Skip to main content

เวลาดูหรืออ่านข่าว ท่านเชื่อว่าสิ่งที่รายงานเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทุกเรื่องใช่หรือไม่ หากใช่..ภาพยนตร์ Wag the Dog บอกว่า ควรคิดใหม่

นำแสดงโดยนักแสดงชั้นครูแห่งฮอลลีวู๊ด Robert De Niro และ Dustin Hoffman ออกฉายในปี 1997 ภาพยนตร์ Wag the Dog เสียดสีและเปิดหลังฉากของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ข่าว” อย่างแสบสัน ดูเสร็จหลายท่านอาจเปลี่ยนมุมมองและเผื่อใจไว้บ้างเวลาดูข่าวครั้งต่อ ๆ ไป

 

ขอบคุณภาพจากwww.imdb.com

 

แกนหลักของเรื่องคือการ “ใช้” สื่อให้ปล่อย “ข่าว” ที่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่กุขึ้นทั้งเพเพื่อผลทางการเมือง ในหนังเราได้เห็นสื่อพร้อมใจนำเสนอ “ข่าว” นั้นโดยไม่ตั้งคำถามถึงที่มาหรือตรวจสอบก่อนว่าข่าวที่ได้มาเป็นความจริงหรือไม่ ต่างพากันก้มหน้าก้มตาขุดคุ้ย ตั้งคำถามกับโฆษกทำเนียบขาวตามพล๊อตเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้สื่อดูโง่เสียทีเดียวโดยทำให้เห็นว่าส่วนหนึ่งที่สื่อพร้อมงับข่าวปล่อยก็เพราะเรื่องราวที่ถูกปล่อยออกมาสอดคล้องไปกับกระแสที่สื่อและสังคมมีแนวโน้มเอียงว่าจะเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว เช่นความหวาดระแวงเรื่องการก่อการร้ายในกรณีสังคมอเมริกัน

ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หากเป็นสังคมไทย เรื่องแบบไหนนะที่สื่อพร้อมจะกระโจนตะครุบหากมีการปล่อยข่าว และข่าวที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น มีเรื่องไหนบ้างที่เข้าข่าย “ถูกสร้าง” เช่นนี้

ในหนัง “ข่าวกุ”ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อถึงกับส่งผลให้คนดูข่าวน้ำตาคลอและพากันออกไปเลือกตั้งสนับสนุนประธานาธิบดี(ในเรื่อง)ให้กลับมานั่งเก้าอี้เป็นสมัยที่สองอย่างถล่มทลาย ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งเขาเกือบตกเก้าอี้เพราะถูกกล่าวหาจากเด็กสาวคนหนึ่งว่าประธานาธิบดีแอบลวนลามเธอเมื่อครั้งโรงเรียนพาไปเยี่ยมชมทำเนียบขาว ทำให้บรรดาทีมเสธ.ของประธานาธิบดีต้องออกโรงแก้เกมเบี่ยงเบนความสนใจของสื่อและสังคมโดยการกุข่าวว่าเกิดสงครามที่โหดร้ายทารุณในอัลเบเนียและต้องการการตัดสินใจจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในฐานะตำรวจโลก)เพื่อยื่นมือเข้าช่วยกอบกู้สถานการณ์

ดูถึงตอนนี้หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวอื้อฉาวของประธานาธิบดีคลินตันกับลูวินสกี้เมื่อครั้งครองทำเนียบขาว หากจำกันได้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากภาพยนตร์ออกฉายเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าการที่คลินตันสั่งถล่มพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งของผู้ก่อการร้ายในอัฟริกาช่วงนั้น เป็นเพราะต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื้อฉาวหรือไม่ แล้วยังสงครามอื่นๆอีกล่ะ เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อปกปิดอะไรหรือไม่ แต่เรื่องราวก็จบลงตรงที่ “ความสงสัย” เท่านั้น เข้าทำนองเมื่อเรื่องจริงพ้องกับเรื่องแต่งในหนังในละคร บ่อยครั้งก็ยากที่จะรู้ว่าอะไรเกิดก่อนกันหรือเรื่องไหนจริงแค่ไหนและถูกใส่สีตีไข่ต่ออีกแค่ไหน

