บทบาทสื่อใน “เงินทอนวัด”

พุทธศาสนาในสังคมไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์อ่อนไหวยิ่ง พระมหาเถระ ประกอบด้วยพระราชาคณะ ๖ รูป และพระครูสัญญาบัตรอีก ๑ รูป ต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา รวมทั้งพระราชาคณะอีก ๑ รูป กับข้อหาเสพเมถุนที่นำสู่การถูกบังคับให้สละสมณเพศ ย่อมกระทบต่อศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับหลายต่อหลายครั้งที่มีข่าวคราวด้านลบเกี่ยวกับพระ โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่มีลูกศิษย์มากมาย ปรากฏทางสื่อมวลชน จะเกิดวิวาทะในสังคมที่แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชียร์ให้สื่อขุดคุ้ยข้อมูลให้มากที่สุดและพร้อมจะเชื่อข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอ โดยมองว่าเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยการพยายามกำจัดอลัชชี ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าสื่อกำลังบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และปฏิเสธทุกข้อมูลที่สื่อนำเสนอโดยอ้างว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ

            แล้วสื่อควรทำหน้าที่ของตนเองอย่างไรเมื่อต้องรายงานข่าวด้านลบที่เกี่ยวกับสถาบันสำคัญของชาติ และบุคคลที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนจำนวนมาก เพื่อไม่ให้ความพยายามปกป้องพระพุทธศาสนาของตนเองส่งให้เกิดผลในทางตรงข้าม

            ท่ามกลางสถานการณ์อ่อนไหวที่เกิดเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์กระทบความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากเช่นนี้ ผู้เขียนมองว่าหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของสื่อมวลชนคือการพยายามหลีกเลี่ยงการนำเสนอรายงานข่าวที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อสังคมเนื่องจากความละเอียดอ่อนของประเด็นที่นำเสนอ และวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อสังคมอันอาจเกิดจากการรายงานข่าวของตนเองคือ การพยายามขุดคุ้ยหาความจริงให้มากที่สุด ตั้งคำถามต่อแหล่งข่าวเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ตนเองได้รับมามีความน่าเชื่อถือ ก่อนที่จะนำข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ไปนำเสนอสู่สังคม และที่สำคัญต้องไม่มีอคติ ฟังความจากแหล่งข่าวเพียงด้านเดียว เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน นับตั้งแต่มีข่าวคราวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่ามีพระผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือที่เรียกขานกันติดปากว่าคดี “เงินทอนวัด” แหล่งข่าวหลักที่เกือบจะเป็นแหล่งเดียวของสื่อทุกสำนักคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่กล่าวหาพระผู้ใหญ่ด้วยข้อหาร้ายแรง โดยไม่มีการตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ตนเองได้รับมาว่าน่าเชื่อถือเพียงใด ไม่มีการนำเสนอข้อมูลจากฝ่ายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งเป็นเจ้าของเงิน แม้ในช่วงหลังจะเริ่มมีพระสงฆ์จากบางวัดที่กำลังจะถูกกล่าวหาเพิ่มเติมออกมาให้ข้อมูลพาดพิงในลักษณะว่าตนเองถูกหลอกโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ตาม ที่สำคัญลักษณะการใช้ภาษาของสื่อส่วนใหญ่ส่งสารมายังผู้รับสารว่าพระเถระทุกรูปที่ถูกกล่าวหามีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งที่ยังไม่มีกระบวนการทางยุติธรรมเกิดขึ้น ยังไม่มีแม้แต่การที่ฝ่ายสอบสวนนิมนต์ท่านไปรับทราบข้อกล่าวหา

