The Queen and I วันเคาะประตูบ้านศัตรูเก่าการเมือง

ขอบคุณภาพจาก http://www.hbo.com/documentaries/the-queen-and-i/index.html

หากจะยกตัวอย่างบรรดาประเทศที่มีสีสันทางการเมืองที่อยู่ในความรับรู้ของคนทั่วโลกมากที่สุด หนึ่งในนั้นคงได้แก่ประเทศอิหร่าน  นอกจากปัจจุบันที่กำลังเป็นศัตรูตัวฉกาจของมหาอำนาจที่กลัวว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์  ยังมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่อาจยังอยู่ในทรงจำของผู้คน คือการปฏิวัติประชาชนเมื่อปี 1979 ที่นำมาสู่การสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์แห่งอิหร่านและทำให้พระเจ้าชาร์ต้องลงจากบัลลังก์และลี้ภัยออกนอกประเทศพร้อมครอบครัว

ภาพยนตร์สารคดีโดย Nahid Persson Sarvestani ผู้ผลิตสายเลือดอิหร่านผู้เป็นหนึ่งในมวลชนที่มีส่วนร่วมผลักดันเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น  มีความโดดเด่นด้านโครงเรื่องที่เสนอเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และผลพวงที่มีต่อชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้องในอีก 30 ปีต่อมา โดยสะท้อนผ่านการปะทะขัดแย้งกันในแทบทุกด้านของผู้หญิงสองคน คืออดีตจักรพรรดินี  Farah Pahlavi ในพระเจ้าชาร์ และตัวผู้ผลิตสื่อสารคดีคือ Nahid เองผู้ต้องกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากระบอบเผด็จการในยุค Khomeini ที่ขึ้นมามีอำนาจหลังการโค่นล้มราชวงศ์  หากแต่ในที่สุดผู้หญิงที่มีภูมิหลังที่ต่างกันราวฟ้ากับดินกลับมีความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่พัฒนามาจากการปะทะสังสรรค์เข้าถึงตัวตนกันและกันในระหว่างการผลิตภาพยนตร์สารคดีชิ้นนี้

สารคดีเริ่มจากฉากในอดีตที่ Farah ได้รับการสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดินีในพระเจ้าชาร์ โดย Nahid ผู้ผลิตสารคดีนี้ บรรยายภาพที่งดงามดังเทพนิยายนี้ว่า เธอในวัยเด็กจ้องมองจอทีวีที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยความทึ่งกับภาพที่เหมือนฝันของเด็กผู้หญิงหลายคน สลับกับการเล่าชีวิตจริงของเธอในขณะนั้นว่าเธอและพี่น้องต่างหิวโหยจากการที่แม่ต้องทำงานหนักเลี้ยงทุกชีวิตในบ้านคนเดียวหลังจากพ่อล้มป่วยลง

การปฏิวัติประชาชนเพื่อขับไล่พระเจ้าชาร์เกิดขึ้นเมื่อ Nahid อายุ 17 เธอเป็นสมาชิกพรรคที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ พรรคหนึ่งที่ออกมาร่วมในการปฏิวัติครั้งนั้น หากแต่ระบอบที่ตามมาก็เป็นเผด็จการที่คร่าชีวิตของน้องชายเธอ และเธอเองก็ถูกไล่ล่าจนต้องหนีออกนอกประเทศจนในที่สุดได้มาอยู่สวีเดนโดยใช้พาสปอร์ตปลอม และต่อมาเธอก็ได้มาเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีที่มีชื่อเสียง

 

ขอบคุณภาพจาก http://www.cidinet.eu/img/upload/films/962/3469.jpg

ความสนใจในการผลิตสารคดี The Queen and I เริ่มมาจากการที่เธอถูกกักกันเป็นระยะเวลาสั้นๆ จากการพยายามกลับเข้าไปทำสารคดีในอิหร่าน เธอถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศต่อชาติและเป็นพวก royalist จากความสับสนงุนงงว่าเธอถูกมองว่าเป็นพวกนิยมเจ้าได้อย่างไร กระตุ้นให้เธอสนใจชีวิตหลังลี้ภัยของราชวงศ์ Pahlavi

