“Spotlight” ความจริงของคนข่าวบอสตัน โกลบ กับความฝันคนข่าวในเมืองไทย

Spotlight ชื่อ section หนึ่งของหนังสือพิมพ์บอสตัน โกลบ (Boston Globe) ที่กลายมาเป็นชื่อหนังตัวเก็งหลายรางวัลของออสการ์ปีนี้ เป็น talk of the town ของคนทำข่าวบ้านเรามาได้หลายสัปดาห์ด้วยเรื่องราวการทำงานของทีมงาน Spotlight ที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวนกรณีนักบวชแห่งคริสตจักรนับสิบคนล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กๆ นับร้อยคนทั้งหญิงและชายในกรุงบอสตันเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนจนสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารขึ้นกับคริสตจักรแห่งบอสตัน

ผู้เขียนรู้จักหนังเรื่องนี้จากคำบอกเล่าของนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงคนที่เป็นครูบาอาจารย์ด้านวิชาการหนังสือพิมพ์ โดยส่วนใหญ่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านักข่าวเมืองไทยต้องทำให้ได้อย่างนี้ ข่าวต้องสืบสวนเจาะลึกให้ได้อย่างนี้ ก่อนที่จะไปดูก็เดาได้อยู่แล้วว่าหนังต้องแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างทุ่มเทของทีมข่าว Spotlight เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพและความชัดเจน และก่อนที่จะไปดูก็เดาได้อยู่แล้วว่ากระบวนการทำงานทั้งหมดของ Spotlight แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงในระบบการทำข่าวแบบไทยๆ หลังจากไปดูมาแล้วก็ยังมีความเห็นเหมือนเดิมอยู่ มาดูกันทีละประเด็นว่าทำไม

ทีมเวิร์ค – อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า Spotlight เป็นชื่อของ section หนึ่งของหนังสือพิมพ์บอสตัน โกลบ เป็นแผนกที่มีหน้าที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะ ซึ่งโดยปกติแล้วหมายถึงการทำข่าวที่มีความลึก รอบด้าน เป็นทีมข่าวที่มีเวลาในการทำงานมากกว่าทีมข่าวรายวันที่ต้องแข่งกับเวลาและไม่สามารถตกข่าวได้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งคือ Spotlight ทำงานเป็นทีม ทุกคนในกองบรรณาธิการตั้งแต่ตัว บก. คือ วอลเตอร์ โรบินสัน รับบทโดย ไมเคิล คีตัน (Michael Keaton) ไปจนถึงทีมงานทั้ง ไมค์ เรเซนเดซ นักข่าวหนุ่มที่มุ่งมั่น ทุ่มเท ให้กับการสืบค้นและเก็บข้อมูลทุกวิถีทาง รับบทโดย มาร์ค รัฟฟาโล (Mark Ruffalo), ซาซ่า ไฟเฟอร์ นักข่าวสาวคนเดียวของทีมที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านการสัมภาษณ์และการหว่านล้อมให้แหล่งข่าวยอมเปิดปากพูด รับบทโดยราเชล แมคอดัมส์ (Rachel McAdams)  และ แม็ตต์ คาร์โลลส์ ทีมเบื้องหลังที่ไม่เพียงแต่ค้นข้อมูลได้เก่งอย่างหาตัวจับยากแต่ยังจัดเก็บข้อมูลที่เขาและทีมงานค้นพบอย่างเป็นระบบ รับบทโดย ไบรอัน ดาร์ซี่ เจมส์ (Brian d’Arcy James)

ไม่แน่ใจว่าทีม  Spotlight ใช้เวลากี่เดือนในการทำข่าวประเด็นนี้ซึ่งสุดท้ายพวกเขาผลิตผลงานเขียนมากกว่า 200 ชิ้น ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2002 นับตั้งแต่เริ่มเปิดผลงานชิ้นแรกในต้นปี 2002 เนื้อหาในหนังแสดงให้เห็นว่าทีม Spotlight ไม่ต้องตามข่าวประเด็นอื่นใดเลยทุกคนพุ่งเป้าไปที่การเก็บข้อมูลและผลิตชิ้นงานข่าวในประเด็นที่เกี่ยวกับบาทหลวงละเมิดทางเพศเด็กโดยศาสนาจักรร่วมปกปิดความผิด ยกเว้นเฉพาะเหตุการณ์ 9-11 ที่พวกเขาทั้งทีมถูกสั่งให้วางมือเพื่อมาช่วยทำข่าวประเด็นที่ใหญ่ระดับโลกนี้แทนเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