ในหนัง Conrad Brean นักประสัมพันธ์ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองมือหนึ่งของวอชิงตัน ที่แสดงโดย Robert De Niro ถูกเรียกเข้าทำเนียบขาวเป็นการเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตอื้อฉาวของประธานาธิบดีก่อนที่จะโดนสื่อถล่มยับ Brean ดำเนินการปล่อยข่าวเกี่ยวกับระเบิด และกุเรื่องสงครามกำลังปะทุขึ้นในอัลเบเนีย (ท่ามกลางความงงงวยของเอกอัครราชทูตอัลเบเนียที่ได้ยินข่าวผ่านทางสื่อ) และเพื่อให้ดูสมจริง Brean ได้เข้าหาผู้สร้างและกำกับคนดังแห่งฮอลลีวู๊ด Stanley Motss ที่แสดงโดย Dustin Hoffman มาช่วยเสกเสริมเติมแต่งเรื่องและสร้าง “ภาพข่าว” พร้อมจ้างนักแต่งเพลงมาทำเพลงประกอบเร้าอารมณ์สาธารณะชนให้สนับสนุนรัฐบาลที่ “เข้าไปช่วยประชาชนเหยื่อสงครามในอัลเบเนีย” ให้ดูสมจริงสมจัง

ตอนหนึ่งภาพยนตร์ ได้แสดงตัวอย่างการสร้างเรื่องและ “ภาพข่าว” ในโรงถ่ายฮอลลีวู๊ดโดยให้หญิงสาวคนหนึ่งแต่งชุดแบบชาวอัลเบเนียกำลังวิ่งหนีการไล่ล่าท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมือง ซึ่งแน่นอนว่าซากและเพลิงไหม้เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยเทคนิคตัดต่อภาพ ในขณะแสดงหญิงสาวกำลังอุ้มถุงข้าวโพดอบกรอบถุงโตที่พอหลังจากตัดต่อภาพออกมา กลายเป็นเธอกำลังอุ้มลูกแมวหนีสงครามหัวซุกหัวซุนโดยที่มีซาวเอฟเฟดเสียงปืนและระเบิดที่ดูสมจริงสมจัง

“ภาพสงคราม” ที่ถูกสร้างขึ้นจากโรงถ่ายฮอลลีวู๊ดดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะ “ข่าว” อย่างต่อเนื่อง มีการรายงานความคืบหน้า ความโหดร้ายของสงคราม ความพยายามเข้าไปดำเนินการของกองทัพอเมริกัน และการเชิดชู “วีรบุรุษสงคราม” ทหารที่ผ่านศึกรอดชีวิตกลับบ้านอย่างบอบช้ำ (ทั้งที่ผู้แสดงคนนั้นตัวจริงเป็นนักโทษในเรือนจำคดีทำร้ายผู้หญิง) ไม่มีสำนักข่าวสักแห่งเดียวที่ส่งนักข่าวไปรายงานข่าวจากสถานที่จริงทั้งๆ ที่มีภาพข่าวประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ไปปรากฏกายรับดอกไม้และคำ “ขอบคุณ” จากคนแก่และเด็กๆ ชาวอัลเบเนียภายหลังสงครามสงบด้วย

แล้วหนังก็จบแบบไม่ให้สื่อและผู้ชมในเรื่องรู้ตัวว่าถูกหลอก!

การที่สื่อเป็นตัว “สร้างข่าว” ให้เกิดสถานการณ์ แทนที่จะ “รายงานข่าว” ตามที่สถานการณ์ เป็นที่มาของชื่อเรื่อง Wag the Dog ที่ดัดแปลงจากสำนวน tail wagging the dog หมายถึงสถานการณ์ที่สิ่งที่ดูไม่สำคัญหรือไม่มีอำนาจอะไร (ในที่นี้คือส่วนหางของหมา) กลับกลายเป็นส่วนที่กำหนดให้สิ่งที่มีอำนาจมากกว่า (ซึ่งคือตัวของหมา) ทำตามที่หางบงการได้

