Skip to main content

 

ฉากเปิดเรื่องอยู่บนเวทีประกวด Miss Burma ที่จัดขึ้นในสนามกีฬาอ่องซานในร่างกุ้งปี 1956  นอว์ ลุยซา เบนสัน สาวน้อยเลือดผสมยิว-กะเหรี่ยงวัย 15 ปีในชุดว่ายน้ำหมุนตัวโชว์ความงามท่ามกลางผู้ชมราวสี่หมื่นคน หนึ่งในนั้นคือเบนนี บิดาของเธอที่ได้รับอิสรภาพชั่วคราวจากการถูกสั่งกักบริเวณในบ้านพักให้มาชมการประกวด

ลุยซาครองมงกุฎมิสกะเหรี่ยงมาแล้ว และตอนนี้เธอคว้ามงกุฎ Miss Burma มาครอง สื่อพม่าเขียนถึงเธอว่าเป็น “ภาพลักษณ์แห่งเอกภาพและความสมัครสมานของชาติ”

ฉากเปิดในหนังสือ Miss Burma เล่มนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่หลังจากนี้ ชาร์เมน เครก (Charmaine Craig) ผู้เขียน Miss Burma พาผู้อ่านเดินตามเรื่องแต่งของเธอย้อนลึกเข้าไปในพม่ายุคอาณานิคม – เอกราช – เผด็จการทหารยุคเน วิน และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของนักรบกะเหรี่ยง ผ่านชีวิตนอว์ ลุยซา ผู้เป็นมารดาของเธอ ผ่านชีวิตนอว์ ขิ่น ยายชาวกะเหรี่ยงของเธอ และผ่านชีวิตเบนนี เบนสันตาชาวยิวของเธอที่เกิดในร่างกุ้งแต่ไปโตที่อินเดีย และกลับมาใช้ชีวิตในพม่า

Miss Burma ถูกเขียนเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองพม่าระหว่างปี 1926-1965 ตัวละครแทบทั้งหมดมีตัวตนและชาร์เมนใช้ชื่อจริงของพวกเขาทั้งหมด ทั้งแม่-ตา-ยายของเธอ นายพลอ่อง ซาน, อู นุ, นายพลเน วิน และภริยาเคที – Katie (หรือ ขิ่น เมย์ ถั่น – Khin May Than) รวมถึงนักการทูตตะวันตกบางคนด้วย ยกเว้นชื่อนายทหารกะเหรี่ยงที่เป็นสามีคนแรกของแม่เธอ

ขอสารภาพว่าอ่านจบแล้ว ดิฉันต้องตามไปอ่านบทสัมภาษณ์ของผู้เขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ เพราะระหว่างอ่านคลุมเครืออยู่ตลอดเวลาว่าตอนไหนเป็นเรื่องจริง ตอนไหนเป็นเรื่องแต่ง โดยเฉพาะเรื่องของตา-ยาย และนอว์ ลุยซา แม่ของผู้เขียน ผู้เป็นที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้

 


Photo : Sally Deng

 

นอว์ ขิ่น

ชาร์เมน เครก (Charmaine Craig) ให้น้ำหนักกับเรื่องราวของนอว์ ขิ่น ยายของเธอมากกว่าตัวละครอื่นในเรื่อง ดอว์ ขิ่นเป็นสาวกะเหรี่ยงที่ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในร่างกุ้ง เบนนีตาของเธอเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรของรัฐบาลอังกฤษในร่างกุ้ง เขาหลงรักเธอตั้งแต่แรกเห็น และไปขอเธอจากนายของเธอ แต่งงานกันโดยที่แทบสื่อสารกันไม่ได้เลย พวกเขามีลูกสาวคนแรกคือลุยซาและเบนนีก็สร้างฐานะมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ   แต่เมื่อญี่ปุ่นบุกพม่า เบนนีกับนอว์ ขิ่นต้องพาลูกสาวและลูกชายเล็กๆ ลี้ภัยไปอยู่ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง อ่อง ซานเข้าร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น นำกองทัพญี่ปุ่นบดขยี้กองทัพกะเหรี่ยงที่อยู่ข้างอังกฤษ แล้วชีวิตของนอว์ ขิ่นก็พลิกผันไม่รู้จบนับแต่นั้น

เบนนีถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไปทรมาน นอว์ ขิ่นไร้ที่พึ่ง และไปมีความสัมพันธ์กับซอว์ เล นักรบกะเหรี่ยงที่เป็นเพื่อนสนิทของเบนนีด้วยและคอยช่วยเหลือครอบครัวเธอ  ขิ่นมีลูกของซอว์ เลย์ติดท้องเมื่อเบนนีได้รับการปล่อยตัวออกมา เขารู้ว่าลูกในท้องของนอว์ ขิ่นเป็นลูกซอว์ เล เขาหมางเมินกับเธอนับแต่นั้น แต่ก็รักและเลี้ยงดูลูกสาวของซอว์ เล เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม เบนนีพาครอบครัวกลับมาร่างกุ้ง เริ่มต้นธุรกิจอีกครั้งและกำลังไปได้ดี แต่เขาถูกกลืนเข้าไปในการต่อสู้ของกะเหรี่ยงด้วยความเห็นอกเห็นใจ เบนนีสนับสนุนกองทัพกะเหรี่ยงจนถูกจับตัวไปจองจำที่คุกอินเส่ง ครั้งนี้เป็นฝีมือของนายพล เน วิน และรัฐบาลอู นุ

นอว์ ขิ่นต้องหอบลูก 4 คนพร้อมคนรับใช้ 1 คนหนีไปพักพิงในเขตยึดครองของกะเหรี่ยงอีกครั้ง ไม่รู้ชะตากรรมเบนนีว่าเขาเป็นหรือตาย เธอพยายามสืบหาข่าวของเขาพร้อมทั้งดิ้นรนหาเงินเลี้ยงลูกสี่คน ครั้งนี้เธอมีความสัมพันธ์กับลินตันนักรบกะเหรี่ยง เธอว้าเหว่ เขารูปงามและอายุอ่อนกว่าเธอห้าปี ทั้งชาวบ้านและสายข่าวของเน วินรู้เรื่องนี้  ในที่สุดเขาก็ทิ้งเธอไป นอว์ ขิ่นร้าวราน  แต่ชาร์เมนยังกำหนดให้ยายของเธอเผชิญชะตากรรมแสนสาหัสกว่านั้นอีก ขิ่นถูกทหารในเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นข่มขืนอย่าทารุณกลางป่า และเฉือนหัวนมเธอทิ้งข้างหนึ่งด้วย เป็นตราบาป เป็นบาดแผลที่เธอไม่เคยยอมให้เบนนีเห็นอีกเลยเมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวจากคุกอินเส่งกลับมาอยู่ร่วมบ้านกับเธอ ต่างคนต่างอยู่  แต่ทั้งสองไม่เคยหลุดออกจากการต่อสู้ของกะเหรี่ยง และวงจรการเมืองที่ซับซ้อนของพม่า ทั้งรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอู นุ ผู้ไร้ความสามารถ, รัฐบาลเผด็จการเน วิน, กองทัพกะเหรี่ยง, อังกฤษ และซีไอเอ

 


นอว์ ลุยซา เบนสัน (คนที่ 2 จากซ้าย)

 

