ละครการเมือง ไม่ต้องยกเมฆก็อยู่ได้

Kiefer Sutherland รับบท แจ็ค บาวเออร์ (Jack Bauer) เจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายในทีวีซีรี่ส์ “24”

ละครทีวีการเมืองกับความแพร่หลายของโทรทัศน์ในโลกตะวันตกเป็นสิ่งที่มาคู่กันเกินสี่ทศวรรษ ยิ่งสังคมเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าไร เขายิ่งเชิดชูยึดมั่นเสรีภาพการแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านรูปแบบศิลปกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะละครจอแก้ว

เอาเฉพาะรายชื่อทีวีซีรี่ส์การเมืองเท่าที่มีคนรวบรวมมีตั้ง 88 เรื่อง[1] หลายเรื่องเป็นที่นิยมอย่างมาก สร้างติดต่อกัน 7-8 ภาค ครอบคลุมเวลาตั้งเกือบทศวรรษ อย่างเช่น “24” ของ Fox News มีตั้ง 8 seasons  (2001-2010)

คนอเมริกันทราบดีกว่า “24” เป็นซีรี่ส์ที่ทำออกมาเพื่อล้างสมองให้คนเชื่อในสงครามปราบปรามการก่อการร้าย (War on Terrorism) ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เพราะออกอากาศตอนแรกวันที่      6 พ.ย. 2001 สองเดือนหลังเหตุการณ์ 911 พอดี

จะเห็นได้ว่าในสังคมอเมริกันที่เป็นประชาธิปไตย ผู้คนนิยมดูทีวีซีรี่ส์การเมือง และมักมีการผลิตทีวีซีรี่ส์การเมืองดี ๆ ออกมาให้คนชม เป็นละครที่มีความสนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม เดาตอนจบได้ยาก จนบางทีเรียกว่าเป็น “political thriller” นั่นเอง

แต่ละครหรือการแสดง หรือแม้แต่ศิลปกรรมทั่วไปที่ตรึงใจคน นอกจากงดงามด้วยความประณีตของการเขียนเรื่อง และครบเครื่องเรื่องการแสดงแล้ว มักไม่เสนออุดมการณ์ความคิดที่เหวี่ยงไปสุดขั้ว ที่สำคัญไม่ได้ทำตัวเป็นครูอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้กับสังคมเหมือนอย่างที่ละครทีวีของไทยชอบทำกัน เพราะการล้างสมองแบบเดิมด้วยการให้ “เทวดา” ชี้ขาดว่าอะไร “ถูก” อะไร “ผิด” ตามแนวศีลธรรมแบบจารีต มันเริ่มล้าสมัยไปแล้ว

แต่ก็ต้องยอมรับว่าสังคมอเมริกันหลังยุค 911 และผลจากการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อและรัฐ เพื่อกระพือความน่าสะพรึงกลัวของ “ผู้ก่อการร้าย” และอุดมการณ์ของพวกเขา และเพื่อปลุกเร้าให้คนอเมริกันอยู่ในบรรยากาศของ “ความหวาดกลัว” ส่งผลให้ทีวีซีรี่ส์การเมืองแบบ “24” ได้รับความนิยมมาก

แจ็ค บาวเออร์ (Jack Bauer) ตัวเอกใน “24” เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย (Counter Terrorism Unit หรือ CTU ซึ่งในความเป็นจริงหน่วยงานนี้มีชื่อจริงว่า “Combating Terrorism Center” หรือ CTC) หน้าที่ของเขาคือการไล่ล่าตามจับตัวสมาชิกขบวนการก่อการร้าย (แน่นอน มักเป็นมุสลิม) เพื่อหาทางเปิดโปงและป้องกันไม่ให้เกิดการก่อวินาศกรรม

เอเจนต์บาวเออร์ต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อหาข้อมูลจากปากของผู้ต้องสงสัยที่เขาจับกุมได้ รวมทั้งการทรมานคนเหล่านี้อย่างทารุณโหดร้าย การชิงไหวพริบกัน และการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย (extrajudicial killing) เรียกว่าในแต่ละภาคของ “24” ต้องมี “ผู้ก่อการร้าย” ถูกเอเจนต์บาวเออร์ยิงตาย บางภาคนับได้เป็นร้อยก็มี

“24” ตอกย้ำภาพของ “พวกมัน” ที่ต้องการรุนรานทำร้าย “พวกเรา” ในสังคมประชาธิปไตย สอดคล้องกับวาทกรรมของประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิว บุช (Them vs. Us) กับช่วงเวลา 8 ปีที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ (มกราคม 2001 – มกราคม 2009)

สังเกตได้ว่าช่วงเวลาที่บุชดำรงตำแหน่ง ตรงกับยุคที่ “24” ฉายติดต่อกัน 8 ภาค (8 ปีพอดี) ละครการเมืองชุดนี้จึงสะท้อนและตอบสนองนโยบายการเมืองที่แข็งกร้าวของเขา ตั้งแต่การทุ่มงบประมาณด้านทหารและข่าวกรอง และการตั้งหน่วยงานความมั่นคงระดับกระทรวงขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น Department of Homeland Security และการขยายตัวด้านงานกลาโหมของสหรัฐฯ ผ่านการทำสงครามในประเทศต่าง ๆ มากมาย    