ภาพยนตร์คุณภาพเรื่องนี้กวาดไปหลายรางวัลจากหลายเวทีประกวด เนื้อหาและการเสียดสีของหนังทำให้คนในวงการสื่อจำนวนไม่น้อยสะอึก ตอนหนังถูกอัดลงใส่แผ่นซีดี มีสื่อบางค่ายในไทยได้จัดฉายให้นักข่าวและบก.ในสังกัดดูเป็นอุทาหรณ์ด้วย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนทำสื่อรู้ตัวอยู่แล้วว่า การถูกหลอกใช้ปล่อยข่าว เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เป็นไปได้แน่นอน โดยยืนยันได้จาก คำสารภาพของนักข่าวอาวุโสผู้เจนเวทีข่าวการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคในบทสนทนาคนในวงการเร็วๆ นี้ (ที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับการเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้) ว่าสมัยที่นักข่าวท่านนี้เป็นหนุ่มน้อยเริ่มทำข่าวใหม่ๆ ช่วงนั้นสงครามเย็นกำลังระอุราวๆปี 1970s ท่านก็เป็นหนึ่งในหมู่นักข่าวที่ถูกทางราชการไทยหลอกใช้ให้ปล่อยข่าวลือสร้างความรังเกียจกลัวและหวาดระแวงประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์อย่างเวียดนามให้เกิดในหมู่คนไทย เช่นข่าวที่ว่าการกินเฝอจะทำให้เป็น “โรคจู๋” ข่าวนี้มีประสิทธิภาพสมหวังผู้ปล่อยจริงๆ เพราะระบาดในทุกสื่อและทำให้คนพูดกันปากต่อปาก ที่ทำให้คนร่วมสมัยหลายคนยังไม่ลืมจนถึงขณะนี้ แม้ตอนนี้จะพูดถึงข่าวนี้ในฐานะเรื่องขำๆ แต่สมัยก่อนน่าจะมีหลายคนเชื่ออย่างจริงจัง

จนถึงปัจจุบันถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีคนเพียงไม่กี่คนกระมังที่สื่อเก็บมารายงานเป็น “ข่าว” เกือบทุกครั้งที่ขยับปากพูด หรือโพสต์บนทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค

ข่าวจริงๆ ที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้คนหมู่มากอย่างเห็นๆ เช่นน้ำท่วม กลับไม่เห็นการรายงานข่าวหรือข้อมูลที่จะกำกับทิศทางบริหารจัดการน้ำในปีนี้และปีต่อๆ ไปของรัฐ หรือแม้แต่ช่วยให้คนสามารถเตรียมตัวตั้งรับอย่างมีทิศทางและเท่าทัน หากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้วเป็นผลจากการจัดการน้ำในเขื่อนที่ผิดพลาด แล้วปีนี้ใครรู้จริงๆ ว่าสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่ตากที่อุตรดิตถ์ ณ ขณะนี้เป็นอย่างไร สื่อบ้านเรายังคงรายงานตามตัวเลขของรัฐในใบแถลงข่าว หรือการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้วส่งเข้าโรงพิมพ์พร้อมกดอีเมล์ส่งให้เพื่อนนักข่าวที่มาไม่ทันสัมภาษณ์ในวันนั้น..ใช่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ไม่ยุติธรรมนักที่จะโยนความผิดทั้งหมดให้ “นักข่าว” คุณภาพข่าวคือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ประสิทธิภาพ และจุดยืนของบรรณาธิการและเจ้าของสื่อนั่นเอง

อาจจะฟังดูเป็นความจริงที่โหดร้ายสักหน่อยหากจะบอกว่า นักข่าวไทยจำนวนไม่น้อยทุกวันนี้ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการคอยตามรายงานสิ่งที่ “ผู้กำหนดข่าว” ตามกระทรวงต่าง ๆ ปล่อยออกมา หรือถ้ามีเวลาเหลือก็มอนิเตอร์เฟสบุ๊คไป ก้มหน้าทำไปหากยังคงรักวิชาชีพนี้อยู่ เพราะบรรณาธิการท่านก็บอกโต้ง ๆ ชัดเจนว่า “ต้องการแค่นี้(จริง ๆ)“ เรื่องลงพื้นที่นั้น “ไว้รอแหล่งข่าวสปอนเซอร์” ค่อยไป เพราะ “กองบก.ต้องรัดเข็มขัด” เข้าใจไหม

 

วิก ท่าพระจันทร์

 

Wag the Dog: ใครว่าสื่อถูกหลอกใช้ (ยาก)