นั่นหมายความว่าที่บอสตัน โกลบ ทีม Spotlight 4 คนทำข่าวประเด็นเดียว แต่ที่เมืองไทยเอาประสบการณ์ตรงของผู้เขียนก็ได้ นักข่าว 1 คน รับผิดชอบข่าวในเวลาเดียวกัน 4-5 ข่าว  หนังสือพิมพ์ในเมืองไทยหลายเล่มมีโต๊ะข่าวสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะ เรียกกันทั่วไปว่าทีมสกู๊ปหรือทีมรายงานพิเศษ มีสมาชิกกันประมาณ 4-5 คน เช่นเดียวกับ Spotlight แต่แต่ละคนต่างทำงานในประเด็นของตนเอง ไม่มีวันที่จะได้เห็นทั้งโต๊ะ ร่วมมือกันทำข่าวประเด็นเดียวเพราะแม้จะเป็นโต๊ะสกู๊ปแต่ก็ถูกคาดหวังจากห้องข่าวให้ต้องผลิตเรื่องป้อนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นลืมไปได้เลยเรื่องการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านเหมือนที่ spotlight ทำ

อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับทีมเวิร์คในการทำงานของ spotlight ที่ผู้เขียนไม่เคยเห็นในระบบงานข่าวเมืองไทยคือระบบการค้นข้อมูลในห้องสมุด บอสตัน โกลบ มีระบบห้องสมุดที่เพียงแค่นักข่าวเดินลงไปบอกว่าอยากได้ข่าวอะไร Keyword คืออะไร แค่นั้น ทีมบรรณารักษ์ของห้องสมุดจะเป็นคนค้นข่าวตัดและข้อมูลต่างๆ มาส่งให้ถึงโต๊ะข่าว ของบ้านเราอย่าหวังไกลถึงระดับมีข้อมูลมาเสิร์ฟถึงโต๊ะทำงานเลย เอาแค่ระบบการเก็บข้อมูลในห้องสมุดให้มันเอื้อกับการค้นของนักข่าวทำได้ก็ถือเป็นบุญมากแล้ว  

ทรัพยากรในการทำข่าว – เกริ่นๆ ไปบ้างแล้วข้างต้นในส่วนของเวลาที่พวกเขามีเวลาเต็มที่ในการทุ่มเทให้กับงานใหญ่ ต้องถามกลับไปยังเจ้าของหนังสือพิมพ์และบรรณาธิการข่าวที่คาดหวังอยากให้นักข่าวตัวเองผลิตงานมีคุณภาพว่ามีเวลาให้กับข่าวแต่ละชิ้นนานแค่ไหน มีทรัพยากรทางการเงินที่พร้อมจะสนับสนุนการลงพื้นที่เดินทางเพื่อเก็บข้อมูลของนักข่าวมากแค่ไหน ก่อนที่ผู้เขียนจะออกจากการเป็นกองบรรณาธิการประจำห้องข่าวของสำนักข่าวที่ “ดูเหมือน” จะใหญ่มากๆ สำนักหนึ่งของประเทศไทย การเดินทางของนักข่าวเพื่อเก็บข้อมูลในประเด็นของตัวเองเป็นไปได้ยากยิ่งเพราะมันหมายถึงงบประมาณมากมายที่บริษัทต้องจ่าย สู้การลงพื้นที่ทำข่าวกับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พักไม่ได้ ได้ข่าวโดยไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย คำถามคือ เจ้าของสื่อและบรรณาธิการพร้อมที่จะลงทุนขนาดไหนเพื่อให้ทีมข่าวของคุณสามารถมีคุณภาพได้เหมือน spotlight อย่างที่คุณอยากเห็น