หลังจากที่เธอได้รับการปล่อยตัวกลับมาที่สวีเดนและใช้เวลาติดต่อไปมากับสำนักเลขาของอดีตจักรพรรดินี Farah Pahlavi ที่ปารีสอยู่นาน จนวันหนึ่งเธอก็ได้รับโทรศัพท์โดยเสียงของผู้โทรมาบอกว่าเธอคือ Farah ผู้เริ่มต้นบทสนทนาด้วยความเป็นกันเองและขอโทษขอโพยที่ทำให้เธอรอนานกว่าจะมีเวลาติดต่อกลับมา

Nahid ขึ้นเครื่องบินไปปารีสเพื่อพบกับ Farah พร้อมทีมงานถ่ายทำ ในฉากก่อนที่จะก้าวเข้าไปในอาคารที่ Farah พำนักอยู่ ณ ปัจจุบัน เธอบรรยายถึงความกระอักกระอ่วนที่กำลังมาที่ “บ้าน” ของ (อดีต) ศัตรู เธอกังวลว่าจะอธิบายให้เพื่อนฝูงที่ร่วมกระบวนการปฏิวัติมาด้วยกันว่าอย่างไรถ้าพวกนั้นรู้เข้าว่าเธอกำลังทำอะไร

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า เธอจะบอก Farah อย่างไรและแค่ไหนเกี่ยวกับอดีตของเธอที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จักรพรรดินี Farah สูญเสียบัลลังก์ สามี (พระเจ้าชาร์เสียชีวิตที่อียิปต์หนึ่งปีถัดมาหลังการปฏิวัติ) ลูกสองในสี่คน และความทุกข์ยากของชีวิตในช่วงเวลากว่า 30 ปีแห่งการลี้ภัยจากบ้านเกิดเมืองนอน

เมื่อเริ่มต้น Nahid ไม่ได้บอกอะไรกับ Farah มากนักเกี่ยวกับประวัติเรื่องนี้ของเธอ (อาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าฝ่ายคนของ Farah เองก็ดูเหมือนว่าไม่ได้สืบค้นประวัติของผู้ขอเข้าสัมภาษณ์รายนี้มากมายแต่ประการใด) แต่หลังจากการถ่ายทำดำเนินได้ไม่นาน เลขาส่วนตัวของ Farah พบความจริงเกี่ยวกับเบื้องหลังกิจกรรมทางการเมืองของ Nahid ทำให้ Farah ยุติการให้สัมภาษณ์และถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้

เมื่อ Farah ขอคำอธิบาย Nahid ตัดสินใจบอกแค่เพียงว่าเธอยังเป็นนักศึกษาไร้เดียงสาในช่วงการปฏิวัติ และมีส่วนในการวิ่งแจกใบปลิวในขณะนั้นบ้างตามกระแส และไม่ได้เข้าใจการเมืองและเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ในสารคดีเรื่องเต็มที่ออกสู่สาธารณะชน Nahid บรรยายว่าเธอรู้อยู่แก่ใจดีว่าเธอไม่ได้ไร้เดียงสา เธอชัดเจนต้องการกำจัดระบอบพระเจ้าชาร์ที่เธอคิดว่าเป็นต้นเหตุแห่งการลำบากทุกข์ยากของประชาชนอิหร่านในขณะนั้น

หากมอง Nahid ในมุมของคนทำสื่อ dilemma แบบที่เธอกำลังประสบ อาจจะไม่ต่างจากประสบการณ์ที่คนทำสื่อหรือนักข่าวอื่นๆอีกหลายคนเคยเจอ คือจะบอกแหล่งข่าวที่จะไม่มีวันได้เข้าถึงตัวหรือได้ข้อมูลความจริงจากปากหากได้รับการเปิดเผยที่มาที่ไปหรือเบื้องหลังเรื่องราววัตถุประสงค์ของชิ้นสื่อที่กำลังผลิต หรือให้แหล่งข่าวรู้จักตัวตนและจุดยืนของผู้ผลิตสื่อทั้งหมดก่อนได้เข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ แต่หากไม่เปิดเผยความจริงก็ถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณและไม่เป็นธรรมกับแหล่งข่าวอย่างร้ายแรง ดังนั้นการจะเปิดเผยระดับไหนด้วยวิธีการอย่างไรจึงจะได้เรื่องราวที่มีประโยชน์มาเสนอกับสาธารณะชนที่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณจึงถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้ผลิตสื่อต้องระมัดระวังเสมอมา

