จริยธรรมนักการเมืองและจรรยาบรรณสื่อ

"รัฐมนตรีคนดังกล่าวได้ตกลงให้ผู้สื่อข่าวของเราสัมภาษณ์ หลังจากที่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีกคนหนึ่งต่อกลุ่มนักเรียนไทยในกรุงลอนดอน โดยเขาตกลงพูดคุยกับผู้สื่อข่าวของเราซึ่งได้บันทึกการสัมภาษณ์ โดยใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเปิดเผย สามารถรับฟังคลิปเสียงดังกล่าวได้ทางเว็บไซต์บีบีซีไทย"

ข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นของฝ่ายสื่อสารองค์กรของบีบีซี สำนักข่าวใหญ่ระดับโลกที่ประกาศออกมาหลังจากโดนกล่าวหาจากนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการของไทยว่า เขาถูกลักลอบบันทึกเสียงการสนทนากับผู้สื่อข่าวของบีบีซีที่กรุงลอนดอนและข้อความที่ว่า “ผมถูกเปิดโปงเรือนแรกผมก็ออกแล้ว” ที่เผยแพร่อันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในปัญหาเรื่องการครอบครองนาฬิกาหรูแม้ว่าจะเป็นของเขาจริง แต่ทว่าไม่ใช่เป็นการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามนพ.ธีระเกียรติ ยอมรับว่า เขาตระหนักดีว่าคู่สนทนาของเขาในวันนั้นเป็นผู้สื่อข่าว

สิ่งที่พูดคุยกันนั้นเมื่อไม่ได้กำหนดว่าเป็นการสนทนาในแบบที่วงการสื่อสารมวลชนเรียกว่า “off the record” แล้ว ข้อความหรือคำพูดใดๆ ย่อมสามารถนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ได้ ไม่มีปัญหาในทางจรรยาบรรณให้ต้องพิเคราะห์แต่อย่างใด

ส่วนผลของคำพูดที่ได้รับการเผยแพร่ออกไปแล้ว ทำให้ผู้พูดซึ่งเป็นรัฐมนตรีร่วมคณะกับบุคคลซึ่งเขาเห็นว่า มีจริยธรรมไม่สูงส่งเท่าใดนักจะอยู่ในฐานะที่ตกที่นั่งลำบาก มองหน้ากันไม่ติด รู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาท หรือ แม้แต่อาจจะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี เช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของสื่อมวลชน

ในฐานะนักการเมือง นพ.ธีระเกียรติแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองด้วยการไปขอโทษ พลเอกประวิตรผู้ที่ถูกพาดพิงและพลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาแสดงความเอ็นดูให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เมื่อปรากฎว่านายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีผู้มีปัญหาไม่ได้แสดงอาการติดใจอย่างออกนอกหน้าและยินยอมจะทำงานร่วมต่อไป ปัญหาส่วนตัวของนพ.ธีระเกียรติ ก็หมดไป (อย่างที่สุดก็ในตอนนี้)

ภาพ : https://www.facebook.com/BBCThai/photos/a.1527194487501586.1073741828.1526071940947174/2050088361878860/?type=3&theater

แต่ปัญหาในทางจริยธรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาคงจะถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก เพราะสิ่งที่เขาได้แสดงออกมานั้น ไม่มีอะไรไปกว่าคนปากไว พูดจาสับปลับกลับกลอก ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก เท่านั้น ไม่ได้มีจริยธรรมสูงส่งไปกว่าคนที่เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ไปก่อนหน้านั้นเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามปรากฎว่าได้มีผู้ยกประเด็นปัญหาขึ้นมาในทำนองที่ว่า บีบีซีไทย ไม่มีจรรยาบรรณในการทำหน้าที่เท่าใดนัก เพราะชอบเล่นลับหลัง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎออกมาชัดเจนแล้ว ประกอบกับการยอมรับของผู้พูดเอง ข้อกล่าวเช่นว่านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากไปกว่า ความพยายามที่จะลดทอนความน่าเชื่อถือของสำนักข่าวของอังกฤษแห่งนั้น อาจจะด้วยเหตุผลที่มีอคติอยู่แต่ก่อนเป็นทุนเดิม อันเนื่องมาจากบทรายงานในอดีต เช่น กรณีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการพบปะและจับมือของพลเอกประยุทธ์และประธานาธิบดีบารัคโอบามา เมื่อครั้งไปประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในเดือนกันยายน 2558 ซึ่งทำลายเครดิตของผู้นำในรัฐบาลทหารอย่างมาก หรือ การเผยแพร่พระราชประวัติรัชกาลที่ 10 แบบไม่เคารพนบนอบเท่าใดนัก ก็ทำให้บรรดาผู้ที่นิยมชมชอบรัฐบาลทหารหรือมีความนิยมในสถาบันกษัตริย์ ไม่ยินดีกับบทบาทและการทำหน้าที่ของบีบีซีไทย ข้อกล่าวหาใดๆ ที่หมิ่นเหม่ต่อจริยธรรมจึงได้รับการตอบสนองจากกลุ่มคนเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