ความกล้าหาญในการ “เสียสละ” ข่าว ประเด็นนี้ต้องขอเรียกว่าเป็น “ความกล้าหาญของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์” ในขณะที่ทีม Spotlight ทำหน้าที่ขุดคุ้ยข้อมูลเบื้องลึกทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งการสัมภาษณ์เหยื่อ ทนาย องค์กรช่วยเหลือ และอื่นๆ อีกมากมาย บรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์คือ มาร์ตี บารอน รับบทโดยลีฟ ชรีเบอร์ (Liev Schreiber) ทำหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องเนื่องจากประเด็นที่ทีม Spotlight กำลังขุดคุ้ยกันอยู่นั้นบางคดีเคยมีการฟ้องศาลมาแล้ว การร้องขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ได้รับการคัดค้านจากหลายคน เพราะสิ่งที่บอสตัน โกลบ กำลังทำ ไม่ได้หมายถึงเพียงการร้องขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลตามสิทธิที่พึงทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่มันหมายถึงการ “ประกาศสงครามกับคริสตจักร” องค์กรที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อความคิดและการดำเนินชีวิตของชาวบอสตันที่ส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก หลายคนคาดเดาล่วงหน้าว่าศาลซึ่งในกรณีนี้คือผู้พิพากษาที่เป็นคาทอลิกผู้เคร่งครัดจะต้องไม่มีทางอนุญาตให้มีการเปิดเผยข้อมูลตามคำร้องขอของบอสตัน โกลบ แต่ผลการพิจารณากลับออกมาตรงกันข้าม ศาลมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลได้ตามที่บอสตัน โกลบ ร้องขอมา นี่มันข่าวใหญ่ระดับชาติ ต้องพาดหัวตัวไม้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่คำพิพากษาของศาลออกมาก่อนที่ Spotlight จะเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนพอที่จะเปิดเรื่องให้เป็นประเด็นใหญ่ได้อย่างครอบคลุม ชนิดที่คนผิดดิ้นไม่หลุด คำถามจึงเกิดขึ้นว่ามาร์ตี้ บารอน จะทำอย่างไร หากนำเสนอข่าวคำพิพากษาของศาลซึ่งนั่นหมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของบอสตัน โกลบ ก็จะทำให้สื่อฉบับอื่นรู้ว่าข้อมูลบางส่วนของคดีที่เหยื่อยื่นฟ้องบาทหลวงในอดีตเป็นข้อมูลสาธารณะที่เปิดเผยได้แล้ว นั่นหมายความว่าสื่อทุกเล่มสามารถหยิบมานำเสนอได้ ความพยายามของ Spotlight ก็จะหมดความหมายไป แต่หากเลือกที่จะเงียบ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของบอสตัน โกลบ ในครั้งนี้ก็จะไม่เป็นที่รับรู้ของสังคมสื่อและสาธารณะ แต่มันหมายถึง Spotlight จะมีเวลาทำงานอีกนิดหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูลให้ครบและสามารถตีพิมพ์ข่าวได้อย่างยิ่งใหญ่อย่างที่พวกเขา มาร์ตี้ บารอน ตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่ายากที่  บก.บห. หนังสือพิมพ์ในเมืองไทยจะกล้าทำ คือสั่งหัวหน้าข่าวที่รับผิดชอบ (ในหนังคือหน้าเมโทร) ว่าไม่ต้องเล่นข่าวคำพิพากษาของศาลแม้มันจะหมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของบอสตัน โกลบก็ตามที ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดที่เมืองไทยรับรองได้ เล่มไหนเล่มนั้น พาดหัวใหญ่มโหฬารทันที แล้ววันถัดมาก็จะตามด้วยข่าว “สืบสวนสอบสวน” ที่ข้อมูลยังไม่ครบนั้นแหละ

การตัดสินใจของ บก. ของบอสตัน โกลบ ที่ไม่น่าจะได้เห็นจากบรรดา บก. ในบ้านเราสักเท่าไร นอกจากประเด็นคำพิพากษาของศาลแล้ว ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่ ไมค์ เรเซนเดซ ไปได้หลักฐานเด็ดที่แสดงให้เห็นว่าคาร์ดินัลแห่งบอสตัน รู้เรื่องการที่บาทหลวงละเมิดทางเพศเด็กดีอยู่แล้ว แต่จงใจเก็บเรื่องให้เงียบ เรเซสเดส มั่นใจมากว่าหลักฐานชุดนี้จะเล่นงานพระคาร์ดินัลได้ และคาดหวังที่จะเห็นมันถูกตีพิมพ์ใหญ่โตในทันที แต่ วอลเตอร์ โรบินสัน ในฐานะ บก. Spotlight เลือกที่จะเก็บมันไว้เงียบๆ เพื่อรอเล่นครั้งเดียวเมื่อข้อมูลทุกอย่างพร้อมรอบด้านมากกว่านี้ เมื่อหลักฐานมัดแน่นกว่านี้ นั่นทำให้เซเรสเดสหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างแรง แต่เวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของโรบินสันเป็นการตัดสินที่ถูกยิ่งและทำให้ข่าวที่พวกเขาทำมามีคุณค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น