ในวงการผู้ผลิตสื่อยังมีการจำแนกกลุ่มแหล่งข่าวหรือบุคคลในข่าวออกเป็นหลายประเภท บางประเภทจะคุยกับเฉพาะสื่อที่รู้ว่าคิดอะไรเหมือนๆกัน ไม่ใช้ปากกาวิพากษ์วิจารณ์ให้เสียหายแน่ๆ แต่มีอีกประเภทที่เปิดบ้านต้อนรับสื่อทุกรูปแบบอย่างมืออาชีพ รู้ว่าปกปิดไปสื่อก็ต้องขุดคุ้ยจนได้ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ และบางครั้งอาจไปได้ข้อมูลที่ออกมาทำให้ตัวดูแย่กว่าที่ออกมาพูดเอง ดังนั้นเปิดประตูคุยเห็นหน้าเห็นตาไปเลยดีกว่า จะได้กำหนดได้ว่าต้องการให้ภาพตัวเองออกมาแบบไหน กลุ่มหลังนี่ทำให้นึกถึงครอบครัวที่อยู่ศูนย์กลางอำนาจในยุคตุลาฯ ครอบครัวหนึ่งที่ต้องถูกพาดพิงแทบทุกครั้งที่มีการรำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งนั้น มีอยู่ปีหนึ่งครอบครัวนี้เปิดบ้านเชิญนักข่าวที่มาขอสัมภาษณ์ไปกินข้าวคุยกันเสียเลย กินข้าวไปก็เล่าอดีตและปัจจุบันในมุมของตัวเองได้ตั้งหลายเรื่อง รวมถึงเมนูอาหารแบบไข่เจียวแกงส้มที่จัดมาก็สามารถทำให้นักข่าวเห็นแบบไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูดว่าครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยและความเป็นอยู่ก็ไม่ได้หรูหราตามที่ถูกกล่าวหา อย่างนี้จึงเรียกว่ามืออาชีพจริง

และแม้แต่ในกรณีที่แหล่งข่าวตั้งเงื่อนไขที่จะได้เห็น (และขอแก้ไข) ชิ้นสื่อก่อนออกเผยแพร่ที่ตามปกติกองบรรณาธิการจะถือเป็นเอกสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามเพราะถือเป็นเสรีภาพสื่อ ในทางปฏิบัติก็เป็นสิ่งที่ไม่มีกฎเกณฑ์ถูกผิดตายตัวเช่นกัน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองของแหล่งข่าว

ใน The Queen and I  เรื่องนี้ Nahid กลับมาตัดต่อส่วนที่ได้ถ่ายทำมาและส่งไปให้ Farah ดูเนื้อหาในอีกหกเดือนต่อมา หลังจากได้ดู Farah อนุญาตให้กลับมาถ่ายทำต่อเพราะเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงของเธอ ในทางตรงกันข้ามในหลายๆ ตอนกลับเห็นว่า Nahid มีน้ำเสียงชื่นชมและนับถือในความสง่างามเข้มแข็งทั้งบุคลิกและวิสัยทัศน์ที่มีต่อประเทศอิหร่านของอดีตจักรพรรดินีที่ยังไม่ทิ้งหน้าที่ทางสังคม ยังมีกลุ่ม royalist ในยุโรปและอีกหลายที่ที่ชื่นชมและสนับสนุนอดีตจักรพรรดินีและราชวงศ์อย่างไม่เสื่อมคลาย