            การรายงานข่าวที่สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นธรรมในการรายงานข่าวเช่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดเสียงว่าสื่อกำลังทำลายพระพุทธศาสนาไม่ใช่การปกป้องดังที่สื่อพยายามกล่าวอ้าง ความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้รายงานข่าวการทุจริตเงินงบประมาณที่มีพระสงฆ์ผู้ใหญ่ตกเป็นผู้ต้องหา กลายเป็นการมุ่งทำลายพระสงฆ์และศาสนาพุทธ ปรากฏชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีการรายงานข่าวพระราชาคณะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่เป็นพระเลขานุการส่วนตัวของเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ว่าเสพเมถุน โดยมีการกล่าวอ้างหลักฐานคือภาพถ่ายจากตำรวจที่อ้างว่าเก็บรวบรวมมาจากการค้นวัดสระเกศฯ ก่อนหน้านี้ คำถามคือนักข่าวเองเคยเห็นภาพชุดที่อ้างว่าเป็นหลักฐานเหล่านี้หรือไม่  ผู้เขียนสอบถามไปยังเพื่อนๆ ในวงการข่าว คำตอบที่ได้คือ “ไม่เคยเห็น ฟังจากตำรวจอย่างเดียว” ซึ่งเป็นคำตอบที่สะท้อนให้เห็นว่าสื่อเขียนข่าวที่กระทบกับสถาบันสำคัญของประเทศสถาบันหนึ่ง โดยรับฟังข้อมูลจากคำบอกเล่าของผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียวไม่มีการตรวจสอบหลักฐาน ตั้งคำถามและหาข้อมูลด้านอื่นเพิ่มเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล คดีนี้ตำรวจและหน่วยคอมมานโดบุกตรวจค้นวัดสระเกศฯ ครั้งแรก เช้ามืดวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ข่าวคราวการค้นพบหลักฐานที่อ้างว่าทำให้ท่านเจ้าคุณรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิก ปรากฏในวันที่ ๒ มิถุนายน มีประเด็นให้ชวนสงสัยว่าเหตุใดหลักฐานนั้นจึงเพิ่งถูกอ้างถึง แต่สื่อกลับไม่ตั้งคำถามเหล่านี้ ประเด็นนี้ชวนให้นึกถึงรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ที่อ้างถึงหมอนวดผู้หนึ่งกล่าวพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี “เงินทอนวัด” ว่าได้เสพเมถุนกับตนเองและติดต่อขอส่งเสียเลี้ยงดู ประเด็นนี้ปรากฏเป็นข่าวเพียงหนึ่งวันแล้วก็เงียบหายไป ไม่มีการสืบค้นเพื่อนำข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้มานำเสนอสู่สังคมต่อไป การที่สิ่งที่ถูกอ้างว่าเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อเอาผิดพระสงฆ์ที่ดำรงสมณศักดิ์สูง ได้รับศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนจำนวนมากถูกกล่าวถึงในสื่ออย่างเลื่อนลอยเช่นนี้เอง เป็นสาเหตุหนึ่งที่การทำงานเพื่อตรวจสอบพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาไม่ได้รับความน่าเชื่อถือและการยอมรับในหมู่สงฆ์และศาสนิกชนผู้ศรัทธา

             นอกเหนือจากเป็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความมั่นคงของพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดของประเทศแล้ว ในเชิงคุณลักษณะของข่าว กรณีนี้ยังเป็นการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับ “บุคคล” อีกด้วย ในฐานะที่เคยเป็นผู้สื่อข่าวมานานกว่า ๒๐ ปี ผู้เขียนถูกสอนเสมอว่าเมื่อต้องรายงานข่าวที่เกี่ยวกับ “บุคคล” พึงต้องปฏิบัติต่อบุคคลในข่าวอย่างให้ความเป็นธรรม ให้เกียรติและต้องละเอียดอ่อนในการนำเสนอ หลีกเลี่ยงการนำข้อมูลในลักษณะของข่าวลือ คำนินทาหรือชีวิตส่วนตัวของบุคคลสาธารณะมาเปิดเผย (ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นหรือเนื้อหาของข่าว) หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาหรือข้อความที่ชี้นำ หรือเป็นการเติมอคติของตน แสวงหาข้อเท็จจริงให้รอบด้านมากที่สุด ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่สะท้อนให้เห็นจากรายงานข่าวในกรณีนี้เลย เนื้อหารวมถึงภาษาที่ใช้ข่าวเต็มไปด้วยอคติที่เอนเอียงเชื่อมั่นในหลักฐานของตำรวจ เต็มไปด้วยความเชื่อส่วนตัวของนักข่าว (และอาจรวมถึงองค์กรข่าว) ว่าพระสงฆ์ทุกรูปมีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีกระบวนการไต่สวนหรือคำพิพากษาแต่อย่างใด หากสื่อรายงานข่าวด้านลบตามเนื้อผ้าโดยไม่มีการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังเช่นนี้ ยากที่จะอธิบายกับกลุ่มคนที่ศรัทธาในพระที่ถูกกล่าวหาและพระพุทธศาสนาได้ว่าสื่อกำลังปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยการกำจัดอลัชชี และที่สำคัญสื่อจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงนี้ได้อย่างไร

ผู้เขียนในฐานะพุทธศาสนิกชนไม่ยินดีที่จะเห็นบุคคลอาศัยสมณเพศเป็นฐานที่มั่นในการสร้างเสริมและสั่งสมกิเลสตัณหาของตนเอง และยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เห็นสื่อทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อช่วยกำจัดอลัชชีให้พ้นสังคมสงฆ์ แต่การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อควรเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงการดำรงอยู่ของพระสงฆ์และสามเณรอีกมากนับแสนรูป ในวัดเกือบ ๔ หมื่นแห่งทั่วประเทศ  ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อศรัทธาประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้จึงควรต้องรักษาสมดุลระหว่างการแสวงหาความจริงเพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดอย่างให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา และการรักษาความมั่นคงของสถาบันศาสนาอันเป็นที่รองรับศรัทธาประชาชน เพื่อที่ว่าหากในอนาคตผลการพิจารณาอย่างเป็นธรรมปรากฏชัดว่าพระทุกรูปที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ไม่มีความผิดจริง การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อจะไม่สร้างความมัวหมองให้กับพุทธศาสนา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทั้งนี้หากสื่อ (รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้ย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์สักนิดจะพบว่าในอดีตมีคดีที่สร้างความสลดใจให้กับพุทธศาสนิกชนอันเนื่องด้วยพระผู้ใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อข้อกล่าวหาของฝ่ายบ้านเมืองมาแล้ว คือกรณีของพระพิมลธรรม (อาจ อาสภมหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ที่ถูกบังคับให้เปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์ ถูกถอดสมณศักดิ์ และถูกคุมขังเป็นเวลาเกือบ ๕ ปี  (พ.ศ.๒๕๐๕-๒๕๐๙) ด้วยข้อหายุยง ปลุกปั่น และกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ภายหลังมีคำพิพากษาศาลว่าท่านบริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา หรือที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ กรณีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น กับข้อกล่าวหาครอบครองรถหรูที่ไม่ผ่านกระบวนการเสียภาษี หลังจากต้องเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและแรงเสียดทานจากสังคมผ่านทางการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนมานานกว่า ๒ ปี อัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง

ปรากฏการณ์ในการนำเสนอข่าวคราวสงฆ์ในปัจจุบันนอกจากจะสะท้อนถึงความไม่ละเอียดอ่อนในการรายงานข่าวแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าสื่อมวลชนเองขาดการแสวงหาความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในการนำเสนอข่าวสาร สังคมสงฆ์เป็นสังคมที่มีความเฉพาะ มีพระวินัย ๒๒๗ ข้อเป็นกรอบแนวทางการประพฤติตน การจะเขียนถึงความผิดสงฆ์เพื่อให้พ้นจากความเป็นพระ จำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อจะต้องเข้าใจพระวินัยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง การถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ (การทุจริตฟอกเงิน) และการเสพเมถุน ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พระต้องพ้นจากเพศสมณะหรือที่เรียกว่าต้องอาบัติปาราชิกได้ แต่นั่นต้องมีหลักฐานจากการพิสูจน์แล้วว่ามีมูล มิได้เป็นการแกล้งใส่ความ แต่กรณีนี้เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์แล้ว มาแสดงอย่างชัดแจ้งจะปรับปาราชิกสงฆ์ท่านได้อย่างไร สื่อควรต้องตั้งคำถามเหล่านี้และขยายความออกสู่สังคม มิใช่การเขียนข่าวไปตามน้ำ ที่สำคัญหากพระปรับอาบัติพระอื่นโดยไม่มีมูล พระรูปนั้นต้องถูกปรับสังฆาทิเสส แล้วกรณีนี้หากการปรับปาราชิกท่านสุดท้ายแล้วไม่มีมูล สื่อจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดแก่พุทธศาสนาและพระทุกรูปซึ่งเป็น “บุคคล” ในข่าวของตนเองอย่างไร

อันที่จริงกรณีเงินทอนวัดเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นที่สำคัญมากต่อพระพุทธศาสนาประเด็นหนึ่ง นั่นคือ การที่ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  ให้อำนาจพนักงานสอบสวนบังคับให้พระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดทางอาญา โดยไม่ได้รับการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่ภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุมสละสมณะเพศได้ (เช่นเดียวกับกรณีนี้)  ซึ่งในความรู้สึกของพระสงฆ์และผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ข้อกฎหมายนี้มีความไม่เป็นธรรมเพราะพระท่านเพียงแค่ถูกกล่าวหายังไม่ควรต้องให้สึก ควรถือว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ อันเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายที่ได้รับการยอมรับเป็นสากล และยังมีปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ รวมทั้งฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ วรรคสอง ว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” การบังคับให้พระสงฆ์สละสมณเพศขณะที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ต่างจากการมองว่าพระสงฆ์เป็นผู้กระทำผิดไว้ก่อน ซึ่งสวนทางกับข้อสันนิษฐานความเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นหลักการสำคัญในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา หากสื่อมีการขยายประเด็นจาก “เงินทอนวัด” สู่ “ความเป็นธรรมของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์” น่าจะทำให้ภาพการทำงานเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาของสื่อชัดเจนมากขึ้น

บทความนี้มิได้เขียนขึ้นด้วยความปรารถนาเห็นการทำงานของสื่อในการรายงานข่าวประเด็นที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ และศรัทธาประชาชนอย่างรอบคอบ ใส่ใจ และระมัดระวังผลกระทบที่อาจตามมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ในขณะเดียวกันหากพระสงฆ์ท่านสร้างความมัวหมองให้พุทธศาสนาจริงดังคำกล่าวอ้างก็อยากเห็นข้อมูลหลักฐานที่หนักแน่น รอบด้าน น่าเชื่อถือ ผ่านการทำการบ้าน การแสวงหาข้อเท็จจริงของนักข่าว เพื่อให้สามารถกำจัดอลัชชีได้อย่างไม่มีข้อครหาว่าตั้งใจทำลายพระพุทธศาสนา ในขณะที่เรากำลังเรียกร้องให้พระประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบพระวินัย สื่อก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้อยู่ในกรอบแห่งจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยมิใช่หรือ   

เกี่ยวกับผู้เขียน:  เพ็ญนภา หงษ์ทอง อดีตผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ปัจจุบันนักข่าว นักเขียน และนักแปลอิสระ และร่วมงานกับมีเดีย อินไซต์ เอ้าท์ ฐานะบรรณาธิการร่วม