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “24” ว่าส่งเสริมการทรมานและบิดเบือนภาพลักษณ์ของศาสนิกอื่น แต่โดยรวม “24” ถือเป็นทีวีซีรี่ส์ที่ประสบความสำเร็จมากสุดชุดหนึ่ง ได้รับคำชื่นชมและรางวัลมากมายหลายครั้งสำหรับการแสดงและพล็อตเรื่อง (โดยเฉพาะการเดินเรื่องแบบ real time) จนกระทั่ง IMDB จัดให้เป็นหนึ่งใน 10 ทีวีซีรี่ส์ของทศวรรษทีเดียว[2]

ภายหลังความสำเร็จล้นหลามเหล่านี้ ในช่วงสองสามปีมานี้ กลุ่มที่จัดทำ “24” โดยเฉพาะ producer หรือ     ผู้อำนวยการสร้างและผู้เขียนบทอย่าง Howard Gordon ได้ทำซีรี่ส์การเมืองเรื่องใหม่ขึ้นมาที่ชื่อ “Homeland” เริ่มฉายตั้งแต่ตุลาคม 2011 จนถึงปัจจุบันฉายไปจนจบภาคสองแล้วทางช่องของ Fox 21 เช่นกัน

แม้จะเพิ่งฉายได้เพียง 2 ปี Homeland ได้รางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้ง 2013 Golden Globe Award หมาด ๆ สำหรับ Best Television Series – Drama รวมทั้งตัวดารานำฝ่ายชายด้วย

  

Damian Lewis รับบทจ่านิค โบรดี้ (Nicholas Brody) ใน Homeland

Homeland เป็นเรื่องราวของนาวิกโยธินสหรัฐฯ จ่านิค โบรดี้ (Nicholas Brody) ที่ถูกพวกอัลกออิดะห์จับไปเป็นเชลยสงคราม (POW) และถูกทรมานอยู่หลายปี เมื่อเขา “หนี” ออกมาได้และเดินทางกลับสหรัฐฯเยี่ยงวีรบุรุษสงครามและทหารผ่านศึก เขากลับทำตัวเป็นสายลับให้กับกลุ่มก่อการร้าย   

แต่การแทรกแซง การเปิดโปง และความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขาที่มีกับนางเอกแครี แมททีสัน (Carrie Mathison) ซีไอเอสาว เป็นเหตุให้ตอนหลังจ่าโบรดี้ที่ถลำตัวไปเล่นการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส. ต้องรับบทเป็นสายลับสองหน้า (double agent) คือทำงานให้ทั้งฝ่ายอัลกออิดะห์และรัฐบาลสหรัฐฯ

แม้จะเหมือนกับ “24” ตรงที่ยังสนับสนุนความกลัวต่อศาสนาอิสลาม (Islamophobia) แต่ Homeland ก็ประนีประนอมมากขึ้น โดยไม่ได้สร้างภาพที่โหดร้ายของฝ่ายผู้ก่อการร้ายข้างเดียว แต่ยังชี้ให้เห็นยุทธการสงครามที่โหดร้ายของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะชุดของนายบารัก โอบามาคนปัจจุบันที่หันมาพึ่งการโจมตีโดยใช้เครื่องบินไร้พลขับ (drone) มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งยุทธการเช่นนี้ ส่งผลให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปมากมาย และละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากลแน่นอน

เหยื่อที่เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินโดรน ยังรวมถึง อีซา (Isaa) บุตรชายของอาบู นาเซียร์ (Abu Nazir) แกนนำคนสำคัญของอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จ่าโบรดี้เช้ารีตกับอิสลาม และต้องการช่วยเหลืออาบู นาเซียร์ในการก่อวินาศกรรม และยังเป็นเหตุผลชอบธรรมอย่างหนึ่งที่สนับสนุนปฏิบัติการตอบโต้เอาคืนของกลุ่มอัลกออิดะห์ ตามที่เสนอโดยละครเรื่องนี้

Homeland หนึ่งในทีวีซีรี่ส์เรื่องโปรดของประธานาธิบดีโอบามา

ประธานาธิบดีโอบามาเองก็ชอบชอบดูซีรี่ส์เรื่องนี้ และประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2011 ที่ซีรี่ส์นี้เพิ่งเริ่มฉาย[3] โดยหารู้ไม่ว่าเป็นหนังที่เสียดสีโครงการเครื่องบินไร้พลขับ และปรากฏว่าในยุคของโอบามาเอง มีการสั่งให้มีปฏิบัติการโดรนมากกว่ายุคของประธานาธิบดีบุชถึง 5 เท่า และใน Season 2 ช่วงท้าย ๆ จ่านิค โบรดี้ทำตามคำขู่ของอาบู นาเซียร์ที่ต้องการให้เขาสังหารรองประธานาธิบดี (ซึ่งในเรื่องเป็นคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการออกคำสั่งให้ปฏิบัติการส่งเครื่องบินโดรนไปทิ้งระเบิดประชาชน)[4]

