อสารที่เป็นอิสสระและตอบโจทก์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง  ทั้งๆที่ในประเทศมีองค์กรที่ทำหน้าที่ให้ทุนสนับสนุนสื่ออยู่หลายราย แต่กับสื่อในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับถูกปล่อยให้ดิ้นรนหาหนทางรอดกันตามลำพัง และแม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้เอ่ยถึงการตั้งกองทุนสื่อแต่ดูว่าหนทางจะยังอีกยาวไกล

จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดบุคลากรในวงการสื่อที่เกิดใหม่ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่นี้ไม่ได้มองไปที่องค์กรอิสสระในเมืองไทยมากนัก เพราะพวกเขายากจะพึ่งพาอาศัยกลไกเหล่านี้นั่นเอง สิ่งที่สื่อรายเล็กรายย่อยเหล่านี้จะทำได้ในปัจจุบัน ก็คืออาศัยการเก็บเล็กผสมน้อยจากทุนนอกที่เข้ามาเป็นระยะเวลาสั้นๆและหาความต่อเนื่องแทบไม่ได้ ขณะที่ต้องภาวนาไม่ให้สมาชิกในกลุ่มหรือองค์กรของตนเองอำลาไปหางานอย่างอื่นทำกันเพราะทนอยู่ไม่ได้ เพราะการขาดสมาชิก (ที่มีน้อยอยู่แล้ว) ก็เท่ากับขาดโอกาสผลิตงาน ไม่ได้ผลิตงานก็หมดโอกาสแจ้งเกิด

ทุกวันนี้วงสนทนาของบรรดาผู้คนในวงการสื่อรายย่อยในพื้นที่จึงมักลงเอยด้วยการนำเสนอทางออกกันแบบพิสดาร เช่นมีข้อเสนอให้จับกลุ่มกันลงขันตั้งกองทุนซื้อสวนยางเพื่อหาเงินมาสนับสนุนการทำสื่อ เผื่อว่าจะตอบโจทก์ได้บ้าง

นวลน้อย ธรรมเสถียร
รายงานจากปัตตานี

 

ความเห็นผู้เขียนไม่จำเป็นต้องสอดคล้องจุดยืนกลุ่ม MIO
 

 

การทำสื่อในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้:  ปฏิบัติการเข็นครกขึ้นภูเขา