มีประเด็นรายละเอียดอีกมากมายที่ทำให้เห็นว่าจริงของ Spotlight จะเป็นแค่ความฝันของห้องข่าวในเมืองไทยไปอีกนาน ตอนออกจากโรงหนังผู้เขียนพบคนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์อยู่ในสถาบันที่ผู้เขียนจบมา อดไม่ได้ที่จะบอกกับเด็กเหล่านั้นว่าอย่าเอาหนังเรื่องนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการเข้าสู่อาชีพคนทำข่าวในบ้านเราอย่างเด็ดขาด เพราะทุกอย่างในบ้านเรามันตรงข้ามกับที่เราเห็นในหนัง

หากคนข่าวรุ่นใหม่จะเรียนรู้จาก Spotlight อยากให้เพียงศึกษาในแง่ของการตั้งคำถาม การวางตัวเมื่อการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลของเราหมายถึงการเปิดแผลฝังลึกในใจของผู้ที่เป็นแหล่งข่าว  การวางกรอบแนวทางในการเก็บข้อมูล และอีกมากมายที่นักข่าวมืออาชีพของ Spotlight แสดงให้เราเห็น แล้วมุ่งหน้าเติบโตทำตัวเป็นนักข่าวมืออาชีพอย่างพวกเขาดีกว่า ทักษะต่างๆ ที่ทีม Spotlight แสดงให้เห็นมีประโยชน์กับการทำข่าวทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นทีสืบสวนสอบสวน ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้จริงในบ้านเราตราบที่ระบบห้องข่าวยังเป็นเช่นในปัจจุบัน

จริงๆ หากจะถกกันในหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนคิดว่าประเด็นสำคัญที่ควรถกเถียงกันมากกว่าการมานั่งแบะปากพูดว่าทำไมนักข่าวเมืองไทยไม่มีนักข่าวสืบสวนสอบสวนที่มีคุณภาพเช่นนี้ ผู้เขียนคิดว่าประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากและเห็นได้ชัดเจนยิ่งจากหนังเรื่องนี้คือ การแยกตัวตนของตัวเองออกจากความเป็นนักข่าว ทุกคนคนในทีมล้วนหมดศรัทธากับคริสตจักรมาก่อนหน้านี้ ทุกคนล้วนอยากกระชากหน้ากากคริสตจักร ทุกคนล้วนอยากปกป้องเด็กๆ ความเป็นมนุษย์ผลักดันให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ คำถามหนึ่งที่ผุดมาในใจผู้เขียนขณะที่ดูหนังเรื่องนี้คือหากสมาชิกคนหนึ่งในทีม Spotlight เป็นผู้ที่รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ ศรัทธาในคริสตจักรอย่างปราศจากความสงสัย การทำงานของ Spotlight จะออกมาอย่างไร คำถามนี้โยงยาวต่อไปถึงคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมของนักข่าว” นักข่าวต้องรับผิดชอบปกป้องเด็กๆ ของสังคมหรือไม่ นักข่าวต้องรับผิดชอบปกป้องศรัทธาในคริสตจักรของคนอีกกลุ่มหนึ่งไหม นักข่าวมีหน้าที่ต้องปกป้องสถาบันที่สำคัญในสังคมตัวเอง ซึ่งในที่นี่คือคริสตจักรหรือไม่ หรือนักข่าวแค่ทำหน้าที่หาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อนำเสนอสังคมให้ครบถ้วนที่สุดเท่านั้น  จริงๆ คำถามพวกนี้คิดมานานแล้ว แต่ยังหาคำตอบให้ตัวเองชัดๆ ไม่ได้ มีเพียงคำตอบที่จะไหลไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า

เอาเป็นว่าไปดูกันเถอะ Spotlight ถือเป็นหนังดีที่ไม่ควรพลาดไมว่าจะใช่คนข่าวหรือไม่ เพียงแต่ว่าออกจากโรงแล้วแยกให้ออกว่านั่นคือความจริงที่บอสตัน โกลบ ส่วนที่อยู่ตรงหน้าในชีวิตจริงคือความจริงที่ประเทศไทย แค่นั้นแหละ