ความจริงแล้วหลักปฏิบัติของวงการสื่อสารมวลชนว่าด้วยการได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูลนั้นอาจจะไม่มีระบุไว้ชัดเจนนัก ในหลายที่อาจจะเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือบอกเล่ากันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า การได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูลนั้นต้องเป็นไปโดยชอบและเปิดเผย ผู้สื่อข่าวสมควรแสดงตนโดยชัดแจ้งต่อแหล่งข่าวว่าตนได้ทำการสัมภาษณ์และคำพูดเหล่านั้นจะได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณชน

หากเป็นการสัมภาษณ์ด้วยเรื่องทั่วๆ ไปก็ไม่สู้มีปัญหามากนัก แต่ในหลายกรณีผู้ที่พูดหรือแหล่งข่าวนั้นๆ ได้รับผลกระทบจากคำพูดของตัวเองในทางใดทางหนึ่งมักจะปฏิเสธว่า ไม่ได้พูดหรือถูกแอบบันทึกเสียงหรือภาพการสนทนา ซึ่งนั่นก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของข่าวสารข้อมูลนั้นๆ ด้วย ถ้าหากเทียบเคียงในเชิงคดีความแล้วศาลจะไม่รับฟังข้อมูลที่ได้มาโดยมิชอบ

แต่ปัญหาของวงการสื่อสารมวลชนนั้น จะนำกรณีการพิจารณาความในศาลยุติธรรมมาเทียบเคียงไม่ได้ เพราะเหตุว่า งานสื่อสารมวลชนนั้น มุ่งเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ของการรับรู้ของสาธารณชนเป็นสำคัญ ข้อมูลใดหากปรากฎว่า มีผลกระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะแล้วจำเป็นจะต้องได้รับการเผยแพร่เสมอ แม้ว่าการได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูลนั้นอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดกับหลักจริยธรรมก็ตาม

ความจริงมีตัวอย่างหลายกรณี เช่น กรณีการเปิดเผยเอกสารลับเพนตากอนของหนังสือพิมพ์ Washington Post ในปี 1971 (พ.ศ. 2514) ดังที่กำลังปรากฎในภาพยนตร์ The Post ในเวลานี้ ปรากฎโดยชัดแจ้งว่า เอกสารเหล่านั้นเป็นเอกสารลับของทางราชการห้ามเผยแพร่และในข้อเท็จจริงนั้นสื่อมวลชนทั้ง New York Times ในตอนแรกและ Washington Post ในเวลาต่อมาล้วนได้เอกสารลับนั้นมาจากแหล่งเดียวกันซึ่งได้โขมยออกมาอีกทีหนึ่ง กระทำเช่นนั้นผิดกฎหมายแน่นอน กระทั่งศาลได้มีคำสั่งให้ยุติการเผยแพร่และผู้ฝ่าฝืนอาจจะมีโทษถึงจำคุก

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดได้มีการนำเรื่องนี้ขึ้นสูงศาลสูงของสหรัฐซึ่งได้ตัดสินให้ทำการเผยแพร่เอกสารลับนั้นได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณชน เพราะเอกสารดังกล่าวนั้น ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐโกหกประชาชนในเรื่องสงครามเวียดนาม ส่งทหารไปตายแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ไม่มีทางชนะสงครามนั้นได้ แต่ทนฝืนทำสงครามต่อไปเพียงเพื่อรักษาหน้ารัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้คำนึงชีวิตของประชาชนที่ต้องไปรบในสงครามที่ไกลจากบ้านถึงอีกซีกโลกหนึ่ง

ประเด็นปัญหาในทางจริยธรรมสื่อมวลชนในที่นี้ก็มีแต่เพียงว่า ข่าวสารข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่ เอกสารดังกล่าวนั้นเป็นของจริงหรือไม่ เมื่อปรากฎว่า ข้อมูลเหล่านั้นถูกต้อง เอกสารเป็นของจริง เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามสื่อมวลชนย่อมมีภาระหน้าที่จะต้องเผยแพร่และนำเสนอออกไป การปกปิดเอาไว้ต่อไปต่างหากที่จะเป็นการละเมิดจริยธรรม

ในกรณีของบีบีซีนั้นไม่มีปัญหาเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนให้พิจารณาเพิ่มเติม เพราะรัฐมนตรีผู้นั้นได้ยอมรับว่าเป็นเสียงของตนจริงและตระหนักว่าคนสนทนาเป็นผู้สื่อข่าว จะบันทึกเสียงหรือไม่ (แต่สำหรับสื่อมวลชนแนะนำให้บันทึกทุกครั้ง) ก็ย่อมคาดหมายได้ว่า คำพูดนั้นจะได้รับการเผยแพร่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาคือ จริยธรรมและมโนสำนึกของรัฐมนตรีต่างหาก ไม่ใช่ของสื่อมวลชน

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ The Nation มีประสบการณ์ในการทำข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งลุ่มแม่น้ำโขงและปัญหาชายแดนมากว่า 20 ปี