ต้องบอกว่า Homeland เป็นพัฒนาการอีกขึ้นหนึ่งของ “24” จากภาพของ “พระเอก” กับ “ผู้ร้าย” ที่ขัดกันอย่างชัดเจนใน “24” “Homeland” ให้ภาพที่สมดุลมากกว่า คนดูต้องตัดสินเอาเองว่าสิ่งที่จ่าโบรดี้ทำ       ทั้งในฐานะสปายของฝ่ายก่อการร้าย และต่อมาเป็นสปายสองหน้าซ้อนกันอีก ถูกต้องหรือไม่ เช่นเดียวกับภาพของเอเจนต์แมททีสัน ซึ่งไม่ได้เป็นนางเอกสมบูรณ์แบบ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ป่วยเป็น bipolar    มีความสับสนด้านบุคลิกภาพ แถมยังไปเกิดเรื่องโรแมนติกกับคนที่ควรตกเป็นเป้าหมายการจัดการของตนเองอีก เรียกว่าเกิด conflict of interest หรือประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างการทำงานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกับการทำตามความปรารถนาของหัวใจ

ที่เขียนมาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่าละครทีวีการเมืองเป็นการแสดงออกและสีสันสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย และเป็นสื่อที่มีคนติดตามชื่นชมไม่แพ้หนังใหญ่ขึ้นอยู่กับฝีมือคนทำ การเลือกนักแสดง (casting) การแสดง การเขียนบท และการกำกับมากกว่าและถ้าได้รับความนิยมจริงจัง ยากมากที่รัฐบาลไหนจะเซ็นเซอร์ได้ ดังซีรี่ส์ของ Fox และรายการข่าว Fox News ล้วนแต่มีลักษณะสนับสนุนนโยบายของพรรครีพับลิกันและโจมตีพรรคเดโมแครตตั้งแต่คลินตันจนถึงโอบามา แต่ไม่เคยมีข่าวว่ารัฐบาลเดโมแครตจะไปสั่งแบนหรือแทรกแซงรายการข่าวหรือละครของ Fox เลยแม้แต่ครั้งเดียว

               

น่าเสียดายที่บ้านเรามีกรณี “ยกเมฆ” เพื่อดันเรตติ้งให้กับละครทีวี “เหนือเมฆ” เพราะตั้งแต่ต้นปีนี้      “แหล่งข่าวจากวงการบันเทิง” รายงานว่า “ในการประชุมร่วมกันสองฝ่ายระหว่างผู้บริหารช่อง 3 กับฝ่ายการเมืองซีกรัฐบาลมีบทสรุปเกี่ยวกับละครเรื่องเหนือเมฆ 2 ตอนมือปราบจอมขมังเวทย์ ว่า ให้ยุติการออกอากาศในคืนนี้ทันที โดยฝ่ายการเมืองอ้างว่าละครเรื่องนี้ทำลายภาพพจน์ของสถาบันการเมือง สร้างความแตกแยกและทำลายบรรยากาศความปรองดอง”[5]

หลังจากข้อมูลจาก “แหล่งข่าวจากวงการบันเทิง” เผยแพร่ต่อสื่อในวันที่ 4 มกราคม ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์การแทรกแซงรัฐบาล และการห้อยโหนกระแสเพื่อโจมตีรัฐบาลมากมาย แต่เมื่อผ่านไปสิบกว่าวัน ทางตัวดารานำแสดงและคนเขียนบทเองก็ยอมรับว่า ไม่ทราบจริง ๆ ว่ามีการเมืองแทรกหรือไม่ ไม่รู้เหตุผลว่าเหตุใดทางช่อง 3 จึงห้ามออกอากาศตอนที่เหลืออยู่ กลายเป็นเหมือนเรื่องยกเมฆเพื่อดันเรตติ้ง “เหนือเมฆ” ไปอย่างนั้น 

ละครทีวีแนวการเมืองอยู่รอดปลอดภัยได้แน่นอนครับ แต่ขออย่างเดียว ขอให้เป็นซีรี่ส์ที่มีคุณภาพ      เป็น political thriller ที่สนุกสนานจริง และน่าติดตาม ไม่ใช่เป็นเรื่องยกเมฆสั่งสอนศีลธรรม ชี้ผิดชี้ถูก      ไม่ใช่ละครทีวีเนื้อหาดาด ๆ ซึ่งย่อมไม่เป็นที่ต้อนรับของประชาชนจำนวนมากแน่นอน

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ เคยทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เด็ก และสิทธิมนุษยชน และเคยเป็นสาราณียกร “ปาจารยสาร” ปัจจุบันทำงานแปลและล่าม และเขียนบทความเผยแพร่ทั่วไป