นอว์ ลุยซา มิสกะเหรี่ยง & มิสเบอร์ม่า

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดนี้ พวกเขาส่งนอว์ ลุยซา ลูกสาววัย 15 ปีที่เพิ่งครองมงกุฎมิสกะเหรี่ยง เข้าประกวด Miss Burma เวทีประชันความงามระดับชาติครั้งแรกในปี 1956 ลุยซาได้ครองมงกุฎ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพและความสมัครสมานของประเทศท่ามกลางสงครามประชาชนที่ยังดุเดือด โดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองทัพกะเหรี่ยง เธอกลายเป็นคนดัง เป็นนางแบบโฆษณาให้รัฐ เป็นดารา และถูกลากเข้าไปในแวดวงสังคมของเคที ภริยาของนายพล เน วิน ที่มักส่งรถมารับเธอไปร่วมงานปาร์ตี้ที่บ้านพัก เริ่มมีข่าวลือว่าเธอเป็นอนุภรรยาของเน วิน เธอท้องกับเน วิน เธอทำแท้ง และข่าวฉาวอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ลุยซาก็ดำเนินชีวิตปกติ เรียนหนังสือ มีคนรักชื่อเคนเนธ และเขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ถูกปลิดชีพเมื่อเน วินส่งทหารระเบิดตึกกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยร่างกุ้งเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงในปี 1962

แล้วชาร์เมน เครกก็พานายพลกะเหรี่ยงรูปงาม –ลินตัน อดีตชู้รักของนอว์ ขิ่นกลับเข้ามาในชีวิตร้าวรานของครอบครัว Miss Burma เขาไม่ได้กลับมาหานอว์ ขิ่นผู้ยังโหยหาเขาอยู่ แต่มาเพื่อขอลุยซาแต่งงาน ท่ามกลางความกังขาของหลายฝ่าย โดยเฉพาะเบนนี เบนสัน บิดาของเธอว่าเขาจะใช้เธอเป็นทางลัดเข้าหาเน วินในการเจรจาสันติภาพ

ลุยซาตัดสินใจทิ้งชีวิตที่ถูกกำหนดให้เดินตลอดมา ตามลินตันไปใช้ชีวิตในกองทัพกะเหรี่ยง แต่ไม่นานนัก ลินตันถูกสังหารระหว่างไปเจรจากับรัฐบาลพม่า เมื่อไม่มีเขา ลุยซาต้องสวมบทบาทผู้นำแทน เธอตัดสินใจไปเจรจากับโบ มู ผู้นำกะเหรี่ยงที่เป็นขั้วตรงข้ามกับลินตัน เพื่อผนึกกำลังกันสู้กองทัพพม่า  ชาร์เมน เครกจบ Miss Burma ไว้ตรงนี้ และลินตัน กับโบ มู เป็นเพียงสองชื่อที่เธอเลี่ยงไม่ใช้ชื่อจริง  อย่างไรก็ตามชื่อสมมติทั้งสองนี้ต่างถูกเฉลยไว้ในสื่อพม่าแล้ว ลินตัน (Lynton) คือ Lin Htin ผู้บัญชาการกองพลที่ 5 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army –KNLA) และโบ มู (Bo Moo) คือนายพลโบเมียะ (Bo Mya) ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

 


นายพลอ่อง ซาน, อู นุ, นายพล เน วิน

 

ความจริงเบื้องหลังเรื่องแต่ง

Charmaine Craig เป็นบุตรสาวของลุยซา เบนสัน เครก อดีตมิสเบอร์มา กับสามีชาวอเมริกัน ชาร์เมนบอกว่าบิดาของเธอเป็นคนเล่าให้เธอฟังว่าแม่เป็นอดีตนางงาม นางแบบ และนักแสดงชื่อดังมากของพม่า และยังเป็นนักรบอีกด้วย ขณะที่แม่ของเธอแทบไม่เคยพูดถึงอดีตในพม่าเลย  ชาร์เมนใช้เวลาสองปีในการสัมภาษณ์มารดาเพื่อคุ้ยอดีตที่แม่ไม่เคยเล่ามาก่อนออกมาเรียงร้อยเป็นนวนิยายอิงประวัติศาตร์ครอบครัวเรื่อง Miss Burma เล่มนี้ 

แต่กระนั้นแม่ก็ยังเล่าอย่างผิวเผิน  "แม่สามารถเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ได้ แต่แทบไม่บอกว่าเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกับตัวเองอย่างไร” ชาร์เมนบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เธอเข้าใจชัดเจนจากการสัมภาษณ์มารดาคือ แม่เธอรักษาความบอบช้ำในอดีตด้วยการไม่หันกลับไปหรือเก็บงำไว้ข้างใน และถ้าแม่มีความลับกับเธอ แม่ก็มีความลับกับตัวเองด้วย