ที่สำคัญคือทั้ง Farah และ Nahid ต่างมีความโหยหาอาลัยบ้านเกิดที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์กลับไป ในตอนหนึ่งของการถ่ายทำชีวิตในปารีสของเธอ Farah พา Nahid ไปดูแกลลอรี่ภาพเขียนสีน้ำมันของศิลปินชาวอิหร่านที่กำลังจะนำออกประมูลหาทุนกลับไปช่วยเด็กๆชาวอิหร่าน Farah บอกว่าเธอชอบกลิ่นสีน้ำมัน เพราะกลิ่นน้ำมันทำให้คิดถึงบ้าน (อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมัน) ทำให้ Nahid เองก็หวนระลึกถึงกลิ่นน้ำมันที่เธอไม่มีวันลืมในคืนที่ต้องหลบหนีออกจากอิหร่านโดยซ่อนตัวในห้องเครื่องเรือตลอดคืนเพื่อไปยังดูไบที่เธอต้องอยู่อย่างผู้ลี้ภัยในสถานกักกันถึงสองปี Farah บอก Nahid  ในตอนหนึ่งถึงเหตุผลที่เธออนุญาตให้ Nahid เข้าถึงเธออย่างที่เธอไม่มีวันจะให้โอกาสอย่างนี้กับนักข่าวหรือสื่อต่างประเทศที่พยายามติดต่อมาก็เพราะความรู้สึกที่เธอให้ Nahid ในฐานะเพื่อนร่วมชาติ และชะตากรรมที่คล้ายๆกัน  Farah สูญเสียลูกในขณะที่ Nahid ก็สูญเสียน้องชายเป็นเหยื่อการเมือง

 

ขอบคุณภาพจาก http://www.tribute.ca/tribute_objects/images/movies/The_Queen_and_I/

แต่กระนั้นภาพยนตร์ก็สะท้อนว่าการที่อดีตฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะไว้ใจกันแนบสนิทก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย  ท่ามกลางการสะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของกลุ่มการเมืองต่างๆในและนอกอิหร่านผ่านสายตาของอดีตจักรพรรดินีผู้อยู่ศูนย์กลางอำนาจในขณะนั้น   ในช่วงกลางของเรื่องก็มีสถานการณ์ปะทะกันของศัตรูที่กลายมาเป็นเพื่อนอีกครั้ง เมื่อเลขาคนเดิมของ Farah พบบทให้สัมภาษณ์ของ Nahid เกี่ยวกับการทำภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ในนิตยสารและพูดเรื่องที่ Nahid วิจารณ์ระบอบพระเจ้าชาร์ในอดีต ซึ่งเธอก็เอาตัวรอดมาได้ว่าเป็นการตัดต่อบทสัมภาษณ์ทัศนะเก่าของเธอก่อนที่ได้มารู้จัก Farah และเสนอให้ Farah ดูเนื้อหาเรื่องอีกครั้งว่าไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายเธอหรือราชวงศ์

แม้จะชื่นชมและพัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกับ Farah มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องความจริงที่เกิดขึ้นและทัศนะของเธอต่อสมัยพระเจ้าชาร์ก็ยังรบกวน Nahid ลึกๆ มาตลอดเวลาที่สัมภาษณ์ถ่ายทำ โดยเฉพาะเวลาที่ Farah วิพากษ์วิจารณ์ระบอบเผด็จการแบบอิงศาสนาที่ขึ้นมามีอำนาจหลังการโค่นล้มราชวงศ์และระบอบกษัตริย์ว่าทำให้ผู้คนเดือดร้อนแสนสาหัส Nahid ในฐานะสื่อกลับลังเลไม่กล้าตั้งคำถามท้าทาย Farah กลับไปว่าสังคมอิหร่านในยุคพระเจ้าชาร์ที่คนที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบหรือการกระทำของรัฐบาลก็ถูกปราบปรามและทารุณกรรมเป็นอันมากเช่นกัน

จวบจนกระทั่งการถ่ายทำเกือบสิ้นสุด Nahid ตัดสินใจไม่ปล่อยให้โอกาสสุดท้ายหลุดมือ เธอตั้งคำถามโดยเล่าสถานการณ์สังคมเศรษฐกิจอิหร่านที่คนถูกกดขี่ โดยยกตัวอย่างครอบครัวของเธอที่พ่อป่วยและแม่ต้องทำงานหนักเลี้ยงลูกคนเดียวในขณะที่ครอบครัวและลูกๆ ของ Farah มีความเป็นอยู่ต่างกันราวฟ้ากับดินในฐานะเจ้าชายเจ้าหญิง

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Farah ถูกถามทำนองนี้ตลอดระยะเวลาที่ปรากฏตัวในสังคม เธอมีคำตอบที่ชาญฉลาดที่ตอนนี้พอหาชมได้ในอินเตอร์เน็ต