ท้ายสุดเธอได้ข้อมูลที่นำมาวางพล็อตเรื่องอย่างหยาบๆ ประมาณ 10 หน้า จากนั้นก็เป็นการเสาะหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ

ชาร์เมนบอกว่าที่ทำให้เธอสับสนคือช่องว่างระหว่างเรื่องราวที่เธอเรียนรู้จากเรื่องเล่าของครอบครัวเกี่ยวกับการเข้ามาเกี่ยวข้องของสหรัฐในกิจการของกะเหรี่ยง ตัวอย่างเช่น สามีคนแรกของแม่ที่เป็นผู้นำทหารกะเหรี่ยงติดต่อกับซีไอเอ เธอจึงตามไปค้นข้อมูลรายงานของซีไอเอและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐเพื่อมายืนยันสมมติฐานนี้ของครอบครัว และสิ่งที่ได้ก็ทำให้เธอสับสน  เพราะขณะที่บันทึกรายงานบางชิ้นบ่งให้รู้ถึงปัจจัยต่างๆ ที่ซีไอเอช่วยเหลือกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตย รวมทั้งกะเหรี่ยง แต่ก็มีบันทึกอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าสหรัฐช่วยเหลือรัฐบาลพม่าในความพยายาม "สะสาง" กลุ่มต่อต้านเหล่านี้

 


นอว์ ลุยซา (ซ้าย), ชาร์เมน เครก (ขวา)

 

Miss Burma กับภาพชีวิตแหว่งวิ่น

นอกจากรูปถ่ายไม่กี่รูปของอดีตมิสเบอร์มา –นอว์ ลุยซา หรือ ลุยซา เบนสัน เครก ประวัติชีวิตของเธอที่ถูกเขียนไว้ในที่ต่างๆ ก็สั้นมาก และออกจะถูกตัดตอน คลุมเครือ ซึ่งอาจเป็นเพราะเธอไม่ต้องการย้อนไปมองอดีตขมขื่นของตัวเองตามที่บุตรสาวของเธอกล่าวไว้

ต่อไปนี้เป็นประวัติแหว่งวิ่นของเธอที่ดิฉันรวบรวมและเรียบเรียงได้มาจากแหล่งต่างๆ

ลุยซา เบนสัน เครก เกิดในร่างกุ้งปี 1941 มีบิดาเป็นนักธุรกิจชาวยิว และมารดาเป็นกะเหรี่ยง เธอถูกส่งไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา และกลับมาแต่งงานกับ Lin Htin ผู้บัญชาการกองพลที่ 5 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ในปี 1964 หลัง Lin Htin ถูกสังหารในปี 1965 ลุยซานำกองพลที่ 5 อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะแต่งงานกับ Glen Campbell Craig และอพยพไปอยู่ที่สหรัฐตั้งแต่ปี 1967 เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้ง Burma Forum และเป็นกรรมการบริหารของ US Campaign for Burma

เมื่อลุยชาถึงแก่กรรมในปี 2010 ในวัย 69 ปี  US Campaign for Burma เขียนแถลงการณ์ไว้อาลัยว่า หลายทศวรรษที่เธอร่วมขับเคลื่อนขบวนการ Free Burma และชะตากรรมของประชาชนกะเหรี่ยง นำมาซึ่งความใส่ใจ ความหวัง และแรงบันดาลใจให้พวกเราที่ยังคงต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาประชาธิปไตยพม่า

นอว์ ซิปปอรา เส่ง  อดีตเลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ให้สัมภาษณ์ว่าเธอเคยพบกับนอว์ ลุยซา 3 ครั้งระหว่างปี 2003-04 โดยครั้งหลังสุดพบกันทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

MISS BURMA การเมืองและเรื่องเล่าของกะเหรี่ยง